
....ฝนตกหนัก กลิ่นดินเปียกชื้นปะปนกลิ่นเลือดที่ยังไม่ทันเลือนหาย ท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นมัวไร้แสงอาทิตย์ เหมือนฟ้าก็ร่วมเศร้าไปกับโชคชะตาอันโหดร้าย
หลินเซียน คุกเข่าลงต่อหน้าป้ายไม้เล็กๆ ที่เขาสลักชื่อ “หลันหลิน” ด้วยมืออันสั่นไหว ปลายนิ้วแตะลงบนตัวอักษรทีละขีด น้ำตาเอ่อคลอแล้วร่วงหล่นไม่หยุด
“ข้าฝึกวิชามาหลายปีเพื่อจะปกป้องคนที่ข้ารัก แต่เหตุใดเมื่อถึงเวลาจริง…ข้ากลับไร้พลังจะปกป้องแม้เด็กเล็กๆเช่นเจ้า”
เสียงเขาสั่นเครือ ราวกับทุกถ้อยคำคือคมกระบี่ที่ย้อนฟันหัวใจตัวเอง
รอบหลุมศพยังมีดอกไม้ป่าเล็กๆ ที่เขาเด็ดมาจัดวาง แต่แทนที่จะงดงาม มันกลับดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก เพราะผู้ที่จะได้ชื่นชมความงามนั้นมิอาจลืมตาขึ้นมามองได้อีกแล้ว
หลินเซียนก้มหน้าลงจนหน้าผากแนบพื้นดิน เย็นเฉียบชื้นแฉะ เขาร้องไห้สะอื้นจนเสียงแทบไม่ออก
“ทำไมไม่เป็นข้าแทน…ทำไมสวรรค์ถึงโหดร้ายเช่นนี้…”
ในดวงตาของเขา ภาพของหลันหลินยังคงชัดเจน
รอยยิ้มสดใส เสียงหัวเราะที่เคยดังก้องในหมู่บ้าน
ภาพเด็กหญิงวิ่งตามเขาไปตามทุ่งหญ้า
ภาพมือเล็ก ๆ ที่เคยยื่นข้าวปั้นให้เวลาที่เขาหิว
ตอนนี้ ทุกภาพกลายเป็นเพียงเศษเงาในความทรงจำที่กรีดลึกลงในหัวใจของเขา
ลมพัดมาเบาๆ พัดเส้นผมหลินเซียนปลิว แต่เขารู้สึกเหมือนเป็นลมหายใจสุดท้ายของหลันหลินที่กำลังลูบหน้าของเขา น้ำตาของเขายิ่งไหลพรากไม่หยุด
“เจ้ารู้หรือไม่…หลันหลิน” เสียงเขาแตกพร่า
“หากข้าต้องแลกวิชาทั้งชีวิต แลกพลัง แลกแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง เพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่ต่อ…ข้าก็ยินดี ข้ายินดีจริงๆ…”
มือของหลินเซียนกำดินไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไป แต่ความจริงก็ยังโหดร้าย ดินนั้นเย็นเฉียบ เงียบงัน ไม่มีคำตอบใดๆ ส่งกลับมา มีเพียงเสียงหัวใจของเขาเองที่แตกสลาย
เขาโงนเงน ลุกขึ้นแล้วทรุดลงอีกครั้ง เหมือนร่างกายจะไม่รับฟังคำสั่ง น้ำตาไหลรินปะปนกับโคลนจนเปื้อนใบหน้า แต่เขาไม่สนใจอีกแล้ว
ความสิ้นหวังหนักอึ้งบดบังหัวใจ จนแม้แต่ปราณที่เคยสงบในร่างกายก็ปั่นป่วนราวคลื่นทะเลคลั่ง บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือกจนต้นไม้รอบๆ สะท้านไหว
ในห้วงเวลาแห่งความโศกศัลย์ที่สุดนั้นเอง พลังปราณน้ำในตัวเขาไม่สเถียรอีกต่อไป
