หลังจากที่แสงได้คุยกับฮัน เขาได้ข้อมูลของคนที่ชื่อ "ผา" ซึ่งมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็สาเหตุของคดีฆาตกรรมครอบครัวน้องชายของเขา ในวันนั้นตะวันผู้เป็น้องชาย น้ำน้องสะใภ้ และฝนลูกสาวของทั้งคู่ (พี่สาวของหมอก) ต้องเสียชีวิตและถูกปกปิดเปลี่ยนแปลงข้อมูลคดี บ้านที่เป็สถานที่เกิดเหตุถูกเผา นอกจากศพทั้งสามคนแล้ว ก็มีศพของผู้ก่อเหตุอีก 3 คน แต่เพราะถูกไฟเผาในตอนนั้นเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็ศพของใคร
แต่จากข้อมูลที่ได้จากฮันทำให้รู้ว่าในเหตุการณ์นั้นมีผู้ก่อเหตุที่หนีรอดไปได้ 1 คน ปืนในที่เกิดเหตุ นอกจากปืนของตะวันแล้วก็มีปืนอีก 4 กระบอกที่ทิ้งไว้ที่เกิดเหตุ ทำไมถึงใจเย็นเผาบ้านแต่กลับรีบหนีจนทิ้งปืนไว้นะ?
แสงได้แต่นั่งเรียบเรียงความคิดในหัว ส่วนคนที่คอยช่วยปกปิดข้อมูลของครอบครัวที่ถูกรถชนก็คงเป็ฮันนี่แหละ เพราะเขาไม่อยากให้สืบสาเหตุคดีรถชนไปมากกว่านี้ ถ้าสืบต่อไปสามีคุณหลี่คนที่ถูกรถชนตายอาจมีเบาะแสไปถึงตัวเขา ปัญหาในตอนนี้คือเขาไม่รู้จะหาตัวผาได้ด้วยวิธีไหน ถ้าให้โชคหาข้อมูลจากกรมตำรวจจะไว้ใจได้ไหมนะ? แม้ว่าครั้งนี้โชคจะช่วยเขาได้มากแต่แสงก็ไม่ได้มั่นใจในตัวของโชคขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักโชคดี แต่เป็เพราะโชคนั้นมีทั้งภรรยาและลูก เขาถูกบีบคั้นได้ง่ายด้วยเงื่อนไขของชีวิต ถ้าให้เขาช่วยไปมากกว่านี้อาจพาเื่แย่ๆ ไปหาครอบครัวของโชคได้
"มีอะไรเหรอแสง" ชาติถามพร้อมกับข้าวกล่องที่อยู่ในมือ
"เปล่า แค่กำลังคิดเื่คนที่ชื่อผา" แสงพูดก่อนที่เขาจะหยิบเอาข้าวกล่องมาจากชาติกล่องหนึ่ง
"อะไร เื่แบบนี้มันเป็หน้าที่ฉันไม่ใช่รึไง" ชาติพูดอย่างภูมิใจก่อนจะตักข้าวเข้าปาก
"นายมั่นใจรึไงว่าจะหาเจอ ทั้งที่ ผบก. ยังหาไม่เจอ" แสงถามกลับ
"ก็... อาจต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าปกติสักหน่อย" ชาติพูดพร้อมกับยิ้มแหยๆ
"เอาเถอะ ฉันก็ไม่ได้มีวิธีอะไรที่ดีไปมากกว่านั้นนักหรอก" แสงตอบพร้อมกับเปิดข้าวกล่องดูด้านใน
"เห็นไหมล่ะ สุดท้ายนายก็ต้องพึ่งฉันอยู่ดี" ชาติพูดอย่างได้ใจ
"ว่าแต่ไม่มีข้าวกะเพราขายรึไง" แสงถามหลังจากที่เห็นว่าด้านในเป็ข้าวผัด
"พอเถอะนะ กินจนกะเพราจะงอกจากตัวแล้ว" ชาติพูดอย่างเหนื่อยใจ
"นายช่วยหาข้อมูลของคนที่ชื่อผามาก่อนแล้วกัน ส่วนเื่หาตัวค่อยให้ทไวซ์ช่วยด้วยอีกแรง" แสงพูด
