ส่วนหนูนิลน้อยนั้นนอกจากหอบเอาความอร่อยของกุ้งเผาไปสานต่อในฝันแล้ว ยังคิดถึงเมนูแสนอร่อยของเช้าวันพรุ่งอีกด้วย เช้านี้เ้าตัวน้อยของบ้านจึงตื่นเองโดยพ่อโชคแม่นวลไม่ต้องปลุกด้วยซ้ำ
ในครัวตอนนี้ที่โดยปกติจักมีป้าอิ่มและแม่นวลเพียงเท่านั้น กลับมีทั้งหนูนิลและพี่ทับทิมที่อยากตามมาด้วย เพราะได้ยินว่าเช้านี้หนูนิลมีขอให้แม่นวลทำเมนูใหม่ั้แ่ตื่นนอน ส่วนเหล่าพี่ชายนั้นถึงอยากจะเข้ามาอยู่ในครัวด้วย แต่ก็อยู่ไม่ได้ เนื่องจากในครัวแคบเกินไปที่จะจุทุกคนเข้าไปได้ ดังนั้นเหล่าพี่ชายจึงได้งานจากแม่นวลให้ช่วยหาเครื่องต้มยำในสวนแทน เพราะเมนูวันนี้ที่หนูนิลบอกนั้นเรียกต้มยำกุ้งนั้นเอง
ก่อนเริ่มทำต้มยำกุ้งนั้น ป้าอิ่มได้ต้มข้าวด้วยหม้อดินเผาแล้วเรียบร้อย ก่อนจักมาช่วยแม่นวลแกะกุ้ง เนื่องจากหนูนิลไม่อยากคอยแกะกุ้งอีกตอนกิน เพราะจะขัดจังหวะการกินนั้นเอง
ตอนนี้ในครัวคนกำกับการทำต้มยำหม้อนี้ หากคนนอกได้เห็นก็อาจจักแปลกไป เนื่องด้วยถูกกำกับวิธีการทำด้วยเด็กน้อยของบ้าน
เริ่มจากต้มน้ำและนำสมุนไพรเครื่องต้มยำลงไปต้มทั้งตะไคร้หั่นเป็ท่อนๆ หอมแดงทุบ ข่าอ่อนซอยบางๆ ที่ใช้ข่าอ่อนเนื่องด้วยสามารถทานได้ด้วย ไม่เหมือนข่าแก่ที่ใส่เพื่อให้กลิ่นหอมเท่านั้น เพราะข่าแก่อาจจะแข็งและรสเผ็ดมากกว่าซึ่งไม่นิยมทานเท่าไหร่
ส่วนพริกแกงนั้นเนื่องด้วยน้ำพริกเผาหรือแม้แต่กะปิก็ยังไม่มี จึงจำเป็ต้องดัดแปลงเป็ต้มยำอีกแบบแทน โดยปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา แล้วใส่มะเขือเทศ เห็ดฟางที่เหล่าพี่ชายเก็บจากกองฟางที่ขึ้นเองตามธรรมชาติอีกเล็กน้อย ใบมะขามอ่อนเพื่อให้มีผักเพิ่มเข้ามาและยังช่วยเพิ่มความเปรี้ยวอีกแบบด้วย รอสักพักจึงนำกุ้งตามลงไปสุดท้าย เนื่องจากกุ้งนั้นสุกไว เพียงสังเกตว่าเปลี่ยนเป็สีขาวแกมส้มก็สุกแล้ว
เพียงเท่านี้แม่นวลจึงตักใส่ถ้วยให้เด็กๆ ก่อน ส่วนที่เหลือในหม้อได้เพิ่มพริกขี้หนูและพริกแห้งเพิ่มเติมสำหรับส่วนของผู้ใหญ่
‘ถ้าได้ไข่เจียวอีกสักอย่างกินคู่กันคงดี แต่คงต้องประหยัดก่อนสินะ ยังไม่รู้จะหาเงินเพิ่มช่วยพ่อโชคยังไงเลย วันนี้หลังกินข้าวเสร็จอาจจะต้องตั้งใจหน่อยแล้วหล่ะ ส่วนตอนนี้ไปกินข้าวดีกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง!’ หนูนิลตัวน้อยได้แต่คิดแล้วเศร้านิดหน่อยที่ยังจนอยู่
