76 : ถาโถม
จู่ๆ เกลก็หนาววูบขึ้นมาเฉยๆ นั่นไม่ใช่เพราะการขับอันน่าหวาดเสียวที่เลี้ยวทีเหมือนจะดริ๊ฟกันแบบในในหนังของคนขับรถที่ทำเอาใครหลายคนหน้าเขียวหน้าซีดคล้ายจะเป็นลมตอนนี้แน่ แม้จะยังมีอยู่สองคนที่ยังเป็นปกติอยู่ก็ตามอย่างวาล และทิน
เหมือนมีบางอย่างแทงจึ๊กเข้ากลางใจเกลอย่างจัง ตอนนี้เธออึดอัดราวกับมีบางสิ่งร้ายแรงเกิดขึ้น
“อีกนานมั้ยคะ กว่าจะถึงจุดหมาย” เกลตะโกนถามคนขับ
“อีกประมาณยี่สิบนาทีแหละคุณหนู เข้าเขตเมืองมาแล้วรถเลยติดหน่อย อ้อ แต่ถ้าคุณหนูอยากให้ไปถึงเร็วกว่านี้ก็ได้เลยนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะจัดการลัดเลี้ยวให้เอง”
ไม่ต้อง!!!เสียงโหยหวนที่ดังขึ้นในความคิดทุกคนในขณะนี้ อย่าหาเรื่องเสี่ยงตายมากไปกว่านี้เลย
“รบกวนด้วยนะคะ” เกลตอบไปอีกอย่าง เหมือนได้ยินเสียงเพียวร้องเหวอออกมา “ช่วยไปถึงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ทีค่ะ”
“จัดไป!”
แล้วคุณพี่คนขับก็ขยับเกียร์กึกๆแล้วดริฟเข้าซอยด้านข้างที่คงเป็นทางลัดแบบไม่บอกกล่าว จนคนแทบจะกองไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว
แต่สำหรับเกล ตอนนี้เธอมีความกลัวอย่างอื่นนอกเหนือไปจากเรื่องนี้ เรื่องของคนในครอบครัวที่เหลือเพียงหนึ่งเดียว
พี่กิล!
แถวบริเวณตีนเขา รถสามคันเข้ามาจอดเทียบ คนในรถพากันทยอยลงมาจากรถแล้วเงยหน้ามองเขาลูกใหญ่ตรงหน้า และพากันมุ่งหน้าไปที่นั่น
ขณะโมเดินผ่านรถลีมูซีนโดยมีเลียนกับเอมขนาบข้าง เธอก็รู้สึกได้ว่าขาดใครบางคนไป เมื่อคนที่ควรลงมาพร้อมกับเนียร์และตนัยกลับไม่ปรากฏตัว พยายามมองส่องเข้าไปในแต่กระจกเป็นสีดำเข้มจนมองไม่เห็นภายใน
“ดะ..เดี๋ยว แล้วกิลอะ” โมถามเสียงดัง หวังให้คนที่มาด้วยกันคนที่ถูกถามถึงจะได้ยิน แต่ไม่มีใครหยุดฝีเท้า ทำให้โมขืนตัวอยากจะไปเปิดดูรถนั่น แต่เอมก็จับไว้แน่นและลากให้เธอเดินต่อไป ลางสังหรณ์เลวร้ายทำให้โมตัวสั่นหงึก ภาพที่แม่ฟิวส์ถูกฆ่าผุดขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่นว่ามันจะเกิดขึ้นอีกซ้ำสองโดยฝีมือคนเดิมที่เธอไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น
“เนียร์! แล้วกิลล่ะ ทำไมกิลไม่ยอมลงมาด้วยล่ะ” ร้องถามพร้อมกับพยายามข่มใจให้สงบลง แต่มันกลับยิ่งเต้นถี่กว่าเดิมยามเด็กสาวที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันกลับมา
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เมื่อเห็นจุดแดงหลายจุดบนชุดที่เนียร์ใส่อยู่จนเกิดเป็นลายพร้อย
“เหวอ!”
