วันคืนค่อยๆ เลื่อนผ่าน ต้นไม้เริ่มผลิใบแล้วก็เหี่ยวเฉา จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี เวลาผ่านไปแล้วกว่าสองปี ผังเมืองถูกวางใหม่อย่างเป็นระบบ คูคลองถูกขุดขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ใช้ในการสัญจรและค้าขายทางน้ำ ถนนหนทางถูกขยายปูด้วยศิลาแข็งแรง ยากต่อการชำรุดสึกหรอ จำนวนของผู้มากความสามารถจากที่ต่างๆ ช่วยให้มิเนอร์วาประหยัดเวลาไปได้เยอะมาก ถึงจะมีความรู้ทางทฤษฎีมากมายเพียงใด แต่ก็มีเพียงการปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะเห็นผล การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงจึงง่ายกว่า และเห็นผลชัดเจน ในการสร้างสรรค์พัฒนาบุคลากรภายในอาณาจักร หนังสือเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานถูกเขียนขึ้น และได้คัดลอกออกมาเล่มแล้วเล่มเล่า
หมวดหมู่ความรู้ถูกจัดเรียงอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงชั้น ผู้คนภายในอาณาจักรสามารถเข้ารับการศึกษาได้อย่างอิสระ ไม่มีการปิดกั้นในเรื่องของชนชั้นหรือฐานะอีกต่อไป ขอเพียงจ่ายค่าเล่าเรียนรายปีเท่านั้นผู้ใดก็มาเรียนได้ ซึ่งมีราคาถูกเป็นอย่างมากหากเทียบกับค่าครองชีพ ไม่มีการจำกัดค่าความเป็นมนุษย์ ทุกชีวิตล้วนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันไม่แบ่งแยก การก่อตั้งตระกูลหรือกลุ่มล้วนได้รับการยินยอมจากทุกภาคส่วน ขอเพียงเป็นการรวมตัวอย่างสงบล้วนสามารถทำได้ หลังจากกิจการงานต่างๆ ค่อยๆ ถูกสะสางลงทีละอย่าง และสถานการณ์โดยรวมเริ่มมีความมั่นคงมากพอให้เห็นบ้างแล้ว
มิเนอร์วาจึงอาศัยจังหวะในช่วงที่ผู้คนกำลังปรับตัว เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ในการประกาศแจ้งถึงการมีอยู่ของผู้วิเศษ ที่เคยถูกปกปิดไว้จากประชาชนคนธรรมดา ซัลวาโตเรเองก็ได้ขยายกิจการจากเดิมที่เคยมีอยู่ เดิมทีแล้วมีอยู่หนึ่งแห่งแต่ถูกทำลายจนย่อยยับป่นปี้ภายในเขตตัวเมืองชั้นนอก ในตอนนี้กลับมีมากถึง 3 แห่งภายในเมืองหลวงทั้ง 3 เขตการปกครอง และคาดว่าในอนาคตอาจจะขยายไปทั่วทุกภูมิภาคหากไม่โดนขัดขวาง ภายในลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่สร้างไว้สำหรับทำกิจกรรมทั่วไปของย่านการค้าเขตตัวเมืองชั้นนอก ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวที่กำลังได้รับความนิยมจากเหล่าบุรุษ และสตรีทุกช่วงวัย เขากำลังนั่งเหยียดขาพิงต้นไม้แล้วพูดต่อหน้าคนหมู่มาก และคอยตอบคำถามที่พวกเขาเหล่านี้กำลังค้างคาใจ
"นายน้อยจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ออกมา เป็นความจริงหรือไม่? ที่แทนลายัสไร้ความสามารถละโมบอยากช่วงชิง และสังหารคนของท่านทั้งหมดจนเป็นเหตุให้เกิดอาเพศราชวงศ์ล่มสลาย"