กับข้าวมื้อนี้เสียงตอบรับจากคนในเรือนยังเป็เอกฉันท์เช่นเดิมว่าเมนูที่หนูนิลคิดนั้น อร่อยจนคว่ำถ้วยก็ยังไม่มีน้ำแกงหยดลงมาแม้แต่หยดเดียว
เช้านี้หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อย ตาล้วนที่มีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือการวางและเก็บไซดักกุ้ง ก็ได้กุ้งกลับมากกว่าครึ่งร้อย แม่นวลและป้าอิ่มจึงจักลองทำกุ้งเผาไปขายที่ตลาดกันเย็นนี้ รอรอบบ่ายให้ได้กุ้งเพิ่ม และเพื่อความสดอร่อยกุ้งรอบเช้านั้น หนูนิลให้แช่มันไว้ในน้ำก่อนโดยตักน้ำจากคลองแล้วขังในถังทรงสูงมีฝาปิดและมีรูระบายให้อากาศถ่ายเท เนื่องด้วยไม่มีน้ำแข็งแบบโลกนู้นที่ใช้น็อกกุ้งเป็ๆ ก็ทำให้คงความสดได้เช่นกัน
ดังนั้นแม่นวลจึงไม่รอยามเย็นมาก แค่พอบ่ายแก่ๆ ก็ให้ตาล้วนขนของไปตลาด
กุ้งนั้นค่อนข้างหายากและตัวใหญ่แบบนี้ย่อมไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก ดังนั้นจึงตั้งราคาที่กระทงละ 2 สลึง กระทงหนึ่งมีกุ้ง 3 ตัว พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด ชาวเมืองในพระนครถึงแม้ชาวบ้านธรรมดาความเป็อยู่จักไม่ได้ดีเท่ากันทุกหลังคาเรือแต่ย่อมมีขุนนาง พ่อค้าที่มีเงินทอง พร้อมใช้จ่าย และผู้คนเ่าั้คือลูกค้าชั้นดีที่พร้อมเปย์ เมื่อเจอของถูกใจ และหนูนิลเชื่อว่ากุ้งเผาของตนเองต้องขายได้แน่นอน
การตั้งร้านในตลาดพระนครนั้นมีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบร้านที่เป็ถาวร ทำเป็คูหาคล้ายทาวน์โฮม แต่ทำจากไม้ หรือแผงลอยที่มีตั้งร้านแบ่งให้เป็ล็อกชัดเจน หรือแผงลอยที่เป็แบบที่เปล่า เพียงเสียค่าเช่าที่เท่านั้น ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนต้องหามาเอง เนื่องด้วยราคาเช่าถูกที่สุด ซึ่งพ่อโชคได้เช่าที่แบบเปล่าไว้ก่อนไปทำงานเรียบร้อย ดังนั้นตาล้วนจึงนำโต๊ะที่ทำจากไม้ไผ่ตัวเล็กมาไว้สำหรับตั้งเตาวางของเพียงเท่านั้นก็เปิดร้านได้แล้ว
พวกเขาเน้นทำแบบเล็กๆ เพื่อทดลองตลาดก่อน หากไปได้ดีในอนาคตค่อยขยับขยายร้าน หรือหากมีเมนูอื่น เพื่อขายเพิ่มเติมก็ค่อยดูกันอีกทีว่าจักต้องเช่าร้านถาวรหรือซื้อดี
ส่วนวันนี้นั้นหนูนิล และพี่สาวอย่างหนูทับทิมมาช่วยเป็แมวกวักตัวน้อยเพื่อเรียกแขกช่วยแม่นวลและป้าอิ่มในการเปิดขายของวันแรกด้วย
