หลังจากที่หนานกงหลงเจียได้เน้นย้ำคำสั่งของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาเฉียบขาด และแรงกดดันอันยากจะต้านทาน
ในที่สุดบรรยากาศอันหนักอึ้งที่แผ่คลุมห้องโถงแห่งวิหารจุดเริ่มต้นก็เริ่มคลายตัวลงอย่างช้าๆ คล้ายหมอกหนาที่ถูกแสงตะวันแผดเผาจนจางหาย ทุกผู้คนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกและคลายความวิตกที่คั่งค้างในจิตใจ
ความเงียบที่เคยอึดอัดเปลี่ยนเป็นเพียงความเงียบที่สงบ แต่ถึงอย่างนั้นการต่อสู้ในเชิงจิตวิทยาระหว่างวิหารก็ยังไม่จบลง
ฉินหมิงเค่อ ผู้นำวิหารนักฆ่าที่แม้จะเพิ่งถูกปฏิเสธโดยผู้มีพรสวรรค์สูงสุดอย่างโอดิน
ทว่าชายชราร่างเล็กกลับมิได้แสดงความโกรธหรือเกรี้ยวกราดออกมาเลยซักนิด มีเพียงรอยยิ้มบางๆที่แฝงความเสียดายบนใบหน้าอันเปี่ยมด้วยร่องรอยของประสบการณ์เท่านั้นที่ผุดขึ้นมาแทน จากนั้นเขาจึงกล่าวออกมาด้วยอารมณ์อันขมขื่น
“เฮ้อ.. พอคิดไปคิดมา ข้าก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นะ แต่หากไม่ได้เจ้าเด็กฮาฟเอลฟ์ไปเป็นนักฆ่า งั้นข้าขอเด็กสาวคนนี้ละกัน!”
“ได้ยินมาว่าเจ้านางมีอาณาจักรต้นกำเนิดกระเรียนฟ้าอัสนี แถมยังเป็นผู้มีศักยภาพระดับจักรพรรดิ!”
“หากเลือกเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์แห่งนักฆ่าละก็.. ข้าว่าความแข็งแกร่งของนางก็มิได้น้อยหน้าเส้นทางของจอมเวทย์นักหรอก!”
คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวที่ถูกกล่าวถึงถึงกับสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกทันที
ตัวหญิงสาวหันไปมองจินเกอด้วยความรวดเร็ว ดวงตาสั่นไหวราวกับพายุที่เกิดขึ้นฉับพลันกลางทะเลสาบอันสงบนิ่ง
“ทะ.. ท่านผู้อาวุโส..”
นางเอ่ยออกมาเสียงเบาด้วยความลังเล
เพราะก่อนหน้านี้นางได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินบนเส้นทางของจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ แต่เมื่อผู้นำวิหารแห่งนักฆ่าเอ่ยปากออกมาเช่นนั้น ความหวาดหวั่นและความฝันที่จะยกระดับสถานะของครอบครัว กลับมาทำให้ใจของหญิงสาวต้องสั่นคลอน
ฉินหมิงเค่อเมื่อเห็นแววตาของเด็กสาวก็ยิ้มกว้าง
รอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้มของคนใจดี แต่เป็นรอยยิ้มของผู้มากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าอะไรคือช่องโหว่ของมนุษย์
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เด็กน้อย หากเจ้ามาเป็นศิษย์ของข้า ทางวิหารนักฆ่าสาขาเมืองหยางหมิงจะสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้า”
“ข้าจะฝึกฝนให้เจ้าเป็นนักฆ่าที่เก่งกาจที่สุด ด้วยอาณาจักรต้นกำเนิดที่เชื่อมโยงกับพลังสายฟ้า เจ้าจะเหมาะสมอย่างมากกับเส้นทางสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว พลังทำลายล้าง หรือกระทั่งการลบตัวตนจากทุกประสาทสัมผัส เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นนักฆ่าอย่างแท้จริง!”
จากนั้นชายชราก็หันไปยังโอเกอร์หนุ่มร่างใหญ่ที่ยืนเงียบมานานด้วยสายตาประเมิน
“ส่วนเจ้าครึ่งโอเกอร์ ไคจิน ข้าได้ยินว่าเจ้าไม่เลือกเข้าร่วมวิหารหลักทั้งหกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ใช่หรือไม่?”
“น่าเสียดายเสียจริง มีศักยภาพถึงระดับศักดิ์สิทธิ์แท้ๆ แต่กลับเลือกจะเดินทางด้วยตนเองเสียอย่างนั้น..”
ไคจินพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าอยากเดินทางตามเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่เส้นทางที่ใครมากำหนดให้”
คำพูดของเขาแฝงไว้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ขณะเมื่อหญิงสาวได้ยินว่าตนเองอาจจะได้รับการสนับสนุนจากวิหารนักฆ่า นางผู้แบกรับความหวังของครอบครัวผู้ยากไร้ก็ไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป นางหลุบตาต่ำด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจ ก่อนจะตัดสินใจอย่างเงียบงัน
ชายชราจินเกอซึ่งเห็นสายตานั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มปนเสียดาย
“ไปเถอะ ฝึกฝนเส้นทางวิถียุทธ์แห่งนักฆ่าก็ไม่เลวหรอกนะ?”
“ในอนาคต เจ้าอาจกลายมาเป็นนักฆ่าที่มีพรสวรรค์เป็นลำดับต้นๆของยุคก็เป็นได้ จงอย่าเสียใจกับสิ่งที่เลือก!”
หลังจากนั้นพิธีปลุกพลังวิวัฒน์ก็ได้สิ้นสุดลงท่ามกลางความเงียบสงบ
ไคจินได้เดินเข้าไปจับมือกับโอดินแน่นอย่างแน่นแฟ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายความจริงใจ
“เอาล่ะ ข้าคงต้องกลับไปยังดินแดนทรินิตี้เซเว่นแล้ว..”
“อย่าลืมสัญญาเจ้านะโอดิน! ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่เผ่าพันธุ์โอเกอร์”
ชายหนุ่มเพียงแต่พยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่ได้กล่าวคำใดกลับไป
เพราะรู้ดีว่าวันที่ตนเองจะไปถึงที่นั่น จะต้องเป็นวันที่โลกใบนี้สั่นสะเทือนอย่างแน่นอน
ส่วนเหล่าผู้วิวัฒน์รุ่นเยาว์คนอื่นๆที่ศักยภาพยังไม่แน่ชัดและจิตใจยังไม่มั่นคง
พวกเขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเข้าร่วมวิหารไหน ทำได้เพียงกลับไปยังบ้านของตนเพื่อทบทวนเส้นทางของชีวิตอย่างจริงจัง
เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆละลายหายไปจากห้องโถงแห่งวิหารจุดเริ่มต้น จึงหลงเหลือไว้เพียงแค่เงาแห่งการเปลี่ยนผ่าน และตัวตนเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่กลางห้องแห่งนั้น โอดิน หนานกงหลงเจีย และจินเกอ
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุม ร่างของจอมเวทย์ผู้นำวิหารแห่งการลงทัณฑ์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยเมตตา
“เจ้าเลือกเดินบนเส้นทางแห่งจอมเวทย์ได้ถูกต้องแล้วล่ะ”
“แต่ว่าเผ่าพันธุ์เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก.. ข้าไม่เคยได้ยินชื่อแบบนี้มาก่อนเลย มันหมายความว่ายังไงกันแน่ เจ้าเด็กน้อย?”
ตัวโอดินก็ไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงแต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ดวงเนตรสีแดงฉายแววลึกล้ำ รอยยิ้มของเขาราวกับรู้คำตอบที่ไม่มีใครควรรับรู้
กระทั่งผู้ครอบครองตำแหน่งผู้นำวิหารยังไม่คู่ควรกับมัน เพราะความจริงที่เขาปิดบังไว้ไม่ได้มีเพียงชื่อของเผ่าพันธุ์หรือศักยภาพเท่านั้น
ที่แท้จริงแล้ว เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีกไม่เคยมีอยู่จริง ศักยภาพระดับเทพเจ้าเป็นเพียงฉากบังหน้าที่โปรแกรมลงในระบบของโลก
ข้อมูลทุกอย่างเป็นข้อมูลปลอมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความจริงอันดำมืดและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะรับไหว
ความจริงที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ
ตัวของเขาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งหายนะและการพิพากษาของพระเจ้าโบราณ การูด้า ศักยภาพของเขามิใช่เพียงระดับเทพเจ้า แต่เป็นถึงระดับพระเจ้าโบราณ อันเหนือยิ่งกว่าทุกสิ่งในปัจจุบัน ผู้มีสิทธิ์ชำระล้างโลกตามบัญญัติแห่งความว่างเปล่าและความล่มสลาย