ตอนที่ 92 ยุแยงจากภายใน
ข้อเสนอของนิทานเรียกสายตาของคนทั้งห้าให้หันกลับมามองที่เขา ทั้งห้าคนมีสายตาที่แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน องค์หญิงไพลินนัยน์ตาเปล่งประกายแวววับราวกับได้รับคำแนะนำที่พาให้สมองของเธอแล่นฉิว มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย ไม่สมฐานะขององค์หญิงผู้ที่ทุกคนรักใคร่แม้แต่น้อย
ทางตัวแทนจากศาสนาปฐมมันตราอย่างไลล่า ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ราวกับเธอไม่เคยคิดถึงความคิดเรื่องการใส่ความอีกฝั่งหรือลอบสร้างสถานการณ์ยุยงเลยแม้แต่น้อย
นักบวชชราทั้งสองหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางมองไปที่ใบหน้าที่ดูใสซื่อของนิทาน ยิ่งใบหน้ายิ้มน้อย ๆ เรียบนิ่งของเขาอยู่ข้างกับสุนัขตัวใหญ่น่ารักแล้วยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งกับสิ่งที่เขาพูดยิ่งขึ้นไปใหญ่
อริยะแปลงเพลิงเพียงเผยรอยยิ้มขึ้นจากใบหน้าไร้อารมณ์ของเธอ เธอจับจ้องไปที่นิทานด้วยสายตาสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง
“จากที่ผู้พันลาลันตารายงาน เครื่องรางพวกนั้นสลายไปเองได้ใช่มั้ยล่ะ งั้นการหาหลักฐานจากเรื่องนั้นน่าจะยาก” องค์หญิงไพลินพึมพำ
“ไพลิน เจ้าอย่าเสียเวลากับการหาร่องรอยระหว่างกัปตันไดฟ์กับองค์ชายจันทรกานต์เสียดีกว่า ข้าไม่เชื่อว่าพี่เจ้าจะพลาดเรื่องพื้นฐานระดับนั้น” อริยะแปลงเพลิงกล่าวขึ้น
“ค่ะ ไพลินก็ไม่หวังว่าไอ้พี่นั่นจะหลงลืมอะไรง่าย ๆ เพียงนี้ เราคิดว่าตอนนี้หากต้องการสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้ไอ้พี่ลำบากละก็..” องค์หญิงไพลินตอบงึมงำ
“ทางหนึ่งคือการทำตามรอยของมัน วางแผนระยะยาวเพื่อก่อกวนชื่อเสียงเหมือนที่ไพลินเคยโดนที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์” องค์หญิงไพลินบรรจงขีดเขียนลงบนบันทึกของตน
“อีกทางหนึ่งคือการสร้างหลักฐานปลอม เช่นปลอมหลักฐานการลอบติดต่อกับกัปตันไดฟ์ซึ่งมีค่าหัวในนานาชาติ ราชวงศ์ย่อมไม่ยินยอมให้องค์ชายติดต่อเป็นแน่”
“หรือไม่ก็…”
“สร้างความแตกแยกภายใน” คราวนี้กลับเป็นไลล่าที่พูดขึ้นมา นิทานหันไปมองหญิงสาวท่าทางอ่อนโยนผู้นี้ด้วยสายตาสงสัยปนมึนงง แม้แต่องค์หญิงไพลินยังสะบัดหน้ามามองจนคอแทบหัก
ตอนแรกยังดูตกใจอยู่เลย ไหงเสนอความคิดที่โหดสุดขึ้นมาเฉย นิทานกลืนน้ำลาย
ความประทับใจแรกของไลล่าสำหรับนิทานคือท่าทางของสตรีผู้อ่อนโยน ท่าทางโอบอ้อมอารี เพียงประกอบขึ้นด้วยความดีงามของสิ่งมีชีวิต หากเธอกลับเสนอความคิดที่ดูน่ากลัวที่สุดมาเสียอย่างนั้น
เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของเธอโดยสิ้นเชิง ยิ่งตอนที่นิทานเสนอแผนร้ายเธอดูเหมือนตกใจที่เขากล้าคิดอะไรไม่ดี ๆ เช่นนั้น
หากเขาก็ต้องยอมรับตามตรง หากเป็นเขาเองเขาก็คิดถึงการลอบสร้างความแตกแยกภายในเป็นอย่างแรก ๆ เช่นกัน การใช้วิธียุแยงให้แตกแยกเช่นนี้เป็นวิถีทางหนึ่งที่ค่อนข้างสุดโต่งทั้งสองด้าน
หากฝักฝ่ายนั้นสามัคคีกันเป็นอย่างดี การยุแยงนั้นจะส่งผลร้ายต่อตัวพวกเขาเองอย่างเต็มที่ ไม่เพียงการยุแยงจะไร้ผลแต่อาจโดนย้อนคมเล่นงานกลับได้ง่ายเช่นกัน
ฝั่งนั้นอาจสามารถแกล้งทำเป็นเข้าร่วมกับพวกเขา หากที่จริงแล้วเป็นสายลับสองหน้าลอบส่งข่าวคืนกลับให้ หากเป็นอย่างนั้นจริงเรียกได้ว่าฝ่ายเขาย่อมมีแต่เสียกับเสีย
หากฝักฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยรูโหว่ การยุแยงเช่นนี้กลับจะส่งผลดีอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางสายข่าวไว้ การซ้อนแผนเพื่อตลบหลังหรือการดึงศัตรูมาเป็นพรรคพวก ไม่ว่าจะทางใดก็ส่งเสริมทางฝั่งขององค์หญิงไพลินได้เป็นอย่างมาก
ฝักฝ่ายที่มีแต่ช่องโหว่จะไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ร่วมกันด้วยผลประโยชน์และผลกำไร หากศัตรูสามารถหยิบยื่นผลประโยชน์ที่มากยิ่งกว่าให้ได้พวกเขาก็พร้อมจะทรยศอย่างไม่ไยดี
ยิ่งศึกในครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะโดยตรงหรือการประลองกำลังกันในสนามรบ หากเป็นสงครามการเมืองที่พลังไม่ใช่ทุกอย่าง ยังต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ผู้สนับสนุน ประชาชน รวมถึงกฎต่าง ๆ มากมาย
ในสงครามการเมืองเช่นนี้พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างด้วยกำลัง กฎของการเลือกตั้งคือเสียงส่วนมากเกิดมาจากประชาชนเพียงอย่างเดียว เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มาจากขุนนาง และจึงได้รับการยืนยันด้วยองค์ราชินีเป็นการปิดท้าย
หากก็ยังมีกฎแอบแฝงอีกมากมาย เช่น หากมีข่าวเสียหายที่ทางราชวงศ์ไม่อาจยอมรับ ผลคือถูกตัดสิทธิ์
หากมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ส่งผลต่อความมั่นคงของอาณาจักร ผลคือถูกตัดสิทธิ์
หากมีความผิดปกติหรือตรวจพบใจกบฏ ผลคือถูกตัดสิทธิ์
เพราะอย่างไรหน้าที่ของผู้ประคองบัลลังก์คือผู้ที่ได้รับมอบหมายงานจากองค์ราชินีให้ดูแลอาณาจักรและชีวิตภายในอาณาจักรแทนตัวองค์ราชินีเอง หากผู้ประคองบัลลังก์เกิดเหลิงอำนาจย่อมผิดไปจากหน้าที่ที่ได้รับ
พวกเขาคือตัวแทนแห่งไฟ คือผู้ที่ไฟกัลป์มอบหมายให้ปกครองประชาชนและจุดประกายชีวิตอันงดงาม ไม่ใช่ซ่องสุมกำลังคิดก่อกบฏเพื่อมีชัยเหนือไฟกัลป์
