เสียงอื้ออึงของคนงานนับพันที่ยืนออกันอยู่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่ติดไว้ว่าปิดกิจการระคนกับเสียงแตรจากรถยนต์ที่แล่นไปมาบนถนนหน้าสถานประกอบการแห่งนั้น คงเกรงว่าจะมีการเฉี่ยวชนใครบางคนที่อาจเดินไม่ระวัง
“ผมชื่อโชคครับทำงานที่นี่มาห้าปีแล้ว แต่จู่ ๆ โรงงานก็ปิดกิจการกะทันหัน ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าและไม่มีเงินชดเชยอะไรให้เลย ตอนนี้ก็รอแต่เงินชดเชยจากประกันสังคมครับก็ยังไม่รู้จะทำยังไงต่อไป คงต้องไปบ้านนอกสักพักครับ”ชายหนุ่มให้สัมภาษณ์กับยูทูบเบอร์ที่มาไลฟ์สดเหตุการณ์ดังกล่าวในย่านสำโรง
โชคกลับไปที่ห้องเช่าแล้วอาบน้ำกินข้าวกล่องที่แวะซื้อมาจากตลาดนัดก่อนจะนั่งพิงฝาผนังหยิบมือถือมาไถเฟสบุ้คแก้เซ็งพลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นข้อความในโพสหนึ่ง
ดวงตกมีเคราะห์กรรม มีปัญหาชีวิต สวดมนต์แก้กรรม เชิญมากิน นอน สวดมนต์ ฟรี ณสถานธรรมบัวขาว สนใจสำรองที่นั่งที่คอมเมนท์ใต้โพสนี้
ชายหนุ่มตัดสินใจเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถเมล์ไปลงสถานีขนส่งหมอชิต 2 ตีตั๋วรถทัวร์ ป.2 สายกรุงเทพ - นครราชสีมาเพื่อไปลงมวกเหล็กอันเป็ที่ตั้งของสถานธรรมดังกล่าว
ระหว่างอยู่บนรถโดยสารโชคก็คิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้สินของครอบครัวซึ่งพ่อแม่เอาที่นาไปจำนองกับ ธกส. เพื่อเอามาส่งให้น้องชายของเขาเรียนหนังสือแต่น้องตัวแสบดันไม่ตั้งใจเรียน ไปคบเพื่อนเลวมั่วยา ทำตัวเป็เด็กแว้นจนต้องเข้าไปอยู่สถานพินิจคุ้มครองเด็กฯ เกือบสองปีแล้วทั้งแฟนสาวที่เพิ่งบอกเลิกกับเขาไปมีคนรักใหม่ แถมเดือนก่อนเขายังขี่จักรยานยนต์ไปจูบท้ายรถเก๋งจนสภาพพังยับตนจึงต้องใช้บริการรถเมล์ รถวินไปทำงาน อนาคตชีวิตของเขาจะดีขึ้นเมื่อไรคงมีแต่เทวดาเท่านั้นที่รู้
เมื่อลงรถที่อำเภอมวกเหล็กชายหนุ่มเรียกวินมอเตอร์ไซค์ให้ขี่ไปตามทางราดยางต่อด้วยถนนลูกรัง ผ่านไร่และสวนเข้าไปร่วมสี่กิโลเมตรก็มาถึงหน้าสถานธรรมแห่งนั้นเมื่อจ่ายค่าโดยสารแล้ว โชคก็เดินเข้าไปยังอาคารลงทะเบียนใกล้กับประตูทางเข้า
“สาธุค่ะเชิญค่ะ มาปฏิบัติธรรมหรือคะ ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ”สาวสวยหน้าตาแฉล้มรับบัตรประจำตัวของชายหนุ่มแล้วนำไปถ่ายสำเนาด้วยเครื่องปรินเตอร์ก่อนจะแนบแบบฟอร์มให้โชคดู
“กรอกรายละเอียดแล้วเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องนะคะจะมาอยู่กี่วันคะ”
“ยังไม่ทราบเลยครับคงอยู่สักสามเดือน”
“ได้นำเต็นท์มาด้วยหรือเปล่าคะถ้าไม่มี ที่นี่มีให้ใช้ แต่ต้องขอค่ามัดจำ 300 บาทค่ะ”
“ไม่ได้เอามาหรอกครับนี่ครับ 300 “ โชคยื่นธนบัตรใบแดงให้สามใบ
สาวธุรการเดินไปหยิบเต็นท์นอนพร้อมผ้าห่มหมอน และเสื่อ บรรจุในถุงพลาสติกใสใบใหญ่มาวางไว้ต่อหน้าโชค
