Chapter 2
จีบดิครับรออะไร
“คุณวาโย คุณวาโยครับ..วาโย!” เตชินส่งเสียงเรียกดังลั่นจนผมหลุดจากภวังค์ที่กำลังคุ้นคิดถึงใครคนหนึ่ง
“จะเสียงดังทำไม!? แล้วนี่ฉันเป็เ้านายนะ” เลขาฯส่วนตัวทำท่าทีไม่แยแสแถมเอามือขยับแว่นเล็กน้อยแล้วมองมายังผมเหมือน้าจะพูดว่า ‘แล้วจะทำไม?’
เนื่องจากเราสองคนมีอายุใกล้ ๆ กันอีกทั้งไอ้หมอนี่ยังทำงานกับป๊ามานานั้แ่สมัยที่พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ทำให้เราเห็นหน้ากันมาั้แ่เด็ก แต่เมื่อเวลาที่ต้องมาทำงานร่วมกันการจะมาพูดคุยแบบเป็กันเองก็ดูจะไม่เป็การให้เกียรติกันเกินไป เราเลยเปลี่ยนสรรพโดยเมื่ออยู่ในเวลางานเราจะเรียกแทนกันด้วยชื่อแต่เมื่ออยู่กันสองคนเราค่อยกลับมาเรียกกันแบบปกติ
“ก็แกเอาแต่เหม่อ..ฉันอุตส่าห์เอาสรุปการประชุมมาให้ก็ไม่สนใจอีก..ฉันี้เีฟังท่านประธานบ่นว่าไม่สนใจสอนงานแกแล้วนะเว้ย” เลขาฯหนุ่มหน้านิ่วปากก็บ่นกระปอดกระแปดด้วยเพราะเขาต้องทำงานถึงสอบจ็อบคือการเป็เลขาฯให้กับปะป๊าแล้วก็ผม
“เออ..แกรู้จักคนที่ชื่อต้องตามไหม?” ผมถามเขาอย่างไม่สนใจคำบ่นเมื่อครู่เลยสักนิด
“รู้ดิ นั่นลูกพี่ลูกน้องฉันเอง..ว่าแต่คุณวาโยมีอะไรหรือเปล่าครับ?” เตชินตอบพลางทำหน้าเหมือนรู้ทันความคิดผม
“มองอะไรล่ะ..ไม่รีบออกไปเคลียร์งานหรือไง?” ผมไม่ตอบแต่กลับเอ่ยปากไล่ให้อีกคนรีบกลับไปด้วยเพราะี้เีมานั่งตอบคำถามของอีกฝ่าย
*****
“พี่ตาม..พี่ตามครับ!” เสียงใส ๆ ะโเรียกเสียงดังขณะที่ผมกำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ จึงต้องหันไปทางต้นเสียงอย่างช่วยไม่ได้
“เออ..ว่าไง มีอะไร?” ผมวางปากกาที่ถืออยู่ลงบนหน้าสมุดโน๊ตที่ไว้ใช้จดบันทึกรายการออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเมนูเค้กสำหรับงานเลี้ยงฉลอง
“กินข้าวพี่..อะนี่น้ำครับ” เป็เปอร์ที่เดินมาพร้อมกับข้าวกล่องในมือและน้ำดื่มนำมายื่นให้ผม
‘เปอร์’ หนึ่งในพนักงานของร้านที่อยู่กับผมมาั้แ่เริ่มก่อตั้งร้านนี้ โดยครั้งแรกที่ผมกับหมอนี่เจอกันเป็วันที่ผมกำลังเอาขนมที่ทำไปฝากขายตามคาเฟ่ต่าง ๆ แต่กลับถูกปฏิเสธ ซึ่งตอนนั้นเ้าเปอร์ก็กำลังเดินโซซัดโซเซมาด้วยความหิวโหยบวกกับที่ตัวไม่มีเงินเลยสักแดงเดียว ผมจึงยื่นขนมของตัวเองให้เขารองท้องแก้อาการหิว