พูดกันตามความสัตย์จริง ไม่ว่าจะคนใดในผู้มีสิทธิ์ทั้งสามพวกเขาล้วนหมิ่นเหม่กับกฎทั้งสิ้น หากสิ่งที่สำคัญคือพวกเขายังไม่ได้ผิดกฎ อย่างชัดแจ้งหรือมีหลักฐานมัดตัวอย่างเพียงพอ
องค์ราชินีมิใช่คนที่เคร่งหรือบ้ากฎถึงเพียงนั้น ตัวเธอเองค่อนข้างเอนเอียงไปทาง 'ผู้ปกครองที่มิได้ผ่านสงครามการเมืองหรือศึกภายในมาย่อมมิอาจเป็นผู้ปกครองที่แข็งแกร่ง' เสียมากกว่า ดังนั้นหากไม่มีหลักฐานมัดตัวหรือทำอะไรที่ล้ำเส้นของเธออย่างการก่อกบฏหรือทรมานประชาชน เธอย่อมปล่อยผ่าน
คนอย่างองค์ชายจันทรกานต์ ในกรณีที่เรื่องที่เขาทำกับองค์หญิงไพลินหรือที่เขาลอบติดต่อกับมหาโจรตัวฉกาจอย่างกัปตันไดฟ์ถูกเผยแพร่ออกไป เขาย่อมถูกตัดสิทธิ์เป็นแน่แท้
ดังนั้น วิธีที่นิทานนึกขึ้นมาเป็นอย่างต้น ๆ จึงเป็นการยุแยงจากภายใน การสูญเสียผู้สนับสนุนหลักย่อมสร้างช่องว่างให้องค์หญิงไพลินสามารถฉกฉวยได้โดยง่าย
จริง ๆ แล้วเขาคิดถึงการที่จะรายงานเรื่องที่องค์ชายจันทรกานต์ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านเปลวเหมันต์มากมายล้มตายลงด้วย หากองค์หญิงไพลินที่รู้อยู่แล้วกลับไม่รายงานเรื่องนี้ถึงทางราชวงศ์ จากที่เขาเข้าใจ เรื่องนี้มีชีวิตของประชาชนมาเกี่ยว องค์ชายจันทรกานต์สมควรถูกลงโทษอย่างหนัก แม้จะไม่มีหลักฐานมากพอแต่การสืบสวนก็สมควรเกิดขึ้น
แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นิทานจึงค่อนข้างสงสัยในคำว่า 'ล้ำเส้น' ขององค์ราชินีเสียเหลือเกิน ศึกครั้งนี้จึงดูจะเป็นอะไรที่ยากจะตัดสินถึงสิ่งที่ทำได้และห้ามทำ
“ผมเห็นด้วยนะครับ จากที่ผมทราบมา ขุมกำลังหลักขององค์ชายจันทรกานต์ประกอบด้วยสองมหาตระกูลอย่างตระกูลวิรุปักษาและตระกูลคชสาร ขุนนางย่อยมากมาย กลุ่มการค้าเชียนเป่า และตระกูลเจ้าพระยา ตระกูลส่องเมฆา” นิทานเสริม
“สองมหาตระกูลนั้นอาจจะค่อนข้างยากที่จะยุแยงจากภายใน ยิ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่องค์ชายวางแผนไว้ย่อมมีสองตระกูลเป็นกำลังสำคัญ เขาสมควรป้องกันสองตระกูลนี้มากเป็นพิเศษ” ไลล่าพยักหน้าน้อย ๆ ยามได้ยินที่นิทานพูด
“แต่ขุนนางย่อยมากมายสมควรพอจะหาช่องทางได้ แต่ก็ค่อนข้างเป็นดาบสองคม องค์ชายควรจะไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขามาก การป้องกันจึงอาจย่อหย่อนลงไป แต่ก็อาจไม่มีข้อมูลดี ๆ ที่เราต้องการนัก แต่การใช้เป็นสายข่าวผมว่าก็ยังพอใช้ได้นะครับ”
“ต้องอย่าลืมเรื่องที่องค์ชายอาจคาดการณ์ไว้แล้วด้วยนะคะ หากมองตามปกติ ขุนนางย่อย ๆ พวกนี้ก็สมควรถูกเล็งเป็นเป้าหมายจริง ๆ” ไลล่าเสริมขึ้น