“หอชายจะอยู่ทางขวามือนี้นะคะเดินขึ้นไปชั้นสอง ส่วนห้องน้ำเป็ห้องรวมแบ่งกันใช้ จะอยู่ใต้ถุนอาคารนะคะที่นั่นเขาห้ามส่งเสียงดัง ห้ามทะเลาะกัน ใครฝ่าฝืน จะเชิญออกไปทั้งคู่ เข้าใจเนาะ”
“ขอบคุณมากครับน้องชื่ออะไรครับ”
“หนูชื่อแต้วค่ะมีอะไรขาดเหลือก็บอกได้นะคะ สาธุค่ะ”
“สาธุครับ”
ชายหนุ่มหิ้วถุงเครื่องนอนแล้วเดินผ่านทางปูนที่ผ่ากลางสนามหญ้าสีเขียวขนาบข้างด้วยแมกไม้ใหญ่ร่มรื่นไปถึงอาคารสองชั้นมีดาดฟ้าที่ทอดตัวยาวจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
โชคเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองซึ่งแบ่งออกเป็ปีกซ้ายและปีกขวา เมื่อเห็นว่าด้านซ้ายยังมีพื้นที่ว่างพอให้กางเต็นท์นอนได้จึงเดินไปวางสัมภาระลง
“มาใหม่หรือครับ”เสียงใครบางคนทักมาจากด้านหลัง
ชายหนุ่มหันไปมองเป็ชายวัยกลางคนที่กำลังยืนยิ้มให้ด้วยแววเมตตา
“ใช่ครับสวัสดีครับ” เขายกมือไหว้ตามมารยาท รุ่นพี่ก็ไหว้รับ
“พี่ชื่อทองนะน้องชื่ออะไร”
“ผมชื่อโชคครับยินดีที่ได้รู้จัก พี่มาอยู่ที่นี่นานหรือยังครับ”
“อ๋อมาอยู่ห้าปีแล้ว ั้แ่ก่อนโควิดระบาดอีก”
“แล้วคนมาอยู่เยอะแบบนี้ตลอดเลยหรือครับ”ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นว่าจำนวนเต็นท์ที่กางไว้มีเกือบเต็มพื้นที่ห้องโถง
“โอ๊ย่โควิดนี่ร้างแทบไม่มีคน ผมอยู่คนเดียวกลัวผีจะตายเพิ่งจะมีคนมาเยอะ่เดือนสองเดือนนี่แหละ เขาก็ไป ๆ มา ๆ บางคนก็ไปทำธุระต่างจังหวัด15 วัน จึงยังไม่เก็บที่นอนไป เพราะยังจะกลับมาอีก”
โชคก้มลงคลี่เต็นท์ออกทองเห็นดังนั้นจึงพูด
“ให้พี่ช่วยกางนะจะได้เสร็จเร็ว นี่ใกล้จะค่ำแล้ว”
“ขอบคุณครับ”
เมื่อจัดการกับที่หลับที่นอนเสร็จแล้วเพื่อนรุ่นพี่ก็กล่าว
“เดี๋ยวไปอาบน้ำที่ข้างล่างแล้วตอนเย็นไปสวดมนต์ที่ศาลาใหญ่ตรงกลางสวนนี่นะหนังสือสวดมนต์มีให้ยืมอยู่ในศาลานั้นแหละ”
“ครับพี่สาธุครับ”
เมื่อแดดร่มลมตกชายหนุ่มสวมชุดปฏิบัติธรรมสีขาวแล้วเดินไปยังสถานที่สวดมนต์ตามที่ทองบอกเมื่อเข้าไปภายในมีเทวรูปชายและหญิงองค์ใหญ่สีขาวนั่งเคียงคู่กัน ถัดลงมาเป็พระพุทธรูปพระเยซู มูฮัมหมัด และมีรูปเซียนแบบจีนอีกสององค์โชคเดาว่าคงต้องเป็ลัทธิของทางจีนแน่นอน แถมยังมีรูปเทพฮินดูอย่างพระพิฆเณศพระศิวะ พระนารายณ์ ตลอดจนสารพัดฤาษี สร้างความงุนงงให้กับเขาอย่างมาก
“พี่มาสวดมนต์หรือคะ”เสียงสดใสของหญิงสาวดังมาข้างตัว อดีตหนุ่มโรงงานหันไปมองก็ต้องตะลึงในความสวยน่ารักของสาวน้อยคนนั้น
หล่อนมีดวงตากลมโตปากนิด จมูกหน่อย ผมสีน้ำตาลแดงตัดสั้นประบ่า รูปร่างสมส่วน สูงราว 165 ซม.ผิวสองสี
“ชะ ใช่ครับ”โชคตอบด้วยอาการประหม่า
“พี่ไปหยิบเบาะนั่งทางโน้นนะคะเห็นตู้ไม้ตรงนั้นมั๊ย มีหนังสือสวดมนต์ให้หยิบยืมมาใช้ได้เมื่อใช้เสร็จต้องเก็บไว้ที่เดิมนะคะ เราจะสวดมนต์กันวันละ 6 รอบ ซึ่งรอบที่จะถึงนี่คือรอบหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มหลังจากนั้นจะสวดอีกทีรอบสามทุ่มถึงสี่ทุ่มค่ะ”
“ขอบคุณมากนะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะพี่ชื่ออะไรคะ หนูชื่อเพ็ญ เราไปนั่งสวดมนต์ด้วยกันก็ได้ค่ะ ตรงนั้น”สาวสวยนำเขาไปหยิบเบาะนั่งปูลงกับพื้นแล้วหยิบหนังสือสวดมนต์มากางลงตรงพื้นด้านหน้า
“เออพี่ถามหน่อย ทำไมมีรูปเทพเ้าและศาสดาของศาสนาอื่นเต็มเลยที่นี่ไม่ใช่ศาสนาพุทธเหรอ”
“อ๋อรายละเอียดมีเยอะค่ะ เล่าตอนนี้ไม่หมดหรอก เอาเป็ว่าพี่สวดตาม ๆ เขาไปก่อนแล้วพรุ่งนี้หลังจากทานข้าวเช้า หนูจะมาอธิบายให้ฟังนะคะ ใกล้เวลาสวดมนต์แล้ว”
“โอเคครับ”
สักพักหนึ่งก็มีแม่ชีในชุดสีเทาคล้ายกับที่เห็นในหนังจีนหลายคนเดินมานั่งลงตรงแถวหน้าตามมาด้วยอุบาสก อุบาสิกาในชุดสีขาวบ้าง สีน้ำตาลบ้างนั่งเรียงรายเป็แถวเป็แนวอย่างมีระเบียบแล้วก็มีนักบวชชายแต่งกายคล้ายลามะของธิเบตห่มจีวรสีออกเหลืองแดงฟ้า ทำการจุดธูปสามดอกลงในกระถางบนโต๊ะหน้าพระประธานแล้วมานั่งตรงหน้าสุด กล่าวนำสวดมนต์เป็ภาษาที่โชคฟังไม่ออกอาศัยดูคำอ่านในหนังสือคล้ายภาษาคาราโอเกะ แต่จะว่าไปก็คล้ายภาษาบาลีสันสกฤตเหมือนกัน
เมื่อสวดไปได้ครึ่งชั่วโมงก็มีการกราบแบบจีน เพ็ญสาธิตวิธีกราบให้โชคดูต้องทำมือคล้ายการยกมือคารวะแบบในหนังจีน แล้วก้มหัว กดมือลงกับพื้นกราบอย่างนั้นราวสิบยี่สิบรอบ ก่อนจะสวดมนต์ต่อไป
ชายหนุ่มกำลังคิดว่าสงสัยเขาจะมาผิดที่เสียแล้วหากไม่มีสาวงามอย่างน้องเพ็ญอยู่ด้วย เขาอาจจะเผ่นหนีไปั้แ่วันนี้แล้ว
“อย่าเพิ่งคิดหนีนะคะที่นี่มีดีกว่าที่พี่คิด” คำพูดของเพ็ญทำให้โชคสะดุ้งขนลุกราวกับว่าเธออ่านใจเขาออกกระนั้น เขาหันไปมองเธอก็เห็นหล่อนยิ้มให้ด้วยสายตามีเสน่ห์อย่างลึกลับ ดึงดูดใจให้เขาต้องคล้อยตาม
ชั่วโมงหนึ่งผ่านไปแต่โชครู้สึกว่าเร็วเหมือนแค่สิบนาทีหลังสวดมนต์จบต่างก็แยกย้ายนำเบาะนั่งและหนังสือไปเก็บยังที่ของมันทองเดินเข้ามาทัก
“อ้าวมาอยู่ตรงนี้กันเหรอเมื่อกี้มองหาไม่เห็นเลย อ้อ น้องเพ็ญรู้จักกับโชคแล้วยัง”
“รู้จักกันแล้วค่ะหนูขอตัวไปห้องพักก่อนนะคะ เดี๋ยวสามทุ่มเจอกันใหม่ค่ะ”
“เออพี่ลืมบอก พรุ่งนี้หลังจากสวดมนต์รอบหกโมงเช้าที่นี่แล้วให้ไปเข้าแถวรอรับอาหารที่โรงครัวทางด้านข้างนี่นะ ใครไปก่อนได้รับก่อนไปช้ากับข้าวบางอย่างอาจหมดก่อน จะอดกินนะ”
“อ่อครับขอบคุณครับพี่”
“ไม่เป็ไรแล้วเป็ยังไงบ้างล่ะ สวดมนต์แล้วรู้สึกดีขึ้นมั๊ย”
“ผมยังงงๆ อยู่ครับ ไม่คุ้นกับบทสวด เป็ภาษาอะไรครับ”
“เป็ภาษาสันสกฤตแต่สำเนียงจีนน่ะ”
“ออผมก็ว่าอยู่ ทำไมคล้ายบาลีสันสกฤต”
หลังจากสวดมนต์รอบสองทุ่มแล้วพระอาจารย์เ้าอาวาสได้แสดงธรรมของสำนักหลายประการหนึ่งในนั้นที่โชคพอจับใจความได้คือให้มีศรัทธาแน่วแน่ในองค์พระอุตรบิดรและพระอนุตรมารดาซึ่งเป็ต้นธาตุต้นธรรมของจักรวาล ซึ่งชายหนุ่มฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจตั้งใจจะถามรุ่นพี่ในวันรุ่งขึ้น
คืนแรกของโชคในหอพักชายเขานอนไม่ค่อยหลับดีนัก เพราะเสียงแมวรบกวน มีทั้งแม่แมวที่ร้องหาลูกกับเสียงแมวน้อยสองสามตัวที่วิ่งเล่นไปชนเต็นท์ดังปุกปัก ใครนะที่เอามาเลี้ยงไม่เกรงใจผู้ร่วมปฏิบัติธรรมเสียเลย
ชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดคลิปบรรยายธรรมแก้ความรำคาญแต่เพื่อนเต็นท์ตรงข้ามกลับมาเตะเต็นท์ของเขาดังปั๊ก
“ไม่ต้องเปิดเผื่อคนอื่นหรอกเบา ๆ หน่อย สวมหูฟังเอาก็ได้”
โชคจึงปิดคลิปแล้วเข้านอนไม่อยากต่อล้อต่อเถียง
เช้าวันต่อมาหลังจากสวดมนต์รอบแรกจบ ชายหนุ่มก็ไปยืนเข้าแถวรอรับอาหารที่โรงครัวแม่ชีที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็หันมาทักทายเขา
“เพิ่งมาใหม่หรือคะโยมน้อง”
“ใช่ครับแม่ชี”
“ที่นี่เขาทานอาหารเจกันนะคะน้องจะลำบากหรือเปล่า”
“อ๋อไม่หรอกครับ มีอะไรผมก็ทานได้”
“ดีแล้วค่ะกินง่าย อยู่ง่าย ตั้งใจภาวนา น้องต้องได้พบสิ่งดี ๆ แน่นอนค่ะ”
“ขอบคุณที่แนะนำนะครับสาธุครับ”
“อ้อแม่ชีลืมบอกว่า ด้านหลังท้ายสำนักเป็เขตกรรมฐานถ้าไม่ได้รับอนุญาตน้องอย่าเข้าไปเพ่นพ่านนะคะ เพราะอาจารย์บางท่านปลีกวิเวกตั้งสัจจอธิษฐาน ปิดวาจาอยู่คนเดียวในกุฏิ ถ้าเราเข้าไปรบกวนจะเป็บาปนะคะเข้าใจเนาะ”
“หรือครับขอบคุณที่เตือนนะครับ”
โชครับอาหารใส่ในถาดหลุมอลูมิเนียมซึ่งเมนูวันนี้ประกอบด้วยพะโล้เจ ผัดผักกาดดองกับเต้าหู้ขนมหวานมีสาคูน้ำกะทิใส่เผือก ผลไม้มีกล้วยน้ำว้า น้อยหน่ากลางดง
สาวเพ็ญเดินถือถาดอาหารมาถึงโต๊ะของชายหนุ่มก่อนจะกล่าวทักทาย
“สวัสดีตอนเช้าค่ะขอนั่งด้วยได้ไหมคะพี่”
“อ๋อน้องเพ็ญ เชิญครับ”
“เป็ยังไงคะเมื่อคืนหลับดีมั๊ย”
“นอนไม่ค่อยหลับเลยครับลูกแมววิ่งชนเต็นท์ทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน”
“แมวของแม่ชีแป้งเอามาฝากเลี้ยงไว้ที่หอชายน่ะค่ะจากตัวเดียวจนออกลูกออกหลานมาหลายรุ่นแล้ว มีคนมาขอลูกมันไปเลี้ยงก็มีที่จริงตามกฎของสำนักเขาไม่ให้เอาสัตว์เลี้ยงมาไว้ในหอพักนะคะ ห้ามสูบบุหรี่ด้วยแต่อย่างว่า กฎเขามีไว้ให้แหก คนเก่าคนแก่ก็เลยทำไปตามใจ”
“คงใช่ครับเพราะผมก็ได้กลิ่นคนสูบบุหรี่ที่ใต้ถุนหอชาย ควันลอยขึ้นไปชั้นสอง อยากจะลงไปเตือนแต่ก็ไม่อยากมีเื่”
“เมื่อวานที่พี่ถามเื่รูปเคารพในสถานธรรมนี้เพ็ญขอเล่ารายละเอียดให้ฟังนะคะ หลักธรรมของสำนักเราคือ ลัทธิบัวขาวซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศาสนามาณีกีแบบจีนหรือเรียกอีกอย่างว่าเม้งก่าประวัติของลัทธิมีมาั้แ่สมัยราชวงศ์ซ่งของจีนแล้วบูชาเทพเ้าสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวคือพระแม่องค์ธรรมซึ่งเป็ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งในจักรวาล รวมทั้งศาสดาของทุกศาสนาในโลกแต่นิกายของเรามีความเชื่อเพิ่มเติมถึงเสด็จพ่อองค์ธรรมด้วยจึงเห็นเป็รูปชายหญิงนั่งเคียงคู่กันนั่นแหละ พ่อแม่สูงสุดของเราล่ะ
สำหรับแนวทางปฏิบัติคือกินเจ รักษาศีล สวดมนต์ภาวนา เพื่อรอเวลาให้พระศรีอริยเมตไตรย์มาโปรดในอนาคตพวกเราก็จะได้ไปอยู่ในโลกศิวิไลซ์ซึ่งมีแต่ความสุข”
“แหมน้องเพ็ญรู้ข้อมูลเยอะเลยนะครับ”
“ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะอาศัยฟังบ่อย ๆ จำเขามาเล่าแค่นั้นเอง”
“แล้วน้องมาอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอครับ”
“สองสามปีแล้วค่ะแล้วพี่ล่ะ คิดจะอยู่นานมั๊ย”
“ยังไม่แน่ใจครับคงอยู่ไปเรื่อย ๆ ่ที่ยังว่างงาน เพราะพี่เพิ่งตกงานโรงงานที่ทำอยู่ปิดกิจการเฉยเลย งานยังหายากอยู่ แย่จริง ๆ ชีวิต”
“เสียใจด้วยนะคะตั้งใจสวดมนต์ขอให้องค์เทพช่วย คงได้งานในไม่ช้านะ อ้อ เดี๋ยวเราทานข้าวเสร็จแล้วเพ็ญจะพาไปเที่ยวชมวิวน้ำตกเล็ก ๆ ข้างสำนักเรานะ มีลำธารและแก่งหินสวยงามมากเลย”
“จริงหรือครับน่าสนใจ งั้นเรารีบกินจะได้รีบไปนะ”
สายวันนั้นหนุ่มสาวก็ไปเดินเที่ยวริมลำธารน้ำใสไหลเย็น กระแสธาราลัดเลาะผ่านแก่งหินฟังคล้ายดนตรีไพเราะแมกไม้ไพรพฤกษ์เขียวชอุ่ม ระคนเสียงนกร้อง ผีเสื้อปีกสวยโบยบินไปจับดอกไม้ดูราวสวน์ดาวดึงส์ โชคอยากให้ห้วงเวลานั้นคงอยู่ตลอดไปมีเพียงเขาและเพ็ญในโลก
หนึ่งวันผ่านไปชายหนุ่มกลับจากสวดมนต์รอบดึกแล้วกำลังจะเข้านอนแต่เสียงจากเต็นท์ข้างเคียงที่เปิดคลิปตลกโปกฮาจากแอปชื่อดังรบกวนโสตประสาทของเขาจนนอนไม่หลับจึงะโพูดลอย ๆ
“แน่ะเปิดเบา ๆ หน่อยก็ได้ ที่นี่เขาห้ามใช้เสียงไม่ใช่เหรอ”
เสียงจากเต็นท์นั้นก็สวนกลับมา
“อะไรมึงมีปัญหาอะไรกับกู เขาอยู่กันแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มึงเพิ่งมา อยากมีเื่เอ๋อ” เป็เสียงหนุ่มใหญ่น่าจะอายุราว 50 ปีขึ้นไป
โชคจึงแย้งไป
“แล้วทีผมเปิดคลิปธรรมะฟังทำไมน้องตรงข้ามต้องมาเตะเต็นท์ผม ทีอย่างนี้ไม่ไปเตะมันบ้างล่ะ”
“เฮ้ย ทำไมก็ผมไม่ได้ยินเขาเปิด เขาอยู่ไกล คุณมีปัญหาอะไรป่าว”เสียงวัยรุ่นแหลมเล็กกล่าวอย่างไม่พอใจ
แล้วคู่กรณีทั้งสองก็มุดออกจากที่นอนมายืนรุมอยู่หน้าเต็นท์ของโชค
ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองมาอยู่ในดงโจรชัด ๆจึงไม่อยากทะเลาะด้วย เกรงจะโดนขับไล่ออกจากสำนัก ก็เลยยกมือไหว้
“งั้นผมขอโทษขออโหสิกรรมด้วยแล้วกัน”
“โธ่ไม่แน่จริงนี่หว่า” ชายกลางคนกล่าวก่อนจะล่าถอยไป
เช้าวันรุ่งขึ้นโชคไปรับอาหารที่โรงครัวตามกิจวัตรประจำวัน แต่วันนี้มีเหตุการณ์พิเศษคือแม่ชีคนหนึ่งกำลังทะเลาะกับผู้หญิงอีกคนน่าจะเป็แม่ครัว เพราะเห็นสวมผ้ากันเปื้อนท่ามกลางนักปฏิบัติธรรมที่ยืนเข้าแถวนับร้อยคน เท่าที่ชายหนุ่มจับใจความได้เื่ราวที่หญิงสองคนทะเลาะกันก็เป็เื่แม่ครัวนำของในชุดสังฆทานไปกินใช้และแม่ชีติงว่าไม่สมควรแต่ผู้ถูกกล่าวหาก็บอกว่าญาติธรรมแจ้งแล้วว่าให้ทุกคนในสำนักบริโภคร่วมกันได้มิได้เจาะจงเฉพาะนักบวช
ขณะนั่งรับประทานข้าวเช้าทองได้มานั่งด้วยแล้วเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“แม่ชีคนนั้นชื่อจิ๊บเป็ขาใหญ่ของที่นี่เพราะอยู่มานานั้แ่ก่อตั้งสำนัก ถือว่าเ้าอาวาสให้ท้ายเลยไม่เกรงใจใคร พอกันกับแม่ครัวที่ชื่ออ้อย ที่อยู่มาั้แ่ยุคบุกเบิกเคยคิดจะลาออกหลายครั้งแล้ว แต่ท่านอาจารย์คอยดึงตัวไว้ แถวนี้มันห่างไกลผู้คนชาวบ้านเลยไม่อยากมาสมัครเป็แม่ครัว”
่สายขณะโชคกำลังตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนดาดฟ้าหอพักก็ได้ยินเสียงะโโหวกเหวกของผู้คน จึงวิ่งไปดูที่ระเบียงก็เห็นนักบวชชายท่านหนึ่งกำลังปีนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่มาเช่าพื้นที่ข้างสำนัก โดยมีกลุ่มคนยืนร้องเรียกให้ลงมาแต่แล้วหลวงพี่รูปดังกล่าวก็ะโลงมาร่างกระแทกพื้นแน่นิ่งไปของเหลวสีแดงก็ไหลทะลักออกจากศีรษะนองพื้น
หลังจากตากผ้าเสร็จชายหนุ่มรีบเดินไปติดตามดูเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็พบว่าร่างชองนักบวชปีนเสาถูกนำไปไว้ที่ลานกว้างรุ่นพี่ที่ยืนดูด้วยกันบอกว่าทางสำนักกำลังเตรียมประกอบพิธีเผาตามธรรมเนียมของที่นี่คือฌาปนกิจบนกองฟอนอย่างเรียบง่ายในเวลาบ่ายสามโมง
วันต่อมาโชคไปกวาดใบไม้ตามทางเดินไปท้ายสำนัก ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนทะเลาะกันจำได้ว่าเสียงหนึ่งเป็แม่ชีจิ๊บ แต่เื่ที่ทะเลาะเขาฟังไม่ได้ศัพท์เพราะอยู่ไกลสักพักหนึ่งแม่ชีคู่กรณีคนหนึ่งก็เดินผ่านชายหนุ่มไปดูเธอมีอายุอ่อนกว่าชีจิ๊บหลายปี สีหน้าหล่อนเคร่งเครียดสวนทางกับทองที่เดินมาหาโชค
“มีอะไรหรือโชคได้ยินเสียงโวยวายทางนี้”
“ไม่รู้เหมือนกันครับดูเหมือนแม่ชีจะทะเลาะกัน คนที่เดินสวนพี่ไปเมื่อกี้กับแม่ชีจิ๊บละมั๊ง”
“อ๋อเธอชื่อแม่ชีเกด ปกติก็เป็ลูกน้องคนสนิทของชีจิ๊บน่ะแหละ ทำไมวันนี้มาวิวาทกันได้คงเป็เพราะนิสัยช่างฟ้องของนาง ไม่รู้เอาอะไรไปบอกเ้าอาวาสหรือเปล่า”
โชคได้ฟังแล้วก็คิดว่าทำไมสถานปฏิบัติธรรมที่ควรจะสงบ มีแต่คนใจเย็นมาสวดมนต์ภาวนาถึงมีแต่ความวุ่นวายแบบนี้
วันนี้โชคไม่พบเพ็ญมากินข้าวหรือสวดมนต์เลยไม่แน่ใจว่าหล่อนป่วยหรือเปล่า เคยเจอหน้ากันทุกวัน พอหายไปก็ทำให้คิดถึง
วันต่อมา
เพ็ญมารับอาหารตามปกติโชคจึงถามขณะยืนเข้าแถวด้วยกัน
“อ้าวน้องเพ็ญเมื่อวานไม่เห็นหน้า เป็อะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“อ๋อพอดีน้องประจำเดือนมาน่ะค่ะ มีไข้ ปวดท้องเมน เลยพักสักวัน”
“แล้วหายดีหรือยังครับ”
“หายแล้วค่ะขอบคุณนะคะ คิดถึงหนูใช่มั๊ยล่ะ ล้อเล่นน่ะ”
“คิดถึงจริงๆ แหละครับ” โชคพูดพลางสบตาเพ็ญ ซึ่งหล่อนก็มองเขาด้วยั์ตาหวานฉ่ำ
หลังสวดมนต์่บ่ายสามโมงทองก็มากระซิบบอกโชค
“เื่หลวงพี่ปีนเสาผมก็ไปได้ยินมาว่าแกให้ท่านอาจารย์ธำรง เ้าอาวาสเรานี่ยืมเงินไปหลายหมื่นแล้วไม่ได้คืน พอไปทวงแล้วไม่ได้เลยเครียด ะโลงจากเสาแบบที่เห็นน่ะแหละ”
“มีเื่แบบนี้ด้วยเหรอพี่”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะผมไปฟังมาอีกว่า แม่ชีจิ๊บกับท่านธำรงแอบมีอะไรกันถึงได้ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปท้ายสำนัก คงกลัวจะไปเห็นอะไรดี ๆ เข้า”
“จริงหรือใส่ร้ายกันมั๊ง ฟังหูไว้หูก็ดีนะพี่” ชายหนุ่มคิดแย้ง
