อาณาจักรนิรันต์

    การแสดงของอาเธอร์

    ฝูงชนระเบิดเสียงโห่ร้องดังอย่างบ้าคลั่ง เสียงตะโกนและปรบมือดังกระหึ่มจนพื้นลานกว้างสั่นสะเทือน เหล่าผู้ชมตื่นเต้นจนควักเหรียญเงิน เหรียญทองโยนลงพื้นรอบๆ ที่อาเธอร์และเดวิดยืนอยู่ เศษโลหะกระทบพื้นดังกริ๊งกริ๊งราวฝนตกหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมและตื่นตะลึงจากโชว์สุดท้าทายเมื่อครู่

     

    ขณะที่อาเธอร์และเดวิดก้มเก็บเหรียญที่กระจัดกระจายอยู่นั้น เหงื่อไหลซึมจากหน้าผากหลังการแสดงอันหนักหน่วง ผู้หญิงคนนั้น ที่เคยปิดตาให้เดวิด เดินเข้ามาใกล้ ฝีเท้าฉับไวราวนักล่าผู้ช่ำชอง ชุดหนังสีน้ำตาลเข้มขับเน้นกล้ามเนื้อแน่นของเธอ

     

    “การแสดงของพวกเจ้ายอดเยี่ยมมาก” เธอหันไปมองเดวิด สายตาคมกริบจับจ้อง “ทักษะการปามีดของเจ้า…ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก ข้าสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าทำได้ยังไงทั้งที่มีผ้าปิดตา” เธอเน้นคำว่า “ผ้าปิดตา” แทน “มองไม่เห็น” บ่งบอกว่าเธอไม่เชื่อว่าเดวิดตาบอดสนิท อาจมีเล่ห์กลบางอย่างที่เธอยังจับไม่ได้

     

    “ส่วนเจ้าก็นับว่าบ้าและกล้าหาญทีเดียว” เธอหันมามองอาเธอร์ น้ำเสียงแฝงแววชื่นชม “ตอนที่เจ้าคาบผลอีเดนไว้ที่ปาก เพื่อรอเพื่อนของเจ้าปามีดมา แววตาของเจ้าไม่มีความกลัวเลยสักนิด” เธอยิ้มหัวเราะแห้งๆ “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้าไม่กลัว หรือเพราะเจ้าไว้ใจเพื่อนของเจ้าสุดๆ กันแน่ ข้าอยากรู้จริงๆ”

     

    อาเธอร์ยิ้มแล้วโค้งคำนับให้หญิงคนนี้ “ขอบพระคุณสำหรับคำชมขอรับท่านหญิง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ ปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    “หึๆ เรียกข้าว่า ‘คาย่า’ เถอะ พวกเจ้าน่าสนใจดี ข้าอยากจะเลี้ยงเครื่องดื่มพวกเจ้าได้หรือไม่?” ที่แท้หญิงผู้นี้คือคาย่า ผู้นำของทหารรับจ้างกลุ่มเงาทะเลทรายจากโบทัส น้ำเสียงเป็นมิตรแต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง

     

    “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านคาย่าจะเลี้ยงเครื่องดื่มให้พวกกระผม” อาเธอร์ตอบ ยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่เกรงว่าต้องขอปฏิเสธขอรับ”

     

    “ห๊ะ?!” คาย่าขมวดคิ้ว หงุดหงิดฉายชัดบนใบหน้า แต่ไม่ทันได้พูดอะไร อาเธอร์รีบสวนต่อ

     

    “โปรดอย่าเข้าใจผิด!” เขายกมือขึ้นป้อง “ที่ปฏิเสธไม่ใช่อะไรหรอกขอรับ จะให้หญิงงามเช่นท่านเลี้ยงพวกเราชายชาตรีได้ยังไง? ขอให้กระผมเป็นฝ่ายเลี้ยงเครื่องดื่มให้หญิงงามอย่างท่านคาย่าแทนได้หรือไม่?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ปากหวานราวกับชายเจ้าสำอาง ดวงตาประกายวาว

     

    “ฮ่าๆ!” คาย่าหัวเราะลั่น “เจ้าเนี่ยปากหวานไม่เบาเลย!” เธอยิ้มกว้าง แต่ทันใดนั้นน้ำเสียงกลับจริงจัง “แต่ไม่…ข้าจะเชิญพวกเจ้าทั้งสองไปที่แคมป์ของกลุ่มเรานอกเมือง เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว ให้ลูกน้องข้าพาไป” เธอหันไปสั่งลูกน้องด้วยสายตา ลูกน้องคนหนึ่งพยักหน้ารับคำสั่งทันที