เสียงชายคนหนึ่งดังขัดความคิดโม เขาเป็นคนขับรถที่ตนัยนั่งมา เขาล้มก้นจ้ำเบ้าเมื่อเปิดเห็นบางอย่างตรงหลังรถ “คน...คนถูกฆ่า!?” แล้วเขาก็มองพวกตนัยด้วยความหวาดกลัว ยิ่งเห็นเนียร์มีเลือดติดอยู่ยิ่งร้องโวยวาย สร้างความรำคาญให้กับเหล่าเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์
“หนวกหูชะมัด” ธุมบ่นพลางเหลือบดูตนัย “ได้รึเปล่า”
ตนัยพยักหน้า แล้วธุมก็ย่างเท้าไปหาชายหนุ่มคนนั้นที่พยายามไถลตัวออกห่าง “ยะ..อย่าเข้ามา”
เด็กหนุ่มผู้มีผ้าคาดหัวคว้าศีรษะของอีกฝ่ายไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว และพริบตานั้นเองไฟก็ลุกท่วมหัวนั้นจนไหม้ดำเกรียมเพียงส่วนหัว
โมเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับช็อก แล้วยังสิ่งที่ได้ยินเขาพูดถึงก่อนหน้านี้อีก การเห็นคนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา และการเสียเพื่อนร่วมทางอย่างกะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังได้คุยกับกิลอยู่เลย ทำให้ความรู้มากมายเข้ามาประดังกัน จนโมทรงตัวยืนไม่ไหวอีกต่อไป มันเกินกว่าที่เด็กสาวอย่างเธอจะรับไหว
น้ำตาร่วงผล็อยลงบนฝ่ามือที่วางบนตัก และเธอร้องไห้โฮออกมา น้ำตาที่ไหลไม่หยุดอย่างที่จะเอามือเช็ดออกเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
“พอทีเถอะ ฮึ่ก!ข้อร้องล่ะ พอที...” อ้อนวอนเสียงสะอื้นด้วยความปรารถนาสุดหัวใจ
ใครก็ได้ หยุดเรื่องนี้ที
แต่เหมือนโชคชะตาไม่มีคำว่าเห็นใจ ต่อให้โมอยากหยุดลงตรงนี้ ก็ยังถูกคนฉุดขึ้นให้ต้องก้าวไปข้างหน้าต่อเหมือนไม่มีวันจบ
เหตุการณ์หลังจากนี้ต่อไป จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างกันนะ
นิกรถอนหายใจขณะคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่พวกเขาขึ้นเขากันได้แล้วไม่นาน เขาก็เพิ่งไปบอกหน้าที่ให้กับเพื่อนร่วมงานที่เหลืออีกห้าคนตามคำสั่งของตนัยเสร็จ และกำลังกลับไปหาเจ้านาย เมื่อเดินพ้นป่ารอบด้านไปก็กลายเป็นลานกว้าง เนินผาที่สูงชันเหนือทะเล เป็นจุดที่มองเห็นริมฝั่งทะเลทั้งหมด
“ทำตามที่ท่านสั่งแล้วครับ ท่านตนัย”
บอกให้รับรู้เพียงหนึ่ง แต่กลับหันมาทั้งสองคน ส่วนเด็กสาวอีกคนที่ไม่ได้หันมามองถูกมัดมือไว้ และยังมีผ้าคาดปากไม่ให้ส่งเสียงออกมาได้อีก เธอยังคงมีน้ำตาไหลอาบแก้มกับท่าทีที่เหมือนไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว ทำให้นิกรแอบเห็นใจ แต่เขาก็ทำแค่ยืนเฝ้าอยู่เฉยๆ เมื่อนี่คือความต้องการของเจ้านาย และรอคอยว่าอีกสองคนที่เหลือจะกระทำอะไรต่อไป
ลมพัดมาแรงตลอดเวลาพาให้เส้นผมสะบัดปลิว เด็กสาวที่ไว้ผมยาวอยู่คนเดียวหันไปกลับไปสู้ลมต่อ สายตาทอดมองไปยังด้านล่าง เห็นชายทะเลและคนมากมาย เมื่อมองจากมุมสูงก็เห็นเป็นเพียงร่างเล็กจ้อยขยับไปมาอยู่เต็มหาดทรายยาวและผืนทะเล
“ทำใจได้แล้วหรือยัง” ตนัยถามเนียร์
ดวงตาสีดำถูกปิดลงครู่หนึ่ง
...โลกที่หยุดนิ่ง...
นั่นคือความปรารถนาของเจ้า เด็กน้อยเอย
“ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว” เนียร์พึมพำปล่อยให้สายลมพัดไป แล้วลืมตาขึ้นพร้อมกับเหยียดแขนขวาไปเบื้องหน้าเข้าหาใจกลางทะเล
“เพราะมันถึงเวลาต้องเปลี่ยนเสียที!”
