“ครับ ท่านลุง”เหมาเว่ยพยักหน้าเล็กๆพลางครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีต’เห็นทีว่าท่านลุงผู้นี้อาจจะเป็นยอดฝีมือของที่ใดสักแห่ง จากหนังกำลังภายในที่ข้าเคยดูมา ผู้ที่แต่งกายสกปรกปล่อยผมยาวรุงรังเช่นนี้ มักจะเป็นผู้เยี่ยมยุทธโดยแท้’
“ข้าขอเล่าต่อ นอกจากระดับพลังยุทธ วิชาหรือทักษะก็ยังถูกจัดแบ่งแยกเป็นระดับ เริ่มจากต่ำสุดคือ ทั่วไป ยอดเยี่ยม เลิศล้ำ ศักดิ์สิทธิ์ ตำนาน มายา ลี้ลับ พระเจ้า รวมแล้วมีแปดระดับด้วยกัน และจะจำแนงแบ่งย่อยอีกสามขั้น คือ ต่ำ กลาง สูง ซึ่งการแบ่งในลักษณะเช่นนี้จะนำไปใช้กับการแบ่งระดับยุทธภัณฑ์ต่างๆอีกด้วย”ชายมีอายุกล่าวจบก็ยกน้ำชาขึ้นมาดื่ม
“หมายถึงพวกอาวุธก็แบ่งตามนี้ด้วยใช่ไหม ท่านลุง”เหมาเว่ยเอ่ยปากถามย้ำอีกครั้ง
“เจ้าเข้าใจถูกต้อง ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องก็ยังมีเม็ดยา ใช่ ข้าลืมบอกไป ระดับเม็ดยาก็จะแบ่งตามนี้เช่นกัน”
“เม็ดยาก็แบบนี้ด้วยหรือ”
“ถูกต้อง เม็ดยาที่ถูกปรุงขึ้นนอกจากจะช่วยในเรื่องการรักษา บางชนิดก็มีคุณสมบัติช่วยในการบ่มเพาะพลังยุทธเป็นอย่างมาก เจ้าควรจะคบหาสหายเป็นนักปรุงยาด้วยก็ดีเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น ข้าจะอธิบายถึงเรื่องพื้นฐานการบ่มเพาะให้เจ้าฟังเสียก่อน”ชายคนดังกล่าวพูดจบพลางสาดสายตามองไปยังด้านหน้าโรงเตี๊ยม
“พูดต่อไปได้เลยท่านลุง ข้าฟังอยู่”
“การที่คนเราจะสามารถบ่มเพาะพลังยุทธได้สูงล้ำเพียงใดนั้น สิ่งแรกก็ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายาม สองคือดวงดาววาสนาที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด สามคือเคล็ดการบ่มเพาะ และสิ่งสุดท้ายคือการพึ่งพาของล้ำค่า เช่นเม็ดยาหรือโอสถวิเศษ เจ้าเข้าใจรึไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านลุง ความเพียรข้ามั่นใจว่ามีเต็มร้อย เม็ดยาไว้คงต้องหาทางในวันหน้า ส่วนเคล็ดการบ่มเพาะและดวงดาววาสนาข้ายังไม่ค่อยเข้าใจนัก”เหมาเว่ยยกน้ำชาขึ้นดื่มบ้างเพื่อเป็นการดับกระหาย
“เคล็ดบ่มเพาะคือวิชาที่ใช้ในการบ่มเพาะพลังยุทธโดยเฉพาะ จะหาได้ตามพรรคหรือสำนักต่างๆทั่วไป หรือตามคัมภีร์เคล็ดบ่มเพาะ หรือกระทั่งได้รับการถ่ายถอดโดยตรงจากผู้ใดผู้หนึ่ง และยิ่งเป็นเคล็ดระดับสูงก็จะยิ่งช่วยให้พลังยุทธก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนดวงดาววาสนานั้นเจ้าคงต้องไปร่วมเข้าทดสอบกับสำนักต่างๆเพราะข้าไม่มีของแบบนั้นติดตัวมาด้วยหรอก และหลายวันก่อนข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลาที่สำนักต่างๆเปิดรับศิษย์ใหม่ ข้าว่าเจ้าควรไปจะลองดูนะ ภายในสำนักไม่ว่าจะเป็นที่ใดย่อมมีพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเจ้า”
“เรื่องเคล็ดการบ่มเพาะข้าพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว มันแยกจากทักษะวิชาวรยุทธที่ใช้ในการต่อสู้ใช่รึไม่ แล้วหากข้าไปร่วมทดสอบและบังเอิญผ่านขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องย้ายไปอยู่ในสำนักด้วยใช่รึเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงต้องตัดใจ ข้าไม่อยากจะทิ้งที่นี่ไปน่ะ ท่านลุง”
“นับว่าเจ้าก็มิได้โง่งมอันใด เจ้าเข้าใจได้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดบ่มเพาะ ส่วนหากเจ้าผ่านการทดสอบก็ขอเป็นศิษย์ภายนอกได้ ด้วยฐานะศิษย์ภายนอกเจ้าจะสามารถกลับมาที่นี่ได้ทุกเมื่อไม่ต้องเป็นห่วง แท้ที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปฝึกตนที่สำนักก็ยังได้”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือท่านลุง ข้าดีใจจริงๆ แล้วดวงดาววาสนาคืออะไร ข้าหมายความว่ามันแบ่งอย่างไรบ้าง มีระดับหรืออะไรด้วยใช่ไหม?”
