บทที่ 4 ปาฏิหาริย์
ตู้มมมมมม!!!
มีบางอย่างพุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรุนแรงด้านหลังของเ้าออร์คซึ่งทำให้เกิดเสียงดังและฝุ่นคลุ้งกระจายไปรอบบริเวณนั้นเ้าออร์คหยุดการโจมตีของมันอย่างกะทันหันและพุ่งความสนใจไปตรงจุดที่วัตถุนั้นตกลงมามันรับรู้ถึงอันตรายของสิ่งที่ตกลงมาโดยสัญชาตญาณเมื่อฝุ่นเริ่มจางลงไปก็ปรากฏร่างของหญิงสาวที่ดูมีเสน่ห์ของผู้ใหญ่รูปร่างสูงโปร่ง ผมหางม้าสีเงินส่องประกาย ดวงตาสีอำพันที่เข้ากับสีผมของเธอเธอสวมเครื่องแบบที่ประกอบไปด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นคอปกสีดำ เสื้อสูทคลุมไหล่สีขาวที่ประดับด้วยเหรียญตราต่างๆ โดยมีโซ่สีทองขนาดเล็กสามเส้นบริเวณใกล้ ๆ กับคอเสื้อเกี่ยวกันไว้ไม่ให้หลุดออกจากกันกางเกงขายาวและร้องเท้าบูทหนังสีดำ ซึ่งเธอกำลังยืนปัดฝุ่นออกจากกางเกงของเธออยู่
“อ้าว…!!! แม่หนูแคลร์ไม่ใช่เหรอนั่น…!? ไม่ได้เจอกันนานเลยนะสบายดีรึเปล่า!?”
หล่อนมองข้ามผมที่สะบักสะบอมและไปทักทายซิสเตอร์ที่อยู่ด้านหลังของผมโดยไม่สนใจเ้าออร์คตัวนั้นเลยราวกับมันเป็อากาศธาตุซิสเตอร์ที่ตอนนี้กำลังตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ทันก็ได้แต่พยักหน้าให้ผู้หญิงคนนี้
“เอ่อ... แต่ดูสภาพแล้ว... ไม่น่าจะสบา-”
ผลั่ก! หล่อนพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนออร์คโจมตีแต่ทว่าหล่อนรับการโจมตีนั้นได้ด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียวหล่อนจ้องเขม็งไปที่เ้าออร์คนั่น และแสยะยิ้มออกมา สีหน้าของเ้าหล่อนแสดงอาการไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน
“โฮ ๆ ดูเหมือนว่าแกอยากจะลงไปนอนคุยกับรากไม้เต็มแก่แล้วสินะ ถึงได้มาขัดตอนที่ฉันกำลังพูดอยู่แบบนี้!!!
โฮกกก...กก…!!!
หล่อนออกแรงบีบแขนหนา ๆของมัน จนมันเข่าทรุดพร้อมกับส่งเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเ็ปออกมามันพยายามดิ้นให้หลุดแต่ดูเหมือนว่ามันยิ่งดิ้นมาเท่าไหร่หล่อนก็ยิ่งบีบแรงมากขึ้นเท่านั้นออร์คที่พยายามเอาตัวรอดอย่างเอาเป็เอาตายผนวกกับแรงบีบที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แขนของมันขาดออกจากร่างเืจากาแของมันพุ่งกระจายไปอาบทั่วร่างของหล่อนส่วนตัวของมันได้แต่ดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานอยู่แทบเท้าของหล่อนซึ่งภาพที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้ดูไม่ออกเลยว่าใครกันแน่ที่เป็สัตว์ประหลาด
“เฮ้อ...!!! ให้ตายสิ ชุดของฉันเลอะเทอะไปหมดเลยยัยอากิจะต้องวีนแตก แหง ๆ นึกถึงก็หนาวสันหลังขึ้นมาเลย บรื๋ออ...”
เธอกล่าวและทำท่าทางที่สั่นกลัวต่ออะไรบางอย่าง
โฮกกกกกก!!!
“หนวกหู!!!”
โผละ!!!
