เช้าวันต่อมา ณ ลานกว้างหน้าบ้านหลังเล็กชายวัยกลางคนและเด็กน้อยกำลังนั่งคุยกันอยู่บนเก้าอี้ไม้
“วันนี้เป็วันแรกที่พ่อจะเริ่มสอนวรยุทธ์ให้เ้า” ผู้เป็พ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ก่อนอื่น เ้าต้องเข้าใจระดับของการฝึกยุทธ์เสียก่อน... การจะเป็จอมยุทธ์ได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือร่างกายที่แข็งแรงและเหมาะสม การฝึกยุทธ์ของแต่ละคนจะมีขีดจำกัดต่างกัน และร่างกายของทุกคนจะมีสิ่งที่เกื้อกูลกับอาวุธเฉพาะทาง ซึ่งเราเรียกว่า ‘จิตแห่งอาวุธ’”
ฉิวฟงนั่งฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่ผู้เป็พ่ออธิบายต่อ
“เมื่อใดที่ร่างกายได้ัักับอาวุธที่เกื้อหนุนกัน ร่างกายจะสามารถสื่อสารและผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับอาวุธชิ้นนั้นได้ จนถึงขั้นเก็บซ่อนมันไว้ในร่างกายได้! ทว่า... อาวุธทั่วไปไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ มันต้องเป็อาวุธที่สื่อถึงจิตแห่งอาวุธในกายเ้าเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เ้าต้องเข้าใจร่างกายของตนเองอย่างถ่องแท้ เพราะผู้ที่เข้าใจตนเอง ย่อมได้เปรียบผู้อื่นหลายเท่า และจะพัฒนาวรยุทธ์ได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไปอย่างมหาศาล”
“แล้วระดับของวรยุทธ์ล่ะขอรับท่านพ่อ?” ฉิวฟงเอ่ยถาม
“ระดับวรยุทธ์แบ่งออกเป็ 4 ขั้นหลัก ได้แก่ ขั้นเข้าใจ > ขั้นเชี่ยวชาญ > ขั้นสมบูรณ์ > ขั้นธรรมชาติ ...และยังมีอีกหนึ่งขั้นที่มีเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์จะไปถึงได้ นั่นคือ ‘ขั้นว่างเปล่า’”
เด็กน้อยขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “ท่านพ่อ... ขั้นว่างเปล่าคืออะไรหรือขอรับ? เหนือกว่าขั้นธรรมชาติอย่างไร? ลูกไม่เข้าใจเลย”
ผู้เป็พ่อยิ้มบางๆ “ขั้นว่างเปล่านับเป็ขั้นในตำนาน มีเพียงยอดจอมยุทธ์ระดับไร้พ่ายในอดีตเท่านั้นที่ไปถึงได้ พวกเขาคือเป้าหมายที่จอมยุทธ์รุ่นหลังใฝ่ฝัน แม้แต่พ่อเอง... ก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้นเลยลูกฟง”
“แล้วตอนนี้ท่านพ่อรู้อยู่ในระดับไหนหรือขอรับ?”
“ระดับของพ่อยังอยู่แค่ระดับทั่วไป ยังไปไม่ถึงขั้นธรรมชาติเลยลูก” ผู้เป็พ่อตอบตามตรง ฉิวฟงพยักหน้ารับรู้
“เอาล่ะ! สิ่งต่อมาที่พ่อจะบอกคือ จิตแห่งอาวุธ ที่พ่อเกริ่นไป” ผู้เป็พ่ออธิบายต่อ “เมื่อร่างกายแข็งแรงถึงระดับหนึ่ง จิตแห่งอาวุธจะตื่นขึ้นมา มีรูปร่างเป็อาวุธที่เหมาะกับเ้า อย่างพ่อมีจิตแห่งอาวุธเป็กระบี่ พ่อจึงสามารถเก็บกระบี่ไว้ในร่างกายได้... พ่อจะเรียกมันออกมาให้ดู”
ผู้เป็พ่อค่อยๆ หลับตาลง ทันใดนั้น แสงสีน้ำเงินเข้มสว่างวาบก็เปล่งออกมาตรงหน้า!
ชิ้ง!
กระบี่สีน้ำเงินเข้มลอยค้างอยู่กลางอากาศ ผู้เป็พ่อประกบมือหยิบมันอย่างทะนุถนอม ก่อนจะค่อยๆ ชักคมกระบี่ออกจากฝัก เผยให้เห็นใบกระบี่สีน้ำเงินล้ำลึกราวกับผืนน้ำทะเลลึก
“กระบี่เล่มนี้มีนามว่า ‘กระบี่ธาราเยือกเย็น’ ความยาวสี่ฟุต กว้างสองนิ้ว สร้างขึ้นจากศิลาเยือกแข็งพันปีบนหุบเขาหิมะแห่งอาณาจักรอัคคีเหมันต์ เป็กระบี่คู่กายของพ่อเอง... เป็อย่างไรบ้างลูกฟง อยากได้หรือไม่?”