“ย่อมมีแน่นอน ในแต่ละคนจะกำเนิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน ยิ่งมีดาววาสนาประจำตัวมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้เจ้าสามารถเข้าใจวรยุทธหรือสิ่งต่างๆได้ดีกว่าคนทั่วไปมากเท่านั้น ซึ่งก็รวมไปถึงความรวดเร็วในการบ่มเพาะอีกด้วย ก่อนอื่นข้าจะเริ่มอธิบายให้ฟังจากระดับต่ำสุด....”
หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวยังอธิบายถึงระดับดาววาสนาให้เหมาเว่ยได้ฟังอย่างแจ่มชัด เริ่มจากผู้มีพรสวรรค์ต้อยต่ำที่สุดจะมีดาววาสนาจำนวน 1 ดวง และสูงสุดจะอยู่ที่ 8 ดวง อีกทั้งการทดสอบดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของวาสนาผู้ทดสอบ เริ่มตั้งแต่ 1 ดวงคือเต่า ไล่ไปจนถึง 8 ดวงคือวาสนามังกรซึ่งเป็นวาสนาระดับสูงสุดเท่าที่เคยปรากฏ
“ขอบพระคุณท่านจริงๆ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะร่วมเข้าทดสอบในวันรุ่งขึ้น แต่อย่างไรเสียก็คงต้องขอคำชี้แนะจากท่านต่อจากนี้ด้วยนะ ท่านลุง”เหมาเว่ยประสานมือคารวะ
หลังจากนั้นเพื่อไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป เหมาเว่ยก็รีบเชิญให้คนผู้นี้ไปพักแรมที่ห้อง ส่วนตนก็เดินกลับเข้าไปช่วยเหลือเสี่ยวเอ้อทั้งสองก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน ซึ่งในส่วนห้องนอนของเสี่ยวเอ้อและเหมาเว่ย ก็ตั้งอยู่ชั้นล่างติดๆกัน โดยที่ของเหมาเว่ยจะอยู่ติดกับผนังทางด้านหลัง และมีหน้าต่างเพื่อที่จะสามารถเฝ้าระวังว่าจะมีผู้ใดเข้าใกล้บ่อน้ำรึไม่
แต่ทว่า ในคืนนั้นเมื่อทุกคนในโรงเตี๊ยมเข้านอนจนหมด เมื่อเหมาเว่ยเริ่มได้ยินเสียงกรนของเสี่ยวเอ้อจากห้องข้างๆอย่างแจ่มชัด และรอดูเหตุการณ์จนกว่าจะแน่ใจแล้วว่าลุงผู้เป็นแขกเพียงคนเดียวได้เข้านอนจนหลับสนิท จึงเป็นโอกาสให้เขาเดินทางผ่านบ่อน้ำอันเหือดแห้ง เพื่อกลับไปที่โลกเดิมอย่างเงียบเชียบโดยไม่น่าจะมีผู้ได้ทราบเลยแม้แต่น้อย
.
.
.