ขณะที่หล่อนกำลังบ่นพรึมพรำกับตัวเองอยู่นั้นเ้าออร์คนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นก็ใช้โอกาสที่หล่อไม่ทันระวังตัวนี้เข้าจู่โจมด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มันเหลืออยู่เพื่อหวังจะปิดชีวิตของหล่อนแต่ทันใดนั้นเองหล่อนใช้ขาขวาเตะสวนเข้าไปที่หัวของมันอย่างรวดเร็วจนหัวของมันะเิออกและร่างของมันยังขยับต่อไปเล็ดน้อยและล้มลงในที่สุด
นับเป็โชคดีของพวกเราที่เ้าอสูรร้ายถูกทำลายไปโดยหญิงสาวปริศนาผู้ล่วงหล่นมาจากท้องฟ้าแล้วเธอเป็ใครกันล่ะ ดูเหมือนจะรู้จักกับซิสเตอร์ด้วยสิ แต่เื่นั้นช่างไปก่อนเราต้องขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้
“ขะ...ขอบคุณครั-”
เอ๊ะ... ทำไมจู่ ๆโลกมันก็หมุนละ!?
ฟุบ!!!
แคลร์: “คุณไลโค!!!”
อาเธอร์: “ไลโค!!”
อา... หนวกหูจัง มีสองคนที่เรียกเราอยู่คงเป็คุณซิสเตอร์สินะ แล้วอีกคนนั้นใครกันนะ? มองไม่ชัดเลยภาพมันเลือนรางไปหมด เปลือกตาก็หนักลืมตาแทบจะไม่ขึ้น แต่ดูจากลักษณะท่าทาง
ไลโค: “อาเธอร์สินะ มาั้แ่เมื่อไหร่กัน? ฮ่าฮ่า ให้เห็นสภาพน่าสมเพชอีกจนได้สิเนี่ย”
เสียงที่พูดออกมาเป็เสียงที่แหบแห้งและรอยยิ้มที่หมดเรี่ยวแรง
อาเธอร์: “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว... ไลโค... ฉันไม่เคยคิดว่านายน่าสมเพชเลยสักนิดฉันภูมิใจในตัวนายจริง ๆ”
อาเธอร์ที่น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ไลโค: “งั้นเหรอ...ขอบใจนะ... แค่ก ๆ”
หายใจลำบากจังรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทิ่มที่หน้าอก จะว่าไปแล้วเราไม่รู้ถึงร่างกายของตัวเองเลยอยากขยับแต่เหมือนร่างกายมันไม่ฟังคำสั่งแล้วทำไมคุณซิสเตอร์ถึงทำหน้าอย่างนั้นละครับ? เธอจ้องมองใบหน้าอันบอบช้ำของผมพรางใช้มือััที่แก้มเบาๆ น้ำตาของเธอก็เริ่มพรั่งพรูออกมา
แคลร์: “เป็เพราะฉันเอง... คุณถึงต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้”
ฟังจากที่เธอพูดออกมามันเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจและความรู้สึกโกรธตัวเองที่เธอเป็สาเหตุที่ทำให้ผมาเ็สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความรู้สึกเ่าั้ได้อย่างชัดเจน
ไลโค: “อย่างพูดอย่างนั้นสิครับ...ที่ผมทำอย่างนั้นเพราะความ้าของตัวผมเอง...อีกอย่างผมไม่มีทางที่จะปล่อยให้คนที่ตกอยู่ในอันตรายไว้แบบนั้นเด็ดขาดเลยเพราะงั้นมันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด... แค่ก ๆ”
การไอครั้งนี้ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างออกมาด้วยผมใช้มือเช็ดที่ปากของผมขึ้นมาดู อา... เืนี่เอง ผมควรรู้สึกใกับมัน แต่ว่าตอนนี้รู้สึกง่วงเหลือเกินเหนื่อยมากด้วย
ไลโค: “ขอโทษนะทั้งสองคน... ผมขอหลับสักงีบได้ไหม...”
อาเธอร์: “อย่าหลับนะ...!!! ไลโค!!!”
