เจ็บจัง
ราวกับว่าศีรษะถูกเข็มเสียดแทง ความเ็ปแหลมคมโจมตีเข้ามาทว่าก็ทำให้เธอได้สติขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
จู่ๆ น้ำร้อนกระบวยหนึ่งก็สาดเข้าที่ไหล่ของเธอลดเลือนความรู้สึกเหนอะหนะ เจ็บ และคันบนร่างกาย
ตามด้วยเสียงด่าว่าปนร้องไห้สะอึกสะอื้นฉวี่หลิงลืมตาอย่างเลือนราง สิ่งที่ลอดเข้าสู่สายตาก็คือผนังอิฐ ดิน และน้ำตาของมารดาเธอหวังย่าเหม่ย ฉวี่หลิงพบว่าตัวเองถูกถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า และกำลังนั่งอยู่ในกะละมังซักผ้าขนาดใหญ่ให้หวังย่าเหม่ยขัดโคลนบนตัวเธอ“ฉวี่หลิง ทำไมลูกถึงได้ดื้อแบบนี้! บอกแล้วว่าห้ามไปที่คันนาลูกก็ยังจะไป ลูกดูสิว่าตอนนี้สภาพตัวเองเป็ยังไง” น้ำทั้งกะละมังถูกขัดล้างจนดำปิ๊ดปี๋หวังย่าเหม่ยดึงตัวฉวี่หลิงออกมาจากกะละมัง เปลี่ยนน้ำเสร็จก็ดึงตัวเธอเข้าไปในกะละมังอีกครั้งและล้างตัวให้ต่อ
ฉวี่หลิงมองฝ่ามือตัวเองที่เล็กลงเงยหน้าขึ้นกวาดตามองปฏิทินบนฝาผนัง บนนั้นเขียนว่าปี 2000
นี่มันจะมหัศจรรย์เกินไปแล้วนะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอยังนั่งขอบตาดำกำลังทำโอทีไม่คิดว่างีบไปครั้งเดียว เธอกลับย้อนมาตอนอายุหกขวบได้
ฉวี่หลิงนึกย้อนกลับไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ค่อยๆ คิดขึ้นได้ว่าน่าจะเป็ปลายเดือนเมษายน แต่ละบ้านไถนา กำลังตระเตรียมปลูกต้นกล้านี่เป็ฤดูกาลของการทำนา
ฉวี่หลิงคิดขึ้นได้ ตอนเธออายุเท่านี้ นิสัยร่าเริงเป็ที่สุดปกติแล้วเธอชอบที่จะไปจับปลาจับกุ้งกับเด็กผู้ชาย ชอบเอากิ่งไม้มาพันใยแมงมุมตอนที่แมลงปอบินไปทั่วก็ไล่จับแมลงปอ แล้วก็ยังชอบเล่นะโยางกับเด็กผู้หญิงเล่นซ่อนหา พอได้ออกไปเล่นก็เล่นได้ทั้งบ่ายไม่กลับบ้าน
ครั้งนี้เป็เพราะว่าเธอเห็นดอกไม้ที่สวยงามเป็พิเศษดอกหนึ่งที่คันนาเธอนั่งยองๆ ลงที่ถนนดินลูกรัง และตอนที่โน้มตัวเก็บดอกไม้ไม่ทันระวังจึงกลิ้งหล่นลงไปในท้องนา
ตอนที่ตัวเธอไถลลงไปในโคลนอ่อนนุ่มสีดำปี๋ เนื่องจากข้างกายไม่มีคนอยู่เธอจึงไม่ได้ร้องไห้โวยวายแต่กลับคว้าต้นหญ้าที่ขึ้นบนคันนาอย่างสงบนิ่ง หลังจากที่เหยียบทางดินลูกรังปีนขึ้นมาจากท้องนาได้ถึงค่อยร้องไห้งอแงวิ่งกลับบ้าน
หลังจากที่หวังย่าเหม่ยล้างตัวฉวี่หลิงจนสะอาดแล้วถึงได้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดตัวเธอให้แห้ง จงใจถามด้วยเสียงเย็นเยียบ “รู้ตัวว่าผิดแล้วหรือยัง คราวหน้ายังจะกล้าวิ่งเล่นไปทั่วอีกไหม”