"อา... ถ้านายเจอตัวเขาแล้ว นายจะทำอะไรกับเขา" ชาติถาม เพราะเื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเพื่อนเขามันเลวร้ายมาก
"เื่นั้นฉันยังไม่รู้ บางทีอาจทำเื่โง่ๆ ก็ได้ เฮ้อ นายไม่น่าถามมาเลย" แสงวางข้าวกล่องก่อนสูบบุหรี่เพื่อคลายความเครียด
ร้านของทไวซ์ (กาลาปากอส)
"ทำอะไรอยู่น่ะทไวซ์" หมอกที่กำลังเดินเข้าร้านมาถามทไวซ์ที่กำลังทำอะไรบางอย่างกับโถแก้ว
"ฉันว่าจะลองทำเหล้าดองลิ้นจี่นะ" ทไวซ์ตอบ
"ร้านพี่ก็มีเหล้าลำไยกับเหล้าสับปะรดอยู่แล้วนี่" หมอกถาม
"พูดอะไรของนาย เราต้องทำไว้ตามฤดูกาลผลไม้ด้วยสิ ถ้าเราซื้อผลไม้ตามฤดูกาลต้นทุนมันก็จะถูกด้วย ถึงตอนนี้ยังอยู่แค่่ทดลองก็เถอะ แล้วลุงล่ะติดต่อมาบ้างไหม" ทไวซ์ตอบกลับ
"ลุงติดต่อมาแล้ว เห็นว่าได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว เดี๋ยวคงกลับมาในอีกไม่กี่วัน ลุงบอกว่าอาจมีงานให้พี่ช่วยด้วยเหมือนกัน" หมอกพูด
"ให้ตายสิ มีงานมาให้อีกแล้ว เื่ก่อนฉันยังไม่รู้เลยว่าจะหาข้อมูลมาจากไหน" ทไวซ์บ่น
"อ๋องานนั้น ลุงบอกว่าเขารู้แล้วว่าใครเป็คนคอยช่วยปกปิดคดีรถชน บอกให้พี่หยุดหาข่าวได้เลย" หมอกพูด
"ห๊ะ... เออ แบบนั้นก็ดี ฉันกำลังจนปัญญากับมันพอดี" ทไวซ์พูดพร้อมกับหันกลับไปเตรียมดองเหล้าต่อ
"เื่ที่ลุงให้สืบมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ" หมอกถาม
"ก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก แต่เพราะฉันเรียกคนมาทำลายแก๊งขายยาเลยทำให้การหาข่าวต้องหยุดไป แถมสายข่าวของฉันบางคนก็ต้องเปิดเผยตัวตนเลยกลับไปสืบเื่เดิมไม่ได้ มันก็วุ่นวายนิดหน่อยเลยทำให้เื่ที่ลุงให้สืบช้าตามไปด้วย" ทไวซ์พูดไปพร้อมกับเขียนป้ายรายละเอียดการดองเหล้า
"...ทำไมพี่ถึงใช้ปืนนั้นเหรอ" หมอกถาม
"หมายถึง Type 94 Nambu นะเหรอ" ทไวซ์ถามกลับ
"ใช่ ปืนที่ะุลั่นได้แบบนั้นมันไม่อันตรายเหรอ"
"อันตรายสิ ฉันถึงแยกซองะุกับปืนไว้คนละกระเป๋าไง"
"แล้วทำไมถึงยังใช้ปืนนั้นอยู่ล่ะ"
"สมัยฉันเป็เด็ก มีคนญี่ปุ่นคนหนึ่งหลังาเขาอยู่ที่ประเทศเรา ฉันไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้กลับไปประเทศของเขา ปืนนี้เป็ของต่างหน้าเขานะ" ทไวซ์ตอบ
"เขายังมีชีวิตอยู่ไหม"
"ไม่อยู่แล้ว เขาตายั้แ่ตอนฉันยังเด็กแล้ว" ทไวซ์ตอบ
"แล้วทำไมถึงเกลียดพวกขายยาเสพติดขนาดนั้นล่ะ"
