กระดาษสีขาวนับสิบแผ่นที่ปลิวว่อนร่วงหล่นลงมาตรึงอยู่บนพื้นพรมและตักของกวินทร์ราวกับหิมะในฤดูหนาวที่แห้งแล้ง สันกระดาษที่คมกริบบาดเข้าที่แก้มสากของเขาจนเกิดรอยแผลเป็ทางยาว เืสีแดงสดซึมออกมาเล็กน้อยตัดกับผิวกร้านแดด แต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงอาการเ็ปใดๆ แม้แต่น้อย ั์ตาสีดำสนิทของเขายังคงสงบนิ่งลึกซึ้งดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึง
ทนายวิชัยที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังศิรินทร์แสยะยิ้มเย้ยหยัน มุมปากบิดเบี้ยวด้วยความสมเพช เขาขยับแว่นตากรอบทองแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตแหลมสูง
"อ่านให้ละเอียดนะพ่อหนุ่ม หรือถ้าอ่านหนังสือไม่ออก จะให้ฉันอ่านให้ฟังก็ได้นะ สัญญาฉบับนี้มันเขียนด้วยภาษาของคนมีการศึกษาเขาคุยกัน เกรงว่าคนจรจัดอย่างแกจะแปลความหมายไม่ออกแล้วเผลอเซ็นขายิญญาโดยไม่รู้ตัว"
กวินทร์ไม่ตอบโต้คำยั่วยุไร้สาระของมดปลวก เขาค่อยๆ เอื้อมมือที่หยาบกร้านไปเก็บรวบรวมเอกสารทีละแผ่นขึ้นมาอย่างใจเย็น กิริยาท่าทางของเขาแม้จะอยู่ในสภาพนั่งกับพื้น แต่กลับดูสุขุมนุ่มลึกราวกับกำลังเก็บรวบรวมคัมภีร์ล้ำค่า ไม่ใช่สัญญาจ้างงานทาสที่ถูกโยนใส่หน้า
เขาจัดเรียงกระดาษให้เข้าชุดกัน แล้วกวาดสายตามองเนื้อหาในสัญญาอย่างรวดเร็ว ด้วยระดับจิติญญาของจักรพรรดิเซียน เขาสามารถจดจำและทำความเข้าใจตัวอักษรนับหมื่นคำได้ในพริบตา
เนื้อหาส่วนใหญ่เป็เื่ของข้อกฎหมายที่เอาเปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะเป็เื่ค่าจ้างที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สวัสดิการที่เป็ศูนย์ และบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหากเขาทำผิดสัญญา แต่สิ่งที่สะดุดตากวินทร์ที่สุด คือข้อสัญญาหน้าสุดท้ายที่ถูกเน้นตัวหนาและขีดเส้นใต้สีแดงไว้ชัดเจน
มันคือ "กฎเหล็ก 3 ข้อ" ที่ศิรินทร์ร่างขึ้นมาเพื่อจำกัดขอบเขตของเขาโดยเฉพาะ
กวินทร์อ่านข้อความเ่าั้ในใจ
'ข้อที่ 5.1: หน้าที่ความรับผิดชอบ ผู้ถูกจ้างจะต้องดูแลรักษาอาการป่วยของ เด็กหญิงอันดา อัศวเทวา ตลอด 24 ชั่วโมง ห้ามมิให้ผู้ถูกจ้างละสายตา หรือปล่อยให้เด็กหญิงอันดาอยู่ตามลำพังโดยเด็ดขาด หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออันตรายใดๆ ขึ้นกับเด็กหญิงอันดา ผู้ถูกจ้างจะต้องรับผิดชอบด้วยชีวิต'
ริมฝีปากของกวินทร์กระตุกยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่แฝงความขมขื่นและความมุ่งมั่น
'ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ชีวิตของลูกสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของข้าอยู่แล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยการเผาผลาญจิติญญาจนมอดไหม้ ข้าก็จะปกป้องนาง'
สายตาของเขาเลื่อนลงมาอ่านข้อต่อไป
