ตอนที่36 ผจญภัยในโลกโบราณ 2
“แล้วพระราชวังของอาณาจักรหยางอยู่ไกลจากที่นี่มากไหม?” หลิวเย่ถามด้วยความสงสัย
“ห่างจากที่นี่ราวสองร้อยลี้”หยางเป่าเจี๋ยก้มหน้าตอบอย่างเขินอาย
อันที่จริงนางแอบหนีเที่ยวตามปกติแต่คราวนี้มีสายลับรายงานมือสังหาร ทำให้ทหารองครักษ์และนางกำนัลหญิงรับใช้ของนางเสียชีวิตบางส่วนแยกตัวไปอีกทางเพื่อหวังให้นางหลบหนีไปได้ จนกระทั่งนางมาพบกับหลิวเย่
“โอ้นั่นต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายวัน แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?”หลิวเย่รู้สึกก้ำกึ่งระหว่างดีใจกับเสียใจ
เขาส่งพลังจิตออกไปเรียกม้ามาสองตัว
ในตอนนี้คงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับสภาพพระเอกที่น่าสงสารต่อไป
ดูท่าทางของนางคงจะไม่ได้พกเงินมาลองถามดูละกัน “องค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยใช่ไหม?เจ้ามีเงินไหม?”
“.....” หยางเป่าเจี๋ยได้ยินคำถามของหลิวเย่นางยิ่งอับอายมากกว่าเดิม จึงทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร
หลิวเย่ถอนหายใจยอมรับสภาพที่เขาเห็นแก่หญิงงาม
“เฮ้อ.....ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันเถอะหรือเจ้าจะนอนค้างในป่า?” หลิวเย่ถามอย่างหงุดหงิดใจ
หยางเป่าเจี๋ยไม่รอให้หลิวเย่พูดซ้ำนางรีบกระโดดขึ้นนั่งบนหลังม้าอีกตัวทันที
พวกเขาขี่ม้าออกไปจากป่ามุ่งหน้าเข้าเขตเมือง
หลิวเย่ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างหน้าจะเป็นเมืองอะไรแต่อย่างน้อยมีเส้นทางที่ชัดเจน พวกเขาขี่ม้าไปเรื่อย
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่มองเห็นเมืองระยะไกลแต่ในตอนนี้ประตูเมืองปิดแล้ว เขาหยุดม้าและถามหยางเป่าเจี๋ย “องค์หญิงเจ้าสามารถให้พวกเขาเปิดประตูเมืองได้หรือไม่?”
“โอ้.....นั่นต้องเป็นปัญหาแน่นอน”หยางเป่าเจี๋ยส่ายหน้ารัวๆ พลางกล่าวเสียงเบาเหมือนคนทำความผิด
หลิวเย่ถอนหายใจอย่างแรงจากนั้นพุ่งตัวเข้าไปโอบเอวนางแล้วเหินตัวลอยข้ามกำแพงเมืองและไปลงยืนในตรอกมืดแห่งหนึ่ง
หยางเป่าเจี๋ยหัวใจเต้นตึกตักรุนแรงขณะที่หลิวเย่โอบตัวนางเหินลอยข้ามกำแพงมาความใกล้ชิดทำให้นางได้กลิ่นบุรุษซึ่งทำให้จิตใจปั่นป่วน ตั้งแต่นางอายุได้ห้าขวบนางไม่เคยสัมผัสกับชายคนใดอีกเลย แม้แต่เสด็จพ่อและเสด็จพี่ชายสามองค์แต่ในขณะนี้นางอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ช่วยชีวิตของนางความรู้สึกเหมือนตัวลอยเบาหวิวชอบกล
เมื่อหลิวเย่พานางยืนบนพื้นแล้วพาลทำให้ขาทั้งสองข้างของนางอ่อนแรง
“อ้าวเจ้าเป็นอะไรไป?” หลิวเย่จับแขนนางให้ยืนอย่างมั่นคง