"เื่นั้นฉันจำไม่ได้แล้วว่าทำไม" ทไวซ์พูดจบเขาก็ดองเหล้าเสร็จพอดี เขาเดินเอาโถเหล้าไปเก็บ ปล่อยให้หมอกนั่งอยู่กับความสงสัย
"อ้าว วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ" สาที่เดินออกมาจากหลังร้าน เพิ่งสังเกตเห็นหมอก
"วันนี้วันหยุดชดเชยครับ ว่าแต่พอมีคนว่างไหมผมอยากได้คู่ซ้อม" หมอกตอบกลับ
ตึกเก่าของแสง
"ไม่ใช่ว่าได้ไปฝึกที่ MMA Fight Club แล้วเหรอ" สาพูด
"ก็ฝึกไปฝึกมาแล้วครับ แค่รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ขาดไปหลังจากที่เห็นพี่สู้กับราม" หมอกพูด
"แล้วให้พวกผมเป็คู่ซ้อมจะดีเหรอครับ" นกฮูกพูด พร้อมกับเ้าหมีที่ยืนอยู่ข้างกัน
"ดีแล้ว พวกนาย่นี้ก็ว่างๆ ไม่ใช่เหรอ" สาพูด
"แต่ว่า ไม่ใช่ว่ามันเร็วไปเหรอครับ" เ้าหมีพูด
"ไม่เป็ไรครับ ลุยเต็มที่ได้เลยครับ" หมอกพูดพร้อมกับวอร์มร่างกายไปด้วย
เ้าหมีเดินออกไปก่อน หมอกเตรียมท่าพร้อม ทันทีที่สาให้สัญญาณ หมอกพุ่งตัวเข้าไปชกหมัดแย็บซ้ายเพื่อกะระยะ่หมัด แต่หมัดยังไม่ทันจะถึงตัว หมีกลับไม่ป้องกันหรือหลบ เขาชกหมัดขวาสวนออกมา หมอกรีบดึงหมัดกลับมาป้องกัน หมัดของหมีชกเข้าการ์ดของหมอกจนการ์ดกระเด็น ตัวของหมอกก็กระเด็นถอยหลังไปตามแรงหมัด หมีพุ่งตัวตามเข้าไปหาหมอกอย่างกระชั้นชิด หมอกไม่ทิ้งระยะเขาเข้าไปคลุกวงใน หมอกหลบหมัดขวาออกทางด้านข้าง เขาชกเข้าสีข้างของหมี หมีกัดฟันใช้แขนซ้ายโคลทส์ไลน์ (Clothesline) ใส่หมอกจนหงายหลังล้มลงกับพื้น หมอกกลิ้งตัวออกมาตั้งหลัก เขารีบลุกขึ้นยืนแต่หมีเข้ามากอดรัดหมอกจากด้านหลัง หมอกพยายามจะดิ้นให้หลุด แต่อีกฝ่ายยิ่งรัดแรงขึ้น หมอกได้แต่ต้องะโ "ยอมแล้วๆ"
สายิ้มก่อนจะบอกให้หมีปล่อยตัวหมอก "พอได้นะสำหรับมือใหม่" สาพูดแบบยิ้มๆ
"..." หมอกได้แต่นอนเหนื่อยอยู่กับพื้น
"ทำไมนายไม่เตะเลยล่ะ" สาถาม
หมอกงง "มันสำคัญด้วยเหรอครับ"
"เขาสูงกว่านายเกือบ 10 เิเ หมายความว่าเขามี่หมัดที่ยาวกว่านาย การใช้ท่าเตะมันช่วยเื่นั้นได้" สาพูด
"ไม่ใช่ว่าถ้าเตะแบบมวยไทยมันใช้ไม่ค่อยได้ผลเหรอครับ เพราะจะโดนอีกฝ่ายจับล็อกได้" หมอกค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
"อาจจะใช่สำหรับนักกีฬา MMA แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็ศิลปะการต่อสู้แบบ MMA การต่อสู้ข้างถนนส่วนใหญ่มักใช้ข้อได้เปรียบในการกดดันอีกฝ่ายมากกว่า อย่างเ้าหมีเขาสูงกว่านายเกือบ 10 เซนฯ ทำให้่หมัดเขายาวกว่า และด้วยร่างกายที่ใหญ่กว่านายมากทำให้เขาสามารถเลือกไม่สนการโจมตีของนายแต่สวนกลับได้เลย" สาอธิบาย