เมื่อป้าอิ่มเริ่มก่อไฟย่างกุ้งชุดแรก 12 ตัวก่อน พอกุ้งเริ่มสุกกลิ่นหอมๆ จึงเป็ตัวดึงดูดลูกค้าชั้นดีที่ตอนแรกเพียงเดินผ่านไปมา ไม่ได้สนใจมากนั้น เพียงแต่สนใจและสงสัย เนื่องด้วยไม่ค่อยมีใครมาขายของที่ต้องตั้งเตาไฟแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่มักขายอาหารที่ทำสุกมาแล้ว อาหารบางอย่างที่ต้องกินร้อนๆ จึงทำให้ความอร่อยลดลง หนูนิลจึงเห็นว่าเรามาตั้งเตาแบบนี้จะช่วยเรียกลูกค้าได้ดีกว่า
แถมพวกเขายังใจดีจะให้คนชิมก่อนซื้อแบบไม่มีใครเคยทำ เนื่องด้วยเป็วันแรกที่ขายของจึงให้ชิมเพื่อดึงดูดคนเข้าร้านนั้นเอง การตลาด 101 ที่หนูนิลเรียนมาจากมหาลัยจากภาคบังคับของคณะเพียง 1 ตัว ดีที่ความรู้ยังพอมีติดตัวไว้บ้าง โดยแน่นอนว่าให้ชิมคนละคำเท่านั้น
เมื่อกุ้งที่ย่างเสร็จถูกแกะและแบ่งเป็ชิ้นเล็กๆ พอดีคำ พร้อมตั้งถ้วยน้ำจิ้มให้ลูกค้า การขายของคนเรือนออกพันโชคจึงเริ่มต้นขึ้น
“กุ้งจ้า กุ้งหอมๆ เนื้อแน่นๆ หวานๆ เลยเ้าค่ะ พี่สาวเ้าขา ชิมกุ้งเผาของเราไหมจ๊ะ ทับทิมรับรองว่าอร่อยจนพี่สาวได้กินแล้วต้องหยุดไม่ได้แน่จ๊ะ” สาวน้อยทับทิมเริ่มเปิดด้วยการขายให้ลูกค้ารายแรกที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสนใจ แต่ยังไม่ได้ถามไถ่เนื่องด้วยกำลังดูลาดเลาอยู่ แต่จริงๆ ก็โดนตกด้วยหนูน้อยน่ารักทั้งสองแต่แรกเห็นแล้วหละ
“อุ่ย! ปากหวานเสียงจริงเ้า ทับทิมใช่หรือไม่ เรียกท่านน้าเถิดลูก น้าน่าจักอ่อนกว่าแม่เ้าอยู่หนา” แม่นิ่ม น้องสาวของออกพระไกรเดช เอ่ยบอกเด็กน้อยจอมปากหวานพลางชำเลืองมองแม่นวลที่น่าจักเป็แม่ของเด็กน้อย เนื่องจากดูจากการแต่งตัวที่ดีกว่าอีกคนที่น่าจักเป็บ่าวมากกว่า
“แล้วนี่ใยเรียกกุ้งเผา มิใช่ย่างเหมือนเนื้อหรือปิ้งแบบหมูหรอกรึ แต่กลิ่นหอมยิ่งนัก ขายอย่างไรเล่า” แม่นิ่มดูท่าทางจะสนใจและสงสัยในคำเรียกยิ่งนัก
“เยียกเผาเปาะว่าใจ้ไปแยงกว่าขอยับ ปี่จาว! แยะขายยาคาม่ายแพง กะยายะ 2 สะหยึงขอยับ” หนูนิลน้อยไขความกระจ่าง เนื่องด้วยไม่เคยบอกใครว่าเหตุใดจึงเรียกว่ากุ้งเผาแบบนี้ แถมเรียกพี่สาวให้คนใจอ่อนเพิ่มไปอีก แม้คนจักแก้คำเรียกขานแล้วก็ตาม
“คุณหญิงนิ่ม ที่เรียกกุ้งเผาเพราะว่าใช้ไฟแรงกว่าในการทำเ้าค่ะ ส่วนราคากระทงละ 2 สลึงเท่านั้นพร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดเ้าค่ะ สามารถชิมก่อนได้เ้าค่ะ หากไม่ถูกปาก จักไม่ซื้อก็ได้เ้าค่ะ” แม่นวลกลัวคนที่กำลังอาจจะมาเป็ลูกค้ารายแรกฟังลูกน้อยไม่เข้าใจดีจึงได้บอกอีกครั้งพร้อมเชิญชวนคนให้ชิมก่อน