“.....”ยังดีที่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในตรอกมืดนางคิดว่าหลิวเย่คงไม่เห็นใบหน้าแดงก่ำเขินอายของนาง
แต่นางหารู้ไม่ว่าหลิวเย่เห็นทุกการกระทำ เขาหัวเราะในใจอย่างมีความสุข
พวกเขาเดินออกจากตรอกมืดและมุ่งหน้าไปทางโรงเตี๊ยมของเมือง
“ท่านทั้งสองต้องการที่พักหรือไม่ขอรับ?” ชายหนุ่มรับใช้รีบเดินมากล่าวสอบถามพวกเขาอย่างกระตือรือร้น
“ขอห้องสองห้องอาหารหนึ่งที่ส่งที่ห้องนาง และขอเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นางด้วย” จากนั้นหลิวเย่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อหยิบเหรียญทองจากมิติพื้นที่ออกมายื่นให้เสี่ยวเอ้อจำนวน10 เหรียญทอง
เขาไม่รู้ราคาเลยเดาเอาจากท่าทางของเด็กรับใช้ที่มีท่าทางตื่นเต้นยินดี
แสดงว่ามันมีจำนวนมากเกินพอ
ไม่เป็นไร เขาจะเอาคืนจากนางเองในภายหลัง
เสี่ยวเอ้อเดินนำทางพวกเขาขึ้นไปชั้นบน
หลิวเย่ผลักประตูห้องหนึ่งและหันหน้ามาบอกหยางเป่าเจี๋ยให้พักอีกห้องหนึ่ง
นางทำหน้าตาประหลาดๆคล้ายพอใจและคล้ายไม่พอใจ
หลิวเย่ไม่ได้สนใจนางอีกเขาต้องการฝึกฝนแล้ว ดังนั้นเขาจึงเปิดประตูก้าวเข้าไปแล้วปิดประตูทันที
“.....”หยางเป่าเจี๋ยที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องข้างๆ ยืนอึ้งตะลึงกับท่าทางของหลิวเย่
นางกำลังคิดหนักว่าจะทำอย่างไรดีกับเสื้อผ้าอาบน้ำ และแต่งตัว ปกติแล้วมีแต่นางกำนัลและหญิงรับใช้ทำให้นาง
นางจึงตัดสินใจหันไปบอกเสี่ยวเอ้อที่ยังยืนอยู่อย่างงงว่า“เจ้าช่วยไปหาสตรีมาช่วยข้าแต่งตัวได้ไหม?”
“ได้ขอรับ”เสี่ยวเอ้อรับปากอย่างงุนงงพลางเกาหัวตัวเอง
ตกลงว่าพวกเขาไม่ใช่คู่รักหรือสามีภรรยากันหรอกหรือ!
ในห้องนอนของหลิวเย่
เขาใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจบริเวณโดยรอบทั้งระยะใกล้และไกลเท่าที่สัมผัสสวรรค์จะไปถึงซึ่งครอบคลุมเมืองขนาดเล็กนี้ทั้งเมือง
เป็นเพราะว่าตอนนี้เขาอยู่ในต่างเมืองต่างอาณาจักรเขาจำเป็นต้องระวังไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนทำให้เขารำคาญใจ
จากนั้นเขานั่งฝึกฝนจนถึงรุ่งเช้า
เมื่อหลิวเย่สำรวจขอบเขตของเขาพบว่าตอนนี้เข้าสู่ขอบเขตแกนเสมือนระดับต้นแล้วเขายิ้มอย่างพึงพอใจ
หลิวเย่ได้ยินเสียงกุกกักจากห้องข้างๆเขาไม่เสียมารยาทแอบดูหญิงสาวโดยใช้สัมผัสสวรรค์
รอจนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูหลิวเย่ก็เปิดประตูออกไปเช่นกัน
หลิวเย่ตื่นตะลึงมากยิ่งขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าของหยางเป่าเจี๋ยที่งดงามยิ่งนักใบหน้าหวานสวย จมูกเล็กโด่งเชิดรั้น คิ้วโก่งสวย ตาเรียวคม ผิวขาวเนียนราวหิมะอืม.....สวยจริง!!!