     

    ไม่รอคำตอบจากอาเธอร์ คาย่าหันหลังเดินจากไปพร้อมนักรบเงาทะเลทรายกลุ่มหนึ่ง ฝีเท้าฉับไวราวพายุทราย

     

    เหล่าพ่อค้าและฝูงชนที่ตั้งใจเข้าไปทักทายหรือจ้างทั้งสองแสดงต่อ ต่างถอนหายใจเฮือก เมื่อคาย่าแห่งเงาทะเลทรายออกปากเชิญ ไม่มีใครกล้าขัดขวาง หรือแม้แต่ชวนคุยให้เสียเวลา ฝูงชนเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว ลานกว้างที่เคยแน่นขนัดค่อยๆ ว่างเปล่า

     

    อาเธอร์มองตามคาย่าที่เดินจากไปไกล ยิ้มมุมปาก ‘ปลาติดเบ็ดแล้ว’ เขาคิดในใจ ก่อนก้มลงเก็บเหรียญต่อ แต่ขณะนั้นสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ หันไปเห็นเดวิดจ้องเขานิ่ง

     

    “มีอะไรหรือ เดวิด?” อาเธอร์ถาม หน้างงๆ

     

    “เปล่า” เดวิดตอบเรียบ “แค่รู้สึกว่าผมประเมินความสามารถของนายต่ำไปหน่อย”

     

    “หึๆ!” อาเธอร์ยืดอกอย่างภูมิใจ “ใช่ไหมล่ะ แผนของฉันดีกว่าที่นายคิดใช่ไหม?”

     

    “เปล่า” เดวิดสวนทันควัน “ผมหมายถึงที่สามารถพูดอะไรเลี่ยนๆ น้ำเน่าๆ ได้ ผมคิดไม่ถึงเลย ต้องมองนายใหม่แล้ว” เขาพูดจบแล้วหันหลังเดินไปก้มเก็บเหรียญต่อ ไม่สนใจอาเธอร์ที่อ้าปากค้าง

     

    “หาาา! นายว่าอะไรนะ?!” อาเธอร์ตะโกน น้ำเสียงพุ่งสูง บ่นด่าเดวิดยกใหญ่ แต่เดวิดทำหูทวนลม เก็บเหรียญต่อไปเงียบๆ ราวกับไม่ได้ยิน

     

    ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเริ่มทำการแสดง มีสายตามากมายต่างมองมาที่พวกเขา พ่อค้าแม่ค้า ชาวเมืองทารอน เหล่าทหารรับจ้างสายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้ แต่ในเงามืด ยังมีสายตาอีกกลุ่มแอบมองอย่างลับๆ

     

    “ข้าสัมผัสพลังเวทจากพวกมันไม่ได้เลย พวกมันใช้เล่ห์กลอะไรกัน?” ชายในชุดกึ่งนักบวชกึ่งนักรบพูดกับชายอีกคนที่แต่งกายคล้ายกัน ใบหน้าซ่อนใต้ผ้าคลุม

     

    “ข้าก็ไม่รู้” อีกคนตอบ “เราต้องรายงานท่านนักบวช ทั้งเรื่องการแสดงและเรื่องที่คาย่าเชิญพวกมันไปแคมป์เงาทะเลทราย” ทั้งคู่หันหลัง เดินลึกเข้าไปในตรอกมืด

     

    อีกด้าน บนชั้นสองของอาคารที่อยู่ไกลออกไปแต่สามารถมองเห็นลานกว้างได้ชัดเจน คนในผ้าคลุมสีดำสนิทมองอาเธอร์และเดวิดสักพัก ดวงตาคู่หนึ่งใต้ผ้าคลุมสะท้อนแสงจันทร์จางๆ ก่อนที่เขาจะหันหลังจากไป หายลับในเงามืด

     

     

     

     

     

    ณ นอกประตูตะวันตก ระหว่างทางไปแคมป์ของเงาทะเลทราย อาเธอร์และเดวิดกำลังเดินตามลูกน้องของคาย่าที่นำทาง ท้องฟ้ามืดสนิท แสงดาวระยิบระยับเหนือทุ่งทรายอันกว้างใหญ่ ลมเย็นพัดผ่าน นำกลิ่นฝุ่นและควันไฟจางๆ มาด้วย

     

    “มีสายตามองที่ไม่เห็นมากมายจับจ้องเราตลอดการแสดง” เดวิดพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความระวัง “นายรู้ใช่ไหม?”

