ครึ้ม!
กลิ่นอายอันทรงพลังกระจายออกไปรอบทิศ...ดวงตาของซุยกุ่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากเย่ฉีเปี่ยมไปด้วยอำนาจราวกับว่าเบื้องหน้าของเขาคือตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้เสียงของหมัดปะทะกันดังสนั่นก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกันและร่างของเย่ฉีก็ปลิวไปด้านหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง
อย่างไรก็ตามภายใต้ความตกใจนั้นสายตาของซุยกุ่ยก็ค่อยๆเลื่อนลงมามองยังหมัดขวาของเขาที่ต่อยออกไปเมื่อครู่นี้...มันเต็มไปด้วยรอยถลอกและคราบเลือดที่ไหลซึมออกมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บถึงแม้ว่าจะมีพลังเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนก็ตาม!
“กลิ่นอายของราชัน!เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ในขณะเดียวกันเย่ฉีก็ค่อยๆดันร่างของตัวเองออกมาจากรอยแยกของกำแพงอย่างยากลำบากในตอนนี้ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉานที่ดูดุร้ายและบ้าคลั่ง!ทั่วทั้งตัวถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีแดงที่ดูเหมือนกับชุดเกราะอันทรงพลัง นิ้วมือทั้งสองข้างของเขายังกลายเป็นงุ้มงอและปรากฏกรงเล็บอันแหลมคมขึ้นมาเหมือนกับสัตว์ร้าย!
อย่างไรก็ตามหมัดหนึ่งเทียบหมื่นของอีกฝ่ายนั้นรุนแรงอย่างมากสายตาของเย่ฉีนั้นมองไปยังซุยกุ่ยด้วยความประหลาดใจก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่การใช้ออกด้วยหมัดของซุยกุ่ยนั้นเขาได้แสดงขั้นตอนทั้งหมดออกมา!ด้วยสายตาและความเข้าใจของเย่ฉีมีหรือที่เขาจะมองไม่ออก?
“มันไม่สำคัญว่าข้าเป็นใคร...เวลานั้นมีค่าจงปลดปล่อยหมัดที่สิบของเจ้าออกมา!”
คำพูดของเย่ฉีนั้นชัดเจนเป็นอย่างมากและอีกฝ่ายก็เข้าใจได้ในทันที...ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นร่างจำแลงสายฟ้าหรือมังกรเขาก็เปิดใช้ได้ไม่นานมากนักด้วยพื้นฐานการฝึกตนที่ต่ำต้อยเมื่อเทียบกับคุณสมบัติแฝงที่ฝ่ากฎสวรรค์ยังนับว่าในตอนนี้เขาทำเกินตัวไปไม่น้อย
“ดี!ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร...ด้วยเกียรติของราชามู่ ข้าซุยกุ่ยขอคารวะด้วยหมัดนี้!”
เนื่องจากกลิ่นอายของเย่ฉีที่แสดงออกมาทำให้ในสายตาของซุยกุ่ยเขาไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปทั้งคำเรียกและสายตาแสดงออกด้วยความเคารพอย่างสูงสุดในยุคโบราณนอกจากความแข็งแกร่งแล้วกลิ่นอายของแต่ละคนคืออีกหนึ่งอย่างที่ใช้ชี้วัดคุณค่าของผู้ที่เดินไปบนเส้นทางแห่งเต๋าการจะมีกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่นั้นก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานอันแสนยากลำบากสำหรับซุยกุ่ยกลิ่นอายที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่นี้อย่างน้อยก็ต้องเทียบได้กับจักรพรรดิขุ่ย!
น่าเสียดายที่ซุยกุ่ยนั้นอยู่ในยุคโบราณและวิญญาณถูกผนึกเอาไว้ในพระราชวังแห่งนี้จึงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของเย่ฉีและยุคของราชันมังกร!
ความผันผวนของชั้นอากาศปะทุขึ้นอีกครั้งกฎโบราณที่เทียบได้กับประตูโบราณสามบานได้หมุนวนอยู่รอบหมัดของซุยกุ่ยการปะทะกันครั้งนี้ย่อมรุนแรงอย่างหาที่เปรียบมิได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสามประตูโบราณแต่เย่ฉีมั่นใจว่าด้วยทักษะและความดุร้ายของอ๋องลำดับที่หกนั้นบางทีพวกบรรพชนเก้าประตูของยุคนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะรับหมัดของเขาได้ด้วยซ้ำ!