ตาของเขาค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆเสียงรอบข้างก็เบาลงเรื่อย ๆ เหลือแต่เพียงความว่างเปล่า
อาเธอร์: “ไลโค…!!! ไลโค!!! ตื่นสิ...”
อาเธอร์เขย่าร่างของไลโคพร้อมกับส่งเสียงเรียกออกมาอย่างสุดเสียงเพื่อหวังจะให้เขาฟื้นขึ้นมา แต่ก็ไม่มีการตอบรับใด ๆ อีก เขาทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนเขาก็เริ่มจะหมดแรง ซิสเตอร์ที่เห็นแบบนั้นก็ได้เขามาหยุดอาเธอร์ไว้แล้วเริ่มตรวจร่างกายของไลโคด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิดเป็อย่างมาก
แคลร์: “ตอนนี้เขาแค่หมดสติไปค่ะ... ชีพจรเขาอ่อน การหายใจหอบเหนื่อยและมีฟองเืตรงมุมปาก”
ซิสเตอร์กัดฟันแน่นหลังจากพูดจบสีหน้าเธอบ่งบอกได้เลยว่าสถานการณ์นั้นแย่แค่ไหน และอาเธอร์ก็รับรู้ได้จากสีหน้านั้น
อาเธอร์: “แย่ขนาดนั้นเลยเหรอ…?”
อาเธอร์ถามเพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาคิดไว้
แคลร์: “ถ้าเรารีบรักษาเขาตอนนี้...มันอาจจะพอที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ก็ได้... แต่ว่า...”
อาเธอร์: “’งั้นเราก็รีบไปกันเดี๋ยวนี้เลย!! ถ้าไปตอนนี้ยังทันใช่ไหมล่ะ!?”
พอรู้ว่ายังมีโอกาสที่จะช่วยชีวิตของไลโคอาเธอร์ก็เร่งเร้าให้นำตัวไลโคไปรักษา ความหวังที่จะช่วยชีวิตของไลโคตอนนี้มันอัดแน่นอยู่เต็มอกของเขาแต่หัวใจของเขาก็ต้องสลายลงไปเมื่อเห็นใบหน้าอันขมขื่นของซิสเตอร์
แคลร์: “แต่ว่า!!! การเคลื่อนย้ายเขาโดยไม่มีอุปกรณ์นั้นเป็อันตรายมากร่างกายของคุณไลโคเสียหายเกินจะรับอะไรแบบนั้นไหวแล้วค่ะ แล้วต่อให้คุณวิ่งไปที่โบสถ์เพื่อหาคนมาช่วยก็ไม่ทันเวลาอยู่ดีตอนนี้คงมีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นแหละค่ะที่จะช่วยเขาได้...”
อาเธอร์ที่ทนฟังไม่ได้ก็กระชากคอเสื้อของซิสเตอร์เอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเขาร่างกายเข้าสั่นไปด้วยความโกรธ
อาเธอร์: “พูดบ้าอะไรของเธอ!!!เธอพูดเหมือนกับว่าเขาไม่มีทางรอดแล้วอย่างนั้นแหละ ปาฏิหาริย์บ้าบออะไรกัน!!!ของแบบนั้นมันเหลวไหลทั้งเพมันก็แค่ข้ออ้างที่เธอใช้ไว้หนีความจริงก็เท่านั้นแหละอย่างน้อยก็ควรเธอช่วยพยายามคิดหาวิธีช่วยชีวิตเขาก่อนไหม!!!”
แคลร์: “ข้ออ้างงั้นเหรอ!?คุณจะไปรู้อะไร ที่คุณพูดออกมาเพราะคุณไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันเลยสักนิดเดียวฉันเองก็พยายามคิดหาวิธีชีวิตของคุณไลโคในทุกวิธีในทุกความเป็ไปได้ ซึ่งตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องควรจะทำยังไงดีแล้วไหนจะไอความรู้สึกผิดที่เป็ต้นเหตุให้เขาาเ็ ความโกรธที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เพราะว่าฉันมันอ่อนแอแล้วก็ความเกลียดที่ฉันมีต่อตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้ที่มันถาโถมอยู่ในอกของฉันตอนนี้มันแทบจะะเิออกมาอยู่แล้วมันผิดงั้นเหรอที่ฉันอยากจะให้มีปาฏิหาริย์มาช่วยชีวิตของเขาเอาไว้!!!”