“ท่านพ่อ! ลูกอยากได้ขอรับ! ลูกขอจับมันหน่อยได้ไหมขอรับ?” เด็กน้อยตาเป็ประกาย
“ได้สิ... แต่กระบี่เล่มนี้หนักมากนะ เด็กน้อยอย่างเ้าจะยกไหวหรือ? เอ้า ลองดู”
ผู้เป็พ่อยื่นกระบี่ให้ ฉิวฟงรีบกุมด้ามกระบี่ไว้แน่น แต่แล้วสีหน้าตื่นเต้นก็เปลี่ยนเป็เครียดเกร็งทันที! เขาพยายามออกแรงยกสุดกำลัง แต่กระบี่กลับไม่เขยื้อนเลยสักนิดเดียว
ผู้เป็พ่ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เป็อย่างไรบ้างจอมยุทธ์น้อย ยกกระบี่ไม่ขึ้นหรือ? ฮ่าๆ!”
“ข้าไม่ยอมแพ้หรอก! ย๊ากกก!” เด็กน้อยกัดฟันะโ สูดหายใจเข้าลึกแล้วเค้นแรงทั้งหมดที่มี แต่สุดท้ายก็ยกไม่ขึ้นจนลงไปนอนหอบแฮ่กๆ อยู่กับพื้น
“พอแล้วลูกฟง” ผู้เป็พ่อหัวเราะ พลางสั่นหน้าเอ็นดู “กระบี่เล่มนี้มีน้ำหนักมหาศาล ร่างกายต้องแข็งแกร่งมากจึงจะใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว เ้ายังเด็กเกินไป มะ... เอามาให้พ่อเก็บก่อน”
สิ้นคำ กระบี่ในมือเด็กน้อยก็สั่นเบาๆ ก่อนจะหลุดลอยกลับเข้าฝักดัง ฟุบ! แล้วสลายกลายเป็แสงสีน้ำเงินหายเข้าสู่ร่างกายของผู้เป็พ่อทันที
“ลูกฟง! ในเมื่อเ้าอยากเรียนกระบี่ สิ่งแรกคือร่างกายต้องแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป” ผู้เป็พ่อสั่งการจริงจัง “เริ่มั้แ่วันนี้ ในตอนเช้าของทุกวัน เ้าต้องใส่หินหนัก 5 กิโลกรัมไว้ในตะกร้า แล้ววิ่งรอบหมู่บ้าน 1 รอบ วันพรุ่งนี้เพิ่มเป็ 2 รอบ และเพิ่มวันละ 1 รอบไปเรื่อยๆ! ส่วนตอนบ่าย เ้าต้องใช้กระบี่ไม้ฟันใบไม้ให้ขาดเป็สองท่อน วันนี้ต้องฟันให้ได้ 5 ใบ และเพิ่มวันละ 2 ใบ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 2 ปี เมื่อเ้าอายุสิบขวบ พ่อจึงจะเริ่มสอนวิชากระบี่จริงจังให้... พร้อมหรือยัง?”
“ลูกพร้อมแล้วขอรับท่านพ่อ! เริ่มได้เลย!” ฉิวฟงพยักหน้ารับคำท้าอย่างรวดเร็ว
“ดี! พ่อจะเข้าป่าหยกดำไปหากิ่งไม้มาทำกระบี่ไม้ให้เ้า อย่าี้เีล่ะ ไปวิ่งได้แล้ว!”
ฉิวฟงรีบวิ่งไปหาตะกร้าที่มีก้อนหินวางอยู่ ทว่าพอจะยกตะกร้าขึ้นสะพายหลัง สีหน้าเขาก็เหยเกทันที เพราะหินก้อนนี้หนักกว่าที่คิดมาก!
“ก้อนหินอะไรเนี่ยทำไมหนักจัง! ท่านพ่อ ทำไมมันหนักขนาดนี้ขอรับ?!” เด็กน้อยะโถาม
ผู้เป็พ่อหันกลับมามอง พลางยกยิ้ม “จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าผู้อื่น ย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเื่แค่นี้... ไปวิ่งได้แล้ว!” พูดจบก็เดินหายเข้าป่าไป ทิ้งให้เด็กน้อยทำหน้างุนงง สุดท้ายฉิวฟงจึงกัดฟันออกวิ่งทันที
เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยงตรง
เด็กน้อยที่วิ่งครบตามกำหนด เดินโขยกเขยกกลับมานอนหอบแฮ่กๆ อยู่กลางลานบ้าน “เห้อ... ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย! โอยยย!”