แม่นิ่มจึงได้รับไม้กรัดอันเล็กที่บ่าวจิ้มกุ้งและน้ำจิ้มมายื่นให้ พอกุ้งคำนั้นเข้าปากก็ตาโตขึ้นมาอย่างผิดคาด เดิมคิดว่าคงรสชาติธรรมดา เนื่องด้วยกุ้งนั้นนางก็เคยกินอยู่ถึงจักไม่บ่อยมากแต่ก็บ่อยกว่าชาวบ้านธรรมดา แต่กุ้งชิ้นนี้นอกจากรสชาติที่หวานเด้งของเนื้อกุ้งแล้วยังมีความเผ็ด เค็ม เปรี้ยว หวานของสิ่งที่เรียกว่าน้ำจิ้มนั้น เข้ากันอย่างน่าเหลือเชื่อ กินแล้วสดชื่นด้วยอร่อยด้วย
“อืม... อร่อยยิ่งนัก ข้าไม่เคยกิน ‘กุ้งเผา ’ ที่รสชาติอร่อยแบบนี้มาก่อน ข้าซื้อ 5 กระทงนะเ้าค่ะท่านเอ่อ...ชื่ออะไรเ้าคะ ท่ารู้จักชื่อข้าแต่ข้ามิรู้จักท่านเลย” แม่นิ่มที่เปิดการขาย 5 กระทงแรกพร้อมเอ่ยพูดคุยด้วยความเป็กันเองขึ้น คาดว่าคงได้มาเป็ลูกค้าประจำแน่ ๆ
“นวลเ้าค่ะ ข้าเป็ภริยาในออกพันพระคลังสินค้า ขออภัยที่มิได้แนะนำตัวนะเ้าค่ะ” แม่นวลถึงจักดีใจเยี่ยงไรก็ไม่ลืมมารยาทที่ต้องตอบคำถามคนพร้อมกับพยายามกักเก็บความดีใจที่ขายของได้ แต่ก็มิอาจเก็บรอยยิ้มเต็มหน้าได้อยู่ดี
ต่างจากเ้าก้อนทั้ง 2 คนที่ตอนนี้ที่กระซิบดีใจกันดังจนคนรอบข้างได้ยินกันหมด พร้อมอมยิ้มไปกับเด็กน้อย
“ปี่ตับติม ข๋ายได้แย้ว!”
“ช่ายย พี่ทับทิมจะรวยๆ จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้หนูนิลกินจนพุงเต่งเลยนะ คิกคิก”
สองคนพี่น้องทำหน้าที่ดีใจ ส่วนหน้าที่เผากุ้งอีกเตานั้นให้ป้าอิ่มวุ่นวายไป เนื่องด้วยเตาแรกที่ย่างก็ไม่พอกับคำสั่งซื้อของลูกค้าคนแรกแล้ว แต่เป็งานนี้ป้าอิ่มเต็มใจทำมาก เพื่อคุณๆ ของบ้านแล้วยังหมายถึงปากท้องของพวกบ่าวอย่างตนและตาล้วนด้วย
เดิมเรือนออกพันไม่ได้มีบ่าว เนื่องด้วยศักดินานี้ไม่ได้มีให้บ่าวทาส แต่ออกพันและแม่นวลไถ่ชีวิตตนเองและตาล้วนออกมาอยู่ด้วยกันที่เรือน เนื่องด้วยไปพบพ่อค้าทาสที่ทรมานทาสที่ไม่เชื่อฟังอย่างตาล้วนหรือทาสที่อ่อนแออย่างป้าอิ่ม
‘จักไม่ให้อ่อนแอได้เยี่ยงไร คนมิได้กินข้าวกินน้ำ 2-3 วันถึงมีอะไรตกถึงท้องที นานวันเข้าจังป่วยไข้น่ะสิ แต่หลังจากออกจากโรงค้าทาสนางก็กลับมาแข็งแรงดีแล้ว’ ให้อดข้าวอดน้ำมิเท่าถูกทุบตีแทบสิ้นลม ออกพันโชคและแม่นวลเห็นคาตาเช่นนั้นทั้งคู่ก็อดสงสารไถ่ตัวออกมาไม่ได้ แม้เบี้ยจักมีน้อยแต่จะสำคัญกว่าชีวิตคนได้เยี่ยงไร