ซิสเตอร์ได้ระบายความรู้สึกภายในใจของเธอออกมาทั้งหมดและนั้นเป็สิ่งที่อาเธอร์เองก็รู้ดีอยู่เต็มอกอยู่แล้วเช่นกัน เขาค่อย ๆคลายมือที่จับคอเสื้อของซิสเตอร์เอาไว้ออก
“ถ้าพวกเธอมัวแต่ทะเลาะกันเขาอาจจะไม่รอดก็ได้นะ...”
หญิงสาวปริศนาก็พูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายและเดินไปนั่งยองข้าง ๆ ไลโค
แคลร์: “ขะ..ขออภัยค่ะ ท่านเดรก ที่แสดงกริยาไม่ดีต่อหน้าคุณ”
ซิสเตอร์เธอรีบก้มโค้งขอโทษดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่ายังมีอีกคนที่อยู่ตรงนี้ด้วย
“ไม่ต้องสุภาพกับฉันขนาดนั้นก็ได้นะ... คนกันเองทั้งนั้น... เอาล่ะ...ไปกันเถอะ ฮึบ!!!”
เธอพูดจบก็ดีดตัวขึ้นมาอยู่ในท่ายืนและหันหลังเดินออกไป อาเธอร์กับซิสเตอร์ต่างก็แสดงสีหน้าไม่เข้าใจออกมา
แคลร์: “เราจะไปไหนกันงั้นเหรอคะ…!?”
ซิสเตอร์เอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางที่ร้อนรน
“โอ้...จริงสิ เธอพูดไว้สินะ... ว่ามีแค่ปาฏิหาริย์ที่จะช่วยเ้าอ้วนนี้ได้งั้นฉันคนนี้จะเป็คนสร้างปาฏิหาริย์ที่ว่านั้นให้เองก็แล้วกันนะ”
พูดจบเธอก็หันมาทางพวกเขาในท่ากอดอกและใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
ฟิ้ววว!!! เปรี้ยะ!!! เปรี้ยะ!!!
เกิดลมกระโชกแรงขึ้นอย่างกะทันหันทำให้กิ่งไม้ต่างพากันหักออกจากต้น เสียงดังลั่นไปทั่วทั้งป่า พร้อมกับมีวัตถุบางอย่างมาบดบังแสงไว้เมื่อเงยหน้าขึ้นดูปรากฏภาพของเรือเหาะขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เหนือหัวลมที่รุนแรงนั้นเกิดจากเครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ลักษณะของเรือนั้นแตกต่างออกจากที่เรารู้จักออกไปเพียงเล็กน้อยตัวเรือถูกทาด้วยสีน้ำเงินคราม และถูกตกแต่งรวดลายด้วยสีทองทั้งสองข้างของตัวเรือมีปีกเรียวยาวลักษณะคล้ายครีบของวาฬขนาดสมส่วนกับตัวเรือพร้อมกับมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กอยู่ติดกับปีกมีทั้งหมดสองคู่บนดาดฟ้าจะมีเสากระโดงเรือสี่เสาที่มีใบเรือมากมายส่วนท้ายเรือมีหางเสื้อและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ส่วนที่หัวเรือเองก็มีรูปปั้นแกะสลักหญิงสาวอยู่
“ขอแนะนำให้พวกเธอรู้จักกับผู้หญิงของฉัน Lady Orianna”