     

    อาเธอร์ยิ้ม “ทำไมจะไม่รู้ล่ะ สายตาพวกนั้นเหมือนโรคจิตสะกดรอยเหยื่อหรือไม่ก็พวกเฒ่าหัวงูมองสาวๆ ยังไงยังงั้น” เขาถอนหายใจ ส่ายหัว “ควรไปเรียนวิชาสายลับมาใหม่นะ พวกสมัครเล่นนั่น”

     

    “แล้วจะทำยังไงกับพวกนั้น?” เดวิดหันมองอาเธอร์

     

    “ตอนนี้ปล่อยไปก่อน” อาเธอร์ตอบ สีหน้าจริงจัง “สนใจแค่เรื่องตรงหน้าเถอะ” เขาพูดขณะก้าวเข้าสู่แคมป์เงาทะเลทราย

     

    นอกประตูเขตตะวันตกนั้น ตอนนี้มีเต็นท์จำนวนมากมายตั้งเรียงราย เต็นท์ผ้าสีน้ำตาลและเทาคร่ำคร่าจากแดดและลม มีทั้งเหล่าพ่อค้า นักเดินทาง แต่ส่วนใหญ่เป็นทหารรับจ้างจากโบทัส และกลุ่มเต็นท์ที่เด่นที่สุดตรงหน้านี้ กลุ่มทหารรับจ้างเงาทะเลทรายจากโบทัส ธงสีดำปักลายเส้นโค้งคล้ายเงาพัดไหวในสายลม

     

    เมื่อพวกเขาเดินทางมาจนถึงเต็นท์ที่ใหญ่และสะดุดตาที่สุด คาย่าเดินออกมาจากเต็นท์ ใบหน้ายิ้มกว้างราวเจ้าบ้านต้อนรับแขก “มาจนได้สินะ ข้ารอพวกเจ้าอยู่นานแล้ว มาๆ พวกเราจะเมากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย”

     

    อาเธอร์และเดวิดนั่งลงข้างกองไฟที่กำลังย่างเนื้ออยู่ กลิ่นเนื้อย่างหอมฟุ้ง คาย่าเดินเข้ามาพร้อมแก้วสามใบ ทำจากเขาสัตว์สีขาวขุ่น ในมือ เธอยื่นให้ทั้งคู่ แล้วหันไปมองรอบๆ เหล่านักรบเงาทะเลทรายยืนล้อมวง ถือแก้วในมือพร้อมกัน

     

    “ดื่ม!” คาย่ายกแก้วขึ้น นักรบทุกคนยกตาม

     

    เหล้าหมักกลิ่นแรงพุ่งลงคอ อาเธอร์ที่ดื่มเข้าไปอึกหนึ่งรู้สึกคอร้อนผ่าวจนต้องครางออกมา “บาดคอชะมัด!” เขาไอเล็กน้อย มือตบอก

     

    คาย่ามองไปที่เดวิด ที่ไม่ดื่ม ถือแก้วนิ่งๆ เธอเลิกคิ้วด้วยความสงสัย 

     

    เมื่อเห็นแบบนั้น อาเธอร์ชิงตอบก่อน “เขาแพ้เหล้าน่ะขอรับ” เขายิ้มแหยๆ คาย่าพยักหน้า ไม่ถามต่อ เดินไปนั่งใกล้ๆ อาเธอร์

     

    “จะว่าไป พวกเจ้าชื่ออะไรกัน? ข้าลืมถามเสียสนิท” คาย่าดื่มอึกใหญ่ ถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

     

    “ตัวข้าชื่ออาเธอร์ ส่วนเขาชื่อเดวิดขอรับ ท่านคาย่า” อาเธอร์ตอบพร้อมกับดื่มเหล้าไปอึกใหญ่ตาม กลิ่นฉุนตีจมูกจนเขาต้องขมวดคิ้ว

     

    “ไม่ต้องสุภาพกับข้า พูดเหมือนคนปกติเถอะ” คาย่ายักคิ้วที่อาเธอร์เหมือนจะคอแข็งใช้ได้ แล้วพูดขึ้นแบบผ่อนคลาย “เรียกข้าคาย่าก็พอ”