"ถ้าผมใช้ขาก็สามารถเลือกได้ว่าผมจะสู้แบบทิ้งระยะหรือเข้าคลุกวงในได้ถ้าจำเป็" หมอกคิดตามที่สาบอก
"ถูกต้อง เหตุผลที่นักกีฬาต่อสู้มักสู้นักกีฬา MMA ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งไม่พอ แต่เป็เพราะนักกีฬา MMA มีตัวเลือกมากกว่าในการต่อสู้" สาพูด
"ใช่แล้ว นายและฉันส่วนสูงไม่ต่างกันมาก เรารูปร่างเล็กการคลุกวงในเมื่อจำเป็มันก็ดีแต่มันก็เสี่ยงโดนจับเหมือนที่นายโดนด้วย" เ้านกฮูกพูด
"แล้วเป็พี่จะทำยังไง" หมอกถามไปทางเ้านกฮูก
"ถ้าเป็ฉันก็คงพยายามสู้แบบรักษาระยะ โจมตีใส่ขาหรือข้อพับเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ ถ้าโดนจับล็อกก็ทำทุกอย่างถ้าจำเป็ โขกหัว เตะไข่ก็ได้ถ้าทำให้หลุดได้" นกฮูกพูด
"..." หมอกไม่รู้ว่าควรตอบว่าอะไร
"ฮะ ฮะ ฮ่า มันไม่เท่ใช่ไหมล่ะ แต่จำไว้ให้ดี คนที่รอดเท่กว่าเสมอ" นกฮูกพูด
"ที่นกฮูกพูดถูกแล้ว การสู้ในชีวิตจริงมันไม่มีกติกา ขอแค่เอาตัวรอดได้เท่านั้นแหละที่สำคัญ" สาพูด
หมอกพยักหน้ารับ
"เอาล่ะ นายต้องฝึกจนกว่าจะสามารถเอาศิลปะป้องกันตัวมาใช้สู้จริงให้ได้ ต่อไปสู้กับเ้านกฮูกแล้วกัน" สาพูด
"ครับ" หมอกตอบรับ
คราวนี้หมอกกับนกฮูกเตรียมตัว สาให้สัญญาณ หมอกพุ่งตัวเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่โดนกดดันจากขนาดตัวของอีกฝ่าย แต่เ้านกฮูกเร็วกว่าที่เขาคิดไว้มาก หมอกชกอีกฝ่ายไม่โดนเลยสักหมัด "นายต้องพยายามกว่านี้นะ" เ้านกฮูกพูด หมอกยิ่งบุกหนักเขาพยายามคว้าจับอีกฝ่ายแต่ไม่ได้ผล เ้านกฮูกเตะเกี่ยวข้อเท้าหมอกจนล้ม "คราวนี่นายต้องระวังขานะ" เ้านกฮูกยังพูดไม่หยุด
หมอกเปลี่ยนไปสู้แบบมวยไทย หมอกเตะสูงแต่อีกฝ่ายย่อตัวแล้วพุ่งตัวมาดันขาของหมอกจนหมอกเสียหลักล้มลง "บอกแล้วให้ระวังที่ขา" เ้านกฮูกยิ้ม หมอกลุกขึ้นเขาพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายหมายจะรับทุกการโจมตีเพื่อให้ได้โอกาสจับทุ่ม หรือจับล็อกแบบยิวยิตสู แต่เ้านกฮูกพุ่งตัวเข้าใส่หมอกสวนด้วยเข่ากระแทกจนหมอกกระเด็น "และก็ยั่วยุง่ายเกินไป" เ้านกฮูกยิ้มอย่างอารมณ์ดี
หมอกลุกขึ้นอย่างหัวเสียเขากระชากเอาที่ถ่วงน้ำหนักออกจากแขนและขา ภาพที่เกิดขึ้นทำให้เ้าหมีกับนกฮูกใที่เด็กตรงหน้าเขาใส่มันอยู่ตลอดตอนที่สู้กับเขา ส่วนสาได้แต่ยิ้มกับท่าทางของเ้าหมีกับเ้านกฮูก
