“ใช้มือหลอมโอสถวิญญาณ ดอกบานห้าแฉก”
จูเก๋อเชียวหยุนเดินออกมาจากด้านหลัง ในมือถือกล่องเล็กๆ อะไรบางอย่าง
“สุดยอด สุดยอดจริง ๆ!”
เขาโยนกล่องที่อยู่ในมือทิ้งไปด้านข้างแล้วปรบมือชื่นชมชวีหลิวซี“อายุยังน้อยแต่กลับมีพรสวรรค์มากถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังมีจิตใจที่สงบนิ่ง ช่างเปิดโลกให้ข้าจริงๆ ทุกคนต่างบอกว่าคนแก่ในเจียงหูสุดยอด แต่ตอนนี้ ข้าว่าเจียงหูเป็นของเด็กอย่างพวกเจ้าแล้วล่ะดอกบานห้าแฉก หลังจากโอสถวิญญาณบานแล้วยังเติมสมุนไพรอีกสามสิบหกชนิดขั้นตอนทุกอย่างต้องห้ามพลาดเด็ดขาด อีกทั้งเวลาต้องแม่นยำ ไม่อย่างนั้นโอสถวิญญาณนี้ก็เปล่าประโยชน์ต่อให้ข้าจะเป็นคนหลอมโอสถวิญญาณขึ้นในตอนนี้ ก็อาจทำไม่ได้ดีไปมากกว่านี้”
ชวีหลิวซีที่ใบหน้าแดงโค้งตัวลง“ผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่โชคช่วยเท่านั้น”
จูเก๋อเชียวหยุนพูดขึ้น “ในใต้หล้านี้ทุกอย่างสามารถพึ่งพาโชคได้ทั้งนั้น มีเพียงการหลอมโอสถอย่างเดียวเท่านั้นที่อาศัยโชคช่วยไม่ได้เพราะขั้นตอน เวลา ความแรงของไฟ และส่วนผสมต้องพอดีกันทั้งหมด จะพึ่งโชคช่วยได้อย่างไรกัน? เก่งก็คือเก่งเจ้าไม่ต้องถ่อมตัว นึกดูแล้วตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้า ตอนนั้นข้ายังเอาแต่คิดว่า ทำอย่างไรจะหนีจากอาจารย์ไปเที่ยวเล่นได้อยู่เลย”
ชวีหลิวซีถูกชมจนรู้สึกไปต่อไม่ถูก จึงทำได้เพียงพูดประเด็นอื่น“ผู้อาวุโส เชิญท่านรักษาติงหนิงตงเถอะ”
จูเก๋อเชียวหยุนเดินเข้าไปจากนั้นก็ประคองตัวติงหนิงตงที่สลบอยู่ “เดิมทีตอนที่ข้ากำลังกลับไปในสมองก็คิดได้วิธีหนึ่ง...นั่นก็คือใช้พิษมาถอนพิษ ต้นเถาวัลย์โลหิตชอบกินเลือดเป็นชีวิตจิตใจมีเพียงเลือดที่จะทำให้มันดำรงอยู่ได้ เดิมทีมันก็เป็นของด้านมืดอยู่แล้วในความทรงจำข้า ไม่มีสิ่งของอะไรจะควบคุมมันได้ ฉะนั้นข้าจึงนึกถึงการใช้เก้าอสรพิษขึ้นมา”
“เก้าอสรพิษ?”
ชวีหลิวซีชะงักไป“ผู้อาวุโสอยากใช้เก้าอสรพิษมาฆ่าเถาวัลย์โลหิต?”
จูเก๋อเชียวหยุนพยักหน้า“เถาวัลย์โลหิตและเก้าอสรพิษเป็นสมุนไพรที่สามารถเคลื่อนไหวได้ไม่ต่างไปจากสัตว์มีชีวิตแต่ถึงกระนั้น เก้าอสรพิษถือว่าดุร้ายกว่ามากเดิมทีข้าอยากใช้เก้าอสรพิษกำจัดรากของเถาวัลย์โลหิตให้เก้าอสรพิษดูดซับสิ่งหล่อเลี้ยงของเถาวัลย์โลหิตจนหมดแล้วตายไปในที่สุดในขณะที่เถาวัลย์โลหิตกำลังจะตาย นาทีนั้นก็ดึงติงหนิงตงออกมาทันทีแต่วิธีการนี้อันตรายมากเกินไป หากช้าเพียงแค่เสี้ยววินาที อย่างนั้นเก้าอสรพิษก็จะควบคุมเลือดของติงหนิงตงแทนแน่นอน”
ชวีหลิวซีขานรับ“เก้าอสรพิษมีสรรพคุณร้ายนัก ฉะนั้นหากมันควบคุมเลือดของติงหนิงตงแทนละก็...มันจะอันตรายมากเกินไป”
จูเก๋อเชียวหยุนใช้มือข้างหนึ่งวางไว้ที่หลังติงหนิงตงจากนั้นลำแสงสีดำในมือก็เปล่งประกาย เขารักษาติงหนิงตงพร้อมพูดขึ้น“พวกเจ้าใช้วิธีอะไรมากำจัดเถาวัลย์โลหิต?”