'ข้อที่ 5.2: สถานะทางสังคม ผู้ถูกจ้างมีสถานะเป็เพียง 'พี่เลี้ยง' และ 'ผู้ดูแล' เท่านั้น ห้ามมิให้ผู้ถูกจ้างแสดงตัว บอกกล่าว หรือกระทำการใดๆ ที่เป็การสื่อให้บุคคลภายนอก หรือแม้แต่ตัวเด็กหญิงอันดาเอง เข้าใจว่าผู้ถูกจ้างมีความสัมพันธ์ทางสายเื หรือเป็ 'บิดา' ของเด็กหญิงอันดาโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืน สัญญาถือเป็โมฆะทันที'
หัวใจของกวินทร์กระตุกวูบ ความเ็ปที่มองไม่เห็นแล่นพล่านเข้าสู่กลางอก ข้อนี้ช่างโหดร้ายทารุณยิ่งนัก การห้ามไม่ให้พ่อบอกลูกว่าเป็พ่อ การต้องทนเห็นสายตาไร้เดียงสาของลูกมองมาแล้วต้องโกหกว่าเป็แค่คนรับใช้ มันคือการทรมานทางจิตใจที่ศิรินทร์จงใจมอบให้เขา
เขาเงยหน้าขึ้นมองศิรินทร์ที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ แววตาของเธอเ็าและว่างเปล่า ราวกับ้าจะบอกเขาว่า 'นี่คือราคาที่นายต้องจ่าย สำหรับการหายไปห้าปี'
กวินทร์กลืนก้อนสะอื้นลงคอ เขาเข้าใจดีว่าในสายตาของเธอ เขาคือคนแปลกหน้าที่ไร้ความรับผิดชอบ เขาไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องสถานะใดๆ ในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้อยู่ใกล้ลูก ได้รักษาลูก ส่วนเื่ความสัมพันธ์ เขาจะค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาใหม่ ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยคำพูด
เขาก้มลงอ่านข้อสุดท้าย
'ข้อที่ 5.3: ระยะห่างระหว่างนายจ้าง ห้ามมิให้ผู้ถูกจ้างแตะต้องััร่างกายของ นางสาวศิรินทร์ อัคคีพ่าย ไม่ว่าจะเป็กรณีใดๆ ทั้งสิ้น และต้องรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตรในเวลาปกติ ห้ามล่วงเกินทางวาจาหรือทางสายตา หากฝ่าฝืน ผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์ลงโทษตามเห็นสมควร'
กวินทร์ถอนหายใจออกมาแ่เบา ข้อนี้เขาเข้าใจได้ดีที่สุด ความโกรธแค้นของเธอที่มีต่อเขานั้นรุนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์ การที่เธอยอมให้เขาเข้ามาอยู่ในบ้านก็ถือว่าเป็ปาฏิหาริย์มากพอแล้ว
"อ่านจบหรือยัง?"
เสียงเย็นเยียบของศิรินทร์ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท เธอกระดิกนิ้วเคาะนาฬิกาข้อมือเรือนหรูด้วยความหงุดหงิด
"ฉันไม่มีเวลามานั่งรอนายทำความเข้าใจภาษาคนทั้งวันหรอกนะ ถ้าข้อไหนอ่านไม่ออกหรือคิดว่าทำไม่ได้ ก็วางกระดาษลง แล้วไสหัวออกไปจากห้องนี้ซะ"
ทนายวิชัยหัวเราะ หึ หึ ในลำคอ "คุณศิรินทร์ครับ ผมว่าไอ้หนุ่มนี่มันคงกำลังช็อกกับบทลงโทษแน่ๆ สัญญาทาสแบบนี้ใครเซ็นก็บ้าแล้ว ถ้าเป็ผมนะ"
"ขอปากกาครับ"
เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ดังขัดจังหวะคำพูดดูถูกของทนายวิชัย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับศิรินทร์ด้วยแววตาที่แน่วแน่ มั่นคง ไม่มีร่องรอยของความลังเลหรือความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ศิรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ เธอคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาโวยวาย ต่อรอง หรือแสดงอาการไม่พอใจที่ถูกลดศักดิ์ศรี แต่เขากลับนิ่งเฉยราวกับหุ่นยนต์