ดวงตาของร่างวิญญาณซุยกุ่ยเรืองรองไปด้วยแสงที่คมกริบก่อนจะพุ่งเข้ามาด้วยพลังที่ดุร้ายกลิ่นอายของเขาเหมือนกับจะสามารถบดขยี้โลกนี้ไปได้จริงๆ เวลาเดียวกันนั้นเย่ฉีก็สูดหายใจเข้าลึกก่อนที่ดวงตาสีแดงฉานของเขาจะประกฎคลื่นสีฟ้าครามปกคลุมทำให้มันดูลึกลับและงดงามในเวลาเดียวกัน…ราวกับว่ามันคือสมบัติลับที่ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
‘ดวงตาที่สี่...ดวงประทีบย้อมสมุทร!’
เสียงคำรามของซุยกุ่ยดังออกมาด้วยความบ้าคลั่งโดยไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของเย่ฉีขณะเดียวกันนั้นเสียงของเย่ฉีก็ร้องคำรามออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าปะทะกับซุยกุ่ยด้วยทุกสิ่งที่มี...นี่คือความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขาที่สามารถรีดเร้นออกมาได้ในเวลานี้!
“สูญสิ้นโลกา!ลักษณ์ที่สาม...มังกรสายฟ้า!”
ร่างที่ห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดมังกรสีแดงฉานของเย่ฉีในเวลานี้เกิดเป็นกระแสลมอันแปรปรวนม้วนตลบไปทั่วร่าง!อสรพิษสายฟ้าชูคอเลื้อยพันไปทั่วเป็นภาพมายาแต่ความจริงคือสายฟ้าเส้นเล็กๆจำนวนมากที่ไหลเวียนไปรวมกันเป็นจุดเดียวที่หมัดขวา!
การปะทะกันของสิ่งมีชีวิตที่เหนือล้ำเกินกว่าจินตนาการของโลก!มันทำให้ทัณฑ์สายฟ้าจากสวรรค์ชั้นที่สองไม่สามารถเมิณเฉยได้อีกต่อไปทั่วทั้งเก้าโลกเกิดเป็นความปั่นป่วนอย่างรุนแรงตัวตนที่หลบซ่อนและชนชั้นผู้ปกครองต่างลืมตาขึ้นจากการหลับใหลการเคลื่อนไหวของทัณฑ์สายฟ้าที่เงียบสงบมานับล้านปีไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเมิณเฉยได้
ดวงตานับล้านคู่ต่างจับจ้องกันอย่างจริงจังเพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนเช่นนี้มีทั้งคนที่ขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจ คนที่ให้ความสนใจเพียงเล็กน้อยและคนที่กำลังตื่นเต้น!เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งจักรวาลว่าสิ่งที่ทำให้ทัณฑ์สายฟ้าพิโรธนั้นมีเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือการคงอยู่ของบางอย่างที่ขัดแย้งต่อกฎโบราณภายใต้กฎโบราณนั้นคือความเป็นไปได้สองสิ่งที่จะทำให้เกิดเป็นความพิโรธของทัณฑ์สายฟ้า
หนึ่งคือผู้ฝึกตน!หากมีใครบางคนที่ฝ่าฝืนกฎโบราณจะต้องถูกกำจัดไปด้วยทัณฑ์สายฟ้า!
และสอง...คือการถือกำเนิดขึ้นของสุดยอดสมบัติที่ทรงพลังเหนือกว่ากฎโบราณ!
โดยที่ไม่สนใจสิ่งใดเย่ฉีย่อมรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของเขาจะทำให้เกิดผลกระทบที่ตามอย่างใหญ่หลวงในเวลานั้นพร้อมๆกับที่หมัดของเขาปะทะกับหมัดสุดท้ายของซุยกุ่ยสายตาทุกคู่จากทั่วทั้งจักรวาลก็บรรจบมายังที่เดียวกัน…โลกมนุษย์!สถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายของสายฟ้าเส้นมหึมาที่ฟาดลงไป!
ปัง!
แรงสั่นสะเทือนเคลื่อนผ่านไปทั่วทั้งเก้าโลกสิบสวรรค์และหนึ่งนรก!นัยตาของชายชราที่หลับใหลจำนวนมากแดงฉานไปด้วยความบ้าคลั่ง!มีทัณฑ์สายฟ้าเพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่ฟาดผ่านลงมายังโลกมนุษย์และบนสวรรค์ชั้นที่สองก็สงบลงเมื่อร่างจำแลงของเย่ฉีหายไป
อย่างไรก็ตามมันกลับทำให้เกิดความโกลาหลอันใหญ่หลวงที่จะนำพาความวุ่นวายมายังโลกมนุษย์เมื่อเขตแดนที่กั้นขวางระหว่างเก้าโลกเปิดออกความลับที่ถูกกลบซ่อนมาหลายยุคสมัยได้เปิดเผยต่อสายตาของขุมอำนาจทั่วทั้งจักรวาลไม่เว้นแม้กระทั่งในพระราชวังที่ตั้งอยู่บนทะเลลาวาในนรกโลกันตร์!