ตอนนั้นผ้าฟู่หมัวลอยไปฆ่าเถาวัลย์โลหิตด้วยตัวเองแต่เรื่องนี้จะให้จูเก๋อเชียวหยุนรู้ไม่ได้เด็ดขาด โชคดีที่ตอนนั้นนอกจากติงหว่านเชียวแล้วทุกคนก็เป็นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทั้งนั้น อันเจิงหันไปมองติงหว่านเชียวแวบหนึ่งจากนั้นติงหว่านเชียวก็พยักหน้ารับ
“พวกเขาทั้งสองคนใช้พลังในเลือดของตัวเองมาแย่งชิงการควบคุมจากติงหนิงตงในขณะที่เถาวัลย์โลหิตกำลังเคลื่อนไหวอยู่นั้นข้าใช้เจ็ดโอสถและหยาดพิรุณมารวมกันทำลายเถาวัลย์โลหิต” ชวีหลิวซีพูดอธิบาย
จูเก๋อเชียวหยุนขมวดคิ้ว“หากพวกเจ้าใช้วิธีนี้แล้วสำเร็จ อย่างนั้นข้าคงต้องยอมรับว่าเป็นโชคช่วยแล้วล่ะ”
ชวีหลิวซีพูดต่อ“อาจไม่ใช่โชคช่วยอย่างเดียว...เพราะเลือดของติงหนิงตงอ่อนแอมากหากเป็นก่อนหน้านี้สองชั่วโมง เกรงว่าคงไม่มีโอกาสทำสำเร็จเลยสักนิด แต่ตอนนี้เลือดนางเริ่มแห้งแล้วฉะนั้นจึงควบคุมเถาวัลย์โลหิตได้น้อยลงอีกทั้งเถาวัลย์โลหิตได้รับเลือดจากทางอื่นมากกว่า เมื่อเห็นว่าอันเจิงและติงหว่านเชียวมีเลือดให้เถาวัลย์โลหิตมากกว่าครึ่งจึงเปลี่ยนความสนใจมาด้านนี้”
จูเก๋อเชียวหยุนมองทุกคนและไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติทว่าเขารู้สึกว่าการทำวิธีที่ชวีหลิวซีพูดให้สำเร็จเป็นไปได้น้อยมาก
แต่ยังดีที่ช่วยติงหนิงตงไว้ได้ฉะนั้นเขาจึงไม่อยากพูดอะไรต่อ
เมื่อจูเก๋อเชียวหยุนขับพิษในร่างติงหนิงตงออกจนหมดจึงหยิบโอสถวิญญาณอีกเม็ดใส่ปากติงหนิงตงแล้วพูดขึ้น “ความจริงแล้ววิธีที่จะกำจัดเถาวัลย์โลหิตได้ดีที่สุดก็คือใช้ผ้าฟู่หมัว...แต่นั่นเป็นเพียงของในตำนานเท่านั้นเกรงว่าคงมีคนเคยเห็นมันน้อยมาก เล่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วใต้หล้านี้มีดวงตากงล้อเก้าภพ ซึ่งกงล้อเก้าภพจะไม่มีวันตายและสลายไป เมื่อผู้ที่มันอาศัยอยู่ตายไปกงล้อเก้าภพก็จะเลือกผู้ที่มาสืบทอดต่อ เล่ากันว่าผู้ที่มีดวงตากงล้อเก้าภพคือสิงโตแต่ก็มีคนบอกว่าเป็นเยาโซ่วที่รูปร่างเหมือนสิงโต”
“แต่สิ่งที่มีดวงตากงล้อเก้าภพจะเป็นสิ่งที่มีความโลภมากที่สุด”
จูเก๋อเชียวหยุนมอบติงหนิงตงให้ติงหว่านเชียว“ไม่ว่าจะเป็นหลุมศพหรือของมีค่าที่ผู้สูงส่งเก็บไว้ เพียงแค่มันสัมผัสได้ อย่างไรมันต้องไปชิงมาให้ได้แน่นอนและดูดของมีค่าเหล่านั้นไปทั้งหมด”
“ดูด?”