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มักจะมาพบเจอมิเนอร์วาบ่อยครั้งกล่าวขึ้น เมื่อได้ข่าวว่านายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญจะเข้ามาให้ความรู้สอนประชาชน ตัวมันเองรีบตื่นแต่เช้าเตรียมคำถามมามากมายไว้เพื่อถามให้หายสงสัย มิเนอร์วาเองก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วมองกลับไปที่เจ้าหนูขี้สงสัยแล้วกล่าวตอบ
"เจ้าไปอ่านหนังสือที่กลุ่มจันทราทมิฬเขียนขึ้นมาใช้หรือไม่? ลองเอาสองเล่มนี้ไปอ่านสิ"
มิเนอร์วาพลิกมือยื่นหนังสือสองเล่มให้แก่เด็กหนุ่มขี้สงสัย แล้วจึงเอ่ยอธิบายคำถามของอีกฝ่ายอย่างมีนัยแฝงให้คิดตาม
"หากแทนลายัสไร้ความสามารถ พวกเขาคงไม่สามารถก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้หรอก อาเพศใดล้วนไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่พวกเขาได้รับคือการชดใช้ที่เหมาะสมกับสิ่งที่พวกเขาได้ก่อไว้ หากกล้าที่จะช่วงชิงของผู้อื่น ก็ให้ทำใจยอมรับว่าจะถูกผู้อื่นช่วงชิงสิ่งของตนบ้างในสักวัน หากมีจิตคิดทำร้ายชีวิตผู้อื่น ก็ต้องยินยอมพร้อมใจเมื่อถูกผู้อื่นคิดทำร้ายตนเองบ้าง เรียกว่าปลูกสิ่งใดไว้ย่อมได้สิ่งนั้นเป็นการตอบแทน ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ และก็บังเอิญเสียเหลือเกิน… ที่ข้าเป็นผู้ชนะคนนั้น"
ผู้คนที่มาชมฟังล้วนคิดตามไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของคำถามที่กำลังก้มหน้ามองหนังสือทั้งสองเล่มที่กลางปกเขียนเอาไว้ว่า '240ปีที่สาบสูญ' และ 'พุทธพจน์' มิเนอร์วาเอ่ยเสริมเมื่อเห็นเด็กหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยกับชื่อของหนังสือทั้งสองเล่ม
"เล่มแรกเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึก และเก็บซ่อนเอาไว้ของแทนลายัส ส่วนพุทธพจน์คือธรรมอันเป็นคำสั่งสอน เหมาะสำหรับการนำมาปรับใช้ร่วมกับชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าทั้งสองเล่มข้าไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง เพียงแต่นำความเดิมที่มีอยู่แล้วมากระจายสู่สาธารณชนก็เท่านั้น"
"คำสั่งสอนของผู้ใดกันขอรับ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อพุทธพจน์นี้มาก่อนเลย"
สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเจ้าหนูขี้สงสัย มิเนอร์วาค่อนข้างชื่นชอบในความขวนขวายหาความรู้ของเด็กหนุ่ม มิเนอร์วาจึงไม่เกี่ยงอิดออดที่จะอธิบายขยายความต่อ
"นานมาแล้วบนโลกใบนี้เคยมีอารยธรรมหนึ่ง ซึ่งเรียกขานตนเองว่าอารยธรรมแห่งพุทธ มีหลักคำสอนในการใช้ปัญญาพิสูจน์ทราบซึ่งข้อเท็จจริง ชี้ให้เห็นถึงเหตุและผลของสรรพสิ่ง จนเห็นตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งในธรรมชาติ มีความเป็นไปแฝงไว้ด้วยผิดชอบชั่วดี มีความพอดีเดินบนทางสายกลางไม่หย่อนยานจนเกินไป และไม่สุดโต่งจนเคร่งตึงเสี่ยงฉีกขาด ไม่หย่อนยานจนใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะการยึดความไม่ประมาทเป็นที่ตั้ง และให้พึ่งพาตนเองในการดับทุกข์ พูดไปก็ยากจะเข้าใจ ให้ลองอ่านลองปฏิบัติดูแล้วพวกเจ้าจะเข้าใจเอง"
