บทที่8 สำรวจตลาดการค้า
หลินเย่วชิงเดินเท้าเข้าไปยังหมู่บ้าน เพื่อไปนั่งรถโดยสารขนส่งประจำทาง ที่วิ่งประจำหมู่บ้านกับในเมืองเพื่อไปยังไปรษณีย์ตามที่เธอบอกพี่หวังเอาไว้ แต่ในความจริงเธอกลับไม่ได้มีเื่การส่งของมาแต่อย่างใด เธอแค่้าไปสำรวจดูว่าในเมืองนั้นมีอะไรที่เธอสามารถเริ่มค้าขายได้บ้าง เธออยากเห็นว่ามีสินค้าประเภทไหนที่ตลาด้า มากที่สุด เพื่อจะใช้เป็จุดเริ่มต้นสำหรับการทำธุรกิจของเธอเอง
หลินเย่วมาถึงป้ายรถประจำทาง บรรยากาศนั้นคึกคักเลยทีเดียว ชาวบ้านทุกคนกำลังมารอรถประจำทางเช่นเดียวกับเธอ เสียงพูดคุยก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ เย่วชิงยืนอยู่ข้างๆ ป้าเฉินที่ถือถุงผักไว้แน่น ป้าเฉินหันมามองเย่วชิงแล้วยิ้มกว้าง “วันนี้จะเข้าไปในเมืองทำธุระอะไรหรือเย่วชิง?” ป้าเฉินถามด้วยเสียงอบอุ่น “แน่นอนเธอยังไม่รู้จักใครในหมู่บ้านแห่งนี้เลยเย่วชิงก็ได้แค่ตอบทำตัวเหมือนคนรู้จักกันทั่ว ๆ ไป “วันนี้ฉันจะไปที่ไปรษณีย์จ้ะป้าพอดีญาติที่ปักกิ่งส่งของมาให้” หลินเย่วตอบพร้อมยิ้มกลับ
“โอ้ ดีแล้วล่ะมีญาติคอยห่วงใยอยู่แม้ไกลกันยังมีของส่งมาเยี่ยมเยียน “แล้ววันนี้ป้าไปทำอะไรที่ในเมืองจ๊ะ” เอ๊า..!เย่วชิงป้าก็เองก็เอาของพวกนี้ไปขายในตลาดเหมือนเดิมนั่นแหละ นี่ไงผักพวกนี้มีทั้งปลูกเองและก็รับไปส่ง ป้าก็ทำแบบนี้อยู่ทุกวันแหละเย่วชิง” ป้าเฉินพูดพลางหัวเราะ ขณะเดียวกัน ลุงหลิวที่ถือกรงไก่ไว้ก็มาร่วมวงสนทนา “ข้าขอให้เ้าขายของดีนะ ป้าเฉินวันนี้แก่เอาผักกาดไปกี่ตะกร้าล่ะ?” ป้าเฉินหัวเราะพลางหันมาตอบ “แค่สองตะกร้าเท่านั้นลุงหลิว ไม่เยอะเท่าครั้งก่อน แต่ฉันก็หวังว่ามันจะขายหมด”
หลินเย่วชิงมองดูพวกเขาพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ในขณะที่บรรยากาศรอบๆ ยังคงมีเสียงนก เสียงเป็ด เสียงไก่ ที่อยู่ในกรงร้องดังลั่นไปทั่ว ในขณะที่รถขนส่งประจำหมู่บ้านยังไม่มา ทุกคนจึงมีเวลาพูดคุยกันสักพัก หลายคนก็เริ่มแบ่งปันเื่ราวต่างๆ เช่น การปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์หรือจะเป็ข่าวการเมืองเื่ที่รัฐบาล กำลังเร่งพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้าซึ่งพวกเขาได้ยินมาเมื่อวันก่อน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเรียบง่าย
“นี่ข้าได้ยินว่าในเมืองเริ่มมีการสร้างตลาดค้าส่งแห่งใหม่ ใครเคยเห็นบ้าง?” ชายวัยกลางคนที่ยืนถือตะกร้าผักอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้น “จริงหรือ?ถ้ามีตลาดใหม่ก็คงดี จะได้มีที่ขายของสะดวกขึ้น” ป้าเฉินพูดด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ หลินเย่วชิงฟังด้วยความสนใจ รู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่นานรถประจำทางก็มาถึง “เร็วเข้า ๆ เดี๋ยวจะสาย ลุงส่งตะกร้าไก่กับลังผักให้ฉันด้วย” ชายหนุ่มที่มากับรถขนส่งประหมู่บ้านจัดเตรียมขนของขึ้นหลังคา และนำพวกเขาเข้าสู่ในเมือง