ฉวี่หลิงมองหวังย่าเหม่ยที่ยังไม่ได้รับอุบัติภัยร้ายแรงยังสาว แถมยังมีใบหน้าที่มีชีวิตชีวา ก็เข้ากอดคอของเธอ น้ำตาหลั่งลงมา “แม่คะ หนูไม่กล้าแล้ว หนูจะไม่ทำอีกแล้ว”
ฉวี่หลิงจำได้ว่าตอนนั้นหลังจากที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เธอชอบพอกับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อโจวเฮ่อ เขามีนิสัยอ่อนโยน ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านแม้ว่าสถานะทางครอบครัวจะแย่ไปสักหน่อย ทว่าตอนนั้นเธอรู้สึกว่าเขาดีมากๆ ั้แ่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงทำงานเป็เวลาสี่ปีเธอก็คบกับโจวเฮ่อมาโดยตลอด ต่อมาพวกเขาถึงวัยที่จะพูดคุยเื่แต่งงานตอนที่ทั้งสองครอบครัวกำลังเตรียมตัวพูดคุยเื่งานแต่ง ฉวี่เหวินจวินบิดาของฉวี่หลิงกลับเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างกะทันหันจนเป็อัมพาตอยู่ได้เพียงบนเตียงคนขับรถที่ก่อเื่ก็หลบหนีไป
จากนั้นโจวเฮ่อนัดฉวี่หลิงออกมาบอกว่าตัวเองยังไม่อยากรับผิดชอบเื่หนี้สินหลังแต่งงานมากนักดังนั้นจึงเลิกกับเธออย่างง่ายดาย
ฉวี่หลิงรู้ว่าในนิสัยเดิมของมนุษย์ย่อมรักษาผลประโยชน์หลีกเลี่ยงผลร้ายนอกจากที่มีพ่อนอนติดเตียงอยู่นานแล้ว ยังมีสามีภรรยาที่พอใกล้จะเกิดเหตุร้ายเข้ามาก็ต่างคนต่างแยกกันไปเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเยอะแยะไป เธอเองก็ไม่ได้โทษโจวเฮ่อ ทว่าจังหวะเวลาที่โจวเฮ่อพูดเื่บอกเลิกนั้นเร็วเกินไปท่าทีเองก็แสนจะตรงไปตรงมา จึงเป็ธรรมดาที่เธอจะรู้สึกแย่
จากนั้นเธอก็พยายามสุดชีวิตเพื่อหาเงินยุ่งกับการทำโอทีมาโดยตลอด หาเงินค่ารักษาพยาบาลประคองชีวิตบิดากับมารดาสองคนแล้วก็ยังมีค่าครองชีพภายในบ้านอีก
เธอทำงานหนักมาโดยตลอดดังนั้นเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับแม่เองก็น้อยลงทุกที จิตใจของผู้เป็พ่อก็ไม่ดีนัก ท่านค่อนข้างเสียใจในความผิดพลาดของตัวเองรอยยิ้มภายในบ้านเริ่มจางลงทุกที ความกดดันจากความเป็จริงทำให้ฉวี่หลิงเหนื่อยใจมานานแล้วเธอเองก็อยากเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เช่นนี้ อยากจะหยุดพักสักหน่อยเช่นกันทว่าชีวิตมักจะโบยแส้มาที่เธออยู่เสมอ ถาโถมใส่เธอไม่รู้จักหยุดหย่อน
ทว่าเธอไม่คิดเลยว่าเพียงงีบและตื่นขึ้นมา เธอก็ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ตัวเองยังเด็ก