"นายแน่ใจนะ?"ศิรินทร์ถามย้ำเสียงเข้ม "เซ็นแล้วเปลี่ยนใจไม่ได้นะ ชีวิตนายจะเป็ของฉันทันที"
"ผมไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อนในชีวิต"
กวินทร์ตอบกลับทันที พลางยื่นมือไปข้างหน้า
ทนายวิชัยทำหน้าเหมือนเห็นผี เขารีบล้วงปากกาด้ามทองราคาแพงออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วยื่นให้กวินทร์อย่างเสียไม่ได้
กวินทร์รับปากกามา จรดปลายปากกาลงบนช่องลงนามท้ายสัญญา เขาตวัดลายเซ็น 'กวินทร์ อัศวเทวา' ลงไปอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ตัวอักษรหวัดแต่ทรงพลัง บ่งบอกถึงเจตจำนงที่ไม่สั่นคลอน
"เสร็จแล้วครับ"
เขายื่นเอกสารและปากกาคืนให้ทนายวิชัย แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ศิรินทร์จ้องมองลายเซ็นนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ใจหนึ่งก็นึกดูแคลนที่เขายอมลดตัวลงมาเป็คนรับใช้ แต่อีกใจหนึ่งก็อดหวั่นไหวไม่ได้กับความเด็ดเดี่ยวของเขา
'นายยอมทำขนาดนี้เพื่อลูกจริงๆ หรือนายแค่แกล้งทำละครตบตาฉันกันแน่ กวินทร์'
เธอสะบัดหน้าไล่ความความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันไปสั่งการบอดี้การ์ดหน้าห้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"เอาตัวเขาไปที่คฤหาสน์อัคคีพ่ายเดี๋ยวนี้ บอกหัวหน้าแม่บ้านเพ็ญว่าฉันรับคนงานใหม่เข้ามา ให้ปฏิบัติกับเขาเหมือนคนงานทั่วไป ไม่ต้องเกรงใจ และจัดห้องพักที่ 'เหมาะสม' กับสถานะของเขาให้ด้วย"
เธอย้ำคำว่า 'เหมาะสม' ด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย ก่อนจะหันกลับมามองกวินทร์เป็ครั้งสุดท้าย
"ส่วนฉันจะรอจนกว่าลูกจะอาการคงที่แล้วค่อยตามไป ถ้านายคิดจะตุกติกหรือหนีไประหว่างทาง คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
กวินทร์พยักหน้าเงียบๆ เขาไม่ถือสาคำขู่ของเธอ เขาหันไปมองเตียงนอนที่มีร่างเล็กๆ ของอันดาหลับปุ๋ยอยู่ ส่งกระแสจิตบอกลูกสาวในใจว่า 'พ่อจะไปรอหนูที่บ้านนะลูก' จากนั้นจึงเดินตามบอดี้การ์ดร่างั์ออกจากห้องไป โดยไม่หันหลังกลับมามองอีก
การเดินทางจากโรงพยาบาลเซนต์เอเดนไปยังคฤหาสน์ตระกูลอัคคีพ่าย กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง รถตู้สีดำทึบกันะุพากวินทร์แล่นผ่านเขตเมืองชั้นในที่เจริญรุ่งเรือง เข้าสู่เขตที่พักอาศัยระดับสูงบนเนินเขา
ตลอดทาง กวินทร์นั่งหลับตานิ่งๆ อยู่เบาะหลัง ขนาบข้างด้วยบอดี้การ์ดสองคนที่ถือปืนช็อตไฟฟ้าเตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ในความเป็จริง กวินทร์ไม่ได้หลับ เขาใช้เวลานี้ในการดูดซับละอองพลังงานจากธรรมชาติอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ เพื่อฟื้นฟูจุดตันเถียนที่แห้งผาก แม้พลังงานในโลกนี้จะเบาบางและเจือปนไปด้วยมลพิษ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
"ถึงแล้ว ลงมา!"