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถสองแถวคันเก่าค่อย ๆ ดังกระหึ่มควันสีดำถูกพ่นออกจากท่อไอเสียจนมองไม่เห็นถนน เมื่อรถวิ่งผ่านท่ามกลางทิวทัศน์สองข้างทาง และถนนลูกรังทอดยาวไปข้างหน้า สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจีที่กำลังลู่ลมอ่อนๆ ผู้โดยสารต่างพูดคุยกันไปอย่างออกรส เสียงแตรดังสนั่นให้สัญญาณเมื่อรถบางคันกำลังจะวิ่งแซง แสงอาทิตย์อ่อนของยามเช้าที่ทอประกายลงบนใบข้าว น้ำค้างยังกระจายเป็ละอองอยู่บนนั้น แสงสะท้อนทำให้ดูเหมือนกับแผ่นดินนี้ปกคลุมด้วยเพชรเล็กๆ ที่ส่องประกายงดงาม
หลินเย่วชิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทิวเขาที่ทอดยาวอยู่ไกลๆ มีหมอกขาวบางๆ คลุมยอดเขา ทำให้ภาพดูเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต ผู้โดยสารบนรถต่างก็มองออกไปด้วยความเพลิดเพลิน บ้างก็พูดคุยกันเบาๆ ขณะที่เด็กๆ ในหมู่บ้านที่นั่งมาด้วยก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน รถโดยสารจอดรับส่งคนไปเรื่อย ๆ เมื่อมีคนโบก
เมื่อเข้าใกล้เขตเมือง ทิวทัศน์ค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาและป่าธรรมชาติไปเป็บ้านเรือนที่ค่อยๆ หนาแน่นขึ้น ผู้คนสองข้างทางเริ่มเห็นบ้างประปราย บ้างเดินถือของ บ้างจูงเด็กน้อยอยู่ข้างๆ ชีวิตที่เริ่มคึกคักบ่งบอกว่าใกล้ถึงเมืองเข้าไปทุกที บรรยากาศสองข้างทางดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชีวิตที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับแสงยามเช้าที่ส่องสว่าง สายตาของ เย่งชิงจ้องมองทุกอย่างด้วยความแปลกตา ใช่นี่มันคือฝันของเธอที่นี่มันคือบ้านเมืองในยุค70 80 เหมือนที่เธอจินตนาการเอาไว้ไม่มีผิด หลินเย่วชิงถึงกับน้ำตาไหลจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเธอยังคงคิดว่าฝันไป
เมื่อรถโดยสารแล่นเข้ามาจอดที่ตลาด เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างรีบเข้าไปประชิดอย่างรวดเร็ว สินค้าหลายอย่างถูกยกลงมาวางไว้บนพื้นถนนชั่วคราว และเสียงต่อรองราคาก็เริ่มดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
"เอ้า! ป้าเจียง มะเขือเทศวันนี้เท่าไหร่ล่ะ? " เสียงผู้ชายวัยกลางคนะโถามพลางชี้ไปที่ถุงมะเขือเทศสดๆ ที่เพิ่งถูกยกลงมา