“อะแฮ่ม....พวกเราไปทานข้าวกันเถอะจะได้เดินทาง” หลิวเย่ส่งเสียงทำลายบรรยากาศที่คลุมเครือ
“ได้” หยางเป่าเจี๋ยยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าพลางเดินตามหลังหลิวเย่ลงไปที่ชั้นล่าง
ที่ชั้นล่างเวลานี้มีคนพลุกพล่านพอสมควรเพราะทุกคนต่างตื่นมาทานอาหารเช้าและส่วนใหญ่เตรียมตัวเดินทางต่อ
ขณะที่พวกเขาก้าวเดินลงจากบันไดความงามของหยางเป่าเจี๋ยสะกดสายตาคนข้างล่างให้หันมามองเป็นจุดเดียว
หลิวเย่เหลือบมองเห็นหยางเป่าเจี๋ยที่เดินเชิดหน้าอย่างมั่นใจพลางยกกระบี่ขึ้นมากอดอกไว้ดูคล้ายชายหนุ่มเกเร
หลายคนเห็นท่าทางของนางเป็นผู้มีวรยุทธ์พวกเขาพากันหลบสายตาและก้มหน้ากินข้าวต่อไป
หลิวเย่และหยางเป่าเจี๋ยเดินไปนั่งที่มุมนอกสุดของห้องโถงเขาไม่ชอบวุ่นวายกับใครๆ
ยังดีที่ไม่มีใครมาก่อกวนพวกเขาเพราะเขาเหล่านั้นจะเจ็บตัวแทน
หลิวเย่สั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อซาลาเปาให้กับหญิงสาวเพื่อทานระหว่างทางเขาไม่ต้องการเสียเวลามากเกินไป
เขาต้องการเดินทางไปถึงพระราชวังโดยเร็วเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจส่งตัวองค์หญิงเขาจะได้สำรวจอาณาจักรที่เหลือให้ได้มากที่สุดก่อนกลับโลก
หลิวเย่และหยางเป่าเจี๋ยขี่ม้าไปเรื่อยๆแวะพักระหว่างทางเป็นระยะ
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงประตูเมืองหลวงของอาณาจักรหยางเมืองหยางโจว
หยางเป่าเจี๋ยแสดงหยกประจำตัวกับทหารเฝ้าประตูพวกเขาต่างพากันถวายคำนับและส่งม้าเร็วเข้าไปรายงานยังพระราชวัง
หนึ่งก้านธูปต่อมามีขบวนทหารมากกว่าห้าร้อยคนพร้อมรถม้ามาต้อนรับและนำองค์หญิงเข้าเมืองอย่างเอิกเกริก
หลิวเย่เองก็นั่งอยู่ในรถม้าอีกคันด้านหลังรถม้าขององค์หญิงเขาใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจบริเวณโดยรอบพบว่าเมืองหลวงแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองเทียนแต่ไม่ถึงสองเท่าของเมืองเทียนขอทานและผู้อพยพมีน้อยกว่าเมืองเทียนมากนัก
ในตอนนี้หลิวเย่ลงมายืนมองพระราชวังที่อยู่ตรงหน้าเขา
องค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยเดินนำเขาเข้าไปข้างใน
ในห้องโถงพระราชวังที่กว้างขวางใหญ่โตมีหินหยกและเพชรพลอยประดับไปทั่วทุกเสา
หลิวเย่เห็นแล้วคันมืออยากขโมยเก็บไปยังโลกเสียจริง
ตรงกลางห้องบนตั่งนั่งขนาดใหญ่สีทองและมีมุกและหยกฝังประดับประดาชายวัยกลางคนสวมมงกุฎและชุดหรูหราพิธีการนั่งอยู่เขาจ้องมองหลิวเย่สายตาเขม็งคมกริบ หลิวเย่มองผ่านอย่างเฉยเมยไม่สนใจ
“ท่านพ่อลูกยอมรับผิดเพคะ” หยางเป่าเจี๋ยคุกเข่าก้มหน้าสำนึกผิด
ในตอนนี้มีชายชราเหมือนขันทีเข้ามาประชิดตัวหลิวเย่และบังคับให้เขาคุกเข่าลงหลิวเย่ไม่จำเป็นต้องรักษาความต่ำต้อย
เขาโบกมือเบาๆชายชราพลันถอยหลังก้นกระแทกพื้นห่างจากหลิวเย่ไปไกล
จักรพรรดิหยางเป่าหรี่ตาลงมองหลิวเย่ด้วยสายตาล้ำลึก
ทำไมเขาต้องคุกเข่าด้วย?