"เอาละ มาเริ่มยกสองกันเลย" หมอกพูดพร้อมกับพุ่งเข้าใส่เ้านกฮูก คราวนี้เ้านกฮูกไม่พูดออกมาสักคำ เขาพยายามรักษาระยะห่าง ทุกครั้งที่เ้านกฮูกจะโจมตีใส่หมอก หมอกก็พยายามคว้าจับทุกครั้ง ทำให้ทั้งสองคนเลยได้แต่อยู่ในสภาพวิ่งไล่จับกันแบบนี้ ผ่านไปได้ 5 นาที พวกเขาทั้ง 2 คนก็เริ่มหอบ
หมอกพุ่งเข้าไปแต่เขาบังเอิญลื่นทำให้เสียจังหวะ เ้านกฮูกอาศัยจังหวะเข้าไปกวาดเตะขาของหมอกจนล้มลงกับพื้น หมอกหอบจนลุกขึ้นยืนไม่ได้ "แฮ่ก..แฮ่ก.. ไงล่ะ.. ยังเร็วไปสิบปี... ถ้าจะชนะฉัน" เ้านกฮูกหอบเหนื่อยแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะทับถมอีกฝ่าย "อย่าได้ใจไปเลยนะ เขาเพิ่งฝึกต่อสู้จริงๆ ยังไม่ถึงสิบเดือนเลย" สาพูดพร้อมกับมองไปที่เ้านกฮูก เ้านกฮูกได้แต่หลบตาของสา "เอาเถอะ จนกว่าทไวซ์จะให้งาน พวกนายก็อยู่เป็คู่ซ้อมให้หมอกไปก่อนแล้วกัน" สาพูดจบเธอก็จากไป ปล่อยทั้งสองคนทิ้งไว้กับหมอก
ร้านกาลาปากอส
"กลับมาช้านะ" ทไวซ์พูดทักเมื่อเห็นว่าสากลับมาแล้ว
"พอดีมันสนุกกว่าที่คิดนะ" สาพูดพร้อมกับเดินไปหลังร้านเพื่อเตรียมเปิดร้าน
"สนุกก็ดีแล้ว วันนี้ปิดร้านแล้วไปกินกุ้งเผากันไหม" ทไวซ์พูด
"ฉันไม่แกะให้นายหรอกนะ" สาพูดพร้อมกับยิ้มให้
"ฉันแกะเองได้น่า เอาเป็ว่าตกลงแล้วกันนะ" ทไวซ์พูด โดยที่รามซึ่งยืนทำความสะอาดอยู่ด้านหลังเงียบๆ ได้แต่คิดว่า... เขาเองก็อยากกินเหมือนกันนะ
มุมมองนักเขียน
ในที่สุดคดีของครอบครัวตะวันก็เริ่มมีเบาะแสแล้ว และตอนนี้หมอกก็พอจะมีฝีมือมากพอที่จะติดตามลุงของเขาไปสืบคดีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม แสงเขาคงไม่อยากให้หมอกตามเขาไปสืบคดีนัก สำหรับแสงนั้นเขาจะทำยังไงกับความรู้สึกในใจของเขานั้น เรายังต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่าเพราะเขาเคยเป็ตำรวจและทหาร เขาจะเคยเจอเื่แย่ในสังคมมามาก แต่มันก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาต้องเจออยู่ตอนนี้ แถมเขายังต้องดูแลลูกของน้องชายทั้งที่ตัวเองไม่เคยคิดจะมีลูกมาก่อน ส่วนทไวซ์กับสาทั้งคู่อาจสนิทกว่าที่เราคิด พวกเขามีความหลังที่น่าสนใจให้เราค้นหา ผมยังไม่แน่ใจนักว่าจะเขียนลงตอนพิเศษหรือลงในเนื้อเื่หลักดีไหม อย่างไรก็ตามหวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับตอนนี้ สุขสันต์วันวาเลนไทน์ย้อนหลังครับ