หลังวันนั้นที่ท่านอ๋องออกจากห้องบรรทมไปกลางคันเขาก็ไม่กลับมาที่ห้องอีกเลยทั้งยังหายหน้าหายตาไปไม่จนเครื่องบรรณาการอย่างนางโล่งใจไปได้หลายวันทว่านางก็โล่งใจได้ไม่ตลอดเพราะสตรีมากมายของท่านอ๋องที่ต่างก็คอยวนเวียนมาหาเรื่องนางให้ปวดหัวไม่หายแล้วยิ่งเขาให้นางพำนักที่ตำหนักติดกันก็ยิ่งกลายเป็นการเพิ่มเชื้อไฟเข้าไปในกองเพลิงเพราะไม่เพียงเหล่านางสนมที่ไม่ชอบหน้านางแม้แต่พระชายาเองก็แสดงออกชัดว่าไม่พอใจนางเช่นกัน
ดวงตากลมมองบรรยากาศน่ารำคาญที่เผชิญอยู่อย่างอดทนนางพ่นลมหายใจทางจมูกหลายรอบพร้อมกับหันมองไปทางนอกศาลาหกเหลี่ยมที่โดนเชิญมาดื่มชาทั้งที่ไม่อยากจะมาเลยสักนิดพร้อมกับที่บางครั้งนางก้มมองถ้วยชาแล้วยกยิ้มหยันเมื่อมีคนพยายามพาดพิง เหน็บแนม
“นั่นเจ้าทำตัวเสมอองค์หญิงได้อย่างได้อย่างไรถอยออกมา”หว่านหนิงยกมุมปากสูงใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปากถ้วยชาฟังสนมทั้งหลายของชายผู้นั้นพูดจาเหน็บแนมนางต่อ
“เจ้าก็กล่าวเกินไปนางกับเราเวลานี้ก็เป็นสตรีของท่านอ๋องเหมือนกันข้าจะผูกมิตรนั่งข้างนางไม่ได้เชียวหรือ” แม้ปากจะเอ่ยออกมาว่าอยากผูกมิตรแต่สีหน้าและสายตากลับแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังหาเรื่องนางอย่างไม่ปิดบัง
“นั่นสิเจ้าว่าเรามีน้องหญิงเป็นถึงองค์หญิงใครได้ยินก็ต้องอิจฉา”สตรีรูปร่างอวบอัดในชุดสีฉูดฉาดเอ่ยตอบสตรีอีกคนที่นั่งยักคิ้วหลิ่วตาข้างพระชายาแม้ใบหน้าผู้ตอบจะแสดงออกมาว่าใส่ซื่อแต่หว่านหนิงรู้ดีว่าสตรีทั้งสองกำลังแสดงละครเหน็บแนมนาง
‘ดูสิว่าพวกเจ้าจะไปได้ถึงไหน’
เดิมวันนี้นางไม่คิดจะออกมานั่งร่วมโต๊ะน้ำชายามบ่ายนี่หรอกเพียงแต่พระชายาถึงขั้นส่งคนไปตามนางถึงสองครั้งสตรีที่รู้มารยาทอย่างนางจึงจำยอมออกมาทั้งที่รู้ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องโดนเล่นงานแน่ๆ
“นั่นสิอย่างไรเราก็เป็นสตรีของท่านอ๋องเหมือนกันจะมาแบ่งชนชั้นกันทำไม”หนึ่งในสนมของท่านอ๋องเอ่ยเสริมออกมาพร้อมกับเอื้อมมือมาจับมือนางที่วางอยู่บนโต๊ะ
“นี่ดูสิน้องหวานหนิงไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างที่กล่าวกันมาเสียหน่อยใช่หรือไม่น้องหวานหนิง”
ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยมองเจ้าของมือที่จับนางนิ่ง ก่อนจะดึงออกช้าๆพยายามรักษาหน้าคนที่จับ พร้อมยิ้มส่งไปให้คนที่หน้าแห้งมองนาง
“ใช่ข้าไม่ได้เย่อหยิ่งอะไรเพียงไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัว” สตรีนางนั้นมองนางอย่างไม่พอใจก่อนจะสะบัดหน้าขัดใจไปทางอื่นไม่มองนางอีกท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของสนมคนอื่นๆ ของท่านอ๋อง