ณ โกดังร้าง
“ฮัลโหล โทษที่ที่ข้าโทรมาดึก เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อกลับมาถึง เหมาเว่ยหรือเยลก็รีบต่อสายถึงเพื่อนสนิทโดยที่โยนคำถามเป็นสำเนียงแปลกๆ จนปลายสายหรือก็คือนัทเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก
“ข้าๆ เจ้าๆ อะไรว้ะ นี่มึงดูหนังกำลังภายในมากจนเพี้ยนไปรึเปล่า?”นัทตะเบ็งเสียงถามมาจากปลายสาย
‘ดันลืมตัวไปซะเลย สงสัยจะติดมาจากโลกโน้น’เยลนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ”แหะ แหะ แหะ กูแกล้งมึงเล่นเฉยๆอย่าคิดมาก แล้วไง เรื่องปืนไปถึงไหนแล้ว”
“ได้มาแล้วว้ะ พรุ่งนี้วันหยุดพอดี กูจะเอาไปให้มึงกับมือพรุ่งนี้เลย คงจะถึงช่วงหัวค่ำหน่อยๆ แล้วก็มีของพิเศษจะให้มึงด้วย เตรียมรอดูได้เลย”
“เป็นอะไรว้ะ บอกกูตอนนี้ทีเถอะ”
“ไม่ได้ เดี๋ยวมึงก็รู้เอง”
“นัท กูมีเรื่องจะขอร้องว้ะ ช่วยหาพวกอาร์พีจีกับไรเฟิลให้ด้วยได้ไหมว้ะ”
“มึงจะบ้าไปแล้วหรอ นี่กะจะสะสมอาวุธสงครามเลยหรือไง”
“เออน่า ช่วยๆกันหน่อย มึงไปขอร้องจากไอ้ฝรั่งนั่นก็ได้กูว่ามันมีชัวร์ ทหารอเมริกาที่เคยซ้อมรบด้วยกันน่ะ มึงสนิทกับมันไม่ใช่หรอว้ะ”
นัทหรือคู่สนทนานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะตอบกลับมาว่า“ก็ได้ ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ไม่อยากงานเข้าว่ะ ไม่ก็รอให้เรื่องเงียบก่อนถ้าอยากจะได้อีกจริงๆ”
“ขอบใจมาก ต้องแบบนี้สิว้ะ งั้นพรุ่งนี้เจอกัน เดี๋ยวจะส่งที่อยู่ตอนนี้ไปให้”
“นี่กูเห็นมึงเป็นเพื่อนรักนะเนี่ยถึงยอมเสี่ยง”
“เออกูรู้ งั้นวางก่อนนะไว้เจอกันเพื่อน”
“เดี๋ยวๆ เฮ้ย เดี๋ยว”
ตู๊ดด ตู๊ดด..!
‘พรุ่งนี้แล้วสินะ มาได้จังหวะพอดีเลย โรงเตี๊ยมเป็นสถานที่มีเรื่องบ่อย ถ้าไม่มีอะไรป้องกันไว้บ้างคงจะไม่ได้แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า’เยลนึกถึงเรื่องอาวุธอย่างสบายใจ ก่อนที่เข้าจะขับรถยนต์เดินทางออกไปซื้อวัตถุดิบมาเตรียมสำหรับพรุ่งนี้’มืดชิบหาย ถ้าน้ำกับไฟมาติดตั้ง คงต้องหาตู้เย็นใหญ่มาใช้เก็บของสดซะแล้ว จะได้ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ’
.
.
.
ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
และหลังจากนั้น เมื่อหาซื้อสิ่งที่จำเป็นในการปรุงอาหารเสร็จ เขาก็รีบกลับไปยังโรงเตี๊ยมโดยเส้นทางเดิม และนำของสดเก็บใส่ถังโดยใช้น้ำแข็งช่วยในเรื่องการรักษาวัตถุดิบต่างๆไม่ให้เกิดการน้ำเสีย นอกจากนั้นยังนำปืนพกที่มีติดตัวขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดและเตรียมใส่ลูกกระสุนให้พร้อม ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ช่วงที่เดินเข้าไปทดสอบอาจจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องใช้ก็เป็นได้
‘ตื่นเต้นจริงๆ ไม่นึกเลยว่าโอกาสจะมาเร็วเช่นนี้’
เช้าวันรุ่งขึ้น
“บะหมี่ต้มยำกุ้ง 2 บะหมี่หมูสับอีก 3”อาปิงตะโกนเข้าครัวไม่มีเวลาหยุดพัก