เสียงตะคอกของบอดี้การ์ดปลุกกวินทร์จากภวังค์ ประตูรถถูกเปิดออก เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้า
คฤหาสน์อัคคีพ่าย อาณาจักรส่วนตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเนินเขา พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกินเนื้อที่หลายร้อยไร่ ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูงท่วมหัวและระบบรักษาความปลอดภัยเลเซอร์ ตัวคฤหาสน์หลักเป็สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรปและเอเชียที่ดูโอ่อ่าอลังการ เสาหินอ่อนสีขาวนับร้อยต้นเรียงรายรับกับหลังคาทรงโดมสีน้ำเงินเข้ม สวนสวยสไตล์อังกฤษถูกจัดแต่งอย่างประณีต มีน้ำพุแกะสลักรูปเทพธิดาตั้งอยู่ตรงกลางวงเวียน
นี่คือบ้านของศิรินทร์และอันดา บ้านที่แสดงถึงความมั่งคั่งและอำนาจของตระกูลอัคคีพ่าย
กวินทร์ก้าวลงจากรถ รองเท้าแตะเก่าๆ ของเขาเหยียบลงบนพื้นอิฐตัวหนอนราคาแพง เขาเงยหน้ามองความยิ่งใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ในสายตาของจักรพรรดิเซียนที่เคยพำนักในวังลอยฟ้าที่สร้างจากหยก์ คฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านดินธรรมดาๆ
"มัวยืนบื้ออะไรอยู่! เดินตามมาทางนี้ ทางเข้าของพวกแกไม่ใช่ประตูหน้า!"
บอดี้การ์ดผลักไหล่กวินทร์อย่างแรง ให้เดินเลาะไปทางด้านข้างของคฤหาสน์ ซึ่งเป็ทางเดินแคบๆ สำหรับคนรับใช้และพ่อค้าที่มาส่งของ
พวกเขาพากวินทร์เดินผ่านสวนสวย ทะลุไปยังโซนด้านหลังของคฤหาสน์ บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากด้านหน้าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีรูปปั้นหรูหรา ไม่มีดอกไม้ราคาแพง มีเพียงลานซักล้าง โรงจอดรถ และอาคารเรือนแถวชั้นเดียวที่ดูเรียบง่ายสำหรับพักอาศัยของเหล่าคนงาน
ที่ลานซักล้าง หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าดุเหมือนเสือ สวมชุดฟอร์มหัวหน้าแม่บ้านสีดำ กำลังยืนกอดอกรออยู่ พร้อมกับถือไม้เรียวหวายในมือ สายตาของเธอจ้องมองกวินทร์ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจราวกับมองเห็นแมลงสาบ
นี่คือ ป้าเพ็ญ หัวหน้าแม่บ้านผู้จงรักภักดีต่อตระกูลอัคคีพ่าย และขึ้นชื่อเื่ความเ้าระเบียบและปากจัดที่สุดในบ้าน
"นี่เหรอ คนงานใหม่ที่คุณหนูโทรมาบอก"
ป้าเพ็ญเดินวนรอบตัวกวินทร์ ใช้ไม้เรียวเขี่ยๆ ที่เสื้อผ้าขาดวิ่นของเขา
"สกปรก! เหม็นสาบ! สภาพดูไม่ได้เลย! คุณหนูคิดยังไงถึงรับคนจรจัดพรรค์นี้เข้ามาทำงาน สงสัยจะเอามาเป็คนล้างท่อระบายน้ำล่ะสิ"
กวินทร์ยืนนิ่ง ไม่สบตาและไม่ตอบโต้ เขาจำกฎข้อที่ 5.2 ได้ดี สถานะของเขาคือ 'พี่เลี้ยง' แต่ในสายตาคนพวกนี้ เขาคงต่ำกว่าคนสวนเสียอีก
"สวัสดีครับ ผมชื่อกวินทร์"
"ใครใช้ให้แกพูด!" ป้าเพ็ญตวาดแว้ด "ที่นี่มีกฎระเบียบ ถ้าฉันไม่ถาม ห้ามเสนอหน้าพูด! แล้วก็อย่าคิดตีสนิท เรียกฉันว่า 'คุณแม่บ้านเพ็ญ' เข้าใจไหม!"