อันเจิงชะงักไป “หมายความว่าอะไร?”
“เพราะอะไรดวงตากงล้อเก้าภพถึงสามารถรับรู้ว่ามีของวิเศษ? เพราะอะไรมันถึงสัมผัสของมีค่าได้?นั่นเพราะมันกลืนของมีค่าเข้าไปเป็นจำนวนมากมันดูดซึมคุณสมบัติของของมีค่าต่าง ๆ เล่ากันว่า เมื่อดวงตาคู่นั้นดูดซึมคุณสมบัติไปมากพอแล้วดวงตากงล้อเก้าภพจึงจะสามารถเปิดออกได้ และเมื่อดวงตากงล้อเก้าภพเปิดออกอย่างเต็มที่มันจะสามารถดูดซับของวิเศษระดับสีม่วงเข้าไปได้เลยทีเดียว”
จากนั้นเขาก็ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนพูดต่อ“แต่นี่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น...เพราะดวงตากงล้อเก้าภพไม่ปรากฏตัวอย่างน้อยหลายพันปีแล้วหรืออาจนานถึงหมื่นปีเลยด้วยซ้ำ ผ้าฟู่หมัวที่ข้าพูดถึงเมื่อครู่คือผู้ช่วยของดวงตากงล้อเก้าภพนั่นเองหรือเรียกอีกอย่างว่าของรับใช้ ไม่ว่าดวงตากงล้อเก้าภพปรากฏขึ้นที่ไหนก็ตาม อย่างไรผ้าฟู่หมัวต้องปรากฏตัวตามแน่พวกเจ้าก็น่าจะรู้ดี ของมีค่ามักจะซ่อนอยู่ในหลุมศพและผู้ที่สามารถซ่อนของวิเศษในหลุมศพได้ มีใครไม่ใช่บุคคลสำคัญหรือเป็นยอดฝีมือบ้าง? แล้วมีใครบ้างที่อยากให้คนอื่นขุดหลุมศพตัวเอง?ฉะนั้นของวิเศษที่ซ่อนอยู่ในหลุมศพจึงเป็นของมีค่ามาก”
จูเก๋อเชียวหยุนชี้ไปยังเถาวัลย์โลหิตที่ถูกเผา“ครั้งแรกที่ต้นเถาวัลย์โลหิตปรากฏขึ้น ก็เพราะมีคนอยากปกป้องหลุมศพของตัวเองไม่ให้ถูกคนอื่นมาทำลายหรือรื้อค้น”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“นี่เป็นวิธีที่ชั่วร้ายมากวิธีหนึ่ง เมื่อพูดไปแล้วก็ทำให้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนเปล่าๆ หากจะให้เถาวัลย์โลหิตมาเฝ้าหลุมศพ ก่อนอื่นต้องฆ่าคนจำนวนมากเพื่อเอาเลือดมาไม่ใช่เลือดของคนคนเดียวเท่านั้นและไม่ใช่เลือดของใครก็ได้แต่ต้องเป็นเลือดจากคนตระกูลเดียวกันเท่านั้น...และนี่ก็คือเหตุผลที่ข้าพูดเมื่อครู่ว่าที่พวกเจ้าใช้วิธีนี้มากำจัดเถาวัลย์โลหิตได้น่ะเป็นโชคช่วย”
“เมื่อเถาวัลย์โลหิตดูดซึมเลือดของใครแล้วมันจะเชื่อมต่อกับคนคนนั้นทันที และนั่นก็หมายความว่าต่อให้มันจะดูดซึมเลือดของคนอื่น แต่มันก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับคนอื่นอย่างแน่นอนสำหรับเถาวัลย์โลหิตแล้ว เลือดของคนอื่นก็ไม่ต่างไปจากน้ำรดต้นไม้เท่านั้นมันเป็นเพียงการหล่อเลี้ยงแต่ไม่ใช่การเชื่อมความสัมพันธ์”
เมื่อพูดจบแล้วเขาก็หันกลับไปมองชวีหลิวซีแวบหนึ่ง
สีหน้าของชวีหลิวซีเปลี่ยนไปทันทีทว่าไม่ได้พูดอะไร