ไม่ใช้พลังทำลายพระราชวังนี้ก็ดีนักหนาแล้ว!
“ท่านพ่อ!เขาเป็นคนช่วยชีวิตลูกไว้เพคะ!”หยางเป่าเจี๋ยเห็นเหตุการณ์นั้น นางรีบเอ่ยบอกเสด็จพ่อทันที
“ผิดส่วนผิด!ชอบส่วนชอบ!” จักรพรรดิหยางเป่าตรัสเบาๆเขาพิจารณาชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าที่ยืนมองไปรอบๆเหมือนไม่สนใจอะไรแต่เมื่อเขาแสดงพลังออกมา ทำให้เขาตื่นตะลึงพลังยุทธ์ที่สูงส่งเช่นนี้ไม่ได้หาง่าย
“ทหารไปตามแม่ทัพเส้ามาพบข้า” จักรพรรดิหยางเป่าส่งเสียงดังออกคำสั่งเรียกแม่ทัพเข้าพบเขาต้องการทดสอบหลิวเย่โดยแม่ทัพของอาณาจักร ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการใดๆกับหลิวเย่
อันที่จริงในใจลึกๆของเขาเขามองพฤติกรรมของหลิวเย่ที่ไม่สนใจอะไรมีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเท่านั้นที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดกับผู้ที่ไม่เคยพบความแข็งแกร่งที่แท้จริงจึงประมาทเช่นนี้
“คารวะองค์จักรพรรดิ”แม่ทัพเส้าซือกงทำความเคารพจักรพรรดิทันทีเมื่อมาถึง
“แม่ทัพเส้าข้าต้องการให้เจ้าแลกเปลี่ยนฝีมือกับชายหนุ่มผู้นี้” จักรพรรดิหยางเป่าไม่พูดมากเขาส่งสัญญาณบางอย่างและออกคำสั่งโดยตรงให้แม่ทัพเส้าปะทะกับหลิวเย่ทันที
“.....” องค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยที่นั่งคุกเข่าอยู่นางรู้สึกเป็นกังวลที่เสด็จพ่อไม่สนใจต้อนรับหลิวเย่และยังแสดงอาการเหมือนพบกับศัตรูเช่นนี้
“น้อมรับคำสั่ง”แม่ทัพเส้าเหล่ตามองหลิวเย่ครู่หนึ่ง เขาพบว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูหล่อเหลาองอาจแต่กลับมีออร่าที่น่าหวั่นเกรง เขาสนใจที่จะทดสอบฝีมือกับหลิวเย่เช่นกัน
“.....เชิญ”หลิวเย่เห็นบรรยากาศเป็นแบบนี้แล้วเขาเกิดความเบื่อหน่ายจึงอยากตัดสินปัญหาให้จบโดยเร็ว
แม่ทัพเส้าพุ่งตัวกระโดดออกไปยังลานหน้าห้องโถงพระราชวังหลิวเย่กระโดดตามไปติดๆ
ในเวลานี้พวกเขายืนเผชิญหน้ากันโดยมีองค์จักรพรรดิและองค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยเดินตามมาดูด้วย
“ย๊ากกก...”แม่ทัพเส้าหลังจากทักทายหลิวเย่แล้วและนึกถึงสัญญาณที่องค์จักรพรรดิส่งมาให้สังหารหลิวเย่ได้เขาถือหอกพุ่งเข้าใส่หลิวเย่ทันที
หลิวเย่เห็นเช่นนั้นเขาส่ายหัวเบาๆเป็นเพราะว่าแม่ทัพเส้าที่แข็งแกร่งนั้นเขาอยู่ขั้นปรับแต่งร่างกายขั้นสูงสุดเท่านั้น ยังไม่ได้ก้าวถึงขอบเขตสร้างฐานรากเลยด้วยซ้ำดังนั้นเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิวเย่แต่อย่างใด