จ๊อกกก!
เสียงท้องร้องประจานความหิวทันควัน “หิวข้าวแล้ว ไปหาท่านแม่ดีกว่า มื้อเที่ยงมีอะไรกินนะ?”
ฉิวฟงรีบลุกขึ้นเดินไปผลักประตูบ้าน แอ๊ด!
“ท่านแม่! ข้าหิวข้าวแล้ว มีอะไรให้ทานบ้างขอรับ?”
ไม่นานนัก เสียงหวานนุ่มของหญิงสาววัยยี่สิบแปดปีก็ดังออกมาจากห้องครัว “เ้าเด็กคนนี้นี่ ส่งเสียงดังเชียว... แม่เพิ่งทำเสร็จพอดี ไปล้างมือล้างไม้แล้วมาทานข้าวไป”
ฉิวฟงยิ้มตาหยี รีบวิ่งไปล้างมือแล้วมานั่งที่โต๊ะอาหารกลางลานบ้าน บนโต๊ะมีอาหารน่าทานวางเรียงราย แววตาของเด็กน้อยส่องประกายด้วยความหิวโหย
“ว้าว! ของโปรดข้าทั้งนั้นเลย ทานล่ะนะขอรับ! งั่มๆๆ!”
เพียงไม่นาน จานชามบนโต๊ะก็ว่างเปล่า ฉิวฟงลูบท้องตัวเองด้วยความฟิน “อิ่มจังเลย ฝีมือท่านแม่ยังสุดยอดเหมือนเดิมนะขอรับ ฮิฮิ”
ผู้เป็แม่ส่ายหัวเบาๆ พลางยิ้มเอ็นดู “แม่ทำให้เ้ากินทุกวัน รสชาติก็ต้องเหมือนเดิมสิจ๊ะ... แล้วการฝึกวันนี้เป็อย่างไรบ้าง? พ่อเ้าดุหรือไม่?”
ฉิวฟงส่ายหน้า ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่เหนื่อยเลยขอรับท่านแม่! ลูกตั้งปณิธานไว้แล้วว่าลูกจะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เพื่อปกป้องท่านพ่อและท่านแม่ขอรับ!”
ผู้เป็แม่อุ่นวาบในหัวใจ “หากเ้ามีปณิธานเช่นนี้ แม่ก็วางใจ... พ่อเ้ามาโน่นแล้ว ไปเตรียมตัวเถอะ แม่ขออวยพรให้ลูกทำตามฝันได้สำเร็จนะจ๊ะ”
ฉิวฟงโผเข้ากอดแม่ด้วยความรัก “ขอบพระคุณขอรับท่านแม่!”
พอดีกับที่ผู้เป็พ่อเดินกลับมาจากป่า พร้อมหาบกิ่งไม้สีดำขนาดเท่าแขนเด็กกลับมาด้วย
“ท่านพ่อ! ข้าวิ่งเสร็จแล้วขอรับ การฝึก่บ่ายเริ่มเมื่อไหร่ดี?” ฉิวฟงวิ่งไปถาม
“รอพ่อสักครู่” ผู้เป็พ่อใช้มีดเหลาไม้หยกดำอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนัก กระบี่ไม้เล่มงามก็เสร็จสมบูรณ์ “ไม้หยกดำนี้เบาแต่แข็งแกร่งมาก ลองรับไปดูสิ”
ฉิวฟงรับกระบี่ไม้มาลูบคลำด้วยความรัก “เ้าเป็กระบี่เล่มแรกของข้า... นับจากวันนี้ เ้าคือคู่หูของข้า!”
ผู้เป็พ่อยิ้มพอใจ “เอาล่ะ ไปฝึกฟันใบไม้ในป่ากันเถอะ”
ในป่าลึกไม่ไกลจากบ้าน...
เบื้องหน้าของสองพ่อลูกคือต้นไม้ใหญ่หนาอุดมสมบูรณ์นามว่า ‘ต้นพฤกษาศิลา’ ใบของมันทั้งหนาและเหนียวราวกับแผ่นหนัง
“ใบของต้นพฤกษาศิลาตัดให้ขาดยากมาก” ผู้เป็พ่ออธิบาย “ภารกิจบ่ายนี้ พ่อจะทำให้ใบไม้ร่วงลงมา ส่วนเ้าต้องใช้กระบี่ไม้ฟันใบไม้ให้ขาดเป็สองท่อนให้ได้ 5 ใบ และรอยตัดต้องเรียบเสมอกันด้วย... พร้อมหรือไม่?”