ในโต๊ะนี้นอกจากนางแล้วก็มีสตรีอีกหกคนโดยมีพระชายาและสนมอีกห้าคนของท่านอ๋องซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นบุตรสาวท่านแม่ทัพและขุนนางทั้งสิ้นจะมีก็เพียงพระชายาที่เดิมแล้ว มีสถานะเป็นอดีตฮองเฮาของฮ่องเต้องค์ก่อน
“เย่าอิงดูเจ้าสิช่างน่าสงสารนักคิดเห็นนางเป็นพวกพ้องแต่กลับถูกนางหักหน้าเช่นนี้ เป็นข้าข้าคงเสียใจไม่มีหน้าอยู่ในศาลานี้แล้ว”
“นั่นสิ พี่หญิงเย่าอิงท่านไม่อาย แต่ข้าอายอุตส่าห์พยายามผูกมิตรกับนางแต่กลับโดนนางกระทำเช่นนั้นใส่ ช่างน่าอายยิ่ง”
หว่านหนิงกวาดสายตามองสนมทั้งหลายของท่านอ๋องที่ทำตัวราวหมาป่าคอยจิกกัดนางไม่หยุดก่อนจะถอนลมหายใจด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายออกมาพร้อมยกถ้วยชาขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งที่ได้เรียนมาไม่สนใจสายตาที่มองของคนในศาลา
“หึดูพวกเจ้าสิเอาแต่พูดจากหาเรื่ององค์หญิงใหญ่ไม่เลิกใครมาได้ยินคงคิดว่าเป็นแม่ค้าปากตลาดที่รวมกันกลั่นแกล้งนางแล้วอีกอย่างถึงนางจะเป็นเครื่องบรรณาการก็เป็นถึงองค์หญิงพวกเจ้าจะเอาอะไรไปเทียบนางได้”หว่านหนิงมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองนางยกชาจิบ เอ่ยเหน็บเสร็จก็ยกชาขึ้นจิบเช่นกันสายตาเหยียดหยามดูถูกที่มองตรงมาที่นางนั้นฉายชัดอย่างไม่คิดปิดบังทั้งรอยยิ้มตรงมุมปากก็แสดงออกมาว่าเหนือกว่า
คิดว่าข้าเป็นหมูในอวยหรืออย่างไรกัน หึ
ใบหน้าเล็กเรียวก้มหน้าลงยกยิ้มมุมปากไม่ต่างกันแล้วเงยหน้าประจันกับคนที่อาวุโสสุดฝั่งตรงข้ามจ้องดวงตาคู่นั้นที่สั่นระริกแม้เพียงชั่วครู่แต่นางกลับเห็นชัด
“ใช่เพคะถึงหม่อมฉันจะเป็นเพียงเครื่องบรรณาการแต่ก็เป็นเชื้อพระวงค์ เกิดมาก็สูงศักดิ์ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็นสหายหรือจับมือถือแขนได้ง่ายโดยเฉพาะคนที่ยังไม่รู้จักแล้วยิ่งบ่าวรับใช้นางกำนัลอยู่ ๆ จะมาแตะเนื้อต้องตัวยิ่งไม่ได้หากว่าอยู่ที่ป้านนางกำนัลซี่ยนางผู้นั้นต้องถูกตัดมือไปแล้วพระชายาอยู่ในวังมานานหว่านหนิงคิดว่าพระองค์น่าจะรู้ดีใช่หรือไม่เพคะ”นางจงใจจ้องใบหน้าเรียบนิ่ง ติดไปทางบึ้งตึงพร้อมส่งยิ้มหวานไปให้นางท่าทางใส่ซื่อ
“ใช่..เจ้าพูดถูก”น้ำเสียงที่เปล่งลอดไรฟันออกมานั่นต่ำเสียจนสตรีอีกหลายคนได้แต่ก้มหน้าหนีหวาดหวั่นกับท่าทางน่ากลัวนั่นของพระชายาอ๋อง
“ฉะนั้นขอพี่หญิงทั้งหลายอย่าได้ถือสาการกระทำของหว่านเออร์เลยนะเพคะอืมม ตอนนี้ถึงเวลาที่หว่านเออร์ต้องคัดตำราแล้วขอตัวก่อน”กล่าวจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นทันทีโดยไม่รอให้ใครอนุญาตแล้วออกมาท่ามกลางสายตาไม่พอใจของคนด้านใน
“หึ! คนอย่างข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าหาเรื่องง่าย ๆ หรอก”
ปึ้ง!!