หลิวเย่กำหมัดแล้วพุ่งกระแทกลำตัวของแม่ทัพเส้าโดยใช้เพียงพลังกล้ามเนื้ออย่างเดียว“ตุ๊บบบ”
ความเร็วของหลิวเย่ที่พุ่งเข้าใส่แม่ทัพเส้าเห็นเป็นเพียงภาพติดตา ส่วนแม่ทัพเส้าเขาแค่รู้สึกหน้าอกถูกกระแทกจากนั้นร่างปลิวละลิ่วลอยไปตกลงพื้นอย่างแรง
จักรพรรดิและองค์หญิงอึ้งตาโตกับความร้ายกาจของหลิวเย่
ทหารที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันอ้าปากค้างและตื่นตระหนกที่แม่ทัพผู้เก่งกาจของพวกเขาพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียวโดยไม่สามารถต่อสู้กลับได้เลย
นั่นมันกระบวนท่าเดียว!
ความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า!
จักรพรรดิหยางเป่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแต่ศักดิ์ศรีแห่งผู้ปกครองเหนือรัฐ ทำให้เขาตัดสินใจประนีประนอมเท่านั้น “อะแฮ่มในเมื่อทดสอบฝีมือกันแล้ว เรามาพูดคุยกันเถอะ”
แม่ทัพเส้าพยายามพยุงกายลุกขึ้นด้วยความอับอายที่เขาพ่ายแพ้ต่อหน้าทหารทั่วไป!
ทหารทั่วไปเองก็รู้งานพวกเขาต่างพากันก้มหน้านิ่ง ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาเลย
ในห้องโถงพระราชวัง
“ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือชีวิตองค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยธิดาองค์เล็กของเรา เราขอมอบบำเหน็จรางวัลให้แก่เจ้าและเชิญให้พักผ่อนอย่างสบาย”จักรพรรดิสบตามององค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยอย่างมีความหมาย
“ขอบคุณองค์จักรพรรดิ”หลิวเย่คำนับขอบคุณอย่างคนมีมารยาท
สามลมหายใจต่อมาขันทีและนางกำนัลจำนวนสิบคนเดินเรียงแถวถือกล่องไม้ขนาดย่อมเข้ามาและยืนเข้าแถวเป็นระเบียบพร้อมกับเปิดฝากล่องไม้ออก มองเห็นเป็นเหรียญทองจำนวนสี่กล่องกำไลและสร้อยหยกสี่กล่อง ผ้าไหมหยกหิมะหนึ่งกล่อง และไข่มุกหนึ่งกล่อง
หลิวเย่หรี่ตามองเล็กน้อยเขายิ้มพอใจเล็กน้อย
“ท่านหลิวเย่ข้าจะนำทางท่านไปเอง” หยางเป่าเจี๋ยเข้าใจในความหมายของเสด็จพ่อนางรีบขันอาสาช่วยดูแลหลิวเย่ทันที
“.....”หลิวเย่พยักหน้ายอมรับ
เรือนรับรองเป็นตำหนักหรือคฤหาสน์หลังใหญ่อยู่รอบนอกของพระราชวัง ทั้งขันทีและนางกำนัลต่างช่วยกันดูแลหลิวเย่ อย่างเกรงกลัวพวกเขาล้วนก้มหน้าไม่กล้าสบตากับหลิวเย่
“ท่านพักผ่อนให้สบายอีกสักครู่อาหารจะตามมา” หยางเป่าเจี๋ยบอกกล่าวกับหลิวเย่