“พร้อมขอรับ!” ฉิวฟงตอบรับ แม้เหงื่อจะเริ่มผุดตามหน้าผาก
ผู้เป็พ่อถอยหลังไปสิบก้าว ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ส่งลมปราณสีน้ำเงินกระแทกใส่ลำต้น!
ปั้ง!
ต้นไม้สั่นสะพ้าน ใบไม้นับสิบร่วงพรูลงมาดั่งสายฝน “เริ่มได้!”
หวืด! หวืด! หวืด!
ฉิวฟงกระหน่ำฟันกระบี่ไม้ในมือ แต่กลับฟันโดนเพียงอากาศธาตุ! ครั้งที่สิบ... ครั้งที่ยี่สิบ... ผลปรากฏว่าเขาฟันไม่โดนเลยสักใบเดียว! เด็กน้อยถึงกับล้มตัวลงนั่งหมดแรงอย่างหดหู่
“เป็อย่างไรบ้าง? การฝึกกระบี่ไม่ง่ายอย่างที่คิดใช่ไหม?” ผู้เป็พ่อเอ่ยถาม
“ยากมากเลยขอรับท่านพ่อ! ใบไม้มันพลิกไปพลิกมาตามลม สายตาข้าจับจุดไม่ได้เลย... ท่านพ่อมีเคล็ดลับไหมขอรับ?”
“การเคลื่อนไหวของใบไม้ไปตามสายลม ย่อมไร้ทิศทางที่แน่นอน” ผู้เป็พ่อแนะแนวทาง “แต่การแก้ไขนั้นมีอยู่ พ่อจะให้คำใบ้เ้าคำหนึ่ง... นั่นคือ ‘การตัดสินใจ’ จงนำไปคิดดู ครั้งที่สอง... เริ่มได้!”
ปั้ง!
ใบไม้ร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง ฉิวฟงตั้งสติ คำว่า ‘การตัดสินใจ’ วนเวียนในหัว เขาจ้องมองทิศทางใบไม้แล้วตัดสินใจฟันออกไปอย่างเด็ดขาดโดยไม่ลังเล!
หวืด! หวืด! ...ฟับ!
ในที่สุด คมกระบี่ไม้ก็ตัดฉับเข้าที่ขั้วใบไม้ใบหนึ่งจนร่วงกราว!
“ท่านพ่อ! ข้าฟันโดนแล้ว! ข้าเริ่มเข้าใจแล้วขอรับ!” เด็กน้อยะโลั่นด้วยความตื่นเต้น
วันนั้นทั้งวัน ฉิวฟงฝึกฟันใบไม้ไปกว่า 50 รอบ แม้ส่วนใหญ่จะทำได้แค่ฟันเฉียดๆ หรือตัดโดนขั้วใบ แต่ก็นับว่าเป็จุดเริ่มต้นที่ดีมาก สำหรับการฝึกฝนวันแรก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว... 1 เดือนต่อมา
ภายในป่าหยกดำ...
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เด็กชายวัยแปดขวบเคลื่อนไหวพลิ้วไหว ตวัดกระบี่ไม้ตัดใบพฤกษาศิลาขาดสะบั้นกลางอากาศอย่างแม่นยำ!
“รอบที่ 20... ฟันขาดไป 5 ใบ รอยตัดเรียบเนียน ถือว่ามีความก้าวหน้าขึ้นมาก ฝึกต่อไป!” เสียงผู้เป็พ่อขานประเมินด้วยความพึงพอใจ
ในเวลาเดียวกัน... ณ สำนักเมฆาหยก แห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์โบราณ
อาณาบริเวณกว้างใหญ่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสีขาวบริสุทธิ์ ประตูหน้าสำนักมีรูปปั้นัขาวสองตัวกำลังแผ่อำนาจข่มขวัญผู้คน
ฟุบ!
สายลมสายหนึ่งพัดผ่าน ร่างของชายชุดขาว ‘หลี่หลงเทียน’ ปรากฏขึ้นหน้าประตู เหล่ายามรีบก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม “คารวะท่านประมุข!”
หลี่หลงเทียนพยักหน้ารับ แล้วรีบเร่งเท้าตรงไปยังห้องพักด้านในทันที
แอ๊ด...