คนที่กำลังลงเล่นน้ำอยู่พากันประหลาดใจ เมื่อจู่ๆ น้ำทะเลก็ลดหายลงอย่างรวดเร็ว ถอยร่นคืนมหาสมุทรราวกับถูกบางอย่างดูดไปให้เหลือเพียงทรายชื้นเปียกเท่านั้น แต่จากประสบการณ์และข่าวที่มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด หากมันคือหายนะ!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง รถตู้คันหนึ่งที่แล่นฉิวไปตามถนนเลียบชายฝั่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว จู่ๆ หนุ่มหัวเกรียนที่โดยสารอยู่ในนั้นก็ร้องออกมา
“หยุดรถก่อน!”
เสียงเบรกดังเอี๊ยดเร็วทันใจ แต่กะทันหันซะจนคนอื่นๆที่ไม่ทันตั้งตัวแทบพุ่งไปข้างหน้า
“จู่ๆ ให้หยุดทำไมวะ” ฟิวส์ที่หัวโขกเล็กน้อยหันมาตะโกนถามอย่างโมโห แต่แล้วเสียงจากผู้คนภายนอกก็เรียกความสนใจไป ไม่เพียงแต่เขาแต่ยังรวมไปถึงคนอื่นด้วยๆ เมื่อตอนนี้บรรดาผู้คนนอกรถพากันกรีดร้องและวิ่งหนีกันอลหม่านผ่านหน้ารถตู้พวกเขาไป บางคนหนีแบบไม่คิดชีวิตจนเกือบถูกรถชนเอาก็มี
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ทั้งหมดสงสัย ยกเว้นเล็ทกับโลม
“ฉิบหายแล้ว!” เล็ทอุทานเสียงหลงอย่างที่ครูในโรงเรียนเขาไม่มีวันให้อภัย เมื่อมองไปนอกกระจกรถ ทิศทางที่เหล่าฝูงชนวิ่งหนีออกห่าง คนที่เหลือมองตามแล้วพากันเบิกตากว้าง
ชายหาดที่ควรมีน้ำอยู่กลับแห้งเหือดกินที่เป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่จุดสุดสายตา ณ เส้นขอบฟ้า เงาดำบางอย่างพาดยาวกำลังเคลื่อนใกล้เข้าหาชายฝั่งอย่างรวดเร็ว และทวีความใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีสัญญานเตือนใดๆ ทั้งสิ้นจนผิดธรรมชาติ
“นั่นนายจะไปไหนน่ะ เล็ท” ซีลตกใจ ที่เห็นเล็ทลุกออกไป มีโลมตามไปด้วยติดๆ
ก่อนออกไป เล็ทหันมาทางพวกฟิวส์ “พวกนายรีบไปตรงที่กิลบอกเถอะ เดี๋ยวฉันกับโลมจะจัดการทางนี้เอง”
เล็ทกับโลมวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับคนเป็นจำนวนมากลับตาไป ทิ้งให้คนคนที่เหลือยังคงอึ้งกับภาพที่เห็นอยู่
“นั่นมัน...” เอลพูดอะไรไม่ออก แต่แล้วเธอก็ถูกดึงแขนโดยสาวขรึมข้างตัว ที่ยังคงมีสติครบถ้วน
“รีบไปกันได้แล้ว ไม่มีเวลาจะมาตกใจแล้วนะ” วาลเรียกสติทุกคนให้กลับมาสนใจหน้าที่ที่ตนควรทำในขณะนี้
“โอ๊ะ จะวิ่งไปกันเองเหรอครับ” คุณคนขับรถพูดอย่างเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พาไปถึงจุดหมายได้ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากเดสิต กระนั้นเขาก็ยังอวยพรให้ทุกคน “ขอให้โชคดีและรอดปลอดภัยนะครับ”
“เออ นายก็ด้วยล่ะ” ฟิวส์ว่า ก่อนกระโดดลงจากรถต่อจากเกล
ทินที่ลงมาเป็นคนสุดท้ายยังทำใจเย็นยืนมองคลื่นยักษ์ที่เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที ก่อนหันไปตรงจุดหน้าผาบนภูเขาที่กิลบอกให้ไปที่นั่น ทินรู้ทันทีว่าเนียร์ต้องอยู่ตรงนั้นแน่นอน