หลิวเย่พยักหน้ารับ“อืม” แล้วเดินสำรวจรอบๆเขาสนใจอยากรู้และมองเห็นด้วยสายตาจริงมากกว่าใช้สัมผัสสวรรค์เพียงอย่างเดียว
เขาเข้าใจกับท่าทีเอาใจใส่ในการดูแลขององค์หญิงแต่ในเวลานี้ยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ
ก่อนทานอาหารร่วมกับองค์หญิงหลิวเย่เก็บของรางวัลเข้ามิติพื้นที่
ความกระวนกระวายใจยังคงอยู่ในส่วนลึกภายในใจของเขาหลิวเย่จึงต้องการใช้เวลาฝึกฝนให้มากที่สุด
กลางดึกหลิวเย่นั่งฝึกฝนด้วยจิตใจที่กระสับกระส่ายรอบตัวมีแต่แสงสว่างส่องจากคบไฟในบางจุดของพระราชวังหลิวเย่เหินตัวลอยไปยืนบนหลังคาตำหนัก ในความมืดมิดรอบตัวมีเพียงเสียงสัตว์ตัวเล็กในยามค่ำคืนที่ส่งเสียงร้องเพลงแข่งกันก่อเกิดเป็นห้วงทำนองมีเสน่ห์หลิวเย่คิดถึงบรรยากาศทะเลแสงหิ่งห้อยในวันที่เขาแสดงบทเพลงร่วมกับเจียงผิงผิง
เขาขยับมือสองข้างประกบชิดริมฝีปากและขยับทรวงอกปล่อยลมเป่าออกมาในบทเพลง“ท้องฟ้าและเมฆหมอก”
เสียงเพลงดังกระจายไปทั่วพระราชวังองค์จักรพรรดิซึ่งกำลังนั่งทรงงานในห้องอักษร หยุดนิ่งชะงักและวางพู่กันลงพลางลุกขึ้นยืนออกไปมองดวงดาวที่หน้าต่าง
ห้วงเวลาคล้ายหยุดนิ่งขณะที่บทเพลงยังขับกล่อมทหารจำนวนมากต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าและดวงดาวยามค่ำคืน
บางคนร่ำไห้เงียบๆด้วยความคิดถึงครอบครัวและคนที่รัก
องค์จักรพรรดิหยางเป่าที่ยืนรำลึกความหลังนิ่งอยู่นานและถอนหายใจเฮือกใหญ่“หากย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะเลือกอยู่กับเจ้าตลอดไปเป็นจักรพรรดิใช่ว่าตัวข้าจะมีความสุข”
หลิวเย่ได้ยินเสียงพึมพำของจักรพรรดิแต่เขาไม่สนใจธุรกิจของคนอื่น
การเดินทางผ่านอาณาจักรหยางครั้งนี้ไม่ได้หรือไม่เสีย แต่ไม่ขาดทุนแน่นอน อย่างน้อยเขาก็ได้ของรางวัลจำนวนมาก
สภาพภูมิประเทศของอาณาจักรหยางที่มีเทือกเขา ภูเขาหินปูนและภูเขาหินปนดินมีเป็นจำนวนมากสอดคล้องกับคำกล่าวของหลี่ชางหลงที่ว่าสถานที่แบบนี้อาจจะมีหินพลังงานและหินหยกหยาบเป็นจำนวนมาก
เมื่อบทเพลงจบลงหลิวเย่เหินตัวขึ้นแล้วบินลอยออกไปจากพระราชวัง
เป้าหมายต่อไปของเขาคืออาณาจักรเหอเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลชายแดนที่ขวางกั้นระหว่างอาณาจักรหยางและอาณาจักรเหอคือป่าทึบขนาดใหญ่เป็นแนวยาว
ขณะที่เขากำลังบินผ่านป่าทึบพลันมีคลื่นพลังฉีพุ่งขึ้นบนฟ้าเป็นระยะ มันมาจากหุบเขาส่วนลึกของป่า
หลิวเย่สนใจอยากรู้อยากเห็น.....อีกแล้ว!