จูเก๋อเชียวหยุนพูดต่อ “เจ้าของหลุมศพที่เลี้ยงของพวกนี้หากไม่ใช่บุคคลสำคัญก็คงต้องเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน ฉะนั้นการเลี้ยงเถาวัลย์โลหิตก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรเพียงแค่เป็นวิธีที่โหดร้ายมากไปหน่อยเท่านั้นเอง โดยเริ่มจากการเลือกตระกูลใดตระกูลหนึ่งอย่างน้อยคุณสมบัติต้องได้ ร่างกายต้องมีประสิทธิภาพที่ดีพอสมควร จากนั้นก็จับตัวมาทั้งตระกูลแล้วรีดเลือดออกมาจนหมดตัวเลือดเหล่านี้จะเอามารวมกันทั้งหมดในอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่ง คุณสมบัติของอาวุธชิ้นนี้ก็ประหลาดมากมันจะปล่อยเลือดให้ไหลออกมาหล่อเลี้ยงต้นเถาวัลย์โลหิตในปริมาณเท่าเดิมทุกวันซึ่งเลือดเหล่านี้มีปริมาณมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงให้เถาวัลย์โลหิตเติบโต เล่ากันว่า...ระยะเวลาการหล่อเลี้ยงนานที่สุดสามารถอยู่ได้ถึงห้าร้อยปี”
“แต่นี่ยังไม่ใช่วิธีการทั้งหมด”
“ในตระกูลที่ถูกจับมาฆ่าเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์จะถูกไว้ชีวิตหนึ่งคน จากนั้นก็ลอกหนังทั้งเป็นแล้วนำตัวไปทิ้งไว้ในบ่อเลือดแช่ตัวอยู่ในบ่อนั้นโดยไม่มีหนังหุ้ม ร่างของเด็กหนุ่มจะถูกสมุนไพรอะไรบางอย่างมาเปลี่ยนแปลงทำให้เริ่มเกิดรากขึ้นตามตัว...หลังจากมีรากงอกออกมาแล้วมันจะเชื่อมความสัมพันธ์กับเลือดเหล่านั้น และกลายเป็นรากของต้นเถาวัลย์โลหิตซึ่งเป็นตัวควบคุมเถาวัลย์โลหิตทั้งหมดในหลุมศพ”
“เมื่อลองคิดดู ยังไม่ต้องพูดถึงระยะเวลาห้าร้อยปีนะเพียงแค่หนึ่งร้อยปี เถาวัลย์โลหิตในหลุมศพจะบ้าคลั่งขนาดไหนกัน? ฉะนั้นการใช้เถาวัลย์โลหิตมาเฝ้าหลุมศพจึงเป็นวิธีที่แข็งแกร่งกว่าอย่างอื่น”
“หากดวงตากงล้อเก้าภพอยากชิงของวิเศษก่อนอื่นก็ต้องฆ่าเถาวัลย์โลหิตให้ได้เสียก่อนส่วนวิธีการกำจัดเถาวัลย์โลหิตก็คือใช้ผ้าฟู่หมัวที่เป็นตัวช่วย เล่ากันว่ายุคแรกที่ดวงตากงล้อเก้าภพปรากฏ มันปรากฏในร่างของคนคนหนึ่ง...เป็นชายหนุ่มผู้มากพรสวรรค์แล้วเขาก็เป็นคนสร้างผ้าฟู่หมัวขึ้นมาด้วยตนเอง เพราะแบบนี้ผ้าฟู่หมัวถึงได้ซื่อสัตย์กับดวงตากงล้อเก้าภพมากต่อให้คนคนนั้นตายไปแล้ว ผ้าฟู่หมัวก็ยังคงตามหาผู้สืบทอดดวงตากงล้อเก้าภพต่อไป”
“เพียงแค่มันนานมาแล้วไม่รู้ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
หลังจากสงบสติอารมณ์ ชวีหลิวซีจึงพูดขึ้น“อาจเป็นเพราะว่าเถาวัลย์โลหิตที่ติงหนิงตงเลี้ยงไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทำร้ายใคร”
จูเก๋อเชียวหยุนพยักหน้า “ก็อาจเป็นไปได้ในเมื่อนางเพียงแค่ถูกมารควบคุมจิตใจเท่านั้นเอง”
เขาลุกขึ้น “หากต่อไปมีเวลาว่างก็มาหาข้าบ้างนะแต่ตอนนี้ข้าต้องใช้สมุนไพรถอนพิษในร่างกายของนางให้หมดฉะนั้นเชิญทุกท่านกลับไปก่อนเถอะ ติงหว่านเชียว เจ้าอยู่ต่อ”
ติงหว่านเชียวโค้งตัว “ขอรับ”
อันเจิงกับชวีหลิวซีและคนอื่น ๆ ยกมือคารวะและขอตัวกลับขณะที่กำลังจากไป เขามักจะรู้สึกว่าจูเก๋อเชียวหยุนจ้องแผ่นหลังของพวกเขาตลอดเวลา จูเก๋อเชียวหยุนพูดเรื่องผ้าฟู่หมัวและดวงตากงล้อเก้าภพมากขนาดนั้นอาจไม่ใช่เพราะเขาชอบเล่านิทาน คนอย่างนี้มีจิตใจที่ลึกลับซับซ้อนไม่มีใครเดาใจได้ แม้กระทั่งเดินออกไปในระยะที่ไกลแล้ว ทว่าแผ่นหลังของพวกเขาก็ยังรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่ดี