หนังสือตำราหลายสิบเล่มปรากฏข้างกายมิเนอร์วา ราวกับทวยเทพเสกขึ้นบันดาลมา เหล่าผู้คนที่นั่งอยู่รอบๆ ต่างก็ตกตะลึงแววตาเทิดทูนยิ่งฉายจนเด่นชัด ชาวบ้านยากจนอย่างพวกมันเนื่องจากได้รับการพักผ่อนจากการงดเว้นเก็บภาษี จึงพอจะได้หายใจหายคอกับเขาบ้าง ถึงจะมีการกระจายข่าวของผู้วิเศษออกไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคนธรรมดาหลายคนที่ยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเองจริงๆ เมื่อได้เห็นจะตกตะลึงก็คงไม่แปลกมากนัก ชาวบ้านหลายคนพากันก้มหน้าคิดตาม และเอ่ยถามในหลายๆ สิ่งที่สงสัย เกี่ยวกับหนังสือทุกเล่มที่เขียนเอาไว้ว่า 'พุทธพจน์' ที่ได้รับการแจกจ่ายมา
มิเนอร์วาก็ตอบไปตามที่ได้รับสืบทอดมาเช่นกัน จุดประสงค์ของชายหนุ่มนั้นง่ายมาก โลกในยามนี้ไร้ซึ่งพุทธวงศ์ และก็ไม่รู้ว่าจะยังคงมีผู้สืบทอดคนอื่นๆ เหลืออยู่ไหม แต่ที่รู้แน่ๆ คือตอนนี้ภายในลานกว้างตรงนี้ ตนคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน ดวงแก้ววิเศษสามแสงส่องสว่างเพียงสอง ดังนั้นแล้วจึงจำเป็นต้องกระจายแสงออกไปให้มากที่สุด จนกว่าจะพบเจอกับผู้ที่เป็นดวงแก้วแสงที่สามที่สำคัญที่สุด มิเนอร์วาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจเลยว่า ถึงตนเองจะได้รับมรดกจากพระปัจเจกพุทธเจ้ามาโดยตรง แต่ก็เป็นเพียงพลังที่เอาไว้โปรดเหล่าเวไนยสัตว์เมื่อมีความสามารถก็เท่านั้น
ส่วนความแข็งแกร่งอื่นๆ ล้วนถือเป็นกำไรชีวิตที่ได้แถมมา จะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเองกระทำกรรมแบบไหนมา ทางด้านดวงจิต และญาณหยั่งรู้ย่อมไม่ได้กระจ่างสว่างไสว จนสามารถกลายเป็นพุทธวงศ์ที่ 26 ได้อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นมิเนอร์วาก็ถือว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมนี้เช่นกัน การทำนุบำรุงสืบต่อพุทธพจน์ให้กระจายออกเป็นวงกว้าง จนกว่าจะพบเจอพุทธวงศ์องค์ต่อไปนั้นย่อมช่วยเท่าที่ช่วยได้ ส่วนจะเจอหรือไม่… ท่านจะปรากฏในช่วงชีวิตนี้จริงหรือเปล่า… มิเนอร์วาย่อมไม่เก็บสิ่งที่เป็นอจินไตยเช่นนั้นมาคิดให้เสียประสาท
ขอเพียงทำให้ดีที่สุดด้วยกาย วาจา จิต เท่านั้นก็พอแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาแบบไหนล้วนไม่ได้สำคัญ จะเรียกว่าชายหนุ่มรู้สึกติดค้างเป็นหนี้ชีวิต คิดอยากกตัญญูเพื่อตอบแทนเมตตาก็ไม่ผิดนัก หลังจากนั้นเมื่อมีเวลาว่างจึงมักจะปรากฏตัวที่ลานกว้าง ที่ใช้สำหรับทำกิจกรรมผ่อนคลายในย่านการค้าทั้งสามแห่งของตระกูลซัลวาโตเร และเริ่มเผยแพร่พุทธพจน์ออกไปเป็นวงกว้าง เมื่อคนรู้จักผิดชอบชั่วดีมากขึ้น สังคมย่อมเต็มไปด้วยความสงบสุข สิ่งนี้เองก็ถือเป็นกำไรอีกอย่างที่ได้แถมมาในการควบคุมคนหมู่มาก