เขาพุ่งตัวลงไปยืนบนพื้นบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่พลังฉีพุ่งขึ้นมา
ในตอนนี้มีเสียงการต่อสู้ระหว่างสัตว์ยักษ์สองตัวต่างฝ่ายต่างต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างไม่ลดละอินทรียักษ์ขยับปีกพ่นมีดพลังปราณเข้าใส่งูยักษ์ที่พ่นไฟพลังปราณพวกมันมีพลังต่อสู้ใกล้เคียงกัน
หลิวเย่ยืนพิงต้นไม้จ้องมองด้วยความสนใจเขายืนอยู่เงียบๆและระงับออร่าไว้
“เจ้างูบ้าอย่าได้คิดบังอาจมาแย่งสมบัติกับข้า” อินทรียักษ์ตวาดดังลั่นใส่งูยักษ์
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าของแบบนี้ ใครดีใครได้” งูยักษ์ไม่สนใจคำเตือนนั้น
“ห๊ะ”หลิวเย่ที่ยืนเฝ้ามอง เขาตกใจเมื่อได้ยินข้อความสำคัญจากการสื่อสารของสัตว์ยักษ์ทั้งสอง
เขาปล่อยสัมผัสสวรรค์ออกไปสำรวจหาสมบัตินั้นปรากฏว่าสำรวจรอบป่าทั้งบนฟ้าบนบก แต่ไม่พบสัญญาณของสมบัติใดๆเขาแปลกใจและเฝ้าสังเกตสัตว์ทั้งสองต่อไป
“เจ้าไม่มีวาสนาเช่นนั้นดอกจงจากไปเสีย” อินทรีย์เยาะเย้ยงูยักษ์
“เจ้าอย่าคิดว่าเจ้ามีความสามารถตัวเดียว”งูยักษ์ยังไม่ยอมแพ้
การต่อสู้ของพวกเขาทำให้ต้นไม้และก้อนหินรอบบริเวณนั้นแตกกระจายก้อนหินก้อนเล็กๆพังทลายเป็นฝุ่นผง
หลิวเย่ประหลาดใจที่เห็นพลังต่อสู้โดยใช้พลังปราณจากสัตว์ทั้งสองในขณะที่ชาวบ้านจากอาณาจักรที่เขาเห็นนั้นพวกเขาไม่ได้ใช้พลังปราณในการฝึกฝนเลยมีเพียงการฝึกวรยุทธ์ธรรมดาทั่วไป
ทันใดนั้นอินทรีย์ยักษ์ฉวยจังหวะที่งูยักษ์พลาดจังหวะต่อสู้มันบุกโจมตีอย่างรวดเร็วทั้งปากจิกหัวงู ขยับปีกมีดบินพุ่งทะลุลำตัวงูทั่วทั้งร่างและกงเล็บแหลมคมเข้าขย้ำลำคอและลำตัวงูยักษ์ จนมันไม่สามารถพ่นไฟพลังปราณได้มันอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็นอนแน่นิ่ง
“เจ๋งจัดการตอนนี้เลย”หลิวเย่ใช้ศิลปะจิตวิญญาณชูรากับอินทรียักษ์ทันทีเมื่อมันหันมาสบตากับเขา