"วันนี้แพงหน่อยนะ ลุงซุ่ย... ขาดตลาดมาเป็อาทิตย์แล้ว ขอถุงละ 10 หยวนแล้วกัน" ป้าเจียงตอบกลับพลางวางมือข้างหนึ่งบนเอว ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
ลุงสมขมวดคิ้ว "อ้าว ปกติ 7 หยวนเองไม่ใช่เหรอ จะขึ้นตั้งสามหยวนเลยเนี่ยนะ ป้าเห็นผมเป็ลูกค้าประจำไม่ใช่เหรอ ลดหน่อยเถอะน่า"
ป้าเจียงหัวเราะเบาๆ "นี่แหละราคาพิเศษแล้วนะลุง พวกพ่อค้าคนอื่นเขายิ่งขายแพงกว่านี้อีก! เอาน่ะ...ถ้าลุงจะเอาจริงๆ ลดให้เหลือ 8 หยวนก็ได้ ไม่ลดแล้วนะ"
ลุงซุ่ยยักไหล่ ก่อนยื่นมือออกไปรับถุงมะเขือเทศ "ก็เอาละกัน ลดนิดหน่อยพอได้ อย่าคิดว่าฉันจะยอมง่ายๆ นะคราวหน้า" ทั้งคู่หัวเราะกันเบาๆ ในขณะที่การต่อรองอื่นๆ กำลังเข้มข้นขึ้น
ใกล้ๆ กันนั้น เสียงของสาวแม่ค้าร้านขนมดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ลุงหวัง ช่วยดูให้หน่อยค่ะ ถั่วเหลืองถุงนี้เหมือนจะมีรอยตำหนิ หนูว่ามันเก่าแล้ว ขอถุงละ 6 หยวนแทนได้ไหม” ลุงหวังที่เป็คนส่งถั่วเหลืองส่ายหน้า “ไม่ได้ๆ ถั่วนี้เพิ่งมาส่งตอนเช้าๆ เอง สดใหม่ ขายถุงละ 10 หยวนยังไงก็ไม่ได้ลดแล้วนะ”
แม่ค้าสาวส่ายหัว “ถ้าลดไม่ได้ หนูก็ไม่เอาล่ะ เดี๋ยวไปซื้อตลาดถัดไปดีกว่า ราคาถูกกว่านี้ตั้งเยอะ!” เธอทำท่าจะเดินไป
ลุงหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมลด “เอาเถอะ เอาเถอะถุงละ 8 หยวนข้าขอแค่นี้ละกันนะจ๊ะได้จบๆ ไป”
"ตกลงค่ะ!" แม่ค้าสาวยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหยิบถุงถั่วเหลืองใส่กระสอบอย่างรวดเร็ว
เสียงต่อรองยังคงดังสนั่นทั้งสองข้างทาง บ้างก็ตกลงกันได้ บ้างก็ยืนกรานจนหน้าตึง พ่อค้าแม่ค้าต่างทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด การต่อรองเสียงดังสนั่นดังเหมือนสนามรบแห่งการค้าขายที่ไม่มีใครยอมใคร
หลินชิงเย่วเดินไปจนทั่วทั้งตลาด เธอดูสินค้าที่วางขายอยู่ทั่วไปแทบไม่มีอะไรที่น่าสนใจจะมีแต่ ข้าวสาร น้ำตาลเกลือ น้ำปลา เหล่านี้เป็สินค้าที่ชาวบ้านต่างก็ซื้อหา เพราะเป็สิ่งจำเป็ในครอบครัว จากนั้นเธอก็จ้างสามล้อเครื่องพาไปยังตลาดค้าส่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบนาที เย่วชิงจดทุกอย่างที่เธอคิดว่าสินค้าของเธอนั้นจะต้องนำมาขายที่ตลาดแห่งนี้ หลังจากดูจนทั่วเธอก็จ้างให้รถกลับมาที่ขนส่งจุดเดิม เย่วชิงตอนนี้เธอรู้สึกหิวและกำลังมองหาร้านบะหมี่ที่กินง่ายๆ และมันก็อยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งมากนัก