เมื่อโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองเปิดตั้งแต่เช้า ก็มีชาวบ้านและผู้ที่เดินทางผ่านไปมาให้ความสนใจ เข้ามาลองลิ้มรสความอร่อยของเมนูที่เพิ่งเปิดขายที่นี่เป็นแห่งแรก และแน่นอน เหมาเว่ยที่มีฐานะเป็นเถ้าแก่และพ่อครัวก็ยังคงยุ่งกับการทำครัวโดยที่ก็เริ่มให้อาเปียวเข้ามาเรียนรู้วิธีการปรุงบ้างแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้ทำการเปลี่ยนภาชนะในการเก็บสิ่งต่างๆ มารวมไว้ในถังไม้แทนการเก็บเป็นซองพลาสติก ส่วนเครื่องปรุงต่างๆก็นำมาเก็บไว้ในโหลกระเบื้องแทนภาชนะเดิม
“มันง่ายขนาดนี้จริงๆหรือเถ้าแก่ เมนูแสนเลิศรสเช่นนั้นเนี่ยนะ ลวกเส้นแล้วก็เทซุปใส่ แล้วก็ใส่ไข่ใส่หมูใส่ผักก็เสร็จ”
“ถูกต้อง และต่อไปข้าจะตั้งให้เจ้าเป็นพ่อครัวประจำที่นี่อีกด้วยดีไหม แน่นอน เงินเดือนก็จะได้เพิ่มด้วย”
“จริงๆนะเถ้าแก่เหมา ขอบคุณ ขอบคุณ ท่านดีกับข้าจริงๆ”อาเปียวเผยสีหน้ากำลังซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
ภายหลังจากที่เหมาเว่ยแน่ใจแล้วว่าอาเปียวสามารถปรุงเมนูประจำโรงเตี๊ยมได้ เขาก็กลับไปรับหน้าที่ต้อนรับแขกและเก็บเงินช่วยอาปิวด้านนอกแทน ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาเยือนมีเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้า ก็ส่งผลให้บะหมี่รสชาติต่างๆถูกขายไปรวมแล้วถึง 171 ชาม โดยทั้งสองเมนูจะถูกคิดในราคาเดียวกับคือ 70 อีแปะ
“ขายดีมากเลยนะขอรับ เถ้าแก่ มีคนต้องการชิมเมนูที่ท่านคิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นนี้ นี่ขนาดเพิ่งจะเป็นช่วงเวลาเที่ยงผ่านไปเพียงสองชั่วยามตั้งแต่เปิด ชามด้านหลังกองอย่างกับเป็นภูเขา”อาปิวเริ่มสนทนากับเหมาเว่ยในช่วงระหว่างพักเที่ยง
‘อาปิว อาเปียวดูท่าจะไว้ใจได้มาก การทำงานก็นับว่าขยับขันแข็งดี หวังว่าข้าจะมองคนไม่ผิด ต่อไปหากข้าประสบผลสำเร็จ ข้าจะเลี้ยงดูพวกเขาดั่งพี่น้องแท้ๆเลยทีเดียว’เหมาเว่ยอมยิ้มพลางนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้”การทดสอบ!”
“มีเรื่องอะไรหรือขอรับ เถ้าแก่?”อาปิวหยุดปากขณะที่กำลังจะดูดเส้นบะหมี่เข้าไป
“การทดสอบเข้าสำนัก ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร”เหมาเว่ยลุกขึ้นพรวดก่อนที่จะรีบก้าวเท้าวิ่งออกไปพลางหันกลับมาและตะโกนว่า”อาปิว อาเปียว ฝากดูที่นี่ด้วย เดี๋ยวข้ากลับมา”
“ได้ขอรับเถ้าแก่”
ในยามที่เหมาเว่ยได้ยินเสียงตอบกลับโดยอาปิวอาเปียว เขาก็เร่งฝีเท้ามุ่งไปยังกลางเมืองและอาศัยผู้ที่ผ่านไปมาเพื่อถามไถ่ถึงจุดที่มีการเปิดทดสอบ ซึ่งก็ได้รับคำตอบหลังจากนั้นถึงตำแหน่งที่ว่าโดยไม่ยากเย็นนัก
“น้องชาย เจ้าก็อยากจะร่วมทดสอบหรือ แต่นี่มันเที่ยงแล้วนะ ไม่แน่ว่าอาจจะปิดไปแล้วก็เป็นได้”
“พี่ชายช่วยตอบข้ามาเถอะ สถานที่จัดตั้งอยู่ที่ใด”
“หากต้องการจะไปจริงๆข้าจะบอกให้ก็ได้ เจ้าวิ่งตรงไปตามเส้นทางนี้เรื่อยๆจนถึงลานกลางเมือง จากนั้นก็เลือกเอาเลยว่าต้องการทดสอบเข้าร่วมสำนักหรือพรรคใด”