ั้แ่นั้นมาเราสองคนก็ได้รู้จักกันแถมไอ้เ้านี่ยังมาคะยั้นคะยอให้ผมสอนมันทำเค้กอีก และคาเฟ่แห่งนี้ก็เป็ไอเดียของเ้าตัวที่แนะให้ผมเปิดร้านเป็ของตัวเสียเลยจะได้ไม่ต้องเที่ยวเอาขนมไปฝากขายอีก
“อืมขอบใจ” ผมรับข้าวกล่องนั้นกับน้ำมาวางไว้ตรงหน้าก่อนจะค่อย ๆ ลงมือแกะกล่องออกช้า ๆ ในขณะที่ในหัวก็ยังคงคุ้นคิดถึงเื่เมื่อเช้าอยู่มิหาย
‘ครับ..ผมชื่อโย ยินดีที่ได้รู้จักนะ ไว้ผมจะแวะมาที่นี่อีกบ่อย ๆ’
‘โย’ ทำไมผมถึงคุ้น ๆ กับชื่อนี้จังวะหากแต่เมื่อพยายามนึกว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนหรือไม่แต่ก็กลับนึกไม่ออก
เปอร์นำข้าวของตนเองมาแกะกล่องแล้วนั่งกินอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ก่อนจะหยิบขวดน้ำของผมไปเปิดฝาแล้วนำมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมแล้วจึงหันกลับไปกินข้าวของตัวเองต่อ
“เออพี่..ความจริงเมื่อเช้า ไม่เห็นต้องไปขอโทษไอ้หมอนั่นเลย เป็คนหันมาชนผมเองแท้” เปอร์พูดเปิดประเด็นเื่ที่เ้าตัวเดินชนเข้ากับเ้านายของพี่ชิน ผมจึงรีบสวนกลับด้วยเพราะความเห็นต่าง
“ไม่ได้ดิ เราทำงานบริการนะเว้ย..จะถูกจะผิดเราก็ควรขอโทษเขาไว้ก่อน ลูกค้าเขาจะได้กลับมาอุดหนุนเราอีกไง” เด็กหนุ่มพอได้ฟังก็ยู่หน้าด้วยความรู้สึกขัดใจ ซึ่งผมก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายแต่ในฐานะผู้ให้บริการเราควรเป็ฝ่ายขอโทษก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึกเมื่อมาใช้บริการ
“อืม แต่กูรู้สึกคุ้นหน้าเ้านายของพี่ชินมากเลยว่ะ แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก..ไม่รู้ว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” พอคุยเื่ของบอสพี่ชินพลันก็ทำให้นึกถึงเื่เมื่อเช้าตอนที่หมอนั่นแนะนำชื่อของเขาฟังดูคุ้นมากแถมยังคุ้นหน้าเขามาก ๆ เสียด้วย
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะพี่..หรืออาจจะเป็ลูกค้าที่มาร้านเราเมื่อวันที่เปิดทดลองขายหรือเปล่า?” เด็กหนุ่มว่าพลางตักข้าวเข้าปากอย่างไม่ได้สนใจ
“ช่างเถอะพี่..ว่าแต่เมื่อไรจะสอนผมทำ Opéra Cake สักทีอะ” เปอร์ชวนเปลี่ยนเื่โดยเ้าตัวถามถึงเื่ที่ขอให้ผมช่วยสอนทำ Opéra Cake ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ขั้นตอนมันซับซ้อนนะมึง..ถ้าไม่มีความละเอียดอ่อนรสชาติเค้กจะเปลี่ยนเอาได้” ผมตอบทำเอาเปอร์หน้านิ่ว