“พี่สาวฉันสั่งบะหมี่เส้นเล็กชามหนึ่งจ้า” เธอรอไม่นานบะหมี่ก็มาวางตรงหน้า วันนี้ไปมาหลายที่และเริ่มเหนื่อย หลินเย่วชิงนั่งจ้องบะหมี่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย กลิ่นของมันไม่เหมือนที่เธอเคยกินมา ในใจเธอคิดว่าไม่ว่าชามนี้จะมีรสชาติแปลกประหลาดแค่ไหน เธอก็ต้องกินให้หมดเพราะความหิว เธอค่อยๆ ยกช้อนตักน้ำซุปขึ้นชิมอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะทนไหว
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีซีดนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ หัวเราะขึ้นเบาๆ พร้อมพูดขึ้นว่า “เห็นหน้าพี่สาวตอนชิมครั้งแรกแล้ว ผมเดาว่าเป็คนจากที่อื่นใช่ไหมล่ะ”
เย่วชิงยิ้มแห้งๆ กลับไป พลางพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ค่ะ พี่มาจากต่างถิ่น แต่ก็แปลกใจจริงๆ กับรสชาติที่นี่...ไม่เหมือนที่คุ้นเคยเลย” หลินเย่วชิงจ้องชามบะหมี่ตรงหน้าอย่างลังเลใจ กลิ่นน้ำซุปที่ผสมด้วยหมูและเครื่องเทศลอยขึ้นมาทักทายปลายจมูกของเธออย่างไม่คุ้นเคย ในฐานะคนที่มาจากยุคที่เทคโนโลยีและรสชาติอาหารก้าวล้ำไปไกล กลิ่นคาวจางๆ ที่มากับน้ำซุปนี้ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เธอพยายามกลืนคำถามลงคอแล้วจับตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นบะหมี่ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยถนัด
“กินเลยสิคะพี่สาว จะได้ชิมดูว่ารสชาติของเราถูกปากไหม” เด็กสาวขายบะหมี่ยิ้มแย้มมองมาทางเธอ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงใสๆ
หลินเย่วชิงยิ้มตอบแบบฝืนๆ แล้วกัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะยกชามบะหมี่ขึ้นมาและค่อยๆ ซดน้ำซุปพร้อมกับทำตามคนอื่นๆ ที่นั่งรอบๆ ซึ่งต่างก็ยกชามบะหมี่ขึ้นมาซดน้ำซุปเสียงดังโฮ้กเหมือนเป็เื่ธรรมดา
"อืม...!" เสียงซดน้ำซุปของเธอดังพอๆ กับคนอื่นๆ แต่สีหน้าของหลินเย่วชิงกลับแปรเปลี่ยนในทันที หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยเพราะตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่นี้ แต่ท้องของเธอกลับแอบบิดเกร็งเล็กน้อยเมื่อรสชาติเค็มของน้ำซุปผสมกับกลิ่นคาวของหมู "นี่มัน...รสชาติทำไมแบบนี้..." หลินเย่วชิงบ่นพึมพำกับตัวเอง "นี่คงจะเป็รสชาติของยุคนี้สินะ"
เด็กสาวขายบะหมี่ได้ยินเสียงบ่นพึมพำของเธอ จึงยิ้มและหัวเราะเบาๆ “พี่สาวมาจากที่ไหนกันแน่จ้ะ ดูเหมือนว่าคุณจะไม่คุ้นเคยกับบะหมี่สูตรโบราณของเราสินะ”
เย่วชิงหัวเราะน้อยๆ แต่ในใจยังคงพยายามประมวลผลรสชาติที่เธอไม่คุ้นเคย “พี่มาจากที่ไกล ๆ จ้ะ อาหารแบบนี้หายากมากแล้วที่นั่น เลยมีโอกาสลิ้มรสอะไรแบบนี้น้อยมาก ๆ เลย” เด็กสาวหัวเราะ “อีกสักหน่อยพี่สาวก็จะชินไปเอง...!