เมื่อถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พวกเขาจึงรู้สึกปลอดภัยและวางใจขึ้น
“ช่วงนี้ห้ามให้เสี่ยวช่านและผ้าฟู่หมัวปรากฏตัวออกมาเด็ดขาด”
อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น“คนอย่างจูเก๋อเชียวหยุน ไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดให้มากความเขาเล่าเรื่องยาวขนาดนั้น สิ่งเดียวที่เป็นไปได้ก็คือหากเขารู้ว่าดวงตากงล้อเก้าภพและผ้าฟู่หมัวอยู่ที่ไหน เขาต้องไม่ยอมปล่อยมันไปแน่ ฉะนั้นช่วงนี้ห้ามให้เสี่ยวช่านและผ้าฟู่หมัวปรากฏตัวอีกเก็บมันไว้ในตราประทับท้าทายสวรรค์นี่แหละ”
ผู้เฒ่าฮั่วพยักหน้า“ถึงแม้ข้าจะไม่รู้จักจูเก๋อเชียวหยุนที่พวกเจ้าพูด แต่คนที่มีความชื่นชอบด้านยาพิษอย่างไรก็เป็นคนที่น่ากลัวอยู่ดี ฉะนั้นระวังตัวไว้จะดีกว่าหากเสี่ยวช่านตกไปอยู่ในมือเขาคงต้องตายแน่”
อันเจิงขานรับ “ส่วนใหญ่ช่วงนี้ข้าจะอยู่ที่สำนักวรยุทธ์ชางเรื่องภายในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ต้องลำบากพวกเจ้ามาจัดการแล้วนะ อีกอย่าง...ช่วงนี้มีคนจำนวนไม่น้อยส่งลูกหลานตัวเองมาที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี การจะเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งต้องเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่เด็กนั่นถึงจะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด ที่พวกเรารับคนจากแถบชายแดนมามากขนาดนั้นนั่นเพราะพวกเขาไม่ใช่คนจิตใจชั่วร้ายอะไร แต่ความคิดหลายอย่างเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้พวกเขาทำตามที่ข้าพูด นั่นเพราะพวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แต่ภายในจิตใจแล้วพวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นเป็นความดีจริง ๆ ก็ได้”
“แต่ไม่เหมือนกับเด็กเราต้องให้พวกเขารู้จักผิดชอบชั่วดีตั้งแต่เล็ก หากเป็นแบบนี้เมื่อโตมาพวกเขาถึงจะไม่ทำเรื่องที่เลวร้าย นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครส่งเด็กที่สามารถบ่มเพาะพลังวัตรได้มาที่นี่เราก็จะรับไว้ทั้งหมด แล้วทุกคนก็ผลัดเปลี่ยนกันมาสอนพวกเขาบ่มเพาะพลังวัตรส่วนเด็กที่ไม่อาจฝึกพลังวัตร เราก็เลือกคนที่เหมาะสมในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มาสอนพวกเขาเรื่องทักษะทางด้านร่างกาย”
ทุกคนพยักหน้า
“สำหรับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”
อันเจิงถอนหายใจยาว “เวลาสอนเด็กมีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องจำไว้...หากสอนเด็กในทางที่ผิด นั่นก็เท่ากับทำลายชีวิตของคนคนหนึ่ง”