ภายในห้อง มีเด็กสาวหน้าตาซีดเซียวสวมชุดขาวนอนอยู่บนเตียง โดยมีชายชราเคราขาวสวมชุดสีเขียวเล็มทองนั่งตรวจอาการอยู่ข้างๆ
“ท่านหมอจาง... หลันอิงเป็อย่างไรบ้างขอรับ?” หลี่หลงเทียนเอ่ยถามด้วยความกังวล
“อาการของคุณหนูยังคงทรงตัว... ท่านไปรวบรวมสมุนไพรมากว่าหนึ่งเดือน ได้มาครบถ้วนหรือไม่?” ชายชรานาม หมอจาง ถามกลับ
หลี่หลงเทียนสะบัดมือเบาๆ นำกล่องไม้หรูหราออกมามอบให้ หมอจางเปิดออกตรวจเช็กสมุนไพรด้านในก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“สมุนไพรครบถ้วนตามที่ข้า้า... ข้าจะเริ่มปรุง ‘โอสถชีพจรผสาน’ ทันที”
หลี่หลงเทียนสีหน้าผ่อนคลายลง ประสานมือคารวะลึกซึ้ง “ขอบพระคุณท่านหมอจางมาก! หากท่านช่วยชีวิตหลันอิงได้ ไม่ว่าต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าหลี่หลงเทียนยินดีตอบแทนด้วยชีวิต!”
“ข้าเอ็นดูแม่หนูน้อยคนนี้ จึงยินดีช่วย” หมอจางยิ้ม ก่อนจะยื่นขวดหยกสองขวดให้ “ข้าต้องใช้เวลาปรุงยา 7 วัน ระหว่างนี้ให้คุณหนูกิน โอสถผสานกาย ในขวดนี้วันละ 2 เม็ด อีกเจ็ดวันข้าจะนำโอสถชีพจรผสานมาส่งให้”
“ขอบพระคุณท่านหมอจาง! ...ผู้พิทักษ์! จงคุ้มกันท่านหมอจางกลับบ้านอย่างปลอดภัย!” หลี่หลงเทียนสั่งการ
“รับทราบท่านประมุข!” เสียงลึกลับตอบรับจากเงามืด ก่อนหมอจางจะเดินจากไป
หลี่หลงเทียนเดินไปข้างเตียง จ้องมองใบหน้าซีดเซียวของลูกสาวด้วยสายตาเปี่ยมรัก “หลันเอ๋อ... พ่อขอโทษด้วยที่ทำให้เ้าต้องทรมานเช่นนี้ แม่ของเ้าก็จากเราไปสองปีแล้ว... พ่อเหลือเ้าเพียงคนเดียว พ่อจะปกป้องเ้าด้วยชีวิต!”
เขาลูบหัวลูกสาวเบาๆ ก่อนจะกำชับสาวใช้หน้าห้อง “เสี่ยวหนิง เฝ้าคุณหนูไว้ให้ดี ให้ยาตรงเวลา ห้ามเกิดเื่ผิดพลาดเด็ดขาด!”
“รับทราบเ้าค่ะท่านประมุข”
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานส่วนตัว... จิตสังหารอันเข้มข้นก็แผ่ออกมาจากร่างของหลี่หลงเทียนทันที!
“มันผู้ใดกัน... ที่รู้ว่าข้าออกมารวบรวมสมุนไพร จนถึงขั้นจ้างวานหอสังหารยุทธ์มาลอบสังหารข้า?! เื่นี้มีเพียงข้ากับท่านหมอจางเท่านั้นที่รู้... มันต้องมีหนูทรยศอยู่ในสำนักแน่ๆ!”
หลี่หลงเทียนขมวดคิ้วแน่น “ช่างเถอะ... ตอนนี้ต้องรักษาหลันเอ๋อให้หายดีก่อน ส่วนเื่คนทรยศ ข้าจะค่อยๆ เช็กบิลทีละคน!”
ในเวลาเดียวกัน... ณ คฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง
เพล้ง!!
เสียงขว้างปาข้าวของดังลั่น พร้อมจิตสังหารอันเย็นเยียบที่ขยายทะลักออกมาทั่วห้อง!
ชายวัยกลางคนใน ชุดสีน้ำเงิน กำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน คำรามลอดฟันด้วยความเคียดแค้น
“บัดซบ! ไอ้พวกหอสังหารยุทธ์มันทำบ้าอะไรกัน?! เหตุใดหลี่หลงเทียนถึงยังรอดชีวิตกลับมาได้! ข้าเสียเงินไปตั้ง สิบล้านตำลึง แต่พวกมันกลับทำงานห่วยแตกเช่นนี้! ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
ชายชุดน้ำเงินแสยะยิ้มเ็า ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เห็นที... ข้าคงต้องไป 'เยี่ยม' หอสังหารยุทธ์ด้วยตัวเองเสียแล้ว!”