     

    “ขอรับท่า…คาย่า” อาเธอร์พูดติดๆ ขัดๆ เขินอายเล็กน้อย หน้าเริ่มแดงทั้งจากเหล้าและความเก้อ

     

    คาย่าที่เห็นอาเธอร์ตอนนี้ก็ยิ้มและหัวเราะเบาๆ “เรื่องราวของพวกเจ้าเป็นมายังไงกัน เล่าให้ข้าฟังหน่อย” พูดเสร็จคาย่าก็ยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง แล้วส่งสายตาเหมือนท้าให้อาเธอร์ดื่มตาม

     

    อาเธอร์เห็นงั้นก็ดื่มเข้าไปอีกอึกใหญ่ เขาเริ่มหน้าแดง แสดงท่าทางเขินอายแล้วพูดเล่าเรื่องการหลงทางจากที่ห่างไกลมาก จนได้ไปเจอหมู่บ้านคาริก พวกโจร เจอราเมซ แล้วก็เข้ามาในเมือง แน่นอนว่าอาเธอร์เล่าเฉพาะเรื่องที่ไม่เป็นความลับ ดวงตาแอบมองคาย่าลับๆ ด้วยความเขิน

     

    ทั้งอาเธอร์และคาย่าต่างพูดคุยกันถูกคออย่างมาก คาย่าเล่าเรื่องประสบการณ์การรบต่างๆ ของเธอ การต่อสู้กับกองทัพตะวันตกด้วยคนเพียงหยิบมือ ส่วนอาเธอร์ก็เล่าเรื่องตลกๆ และตำนานต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหนังและนิยายที่เขาเคยดูและอ่านตอนอยู่สหพันธรัฐ) ทุกครั้งที่คุยกัน อาเธอร์มักจะแอบมองหน้าคาย่าอย่างเขินอายลับๆ และคาย่าก็รู้สึกถึงสายตาที่อาเธอร์มองมา แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้

     

    ตัดภาพมาที่เดวิดที่มองอาเธอร์กับคาย่าพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในหัวสมองกลของเขามีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ‘ไอ้บ้านี้มันแสดงเก่งเป็นบ้าเลย’ การแสดงของอาเธอร์นั้น เขากำลังคิดว่าถ้าอาเธอร์ไม่ใช่ทหารแล้วไปเป็นนักแสดง เขาอาจจะดังจนได้รางวัลออสการ์เลยด้วยซ้ำ

     

    มองไปที่หน้าที่แดงของอาเธอร์ที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขินอายคาย่าหรือเป็นเพราะเมากันแน่ 

     

    ‘ไอ้บ้านี้จะเมาได้ยังไง ต่อให้เขากินแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ร่างกายเขาก็สามารถขับออกได้ทันที แล้วไหนจะท่าทางเขินอายนั้นอีก จากข้อมูลที่รู้มาตอนอยู่สหพันธรัฐ อาเธอร์เคยเจอสาวสวยระดับท็อปมาเพียบ คาย่าเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ เขาต้องไม่ใช่พวกไก่อ่อนแน่’ เดวิดส่ายหัว คิดในใจ ยกระดับความสามารถของอาเธอร์ขึ้นไปอีกขั้น…ในด้านความกะล่อนน่ะนะ

     

    ‘หรือนี่จะเป็นทักษะความสามารถของสายลับที่เขาเคยพูดถึงเอาไว้?’ เดวิดครุ่นคิด มองอาเธอร์ที่ยังแกล้งเขินไม่เลิก

     

    กระทั่งอาเธอร์มองเห็นคาย่าเริ่มหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ ‘แสดงว่าเธอเริ่มเมาแล้วสินะ’ เขาคิดในใจ จึงดื่มอีกแก้วแล้วก็บอก “ไม่…ไม่ไหวๆ …คาย่าคอแข็งเกินไปแล้ววว” อาเธอร์ทำแก้วเปล่านั้นหลุดมือตกลงพื้น พร้อมกับท่าทางที่จะล้มลงได้ตลอดเวลา ตัวโงนเงนราวคนเมาเต็มที่

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้น คาย่าที่ตอนนี้ก็เริ่มเมาแล้วเช่นกัน เธอไม่คิดว่าอาเธอร์จะคอแข็งขนาดนี้ แต่เธอก็พอใจที่อย่างน้อยเธอก็ทนได้นานกว่าเขา “ข้าว่าเจ้าไปนอนพักที่เต็นท์รับรองเถอะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงพร่าเล็กน้อย