หลังร่างเล็กเดินห่างออกไปจากศาลาพระชายาที่ว่าใจเย็นสงบนิ่งมาตลอดก็ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างแรงพร้อมถอนหายใจแรงมองแผ่นหลังบางเล็กด้วยสายตาอาฆาต การที่เชลยนั่นเอ่ยถึงนางกำนัลนั่นไม่เป็นการต่อว่านางหรอกหรือไม่คิดเลยว่าสตรีนางนั้นจะรู้เรื่องที่นางเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักกุ้ยเฟยก่อนจะแอบปีนเตียงถวายตัวให้อดีตฮ่องเต้จนได้เป็นฮองเฮาในที่สุด
‘เจ็บใจจริงที่โดนนางนั่นหักหน้าต่อหน้าคนพวกนี้คอยดูเถิดวันไหนท่านอ๋องไม่สนใจเจ้าแล้ว ข้าจะจัดการเจ้าให้สิ้นซากแน่ หว่านหนิง’
ดวงตากลมเหลือบมองไปทางศาลากลางที่คนพวกนั้นหวังลวงนางมารักแกแต่คิดหรือว่าองค์หญิงใหญ่เช่นนางจะยอมให้คนพวกนั้นรังแกหรือ คิดฝันไปเถอะ
กายเล็กนางลงตรงโต๊ะชาริมหน้าต่างบานใหญ่ดวงตามองต้นท้อใหญ่เช่นที่ข้างตำหนักนางในป้านเซี่ยพลางคิดย้อนถึงสาเหตุที่นางต้องมาอดทนจำยอมให้ที่นี่ให้คนทั้งแคว้นเยาะเย้ยถากถางเช่นนี้
ป้านเซี่ย แคว้นที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรพืชพรรณ แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ต่างแคว้นล้วนอยากเชื่อมสัมพันธ์ ติดต่อค้าขายแต่แคว้นนางกลับต้องล่มสลายเพราะบิดาผู้ขลาดเขลา โลภมากผลาญเงินทองที่บรรพบุรุษสร้างรักษาจนแทบไม่เหลือ วันๆ ไม่คิดบริหารราชกิจกระดกสุราเคล้านารีเอาใจออกห่างประชาชนจนสุดท้ายแคว้นที่เฟื่องฟูมั่งคั่งอย่างป้านเซี่ยค่อย ๆถดถอยลงอย่างช้า ๆ ภัยพิบัติถาโถม โรคระบาดแพร่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนกระทั่งเขาตายไปก็ยังทิ้งภาระนี้เอาไว้ให้นางและน้องชายต้องมาชดใช้
แต่นับว่าป้านเซี่ยยังมีวาสนาที่อย่างน้อยขุนนางภักดียังมีอยู่มากทำประชนทั้งแคว้นรอดพ้นวิกฤตมาได้ แต่นั่นก็ยังไม่พอเพราะนาง..ต้องเอาตัวเองเป็นเครื่องบรรณาการตามความต้องการของชีชวนเพื่อความมั่นคงของป้านเซี่ยและบัลลังก์ของน้องชาย
ทำนางต้องมาอยู่ในเมืองคนถ่อย อ๋องผู้ปกครองเป็นทรราชพระชายาเป็นคนทรยศล้มล้างบัลลังก์
เดิมทีแคว้นชีชวนก็เป็นแคว้นใหญ่ที่สมบูรณ์สุข สงบแต่เพราะฮ่องเต้อ่อนแออยู่ใต้การควบคุมของสตรีอย่างมารดา และมเหสีบ้านเมืองที่เคยรุ่งเรืองก็ถดถอย ชาวบ้านอดอยากจนสุดท้ายมีจลาจลและเพราะขุนนางที่เริ่มทนไม่ไหวลุกฮือต่อต้าน ฮองเฮาเย่สตรีมักมากจึงให้อ๋องหลาง นายอำเภอตัวเล็กๆชายชูของนางก่อกบฏยึดครองบ้านเมืองมาเป็นของตน ขึ้นนั่งบัลลังก์ต่อ
แต่เพราะอ๋องหลางอันซื่อผู้นี้เป็นทรราชอย่างแท้จริงนิสัยโหดเหี้ยมกวาดล้างขุนนางผู้ภักดี อาคนของตนเข้ามาทำงานกำจัดเชื้อพระวงศ์ที่เหลือทั้งหมด กีดกันสตรีร้ายกาจนางนั้นจากบัลลังก์บริหารทุกอย่างเอง แต่ถึงเขาจะเผด็จการเด็ดขาด แต่ดูแลปกครองบ้านเมืองอย่างดี ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจนสุดท้ายประชาชนที่คิดต่อต้านก็ค่อย ๆ ยอมรับในที่สุดรวมถึงสตรีเหล่านั้นที่ยอมก้มหัวให้
“นั่นสิ ในเมื่อเวลานี้สตรีพวกนั้นก้มหัวให้เขาทั้งยังนับข้าเป็นสตรีของท่านอ๋องแล้ว เช่นนั้นก็ทำให้พวกนางก้มหัวให้ในฐานะ...นายอีกคนแล้วกัน”