ร่างกฎหมายต่างๆ ของอาณาจักรกำลังถูกแก้ไขและเรียบเรียง ผู้มากความสามารถที่ถูกว่าจ้างมาล้วนทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม เวลาเพียงสามปีพวกมันก็ร่างกฎหมายฉบับแรกออกมาได้สำเร็จ กฎแต่ละข้อล้วนอธิบายถึงเหตุผลความเป็นมา รวมไปถึงข้อดีข้อเสียและหลักเกณฑ์การตัดสินที่แน่ชัด เมื่อถึงคราวนำเสนอในที่ประชุม ผู้คนระดับสูงที่อยู่ในทีมบริหารรวมไปถึงตัวมิเนอร์วาเองก็ล้วนแต่เห็นด้วย และปัดตกแก้ไขในบางข้อให้ครอบคลุมสามารถดูแลพลเมืองได้อย่างแท้จริง ไม่เอารัดเอาเปรียบจนเกินพอดี
หนังสือกฎหมายของอาณาจักรซัลวาโตเรเล่มแรก ซึ่งถูกคัดสรรมาอย่างดีแล้วจึงถูกจัดทำขึ้นหลายเล่ม และถูกบรรจุอยู่ในสาขาวิชาแขนงหนึ่ง ที่เปิดให้ร่ำเรียนภายในโรงเรียนหรือสถาบันระดับกลางไปจนถึงระดับสูง การศึกษากำลังถูกกระจายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนและสถาบันหลายแห่งถูกสร้างขึ้นมา โดยมีผู้สอนเป็นผู้มากความสามารถที่ว่าจ้างมาจากหลากหลายแห่ง
ดังนั้นความรู้จากหลากหลายแขนงวิชา จึงมีให้ผู้ที่อยากร่ำเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบแตกต่างกันไป มิเนอร์วาในตอนนี้กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ภายในสวนของวิหารซึ่งบูชาสุริยเทพฟีบัส มองดูพวกเด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อยซึ่งกำลังวิ่งแย่งขนมกันชุลมุนวุ่นวายอย่างมีความสุข
"เวลาท่านยิ้มแล้วดูดีกว่าตอนปั้นหน้านิ่งไร้อารมณ์นะ เหตุใดจึงไม่ลองยิ้มบ่อยๆ กันเล่า"
เสียงของสตรีที่นั่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกล นางพูดขึ้นหมายจะหยอกล้อเงาร่างที่ถูกเงาต้นไม้ใหญ่ปกคลุม พยายามยิ้มแย้มหวังให้ชายหนุ่มผู้เป็นที่รักมีความสุข ชายหนุ่มถอนหายใจพูดเสียงเบาตอบกลับอย่างปลงตก
"หากเด็กพวกนี้ได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ อาณาจักรแห่งนี้จะเจริญและพัฒนามากขึ้นกว่านี้เป็นเท่าทวีอย่างแน่นอน ข้ายิ้มเพราะมีความสุข และต่อให้ไม่ยิ้ม ข้าก็มีความสุขเสมอที่ได้ช่วยเหลือพวกเขาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม"
"เช่นนั้นแล้วทำไมถึงได้มอบหมายให้ข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กกันเล่า… คนบ้า!"
มิเนอร์วาเองก็คิ้วกระตุกเช่นกัน เพราะในตอนนี้เหล่าเด็กๆ ต่างก็วิ่งซนสนุกกันใหญ่ วนไปวนมาวิ่งอยู่รอบๆ ต้นไม้ที่ชายหนุ่มนั่งพิงอยู่ บ้างก็เข้ามากอดแข้งกอดขา บ้างก็กลิ้งไปมา ดูแล้วช่างน่าปวดหัว และเมื่อได้รับการทักท้วงจากสตรีที่พามาด้วย จึงรีบกระแอมไอเสียงเบารักษาท่าที
"เด็กๆ รู้หรือไม่… หากที่ไหนส่งเสียงดังโวยวายไม่เรียบร้อย ในตอนกลางค่ำกลางคืนมักจะมีวิญญาณปรากฏขึ้นมา และบางทีพวกเขาก็อาจจะแวะมาหาผู้ที่ทำเสียงรบกวน"
เหล่าเด็กน้อยที่สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบน่าขนลุกต่างก็พากันหยุดวิ่งซน และลดเสียงลงอย่างขลาดกลัว น้ำเสียงรวมไปถึงท่าทางของพี่ชายใจดีเมื่อสักครู่ ได้กลับกลายเป็นน่ากลัวขึ้นมาในพริบตา เมื่อมีคนกลัวย่อมมีคนกล้า เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้กำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดจ่อ ช่างแตกต่างจากเด็กในวัยเดียวอย่างกันอย่างสิ้นเชิง จู่ๆ เขาก็ปิดหนังสือลงทำลายความเงียบ และเอ่ยปลอบเด็กคนอื่นที่สั่นกลัว