“เอายังงี้มั๊ย วันนี้ท่านธำรงไม่อยู่ ออกไปแสดงธรรมต่างจังหวัดพร้อมพวกแม่ชีเราเข้าไปดูท้ายสำนักว่ามีอะไรดีกว่า”
“เฮ้ยจะดีหรือพี่”
“ไม่ดูก็ไม่รู้อย่าไปบอกใครนะ รู้แค่เราสองคน”
โชคสองจิตสองใจด้านหนึ่งก็กลัวจะผิดระเบียบ โดนไล่ออกสำนัก อีกด้านก็อยากรู้อยากเห็นแต่ก็เดินตามทองไป พร้อมหันซ้ายแลขวาว่ามีใครดูหรือไม่
ทั้งสองปีนรั้วเข้าไปบริเวณท้ายสำนักซึ่งมีกุฏิเป็บ้านสองชั้นหลังใหญ่ท่ามกลางรุกขชาติใหญ่น้อยร่มครึ้ม
เมื่อลองหมุนลูกบิดประตูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อคสองหนุ่มก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าแ่เบา มองไปทั่วห้อง เผื่อว่าจะมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจับภาพของพวกเขาแต่ก็ไม่เห็น หลังจากเดินผ่านเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องหรูหรามากมายก็ไปพบประตูทางลงชั้นใต้ดิน จึงเดินลงบันไดไปอย่างระมัดระวัง
ภายใต้ห้องที่มืดสลัวเขาทั้งสองเดินสำรวจสิ่งที่อยู่ในนั้น โดยโชคใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของเขาส่องสว่างแล้วหนุ่มโรงงานก็ต้องตกตะลึง
เมื่อสิ่งที่อยู่ในห้องลึกลับนั้นมันคือ โลงศพจำนวนราว 20 ใบ ที่น่าจะถูกใช้งานอยู่ โชคลองเปิดดูแต่ละโลงก็พบซากอสุภะแห้งกรังทั้งชายและหญิง กระทั่งมาถึงโลงสุดท้าย มีชื่อแปะอยู่ข้างโลงเป็ชื่อที่เขาคุ้นเคย
นายทองสองเสมา อายุ 56 ปี เสียชีวิตด้วยโควิด19 ปี 2563
ดูจากรูปถ่ายแล้วคือทองคนที่เขารู้จัก เมื่อโชคหันไปดูรอบห้อง ก็ไม่เห็นร่างของทองที่มีชีวิตแล้วเหลือเพียงกายสังขารในโลงเท่านั้น
“ผีหลอก!”ชายหนุ่มร้องสุดเสียง ก่อนจะวิ่งขึ้นจากห้องใต้ดินด้วยอาการมือไม้สั่นแขนขาอ่อนแรง คล้ายจะเป็ลม จำไม่ได้ว่าเขาะโข้ามรั้วท้ายสำนักมาได้อย่างไร กระทั่งไปถึงหน้าหอพักหญิงก็ะโเรียก
“เพ็ญๆ น้องเพ็ญ”
ครู่หนึ่งสาวสวยก็โผล่หน้ามาจากระเบียงชั้นสอง
“อะไรคะพี่โชค”
“ที่นี่มีผีอยู่ไม่ได้แล้ว รีบหนีไปกับพี่เร็ว”
“เดี๋ยวนะหนูไม่เข้าใจ เดี๋ยวหนูลงไปหา รอแปป”
สาวเพ็ญลงจากบันไดมาโชคก็เข้าไปจับสองแขนของหล่อนเขย่าอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น
“พี่ไปเจอโลงศพร่วม20 โลงในกุฏิเ้าอาวาส ไปกับพี่ทอง แต่ดันไปเจอศพของแกอยู่ด้วย หันไปอีกทีพี่แกหายไปแล้ว สงสัยพี่โดนหลอกเต็ม ๆ เรารีบหนีไปกันเถอะ เพ็ญไปเก็บเสื้อผ้านะพี่ก็จะเก็บด้วย แล้วมาเจอกันตรงนี้นะ”
“ค่ะพี่พี่ต้องรอหนูนะ” เพ็ญพูดแล้วรีบวิ่งขึ้นไปห้องพัก
แล้วสองคนหนุ่มสาวก็พากันวิ่งออกจากสำนักในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำรถพาหนะส่วนตัวก็ไม่มีพวกเขาต้องเดินไปตามทางลูกรังเกือบสองกิโลเมตรกว่าจะถึงถนนราดยางแล้วก็เห็นแสงไฟจากรถยนต์ที่แล่นมาใกล้ถึง
โชคโบกมือร้องเรียกให้จอดรถคันนั้นเป็ปิคอัพสองตอน คนขับเปิดกระจกไฟฟ้าถาม
“จะไปไหนครับ”
“ขอติดรถไปลงในตัวอำเภอได้ไหมพี่พวกเรามีธุระด่วน จะไปขึ้นรถ บขส.”