ปฐพีเบื้องล่างเริ่มสั่นสะเทือน ละอองปราณประหลาดสีเหลืองหม่นคละเคล้าดำค่อยๆ ซึมออกมาจากรอยแตกเล็กๆ บนพื้นดิน…
ใต้ดินบริเวณหลุมศพสั่นสะเทือนเบาๆ กลิ่นอายเย็นเยียบไม่ใช่ลมฤดูหนาว แต่เป็นความหนาวแห่งความตาย
ควันละอองน้ำสีเหลืองอมดำเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาจากรอยแตกเล็กๆ บนผืนดิน
ละอองนั้นรวมตัวกันทีละน้อย คล้ายสายน้ำหม่นที่ไหลย้อนจากนรกภูมิ แสงวูบวาบหม่นมืดห่อหุ้มกายหลินเซียนราวกับกำลังทดสอบหัวใจ
มันควบแน่นเข้ากับปราณวารีของหลินเซียน
แล้วละอองน้ำสีเหลืองนั้นไหลรวมเข้าด้วยกันทีละหยดทีละสาย กลายเป็น เคียวขนาดมหึมา ด้ามยาวพาดพื้น ใบเคียวโค้งแวววาวส่องประกายดำคล้ายแสงแห่งสุสาน มีลวดลายยันต์โบราณวนรอบเหมือนสายน้ำหมุน
พลังปราณนั้นกดทับจนดินรอบๆ แตกร้าว วิญญาณแห่งความตายแผ่กระจาย ลมพัดแรง เสียงร้องไห้จากหลุมศพเหมือนถูกร้อยเรียงเข้ากับเสียงเคียว
หลินเซียนยื่นมือออกไป นิ้วสั่นไหว สุดท้ายเขากำด้ามนั้นไว้แน่น
เมื่อเขาสัมผัสเคียว ความเย็นเฉียบที่หนาวเหน็บก็สะท้านเข้าไปถึงข้างในกาย
ในหัวเขาเห็นภาพนับไม่ถ้วนของวิญญาณที่ถูกส่งผ่านเส้นทางหวงเฉวีย เห็นดวงวิญญาณเด็กหญิงหลันหลินที่ยิ้มอ่อนๆ ให้เขา ก่อนจะหันหลังเดินลับหายไปบนสะพานหนีเหอ…
พลังของเคียวสูบพลังปราณของหลินเซียนอย่างรวดเร็ว ดีว่าหลินเซียนยังเหลือเก็บพลังปราณที่สะสมไว้อีกครึ่งหนึ่ง(4-5 เดือน)ไว้ในแหวนฯ เขาจึงปล่อยพลังจากแหวนให้เคียวสูบกินพลังปราณแทน
"นี่มันคือเคียวอะไรกันนี่?"
"สีเหลือง ความตาย ใต้พิภพ .....หรือนี่คือน้ำแห่งยมโลก(หวงเฉวีย)?"
หลินเซียนลองฟาดเคียวไปข้างหน้า 1 ครั้ง พลันต้นไม้ดอกไม้และหญ้าเบื้องหน้าเหี่ยวตายทันที
"เคียวยมโลก เจ้ามาเพื่อปลอบใจข้าอย่างนั้นหรือ?" หลินเซียนยังคงกำเคียวแน่น และมองไปทางหลุมศพชาวบ้านมากมาย
ก่อนที่เขาจะนั่งลงรวบรวมสมาธิเพื่อควบคุมพลังเคียวให้กลับกลายเป็นเพียงหยดน้ำสีเหลืองอมดำ 1 หยด แล้วเก็บใส่ไว้ในแหวนธาราสวรรค์
"พลังปราณน้ำยมโลกนี้แม้จะทรงพลัง แต่มันสูบปราณข้าอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ข้าไม่ควรใช้มัน"
เขามองไปทางหลุมศพหลันหลินและชาวบ้านอีกครั้ง ก่อนที่จะกล่าวว่า
"ข้าสาบานข้าจะชำระแค้นให้พวกท่าน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน แค้นนี้ต้องได้ชำระ!"