"ครับ คุณแม่บ้านเพ็ญ"
"เออ! ให้มันรู้ที่ต่ำที่สูงบ้าง"
ป้าเพ็ญสะบัดหน้า แล้วหยิบห่อผ้าสีเทาเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ โยนใส่หน้าอกกวินทร์
"นี่ชุดฟอร์มของแก รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ฉันทนดมกลิ่นสาบควายของแกไม่ไหวแล้ว ชุดนี้เป็ชุดเก่าของคนสวนที่ลาออกไปเมื่อเดือนก่อน หวังว่าจะใส่ได้นะ เพราะฉันจะไม่เบิกชุดใหม่ให้คนอย่างแกเปลืองงบประมาณ"
กวินทร์รับห่อผ้านั้นมา กางออกดู มันเป็เสื้อเชิ้ตคอปกสีเทาหมองๆ ที่มีรอยปะชุนหลายแห่ง กับกางเกงขายาวสีกรมท่าที่เป้าเริ่มขาด เนื้อผ้าหยาบกระด้างและมีกลิ่นอับชื้นเหมือนเก็บไว้ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท
"ขอบคุณครับ" เขาตอบสั้นๆ
"ส่วนที่นอนของแก"
ป้าเพ็ญแสยะยิ้มเหยียดหยาม แล้วชี้ไม้เรียวไปทางด้านหลังสุดของเรือนคนงาน ตรงมุมอับที่ติดกับกำแพงรั้วและจุดทิ้งขยะ
"โน่น! ห้องสุดท้ายริมสุด ปกติเราใช้เป็ห้องเก็บอุปกรณ์ทำสวนกับปุ๋ยหมัก แต่เห็นว่าห้องคนงานเต็มหมดแล้ว แกก็ไปนอนที่นั่นแล้วกัน เหมาะกับแกดีนี่"
กวินทร์มองตามปลายไม้เรียวไป เห็นกระท่อมหลังเล็กๆ ที่แยกออกมาจากเรือนแถว สภาพทรุดโทรม หลังคาสังกะสีมีรูรั่ว ผนังไม้ผุพังมีตะไคร่น้ำเกาะ และที่สำคัญคือกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของปุ๋ยหมักที่กองอยู่ข้างๆ โชยมาเตะจมูกอย่างรุนแรง
บอดี้การ์ดสองคนหัวเราะชอบใจกับชะตากรรมของสมาชิกใหม่
"รีบๆ ขนของเข้าไปซะ แล้วอย่าสะเออะเดินเพ่นพ่านไปทางตึกใหญ่ถ้าไม่มีคำสั่ง" ป้าเพ็ญสั่งทิ้งท้าย ก่อนจะเดินสะบัดก้นจากไปพร้อมกับพวกบอดี้การ์ด ทิ้งให้กวินทร์ยืนอยู่เพียงลำพังกลางลานปูนที่ร้อนระอุ
กวินทร์กำชุดคนงานในมือแน่น เขาสูดลมหายใจลึกๆ รับเอากลิ่นอายของความต่ำต้อยและความอัปยศเข้าปอด
หากเป็เมื่อก่อน ใครที่บังอาจทำกับเขาเช่นนี้ คงถูกเนรเทศไปแดนมิคสัญญี หรือถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ิญญา แต่ในวันนี้ เขายอมรับมันด้วยความเต็มใจ
เขาเดินตรงไปยังห้องพักซอมซ่อนั้น ผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญเข้าไป ภายในห้องมืดสลัว เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะและหยากไย่ มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ขาหักไปข้างหนึ่งกับฟูกบางๆ ที่ขึ้นราวางอยู่มุมห้อง
ไม่มีพัดลม ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ความร้อนอบอ้าวและกลิ่นเหม็นเน่าของปุ๋ย
กวินทร์วางชุดคนงานลงบนเตียง เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจสถานที่แห่งนี้ ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกถึงความสงบอย่างประหลาด
ที่นี่ คือจุดเริ่มต้นใหม่ของเขา
เขาเดินไปหยุดยืนที่หน้าประตูห้อง มองลอดช่องว่างของกำแพงรั้วออกไป เห็นยอดหลังคาคฤหาสน์หรูหราที่ลูกสาวและภรรยาของเขาจะกลับมาอยู่
ดวงตาของจักรพรรดิเซียนทอประกายมุ่งมั่นท่ามกลางความมืดมิดของห้องรูหนู
"รอพ่อก่อนนะอันดา พ่อสัญญาว่าอีกไม่นาน พ่อจะเปลี่ยนห้องเก็บปุ๋ยนี้ ให้กลายเป็ป้อมปราการที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับลูก"
กวินทร์ถอดเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งของตัวเองออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการต่อสู้ เขายืนถือชุดคนงานเก่าๆ ในมือ เตรียมพร้อมที่จะสวมบทบาทใหม่ บทบาทของ 'คนรับใช้' ที่จะเขย่าโลกใบนี้ให้สั่นะเืในไม่ช้า