จากนั้นใต้ท้องของเรือเหาะก็ถูกเปิดออกและก็มีวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวถูกปล่อยตัวออกมามันถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องไอพ่นคล้ายกับเรือเหาะแต่ขนาดเล็กกว่า ซึ่งก็คือยานพาหนะสำหรับกู้ชีพที่ถูกปล่อยลงมาจอดใกล้ๆ กับตำแหน่งที่พวกอาเธอร์อยู่ ก็มีหญิงสาวเผ่ายาฉะออกมาจากยานลำนั้นเธอเดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวผมเงินด้วยท่าทางอ่อนน้อมพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับช่วยชีวิต
“เตรียมการเรียบร้อยตามที่ท่านสั่งค่ะ... ท่านเดรก”
หญิงเผ่ายาฉะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุมพรางยิ้มออกมาเล็กน้อย
“อะ...อื้ม ขอบใจมากอากิ”
หล่อนตอบออกไปอย่างสั่นกลัว
“เชิญทุกท่านขึ้นไปรอที่ยานกู้ชีพก่อนค่ะ”
เธอผายมือไปทางยานกู้ชีหญิงสาวผมเงินก็ไปเดินตามคำเชิญนั้นไปยังยานกู้ชีพแต่อาเธอร์กับซิสเตอร์ไม่ยอมขยับออกจากร่างของไลโคพวกเขาคอยเฝ้าดูเด็กหนุ่มด้วยความเป็ห่วงอย่างสุดหัวใจเมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวเผ่ายาฉะก็ได้เริ่มนำอุปกรณ์มาใช้ในการเคลื่อนย้ายไลโคและพวกเขาทั้งหมดก็ได้โดยสารยานกู้ชีพขึ้นไปบนเรือเหาะ
เมื่อเข้ามาในตัวเรือไลโคก็ถูกนำตัวส่งไปที่ห้องผ่าตัดอย่างเร่งรีบพวกอาเธอร์ก็รีบวิ่งตามไปติด ๆ มีแต่หญิงสาวผมเงินที่เดินตามมาด้วยท่าทางสบาย ๆ
พอถึงหน้าห้องผ่าตัดทั้งสองคนก็ถูกหญิงสาวเผ่ายาฉะที่ชื่อ “อากิ” ห้ามไม่ให้เข้าไปภายในห้องอาเธอร์ที่รู้ตัวดีว่าเข้าไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ได้นั่งลงบนเก้าอี้ เขาก้มใบหน้าและผสานมือขึ้นมาจดหน้าผากเขากำลังสวดภาวนาต่อพระเ้าให้ช่วยไลโคพ้นจากอันตราย
อากิ: “ดิฉันต้องขออภัย ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปค่ะ”
แคลร์: “ฉันก็เป็หมอเหมือนกันได้โปรดให้ฉันรับผิดชอบการรักษาครั้งนี้ด้วยเถอะค่ะที่เขาต้องเป็แบบนี้เพราะความผิดของฉันเองดังนั้นนี้เป็สิ่งเดียวที่ฉันจะทำให้เขาได้ค่ะ”
ซิสเตอร์ยืนกรานที่จะเป็คนรับผิดชอบไลโค
อากิ: “ดิฉันทราบดีเื่นั้นดีค่ะแต่ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปค่ะ”
เธอยังคงปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเช่นเดิม
“ถ้าเื่นั้นฉันอนุญาตนะ”
หญิงสาวผมเงินที่เดินตามก็ได้พูดอนุญาตในสิ่งที่ซิสเตอร์ขอ
อากิ: “แต่ว่า…”
“เอาน่า ๆ แม่หนูแคลร์น่ะนะ เป็หมอที่มีฝีมือคนหนึ่งที่ฉันรู้จักเลยเื่ความสามารถของเธอฉันเอาหัวของฉันเองเป็ประกันได้เลยนะ...”