“เอาไว้มึงแยกไข่แดงกับไข่ขาวให้ได้ก่อนค่อยมาคุยกัน” ผมว่าเสริมพร้อมกับเลิกคิ้วสูงอย่างยิ้มเยาะเพราะสิ่งที่พูดล้วนเป็ความจริง
*****
“ไหนเตชินบอกกู ว่าวันนี้มึงมีนัดกินข้าวกับป๊าม๊าไง..ไหงมาโผล่หัวที่นี่ได้ล่ะเพื่อน?” ไอ้กายยิงคำถามใส่ผมด้วยน้ำเสียงกวนนิด ๆ เมื่อเห็นผมโผล่หน้ามานั่งหล่ออยู่ที่ผับของมันกับไอ้จิน
“ก็ป๊ามึงนั่นแหละโทรชวนป๊าม๊ากูไปงานประมูลอะไรก็ไม่รู้..กูก็เลยต้องโผล่หัวมานี่ไง” ผมว่าอย่างเซ็ง ๆ แล้วหันไปสั่งเครื่องดื่มกับเด็กชงเหล้าเพื่อดับกระหาย
“ว้าา..งี้เราก็อดจู๋จี๋กันสิเนี่ย” ไอ้เพื่อนบ้าหันไปพูดจางี่เง่าใส่เมียตัวเองโดยที่อีนังเมียก็พูดเสริมด้วยฝีปากน่าหมั่นไส้ไม่แพ้กัน
“นั่นสิคะบี๋ นี่เค้าก็อุตส่าห์เตรียมเสียตัวมาซะดิบดี..สงสัยวันนี้จะอดซะแหละ” ว่าจบมันสองตัวก็หันไปประจบปากจูบกันอย่างดูดดื่มทำเอาผมเอามือกุมขมับเพราะเอือมระอากับไอ้เพื่อนบ้าสองคนนี้เต็มทนเพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะยามที่พวกมันรักกันผมก็กลายเป็ธาตุอากาศดี ๆ ไปเลยครับ แต่พอยามทะเลาะกันผมงี้เสียวสันหลังวาบเพราะพวกแม่งตีกันรุนแรงโคตรจนผมต้องคอยห้ามทัพให้ตลอด
หลังจากนั่งมองพวกมันจู๋จี๋กันจนเอียนผมจึงหันไปเรียกเด็กให้เติม Gin ใส่แก้วอีกรอบเพื่อกินแก้เลี่ยน ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมือถือออกมาดูเวลาพลางเปิดหน้าแอปพลิเคชันแล้วไถหน้าจอไปมา
“ทำไมวันนี้..เพื่อนดูอารมณ์ดีจังครับ ไปโดนตัวไหนมาเหรอ?” หลังจากที่พวกมันผละตัวออกจากกันจินมันหันถามผม แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไรมันครับเพราะมัวแต่จ้องไปยังหน้าจอมือถือตัวเองอยู่ เนื่องจากกำลังนั่งดูโพสต์ของเพื่อนในแอปที่โพสต์ภาพขนมหน้าตาน่าทานพร้อมกับแท็กไปยังชื่อร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็ร้านที่ผมเพิ่งไปมาเมื่อเช้าซึ่งไอ้สองผัวเมียต่างกระโจนเข้ามานั่งขนาบข้างผม พลางชะโงกหน้าเข้ามาดูยังหน้าจออย่างสอดรู้สอดเห็น
“ร้านขนม?” ไอ้กายถามพร้อมกับมองผมด้วยสีหน้างุนงง
“ไม่ใช่ดิ..พวกมึงดู!” ผมรีบซูมเข้าไปยังภาพหน้าร้านที่เป็ภาพของพนักงานแล้วคนที่ผมส่องอยู่ยืนเรียงกัน โดยเน้นให้เห็นหน้าของคุณเชฟซึ่งทันทีที่ไอ้กายมันเห็นหน้าของเ้าตัวก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง
“อ่าวนี่มัน..ไปเจอกันได้ไงวะ?” ด้วยเพราะเมื่อ 1 ปีก่อนที่ผมเจอกับต้องตาม ไอ้กายมันก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตอนนั้นมันยังแซวผมอยู่เลยครับว่า ‘เฮิร์ทอยู่เป็เดือนแต่พอมาเจออีกคนเข้าไปกลับมาถูกใจแล้วพาเขาไปกินกันต่อเสียอย่างนั้น’
“บังเอิญล้วน ๆ” ผมตอบกลับพลางยิ้มเ้าเล่ห์
“ยังไง ๆ เล่า!” มันเร่งเร้าให้ผมเล่าเื่ให้ฟังอย่างใจร้อนหากแต่กลับถูกไอ้จินเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อน..คือยังไง!? บี๋ไม่เห็นเล่าให้เค้าฟังบ้างเลยอะ” เนื่องจากตอนนั้นจินมันดันกลับไทยมาก่อนจึงไม่ได้อยู่รับรู้เหตุการณ์ในวันนั้นด้วย
“ก็คนนี้ไง..ที่เค้าเล่าว่าไอ้โยมันไปวันไนท์แล้วเกิดติดใจ..ที่เค้าเล่าให้ฟังตอนนั้นไง” ไอ้กายรีบเท้าความเมื่อเห็นเมียรักเริ่มเท้าสะเอวเตรียมจะเปิดปากด่าก่อนที่มันทั้งคู่ก็หันไปมองหน้าแล้วยิ้มกริ่มให้กัน
“โห! หน้าตาน่ารักน่าฟัดนะเนี่ย” จินพูดพลางทำหน้ามันเขี้ยวกับคนในรูปจนไอ้กายต้องรีบสะกิดเพื่อเรียกสติ
“ให้มันน้อย ๆ หน่อย..บี๋เดี๋ยวคืนนี้ไม่ทำการบ้านให้ซะเลยนิ!”
“อดใจได้เหรอคะที่รัก หืมม?” จินมันว่าแล้วลุกขึ้นจากที่นั่งข้างผมแล้วเดินอ้อมไปนั่งบนตักสกายตามเดิมเพื่อหมายจะจู๋จี๋กันต่อ
“หยุดดิ้! นี่กำลังคุยเื่กูอยู่นะ..ไหงวกไปเื่นั้นได้วะครับ?” ผมหันไปค้านการเสพสมของพวกแม่ง เนื่องจากอยากให้พวกมันสนใจเื่ของผมก่อน
“แล้วสรุปมึงไปเจอเขาได้ไงล่ะ?” ไอ้กายจึงถามย้ำด้วยน้ำเสียงติดรำคาญเพราะถูกขัดจังหวะ
“เขาเป็ลูกพี่ลูกน้องกับเตชิน แล้วเมื่อเช้ากูก็บังเอิญไปที่ร้านนั้นพอดี..เลยได้เจอกัน” ผมเล่า
“โห! โลกกลมสัส ๆ แล้วทีนี้มึงจะเอายังไงต่อละ?” ไอ้จินอุทานพลางยื่นหน้ามาถามต่อด้วยความอยากรู้
“จีบดิวะ..รอเหี้ยอะไรล่ะ” ผมรีบตอบไปทันทีเพราะมีคำตอบในใจไว้อยู่แล้ว
“เดี๋ยวค่ะสาว..ใจเย็นก่อนเนาะ! ไปสืบมาหรือยังว่าเขามีผู้มีผัวไหม?” ไอ้จินก็ยิงคำถามช็อตฟิวส์ขึ้นมาอีกแมท
“เออใช่..บี๋พูดถูก หื้ออ˜เบบี๋เก่งมากเลยค่ะ แบบนี้ต้องให้รางวัลสักฟอดมามะ...ฟอด!” ไอ้กายโผเข้าไปหอมแก้มเมียทันทีทำผมเริ่มหน่าย
“ไม่รู้ละยังไงกูก็จะจีบเขา” ผมว่าพลางกระดก Gin เข้าไปจนหมดแก้วแล้วขอตัวกลับคอนโดทันที