     

    อาเธอร์ลุกขึ้นยืน “ไม่!....ข้ายังไม่…เมาาาา” พูดยังไม่ทันจบ ตัวของเขาก็ร่วงลงจนจะแตะพื้น

     

    แต่เป็นเดวิดที่รับเขาไว้ทัน เขาหันไปหาคาย่าแล้วพูดขึ้น “เดี๋ยวข้าจะพาเขาไปที่เต็นท์รับรองเอง” น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น

     

    คาย่าที่เห็นเช่นนั้นก็พยักหน้า ตอนนี้เธอก็อยากกลับไปนอนพักผ่อนแล้วเช่นกัน เธอโบกมือให้ลูกน้อง แล้วลุกเดินกลับเต็นท์ของตัวเอง

     

    อาเธอร์ที่ตอนนี้หลับตาทำท่าสลบโดยที่มีเดวิดคอยประคองอยู่นั้น แอบแสยะยิ้มขึ้นโดยที่ไม่มีใครเห็น แล้วคิดในใจ ‘เก่งมากเดวิด รับได้สวย!’ เขายังคงแกล้งหลับตาต่อ

     

    เมื่อเห็นคาย่าพยักหน้า เดวิดก็เปลี่ยนจากประคองอาเธอร์เป็นอุ้มเขาในท่าเจ้าสาว อาเธอร์ตกใจในใจ ‘เห้ยๆ นี่แกทำบ้าอะไรเดวิด แค่ประคองฉันเฉยๆ ก็ได้ จะมาอุ้มฉันทำไมกัน! หน้าอายชะมัด!’ แม้จะหลับตาทำท่าเมาอยู่ แต่หน้าเขาก็แดงขึ้นมาอีกจริงๆ เพราะความเขินอาย เขากัดฟันแน่นในใจ

     

    เดวิดอุ้มอาเธอร์ด้วยท่าเจ้าสาว เดินตรงไปยังเต็นท์ที่พักรับรองโดยมีลูกน้องคาย่า ชายร่างสูงผิวคล้ำ เดินนำ 

     

    “ถึงแล้ว” ลูกน้องคนนั้นชี้ไปยังเต็นท์หลังหนึ่ง ผ้าสีน้ำตาลคร่ำคร่าแต่ดูแข็งแรง

     

    “ขอบคุณ” เดวิดกล่าวเสียงเรียบ เดินเข้าไปในเต็นท์ เขามองเต็นท์ไปรอบๆ สายตาสแกนทุกมุมเพื่อดูความเรียบร้อย กลิ่นหนังและควันไฟจางๆ ลอยอบอวล

     

    “อีกนานไหม?” เสียงอาเธอร์ดังขึ้น ยังหลับตาอยู่

     

    “ผมกำลังสแกนดูความปลอดภัยรอบๆ อยู่ คงอีกอีกสักพัก” เดวิดตอบขณะหันซ้ายหันขวา มือยังอุ้มอาเธอร์แน่น

     

    “ไม่ ฉันหมายถึงจะอุ้มฉันเนี่ยอีกนานไหม!” อาเธอร์ลืมตาขึ้นมองจ้องตาเดวิดขณะที่เขากำลังอุ้มอยู่ เสียงแฝงความหงุดหงิด 

     

    “อ้อ” เดวิดเข้าใจว่าอาเธอร์หมายถึงอะไร เขาปล่อยอาเธอร์ลงทันทีจนก้นกระทบพื้นดังตึ้บ

     

    “โอ๊ย! เจ้าบ้าจะปล่อยก็บอกกันก่อนสิ!” อาเธอร์บ่นด่า มือกุมก้นด้วยความเจ็บ ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล

     

    “ชู่ววว ตอนนี้นายเมาจนสลบไปแล้วไม่ใช่หรอ อย่าเสียงดังสิ” เดวิดเอานิ้วชี้ทาบปาก สายตานิ่ง

     

    “ฝากไว้ก่อนเถอะ” อาเธอร์พึมพำเบาๆ เขาลุกขึ้นมองซ้ายมองขวา แล้วยิ้มกว้าง “แผนเฟสแรกสำเร็จแล้วสิน่ะ” เสียงเขากลับมาสดใสราวกับไม่เคยเมา”