องค์หญิงไพลินมองทั้งสองคุยกัน พวกเขาช่วยกันสุมหัวคิดแผนการต่าง ๆ มากมายเพื่อเธอ แม้ไลล่าและนิทานจะพึ่งรู้จักกันแต่เธอก็ดีใจที่พวกเขาดูจะเข้ากันได้ระดับหนึ่ง
“เราคิดว่าเราควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มการค้าเชียนเป่านะ” องค์หญิงไพลินแทรกขึ้น เรียกสายตาของทั้งสองให้กลับมามองที่เธอ
“กลุ่มการค้าเชียนเป่าเป็นขุมกำลังระดับทวีป หากว่ากันตามตรงพวกเขาไม่อ่อนแอไปกว่าอาณาจักรไฟกัลป์เลยด้วยซ้ำ พวกเขาจึงยึดถือผลประโยชน์เป็นหลัก หากเราหาวิธีให้พวกเขาสนใจได้ เราคิดว่าพวกเขาก็เป็นตัวเลือกที่ดี” องค์หญิงไพลินพูดเสริม
“ในเมื่อองค์ชายจันทรกานต์สามารถดึงพวกเขามาเป็นผู้สนับสนุนได้ หมายความว่าสิ่งที่เขาจ่ายไปต้องค่อนข้างสูงค่ามากพอ ถ้าพวกเราสามารถดึงกลุ่มการค้าเชียนเป่ามาได้ ค่อนข้างแน่นอนเลยล่ะค่ะว่าต้องส่งผลใหญ่หลวงแน่ ๆ ยังไงหนึ่งในนโยบายที่องค์ชายจันทรกานต์ใช้เรียกเสียงก็คือการแจกจ่ายเงินโดยตรงด้วย” ไลล่าสนับสนุน
“งั้นถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง พอจะมีความเป็นไปได้มั้ยครับที่เราจะดึงกลุ่มการค้าอิสึกะมาอยู่ฝ่ายเราบ้าง” นิทานถามขึ้น
องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง
“นั่นแหละเป้าหมายหลักของเราในวันนี้ล่ะ เพราะงั้นหลังจากนี้นายตามเราไปเจอผู้บริหารได้เลย ได้เวลาตอบแทนพี่สาวหน่อยแล้ว” องค์หญิงไพลินยิ้มเจ้าเล่ห์
“ห้ะ?” นิทานเอียงคอ
“เข้าใจแล้วค่ะ นี่คือแผนหลอกล่อด้วยศักยภาพที่องค์หญิงพูดไว้สินะคะ” ไลล่าพลันหัวเราะขึ้นมา
“ห้ะ?” คราวนี้แม้แต่คีตาก็เอียงคอตาม
“พวกเราพักเรื่องการวางแผนไว้ก่อน เราจดข้อเสนอหลาย ๆ อันไว้หมดแล้ว เดียวเราจะลองเก็บเอาไปร่างเป็นแผนอีกทีหนึ่ง ใกล้ถึงเวลาแล้วด้วย” องค์หญิงไพลินเมินคำถามของนิทานโดยสิ้นเชิง เธอเหลือบไปมองนาฬิกาบนผนัง
“ค่ะ เราไปกันเถอะ การปล่อยให้ผู้นัดหมายรอไม่ใช่มารยาทที่ดีงามเลย”
แล้วการเมินคำถามคนอื่นไปดื้อ ๆ นี่มันเป็นมารยาทที่ดียังไงไม่ทราบ นิทานบ่นอุบอิบ
“เอ่อ ถ้าเสร็จแล้ว งั้นฉันกลับก่อนนะ พอดียังมีงานให้ทำอีกพรุ่งนี้” นิทานพูดขึ้นพลางเตรียมหันหลังกลับ หากพลังสายหนึ่งพลันลากตัวของเขาลอยขึ้นฟ้า ตามหลังองค์หญิงไพลินไปอย่างว่าง่าย คีตาที่พอสังเกตได้ว่าพลังนั้นเกิดจากอริยะแปลงเพลิงก็พลันคลายการระวังตัว เพียงส่ายหางไปมาดูนิทานที่ลอยไปมากลางอากาศ
“โฮ่ง!”
คีตาก็อยากบินมั่ง!
นิทานได้แต่มองตามแผ่นหลังของผู้มีอำนาจทั้งห้าเบื้องหน้าเขาขณะที่ตัวเองถูกลากไปอย่างไร้ทางต้าน เขาได้แต่ถอนหายใจกับชะตาชีวิตของตน
ใครบอกเส้นใหญ่แล้วชีวิตสบาย..