หวังย่าเหม่ยเห็นฉวี่หลิงหลั่งน้ำตารับผิดแต่โดยดี ในใจก็รู้สึกเห็นใจอยู่บ้างจึงยกน้ำขิงถ้วยหนึ่งให้เธอ “หลิงหลิงดื่มนี่ซะนะถึงอากาศจะอุ่นขึ้นแล้ว แต่ว่าก็ยังมีโอกาสเป็หวัดได้ ลูกรู้ว่าทำผิดก็ดีแล้วเป็สาวเป็แส้ ลูกควรจะเชื่อฟังแม่หน่อย อย่าไปเที่ยวปีนป่ายจนตกลงมาแบบนี้”
ฉวี่หลิงอยู่ภายใต้สายตาตกตะลึงของหวังย่าเหม่ยตรงเข้ายกน้ำขิงที่ทั้งเผ็ดทั้งร้อนดื่มจนหมดในอึกเดียว
“ถ้าลูกเชื่อฟังแบบวันนี้ทุกวันก็ดีน่ะสิ” หวังย่าเหม่ยเก็บถ้วยไปในดวงตาปลื้มอกปลื้มใจ ปกติแล้วเวลาที่ฉวี่หลิงดื่มยา มักต้องพูดเกลี้ยกล่อมอยู่หลายประโยคถึงจะยอมดื่มเวลานี้ราบรื่นได้ถึงขนาดนี้กลับทำให้เธอตกตะลึง
ฉวี่หลิงเชื่อฟังหวังย่าเหม่ยพลางยิ้มกริ่ม “แม่คะ ก่อนหน้านี้หนูซนมากๆ ต่อไปจะเป็เด็กดีค่ะ”
หวังย่าเหม่ยถูกหยอกเย้าจนหัวเราะเสียงเบา “ยัยสาวน้อยปากหวาน ไหนๆ ก็พูดคำพูดนี้ออกมาเองแล้วงั้นต่อไปลูกต้องทำให้ได้ด้วยล่ะ”
ฉวี่หลิงพยักหน้า “แม่วางใจนะคะหนูพูดได้ก็ต้องทำได้”
หวังย่าเหม่ยดึงผ้าห่มขึ้นมาให้ฉวี่หลิง “เอาละ ลูกก็รีบนอนเข้าเถอะ รอให้ถึงเวลากินข้าว แม่จะมาเรียกเอง”
ฉวี่หลิงหลับตาลงอย่างเชื่อฟังรอให้หวังย่าเหม่ยยกชามหันหลังออกจากห้อง เธอถึงได้ถอนใจออกมา
คราวนี้นับว่าพระผู้เป็เ้าช่างเอาใจใส่ดีเหลือเกินอย่างนั้นเธอเองก็ไม่อาจเนรคุณโอกาสที่ล้ำค่าในครั้งนี้ คราวนี้เธอจะต้องทำให้พ่อแม่ของเธอสุขภาพร่างกายแข็งแรงไปตลอดชีวิตได้ััความเฟื่องฟูไปทั้งชีวิต
ในขณะที่ฉวี่หลิงกำลังคิด อยู่ๆ ที่ตาขวาก็ปรากฏบางอย่างที่มีห้าถึงหกสีแต่ตาด้านซ้ายมองปกติดี เธอคิดว่าตัวเองตาพร่าก็เลยยกมือขึ้นนวดคลึงดวงตา
สิ่งที่ตาขวามองเห็นก็พลันกลับสู่ภาวะปกติ ฉวี่หลิงดึงผ้าห่มขึ้นและหลับตาลง
ตอนพลบค่ำ ฉวี่เหวินจวินเพิ่งจะแบกจอบกลับมาที่บ้านเขาใช้ผ้าเช็ดหน้าอย่างลวกๆ เปลี่ยนชุดที่เลอะโคลนออกมาก็เห็นฉวี่หลิงรินน้ำอุ่นแก้วหนึ่งด้วยยิ้มแย้มพลางยื่นส่งให้ตน “พ่อคะ วันนี้เหนื่อยแย่เลยนะคะ รีบดื่มน้ำเร็วเข้า”
รูปร่างของฉวี่เหวินจวินค่อนข้างท้วม ท่าทางซื่อๆเมื่อยิ้มออกมาแลดูมีน้ำใจไมตรีอย่างยิ่ง
หลังจากที่เขาประหลาดใจกับน้ำที่ยกออกมาก็อุ้มฉวี่หลิงขึ้นมา หัวเราะเหอๆ พลางเอ่ย “ทำไมวันนี้หลิงหลิงถึงได้เป็เด็กดีนักนะทำเื่อะไรผิดมาอีกแล้วใช่ไหม แม่ว่าลูกเหรอ”