พอรับมาอยู่ด้วย ทั้งป้าอิ่มและตาล้วนจึงเทิดทูนออกพันและแม่นวลเหนือหัว พอมีคุณหนูๆ เพิ่มจึงรักและผูกพันเนื่องด้วยเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก และั้แ่มาอยู่เรือนนี้ตนเองและตาล้วนก็มิเคยถูกทุบตีอย่างแต่ก่อนอีกเลย กลับเป็เหมือนคนในเรือนคนหนึ่งอย่างที่เรือนอื่นมิทำเช่นนี้กันกับบ่าว อย่างนี้จะไม่ให้คนซาบซึ้งและจงรักภักดีได้อย่างไร แม้จะลำบากเพียงใดก็จักอยู่ช่วยแบ่งเบาคนในเรือตลอดไปแน่นอน
“อิฉันขอชิมด้วยได้ไหมเ้าคะ” เสียงลูกค้าทยอยเริ่มเข้ามาขอชิม เมื่อเห็นลูกค้าคนแรกที่เป็ที่รู้จักอยู่แล้วนั้นบอกว่าอร่อย ก็ไม่มีใครอยากพลาด ก็น้องสาวคนเดียวของออกพระพูดเลยนะจักไม่เชื่อได้เยี่ยงไร
“ได้จ้ะ เดี๋ยวฉันหยิบให้นะจ๊ะ” แม่นวลกล่าวตอบลูกค้าด้วยรอยยิ้ม
“ข้าด้วยนะ ขอข้าด้วย”
“ข้าเอา 2 กระทง อร่อยจริงๆ! เดี๋ยวข้าจักซื้อไปฝากที่เรือนพ่อตาด้วย เอามา 4 กระทงเลยดีกว่า”
เสียงขอชิม ขอซื้อดังขึ้นต่อเนื่อง จนป้าอิ่มเผากุ้งไม่ทันความ้า แต่คนที่ได้ชิมไปแล้วนั้นก็ไม่ละความพยายามที่จะซื้อกลับบ้าน ถึงจักต้องรอสักพักก็เต็มใจรอกัน แต่รอเพียงไม่นาน เพราะกุ้งนั้นเผาไม่นานเนื่องด้วยสุกได้ไว
ผ่านไปเพียง 2 ชั่วยามก็สามารถปิดการขายด้วยลูกค้าคนสุดท้ายที่ได้ไปเพียงกระทงเดียว พร้อมเสียงโอดครวญที่ได้น้อยเกินไม่พอแบ่งปันคนในเรือน แต่ก็ยังดีกว่าคนที่มาที่หลัง เนื่องด้วยเดินตามกลิ่นหอมๆ และเห็นคนหิ้วตะกร้าที่มีกุ้งตัวสีส้มผ่านไปแล้วจึงพึ่งมาถึง จึงไม่ทันเสียแล้ว
“วันพรุ่งจักมาขายอีกหรือไม่จ๊ะ วันนี้ข้ามาช้า ยังไม่ทันได้ชิมหรือได้ซื้อเลย แต่เพียงแค่เห็นและได้กลิ่นที่หอมเช่นนี้ ข้าว่าต้องอร่อยแน่นอน ข้าอยากกินนัก” ลูกค้านางหนึ่งถามขึ้น
แม่นวลจึงชำเลืองมองหนูนิลน้อย พอลูกสบตาและพยักหน้ารัวๆ จึงหันไปตอบลูกค้า
“มาจ๊ะมา เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมาตั้งร้านแต่เช้า จักขายทั้งเช้าและเย็นจ๊ะ แต่อาจจะไม่ใช่ร้านจุดนี้นะจ๊ะ เพราะพวกเราเช่ารายวัน อาจจะเป็จุดอื่นแล้วแต่ว่าที่ตรงไหนว่าง” แม่นวลแจ้งลูกค้า จักได้ไม่มีปัญหาตามมาเนื่องจากด้วยเป็แผงลอย จึงมีโอกาสสูงที่จะได้จุดอื่นหมุนเวียนไปเรื่อยแล้วแต่ว่าใครจองก่อนก็ได้ที่ทำเลดีไปก่อน
ขอให้วันนี้เป็วันที่ดี และมีความสุขกับการอ่านน้า