"แต่ตอนนี้มันเป็นเวลากลางวัน พวกเจ้าจะกลัวสิ่งใดกัน ข้าชอบความวุ่นวายเล่นกันต่อได้แล้ว"
กล่าวจบเด็กหนุ่มผู้นี้ก็เปิดหนังสืออ่านต่อไม่แยแสผู้อื่น มิเนอร์วาเลิกคิ้วขึ้นแล้วหรี่ตามอง รู้สึกราวกับตนเองถูกเด็กเมินรับไม่ค่อยได้ จึงให้วิญญาณดวงหนึ่งแอบไปนั่งอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มผู้หยิ่งผยองคนนี้ และพูดขึ้นเพื่อดึงดูดสายตาของทุกคนให้มองกลับมา
"เด็กน้อยเจ้าเข้าใจผิดแล้ว แม้แต่ในตอนกลางวัน สถานที่บางแห่งก็มักจะมีเจ้าของที่มองไม่เห็นเฝ้าอยู่ หากยังโหวกเหวกโวยวายเล่นซนจนเขารำคาญ ระวังเขาจะตักเตือนเจ้าเอานะ"
ท่ามกลางสายตาจากเด็กทุกคนที่มองกลับมา แม้แต่เหล่านักบวชที่อยู่ไม่ไกลเองก็ยังรู้สึกหวิวๆ ที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ จู่ๆ เสียงร้องตกใจของเด็กหนุ่มซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ทางด้านหลังก็ดังขึ้น ดึงดูดสายตาทุกคนให้มองกลับไปอีกครั้ง แววตางุนงงสงสัยปรากฏขึ้นกับทุกผู้คนที่ได้มองเห็น
เด็กหนุ่มที่ใบหน้าขาวซีด มองตาค้างไปยังปลายกิ่งไม้ด้านบนที่ยื่นกางให้ร่มเงา เสียงสายลมอ่อนๆ ที่พัดให้ใบไม้ให้สั่นไหวเมื่อสักครู่นี้ ทำให้สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองลงมาจากที่สูง เด็กน้อยผู้น่าสงสารจึงมองกลับขึ้นไปประสานสายตาเข้ากับเงาร่างหนึ่ง ที่ร่างกายโชกเลือดเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ เงาร่างนี้กำลังยกนิ้วชี้มาจ่อที่ปาก เป็นสัญญาณว่าให้เงียบเสียงอย่าส่งเสียงดัง
ด้วยความหวาดกลัวเด็กหนุ่มจึงเผลอตัวส่งเสียงร้องเพราะตกใจกับสภาพของอีกฝ่าย ร่างเงานี้อยู่ๆ ก็หายไปทันทีที่เสียงร้องได้ดังขึ้น หลังจากรวบรวมสติได้ด้วยความตื่นกลัวจึงพยายามรักษาท่าทีให้ดูเป็นปกติ เลือกที่จะเงียบทั้งๆ ที่หวาดผวา และหันหน้ามองไปทางมิเนอร์วาซึ่งกำลังอมยิ้มมองกลับไป ไม่รู้เหลืออดหรืออย่างไร ร่างกายของสตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงได้ยกมือตีแขนชายหนุ่มเบาๆ
"ศิษย์พี่! ทำไมท่านถึงแกล้งเด็กกันเล่า อายุก็ปูนนี้แล้ว"
อลิซทนไม่ไหวลุกขึ้นไปปลอบเด็กหนุ่มที่ถูกกลั่นแกล้งด้วยความสงสาร เมื่อได้รับการปกป้องน้ำตาที่กลั้นไว้จึงปริ่มๆ จะร้องไห้ออกมา มิเนอร์วาเหล่ตามองแล้วตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ
"หากให้พูดตามความเป็นจริงแล้ว… ข้าอายุน้อยกว่าท่านตั้งหลายปี เหตุใดจึงพูดให้ตัวเองดูอายุเยอะด้วยเล่า…"
อลิซเม้มกัดปากเจ็บใจ รู้สึกหมั่นไส้ให้กับใบหน้าที่ตายด้านซึ่งพูดเสียดแทงตนเองเรื่องอายุ
"หญิงสาวเช่นข้าจะอายุเยอะได้อย่างไร! ท่านไม่รู้หรืออย่างไรกัน ว่าห้ามพูดเรื่องอายุกับอิสตรี หึ!"