เมื่อกลับถึงคอนโดผมก็โยนทุกสิ่งลงบนโซฟาแล้วทิ้งตัวลงนั่งตามไปแบบติด ๆ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูกดเข้าไปยังแอปพลิเคชัน แล้วเข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ที่ชื่อว่า Plaisir_des_gourmands เพื่อจะส่องดูคุณเชฟจนได้เจอเข้ากับแอคเคาท์หนึ่งซึ่งน่าจะเป็ของเ้าตัว โดยที่หน้าโปรไฟล์จะเห็นเขาโพสต์ภาพตัวเองคู่กับขนมที่ดูน่าทานเมื่อไม่กี่ชั่วโมง
ผมไล่ดูโพสต์ของเขาไปเรื่อย ๆ ั้แ่สมัยที่เขายังอยู่ฝรั่งเศสจนมาถึงปัจจุบัน แล้วก็เหมือนผมถูกดูดให้เข้าไปส่องอยู่นานแต่ทันใดนั้นเองอยู่ ๆ นิ้วเ้ากรรมที่กำลังไถหน้าจอกลับลั่นกดดับเบิ้ลที่หน้าจอทำให้กลายเป็การกดใจให้อีกคนโดยบังเอิญ
“เชี่ย!” แม่เ้า! ร้อยวันพันปีไม่เคยลั่นเสือกมามือลั่นอะไรเอาวันนี้วะ..จะกดยกเลิกก็ไม่ได้เสียด้วย ทำไงล่ะทีนี้..ผมรีบโยนมือถือไปไว้ข้างตัวด้วยความใ
ตึง!
“เฮ้ย! เอาแล้วไง” เสียงแจ้งเตือนจาก DM ของแอปพลิเคชันต้นเื่ก็ดังขึ้นทำเอาหัวใจเต้นรัว เข้าโชคดีที่ผมคว่ำหน้าจอไว้กับโซฟาเลยพอจะทำให้ความตื่นเต้นลดลงมาได้บ้างแต่ก็ต้องกลับมานั่งตื่นเต้นอีกครั้งเพราะผมต้องหงายหน้าจอเพื่อดูว่าคนที่ส่ง DM มาใช่คนที่คิดถึงหรือไม่
ผมเอื้อมมือไปยังมือถือเครื่องนั้นอย่างช้า ๆ พอคว้าได้ก็นั่งทำใจต่ออีกสักพักแล้วจึงหงายหน้าจอขึ้นมาพลางดวงตาที่ปิดสนิทเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ ลืมตามองช้า ๆ แล้วเหล่มองยังหน้าจอด้วยความลุ้นระทึก
Tong_Tam ส่งความถึงคุณ
เมื่อเห็นว่าแจ้งเตือนแสดงชื่อของคนที่ส่งข้อความเข้ามามือเ้ากรรมก็ดันอ่อนแรงทำมือถือร่วงหล่นลงบนโซฟาด้วยความประหม่า
แม่งเอ๊ย! เกิดมาไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อนเลยครับ..พวกคุณเคยเป็กันไหมพอคนที่ชอบทักมาเรากลับไม่กล้าเปิดดูทั้งใจอยากอ่านข้อความด้านในแทบบ้า คือมันตื่นเต้นมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าเขาส่งข้อความมาว่าอะไรซึ่งมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่เราก็ฟิวส์แบบตื่นเต้นไว้ก่อนราวกับอีกคนส่งมาบอกรักก็ไม่ปาน
เอาวะ! พอทำใจได้แล้วผมก็รวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปคว้ามือถือเครื่องนั้นมาอีกครั้งแล้วกดเข้าไปดูข้อความที่ส่งมาทันที
‘ขอบคุณที่กดใจให้นะครับ..ว่าแต่ที่โดนกาแฟหกใส่เมื่อเช้าไม่เป็อะไรแน่ใช่ไหมครับ?’