หวังย่าเหม่ยยกกับข้าวออกมา ได้ฟังคำนี้ก็ยิ้มระคนเอ่ย“คุณนี่ทายแม่นเกินไปแล้วนะคะ เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรผิดมีที่ไหนที่จะเชื่อฟังขนาดนี้”
“แม่คะ ต่อไปหนูจะเป็เด็กดีค่ะ”ใบหน้าของฉวี่หลิงแดงซ่าน ในใจรู้สึกผิดเล็กน้อย “ลูกเล่าเื่วันนี้ให้พ่อฟังได้หรือเปล่า”
ฉวี่เหวินจวินประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว เขาบีบดวงหน้าของฉวี่หลิง“ทำไมถึงบอกพ่อไม่ได้แล้วล่ะ ปกติเวลาทำผิด ไม่ใช่พ่อคนนี้ที่คอยปกป้องลูกหรือไง”
ฉวี่หลิงวุ่นวายลงจากตักของฉวี่เหวินจวินรีบวางถ้วยจัดตะเกียบ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ไม่พูดถึงแล้วค่ะพวกเรารีบกินข้าวกันดีกว่า หนูหิวจะแย่แล้ว”
กินข้าวเสร็จแล้ว ฉวี่หลิงออกตัวแย่งจานชามมาล้างเช็ดโต๊ะ ซ้ำยังกวาดบ้าน ขยันบากบั่นจนทำให้ฉวี่เหวินจวินตกตะลึงเหนือสิ่งใดเขารู้ว่าลูกสาวของเขาไม่ได้เป็คนี้เี ก็แค่ชอบเล่นไปหน่อยเท่านั้น ปกติเวลานี้เธอน่าจะออกไปหาเพื่อนเล่นด้วยแล้วคิดไม่ถึงว่าจะยังทำงานบ้านอย่างละเอียดรอบคอบ
ระหว่างคืนขณะที่นอนอยู่ฉวี่เหวินจวินอดไม่ได้ที่จะถามหวังย่าเหม่ย “วันนี้หลิงหลิงเป็อะไรกันแน่ไม่เหมือนลูกเรานะ”
หวังย่าเหม่ยปิดไฟ นอนลงบนเตียงหัวเราะระคนเอ่ยออกมา “หลิงหลิงทำผิดมา คงใมากถึงได้เชื่อฟังขนาดนี้ถือว่าได้โชคเพราะเกิดเื่ นิสัยของลูกซนเกินไปแล้ว ถ้าเชื่อฟังอีกสักหน่อยฉันก็เป็ห่วงลูกน้อยลงนะคะ”
ฉวี่เหวินจวินโอบกอดหวังย่าเหม่ยผ่านผืนผ้าห่ม จู่ๆ ก็ถอนใจออกมา“ผมจนขนาดนี้ คุณยังแต่งงานกับผม หลายปีมานี้จัดการเื่จุกจิกในบ้านเพื่อผมทำให้คุณลำบากแย่เลยนะ”
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไม่ต้องพูดเื่ไร้สาระพวกนี้แล้วละค่ะ” เอ่ยออกมาแบบนี้ ทว่าหวังย่าเหม่ยก็เผยรอยยิ้มแสนสุขออกมาในความมืด “ฉันไม่ลำบากสักนิด รีบนอนเถอะ ตอนนี้ดึกแล้วนะคะ”หลายปีที่ผ่านมานี้แน่นอนว่าเธอเหนื่อย ทว่าสามีเธอเป็คนเอาใจใส่ดังนั้นจึงนับว่าวันคืนผ่านไปด้วยดี สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว ลูกร่างกายแข็งแรงวันคืนที่แสนธรรมดาแบบนี้ เธอเองก็พึงพอใจมากแล้ว
ฉวี่เหวินจวินถอนใจออกมาครั้งหนึ่งก็ช่วยดึงผ้าห่มขึ้นมาให้หวังย่าเหม่ยอย่างใส่ใจหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง
เขาคิดในใจ เขาต้องขยันมากขึ้นกว่านี้ ภรรยากับลูกจะได้มีชีวิตที่ดีในเร็ววัน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950