อลิซพองแก้มรู้สึกเคืองกับคำพูดของอีกฝ่ายจึงแค่นเสียงยาว ในใจก็คิดไปถึงเกรเซียที่เคยทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ กลีบใบของไม้งามเหี่ยวเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ยามนี้เมื่อไม่รู้จะทะเลาะเอากับใคร อลิซจึงเลือกเอาอารมณ์มาลงที่ชายหนุ่มแทน ถึงจะเป็นรักข้างเดียว แต่นางก็มีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ได้ทำตามสิ่งที่หัวใจตัวเองนั้นเรียกร้อง แม้จะต้องตบมือข้างเดียว แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่ไม่ได้ทำผิดต่อความรู้สึกที่ตนเองมี
"นายน้อย!"
ช่วงเวลาที่สงบสุขมากเกินไปมักจะทำให้ผู้คนเกิดความประมาท เป็นดั่งเรือลำน้อยลอยบนทะเลเรียบ เทียบประมาณเกลียวคลื่นได้แค่ผิวน้ำ โดยที่ทุกคนไม่ทันได้รู้ตัว ก็มักจะมีคลื่นคลั่งประเดประดังจากใต้น้ำ โผล่มาปะทะอย่างกะทันหัน เสียงตะโกนเรียกหามิเนอร์วาดังมาจากที่ไกล แม้แต่อลิซที่กำลังพองแก้มยังต้องรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง มิเนอร์วาหันหน้าไปมองทางต้นเสียง ก็เห็นชายคนหนึ่งวิ่งแตกตื่นเข้ามาหาด้วยอาการหอบหายใจถี่รัว
"นายน้อย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ รีบไปที่กำแพงวังด่วนขอรับ! มีกองกำลังไม่ทราบที่มาปรากฏตัวขึ้นที่กำแพงวัง พวกมันแอบลอบเข้ามาชิงตัวพวกกุสตาฟและพรรคพวกไปแล้วขอรับ!"
มิเนอร์วาขมวดคิ้วไม่ได้รีบร้อน ภายในจิตใจกำลังประเมินสถานการณ์ด้วยเหตุและผล คาดเดาถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน แต่ด้วยเบาะแสนั้นน้อยเกินไป ต่อให้พยายามคิดให้ตายยังไงก็ไม่อาจเชื่อมโยงต้นสายปลายเหตุได้ ดังนั้นจึงพยักหน้าให้ชายผู้นี้หนึ่งที แล้วจับมือของอลิซที่อยู่ไม่ไกลมากุมไว้ ก่อนที่ทั้งคู่จะหายไปจากจุดเดิมที่เคยยืนอยู่
ผ่านไปไม่นาน ทั้งคู่ก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างเวอร์โนที่มาถึงที่เกิดเหตุอยู่ก่อนแล้ว และถามไถ่ถึงสถานการณ์โดยรวมเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสืบหาคนร้าย เปลของจูดาสที่เคยขึงร่างจองจำคนทั้งสามเอาไว้ยังคงปกติดี แต่ร่างของทั้งสามคนที่เคยถูกจองจำไว้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้ที่เห็นเหตุการณ์นี้ได้เล่าให้เวอร์โนฟังว่า มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาหลายสิบคน พวกมันลงมือเงียบเชียบว่องไว เพียงไม่นานทหารคุ้มกันนับสิบนายก็ไม่อาจต้านทานยื้อไว้ได้นาน พ่ายแพ้บาดเจ็บจนหมดสติ รู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกทีนักโทษทั้งสามก็ถูกชิงตัวไปแล้ว