เขาเป็ห่วงผมด้วยครับ งื้อออ˜ ผมรีบพิมพ์ตอบกลับไปทันทีด้วยความตื่นเต้นโดยยังคงสงวนท่าทีเอาไว้บ้าง
“ไม่เป็อะไรครับแค่กาแฟเย็นน่ะ..ขอบคุณที่เป็ห่วงนะครับ” พอกดส่งไปความรู้สึกในท้องมันก็ปั่นป่วนราวกับมีอะไรมาบินอยู่ท้องอย่างงั้นแหละ
‘คุณโยอายุเท่าไรเหรอครับ..ถามได้ไหม? ผม 27 นะ’ ต้องตามเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาต่อนี่แสดงว่าเขาเองก็คงสนใจผมหรือเปล่านะ
“อ๋อ เท่ากันเลยครับผมก็ 27” ผมพิมพ์ตอบ
‘งั้นผมเรียกผมว่าตามเฉย ๆ ก็ได้นะ..จะได้เป็กันเอง’ อีกฝ่ายให้เรียกตามเฉย ๆ ด้วยล่ะ ผมแอบรู้สึกเขินปากตัวเองเบา ๆ แฮะ
“งั้นตามก็ต้องเรียกผมว่าโยด้วยนะครับ ^^”
จากนั้นเราสองคนก็พูดคุยเื่นั้นนี้กันเช่น ทำไมถึงมาเป็เชฟทำขนม? หรือทำขนมยากไหม? แล้วงานที่บริษัทผมมีปัญหาอะไรที่แก้ไขยากบ้างหรือเปล่า? ผมเองก็เพิ่งได้รู้ว่าต้องตามเป็คนชอบยิ่งมุกขำ ๆ ตลกโบ๊ะบ๊ะพอ ๆ กัน เราเลยคุยกันอยู่นานสองนานจนสุดท้ายจากการแชทคุยก็เปลี่ยนมาเป็โทรคุยกันแทน
“เออตาม..โยถามอะไรหน่อยดิ?” ด้วยความอยากรู้ว่าอีกคนจำผมไม่ได้เลยจริง ๆ งั้นเหรอ? จึงลองเกริ่นเข้าประเด็นดูเพื่อเป็การรีเช็ก
‘ได้นะ..มีอะไรเหรอ?’ ปลายสายก็ดูจะไม่มีท่าทีลำบากใจอะไรผมจึงถามต่อ “ตามจำโยไม่ได้จริงๆ เหรอ?”
‘….?’ เ้าตัวเงียบผมจึงถามต่ออย่างไม่ให้ขาดตอน
“คือ..เมื่อ 1 ปีก่อนที่ผับ Aldéric เราเคยเจอกันน่ะแล้วก็เคย..”
ตู๊ด.. ตู๊ด..
ยังไม่ทันจะพูดได้จบประโยคอีกฝ่ายกลับตัดสายไปเสียอย่างนั้น พอเข้าไปดูยังหน้าแชทก็พบว่าเ้าตัวออฟไลน์หนีไปแล้ว ซึ่งนั่นก็ไม่เกินความคาดหมายที่ผมพอจะเดาได้
“สงสัยคงต้องไปหาที่ร้านซะแล้ว”
โปรดติดตามตอนต่อไป..
______________________________
* Opéra Cake คือ เค้กสัญชาติฝรั่งเศส ดั้งเดิมประกอบด้วยชิ้นเค้ก Almond Sponge หรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า Joconde พรมด้วย
coffee syrup แล้วปาดด้วย coffee buttercream และ chocolate ganache แล้วราดด้วย chocolate glaze บนหน้าเค้กอีกที
* Aldéric แปลว่า ความยิ่งใหญ่