ภาพที่สายตาเหล่านั้นมองเห็นคือหัตถ์สีทองขนาดใหญ่ที่เกิดจากค่ายกลเวทนับล้านได้ฉีกกระชากทัณฑ์สายฟ้าจนแหลกกระจุยในพริบตาแม้แต่จักรพรรดิสวรรค์หรือจ้าวนรกก็ไม่สามารถต้านทานความยั่วยวนเช่นนี้ได้ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีบางสิ่งที่ทรงพลังถึงขนาดต่อต้านทัณฑ์สายฟ้าและฉีกกระชากมัน!
ค่ายกลเวทที่ทรงพลังเช่นนี้ตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของจักรวาลจนมาถึงปัจจุบันมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่แตกฉานในศาสตร์ของค่ายกลเวทจนบรรลุถึงระดับพระเจ้า!
หนึ่งในสี่ปราชญ์แห่งพระเจ้า!เห่ยหมิงซานหยาน...ปราชญ์ฟ้าบูรพา!
ในระหว่างที่ทั้งจักรวาลเกิดเป็นความโกลาหล...บนโลกมนุษย์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงกว่านับสิบเท่า!รอยแยกขนาดใหญ่ที่เกิดจากการโจมตีของทัณฑ์สายฟ้าได้ทำให้เกิดเป็นหลุมลึกไปจนถึงโลกใต้พิภพสุดทางนั้นก็คือพระราชวังขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมไปด้วยกำแพงเสียดฟ้าทั้งสี่ทิศ มันก็คือพระราชวังของชนเผ่าโบราณ...มรดกของราชามู่!
อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ใดสามารถลอดผ่านเส้นทางนี้ไปได้เพราะมันถูกปิดกั้นด้วยค่ากลเวทที่แม้แต่ทัณฑ์สายฟ้าก็ยังถูกทำลายไปอย่างง่ายดาย...หลังจากนี้ไปทั่วทั้งโลกจะเกิดเป็นความบ้าคลั่งและพายุลูกใหญ่ที่จะพัดผ่านโหมกระหน่ำสู่เหล่ามหาอำนาจที่ครอบครองแผนที่ในการเข้าสู่พระราชวังชนเผ่าโบราณแห่งนี้!
เวลาเดียวกันกับที่ด้านนอกเกิดความปั่นป่วน...ภายในห้องลับร่างกายของเย่ฉีนั้นถูกชโลมไปด้วยเลือดไม่ต่างจากครั้งที่ทำสงครามกับกู่โบ่และหลัวข่านเพียงแต่ครั้งนี้โลหิตที่อาบชุ่มไปทั่วทั้งตัวก็คือโลหิตของเขาเองแต่อย่างไรก็ตามใบหน้าของเขาก็ยังประไปด้วยรอยยิ้มและดวงตาที่กระจ่างใสแม้ว่าในตอนนี้เขาจะใช้พลังไปทั้งหมดเพื่อรับหมัดที่สิบของซุยกุ่ยและยังได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม
ตอนนี้เขาผ่านการทดสอบแล้วและยังได้รับตราประทับมาทั้งหมดสิบดวง!
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่ซุยกุ่ยทำอะไรบางอย่างประตูที่อยู่ด้านหลังของเขาก็เปิดออกในเวลานั้นมีสตรีวัยกลางคนในชุดเกราะหนักเดินออกมาอย่างช้าๆใบหน้าของนางงดงามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งปัญญาราวกับวิหคสีชาคที่ทรงอำนาจและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี
นางเดินเข้ามาหยุดยืนที่ด้านข้างของซุยกุ่ยก่อนจะประสานมือขึ้นและมองไปยังเยฉีที่นั่งหายใจอย่างยากลำบากพิงอยู่ในช่องของกำแพงที่แตกร้าวไม่ว่าสภาพร่างกายของเขาจะเป็นเช่นไรแต่แววตาของเย่ฉียังคงสงบนิ่งราวกับส่วนลึกของมหาสมุทรยามที่มองไปยังซุยกุ่ยและสตรีผู้มาใหม่
หลังจากจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายนางก็พยักหน้าให้กับซุยกุ่ยก่อนจะโบกมือครั้งหนึ่งกลายเป็นตราประทับสิบดวงบินตรงไปยังเย่ฉี
“ข้าคือหลิวตงเฉิง...อ๋องลำดับที่ห้าของจักรพรรดิขุ่ยหนึ่งในสองผู้ติดตามราชามู่...ข้าขอให้การยอมรับท่านในการผ่านเข้าสู่ปราสาทราชา!”