“อ๋อได้ครับ ขึ้นมาเลย เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ขอบคุณมากครับ”
โชคและเพ็ญโดยสารรถคันนั้นมาด้วยความขอบคุณ
“มาทำอะไรแถวนี้ครับ”คนขับรถถาม
“พวกหนูมาปฏิบัติธรรมในสำนักบัวขาวนี่แหละค่ะ”
“อ๋อสาธุครับ”
“แล้วพอดีมีธุระด่วนทางบ้านเลยต้องรีบกลับกะทันหัน โชคดีที่มาเจอพี่ขับรถผ่านมา ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ”
“ไม่เป็ไรครับเราคนไทยด้วยกัน ต้องช่วยเหลือกัน”
ระหว่าทางมีรถตำรวจรถพยาบาล รถกู้ภัย รถผู้สื่อข่าวเปิดไซเรนสวนทางไป พวกเขาคิดว่าคงเกิดอุบัติเหตุขึ้นในบริเวณใกล้เคียงจึงไม่ได้สนใจอะไร
เมื่อรถมาถึงตัวอำเภอชายคนขับไปแวะจอดที่หน้ารถเข็นขายบะหมี่เกี๊ยวแล้วพูดกับสองหนุ่มสาว
“ท่ารถทัวร์อยู่ในซอยข้างร้านบะหมี่นี่นะครับพวกคุณลงแล้วเดินเข้าไป พอดีผมจะรีบไปธุระเหมือนกัน แวะกินบะหมี่ก่อนก็ได้โชคดีนะครับ”
“อ๋อได้ครับ ขอขอบคุณอีกครั้งนะ ขับรถดี ๆ นะพี่”โชคกล่าวแล้วเปิดประตูลงจากรถพร้อมสาวเพ็ญ
ชายหนุ่มหันไปถามสาวสวย
“หิวมั๊ยเรากินบะหมี่รองท้องก่อนดีกว่า เดินทางอีกไกล อาจจะหิวกลางทาง”
“ได้ค่ะพี่หนูเอาเกี๊ยวน้ำหมูแดง”
“ผมเอาบะหมี่เกี๊ยวหมูรวมนะครับ
“ได้ครับเชิญนั่งครับ” คนขายกล่าวแล้วหยิบก้อนบะหมี่ลงไปล้างแป้งในถัง
เมื่อนั่งด้วยกันที่โต๊ะกลางแจ้งแล้วเพ็ญก็ถามโชค
“พี่จะพาหนูไปที่ไหนคะบ้านพี่เหรอ”
“พี่จะพาไปห้องเช่าที่พักตอนทำงานน่ะยังไม่หมดสัญญาเช่าเลย เผื่อจะไปหางานให้เพ็ญและพี่ทำงานด้วยกัน ดีไหมจ๊ะ”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ”
อาเฮียยกบะหมี่และเกี๊ยวมาเสิร์ฟแล้วก็เดินไปเปิดทีวีที่ตั้งบนเก้าอี้ข้างรถเข็นดูข่าวภาคดึกสถานีทีเอ็มเอ็นน้องปุ้มปุ้ยผู้ประกาศคนสวยรายงาน
“ตำรวจบุกทลายสถานธรรมกลางป่าพบศพเ้าอาวาส แม่ชี และโลงศพใส่ร่างผู้ปฏิบัติธรรมกว่า 20 ศพ”
เมื่อได้ฟังพาดหัวข่าวโชคจึงตั้งใจดูอย่างสนใจ
“ตำรวจได้รับรายงานว่ามีคนพบศพจำนวนมากภายในสถานธรรมร้างที่ปิดดำเนินการมากว่าสองปี่โรคโควิดระบาด หลังจากเข้าไปตรวจค้นพบศพเ้าอาวาสถูกยิงเสียชีวิตภายในกุฏิ พร้อมศพแม่ชีอีกสองคน จากข้อความที่พบการแชทระหว่างแม่ชีจิ๊บกับท่านธำรงเ้าของสำนัก ส่อว่ามีพฤติกรรมเชิงชู้สาว ที่บ่งบอกว่าแม่ชีหึงหวงเพราะเ้าอาวาสไปมีสัมพันธ์สวาทกับสีกาชื่อเพ็ญจนได้สังหารหญิงสาวแล้วหมกศพใต้ฐานพญานาคโบกปูนทับเพื่อปิดบังอำพรางแต่แม่ชีเกดซึ่งเป็คนสนิทของแม่ชีจิ๊บล่วงรู้ความลับจึงนำไปบอกเ้าอาวาส รู้ได้จากข้อความในมือถือของท่านธำรงที่แม่ชีเกดส่งไปฟ้องทำให้เกิดปากเสียงระหว่างสามคนจนน่าจะเป็เหตุยิงกันตายดังกล่าว”
หน้าจอทีวีโชว์รูปถ่ายของเพ็ญทำให้โชคใมาก เกิดอาการตัวแข็งขยับไม่ได้ แล้วร้านขายบะหมี่ก็แปรสภาพเป็ซากรถเข็นพังยับเยินพร้อมกับซากรถปิคอัพที่พวกเขาโดยสารมาเมื่อกี้ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันผีคนขายบะหมี่ยืนเืท่วมตัว ในขณะที่ผีคนขับรถคลานออกมาจากซากปิคอัพชายหนุ่มหลอนสุดขีด ฝืนสู้หันใบหน้าช้า ๆ ด้วยความเสียวสยองไปหาสาวเพ็ญที่นั่งกินเกี๊ยวก็พบว่าหล่อนกลายสภาพเป็ผี หน้าผากโดนทุบจนสมองเปิด เืไหลเต็มใบหน้านั่งแสยะยิ้มให้เขาแล้วพูดด้วยเสียงแหลมเล็กและเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ
“พี่พาหนูไปด้วยนะอย่าทิ้งหนูไป......”
จบ
(แต่งจบเื่เมื่อ29 มกราคม 2568 วันตรุษจีน)