หล่อนพูดแทรกหญิงเผ่ายาฉะที่พยายามจะอธิบาย
อากิ: “เข้าใจแล้วค่ะ งั้นดิฉันขอไปเตรียมตัวก่อนนะคะ”
เธอก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องผ่าตัดทันทีที่พูดจบ
แคลร์ :”ขอบคุณมากค่ะ!!! ท่านเดรก”
ซิสเตอร์ก้มหัวขอบคุณหญิงสาวผมเงินอยากสุดตัว
“ฮ่าฮ่า... ไม่เป็ไรหรอกแม่หนูแคลร์ เธอมีหนี้ที่ติดเ้าหนุ่มนั่นอยู่ใช่ไหมเพราะงั้นนี้คือโอกาสที่จะชดใช้ให้เขา อย่าทำให้มันสูญเปล่าล่ะ”
แคลร์: “ค่ะ!!!” เธอตอบด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่มุ่งมั่น…
ในห้องผ่าตัด อากิได้ใส่ท่อช่วยหายใจแทงสายน้ำเกลือที่แขนของไลโค เตรียมการเบื้องต้นสำหรับการผ่าตัด แคลร์ที่พร้อมแล้วได้ผสานมือขึ้นเพื่อสวดวิงวอนต่อเหล่าทวยเทพ
แคลร์:”ลูกขอวิงวอนต่อเทพีแห่งภูมิปัญญา เทพีลาพิสผู้โอบอ้อมเปรียบดังมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โปรดประทานพลังให้แก่ลูกด้วยเถิด ให้ลูกได้มองผ่านดวงเนตรของพระองค์[อัญมณีล้ำค่าแห่งเอทุส Lapis Retina]”
เมื่อร่ายคาถาเสร็จดวงตาของแคลร์ก็กลายเป็สีน้ำเงินครามคล้ายน้ำทะเลลึกมีวงเวทย์ขนาดเล็กที่ถูกเขียนด้วยอักขระรูนออกมาจากตาทั้งสองข้าง
Lapis Retina เป็เวทย์มนต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อติดต่อกับเทพีแห่งภูมิปัญญาLapis lazuli เป็การขอยืมพลังจากพระองค์ซึ่งเวทย์มนต์นี้จะทำให้ผู้ใช้มองเห็นทุกสรรพสิ่ง แต่ทว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดใช้พลังที่แท้จริงของเวทย์มนต์บทนี้ได้เลย
แคลร์: “สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือนที่แขนซ้ายกระดูกต้นแขนส่วนปลายหักเหนือปุ่มข้อศอก และกระดูกั้แ่เหนือข้อขวาร้าวไหปลาร้าหลุด จุดที่น่าเป็ห่วงมีสองจุดจุดแรกชายโครงซ้ายมีกระดูกหักสองท่อนแทงเข้าที่ปอดทำให้มีเืออกที่เยื่อหุ้มปอดอีกจุดที่คือตับได้รับความเสียหายหนัก...”
ซิสเตอร์วินิจฉัยอาการาเ็ได้อย่างแม่นยำด้วยการมองผ่านเวทย์มนต์ทำให้ประหยัดเวลาในการรักษาลงได้เยอะ พร้อมกับในเรือเหาะลำนี้มีอุปกรณ์การแพทย์ที่สามารถผ่าตัดในระดับเซลล์ได้ส่งผลให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการผ่าตัดขึ้นเป็อย่างมาก
เมื่อวินิจฉัยเสร็จเธอยังคงใช้[Lapis Retina] ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัดเธอบอกให้อากิใส่ท่อช่วยหายใจให้ไลโคและใส่สายระบายทรวงอกไปที่บริเวณปอดของเขาเพื่อระบายน้ำออกจากปอดเวลาผ่านไประยะหนึ่งการหายใจของเด็กหนุ่มก็ดีขึ้นซิสเตอร์เริ่มใช้มีดผ่าเปิดหน้าท้อง เพื่อทำการผสานเซลล์ที่ตับและเคลียร์กระดูกที่ทิ่มปอดแล้วเชื่อมกลับเข้าไปใหม่ เป็งานที่ยากมากการผ่าตัดดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ กินเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งเขาพ้นขีดอันตรายแต่ซิสเตอร์ที่ทำการผ่าตัดมาหลายชั่วโมงผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ความเหนื่อยล้า และความเครียดสะสม ทำให้เธอแทบประคองให้ตัวเองยืนไว้แทบไม่อยู่ก่อนที่เธอจะล้มลงไปอากิได้เข้ามาช่วยพยุงเธอไว้
อากิ: “งานหมอเสร็จแล้วค่ะ ที่เหลือฉันจัดการต่อเอง”
อากิพูดด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่อ่อนโยนก่อนที่จะพาซิสเตอร์ไปพักผ่อน