“หึ เผลอแป๊ปเดียวก็อาละวาดใหญ่เลยนะ” เขาแยกยิ้มกว้าง “รอก่อนเถอะ”
มือเหยียดเอื้อมไปยังตรงจุดผานั้น ด้วยระยะห่างทำให้เหมือนจะคว้าเอาไว้ได้ด้วยมือเดียว
“ฉันจะสอยแกลงมาอัดให้น่วมเอง”
น้ำมหาศาลที่น่าจะถล่มชายฝั่งจนหมด จมทุกสิ่งที่ขวางหน้าไปแล้ว กลับหยุดค้างลงตรงหน้าเด็กหนุ่มสองคน ราวกับมีบางอย่างมาช่วยยันเอาไว้ไม่ให้มันเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ ทว่าคลื่นที่สูงกว่าตัวคนหลายเท่าตัวก็ตั้งโน้มเข้ามาหวังจะตะครุบใส่คนที่บังอาจมาขัดขวางมันเสียให้ได้
เล็ทเหงื่อแตกพลั่ก เงาดำทาบทับจนมองไม่เห็นสิ่งใดอีกนอกจากคลื่นยักษ์ตรงหน้า หากพลาดล่ะก็ มีหวังโดนจมเป็นศพขึ้นอืดชัวร์
“ยะ...ยังไหวใช่มั้ย” เล็ทส่งคำถามไปยังชายร่างโตข้างตัว ที่เหงื่อโซมกายไม่ต่างไปจากเขา การหยุดเจ้านี่นี่มันใช้พลังงานเยอะจริงๆ และไม่นานพวกเขาคงหมดแรงและถูกสายน้ำกลืนหายไป และคนอีกเป็นจำนวนมากต้องตาย
อย่างน้อยก็ขอถ่วงเวลาจนกว่าคนอื่นจะหนีไปให้ได้มากที่สุดเถอะ
พลัน ตรงหายตาก็เห็นควันไฟโขมงลอยขึ้นมาตรงจุดบริเวณตีนเขา สมาธิที่หลุดไปชั่วขณะส่งผลให้น้ำเล็ดลอดเข้าซัดขาจนเกือบเสียหลักล้มไป หากยังตั้งตัวใหม่ได้
“อย่าบอกนะว่านั่นก็เป็นฝีมือเจ้าพวกนั้นน่ะ” เล็ทร้องเสียงระโหย ถ้าเป็นจริงเขาคงร้องไห้ ไม่สิ...มันเป็นจริงแน่นอนอยู่แล้ว เพื่อป้องกันทางหนี เพื่อไม่ให้เข้าไปรบกวนสถานที่ที่ตัวต้นเหตุอยู่...ตรงผานั้นสินะ เล็ทเหลือบดู
ป่านนี้ตรงทางขึ้นเขาต้องถูกไฟไหม้รุนแรงจนใครหน้าไหนก็เฉียดเข้าไปใกล้ไม่ได้แน่
“นี่มันจะปิดทางมากกันเกินไปแล้วน้า!”
“ใจเย็น” น้ำเสียงหนักแน่นสมตัวเอ่ยขึ้น เพื่อดับใจที่ร้อนรนของเล็ทให้เย็นลง
คนหนีไปไม่ได้ ก็ถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้ แล้วจะให้เขาทำไงต่อกันล่ะ!
สมองประมวลผลอย่างหนัก แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ก็มีแต่ตันกับตัน ปัดโธ่! ถ้าหากมันมีทางลัดอย่างอ้อมไปด้านข้างได้อะไรอย่างนั้นก็ดีอยู่หรอก...เดี๋ยว ด้านข้างเหรอ
ถ้าให้เปรียบคงเหมือนมีหลอดไฟส่องปิ๊งขึ้นมาบนหัวเล็ทตอนนี้ ก่อนเจ้าตัวจะหัวเราะหึๆให้กับสมองแสนไบร์ทใต้หัวเกรียนๆ ของตัวเอง
ขอบเขตการใช้พลักที่ดีที่สุดของเล็ทคือในระยะห้าเมตร หากเกินจากนั้นความสามารถในการควบคุมจะลดลง
“โลม นายเชื่อใจฉันมั้ย”
เพื่อนกล้ามโตให้กำลังใจเพื่อนได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการ ส่ายหน้า ทำเอาเล็ทขำไม่ออกเลยทีเดียว
“ ‘โทษที ใช้คำผิดไปหน่อย นายเชื่อสมองฉันมั้ย”
คราวนี้โลมไม่ทำให้ผิดหวัง เขาพยักหน้าหนึ่งครั้งด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
“ถ้าฉันนับหนึ่งถึงสามแล้ว นายกลั้นหายใจเลยนะ”
โลมพยักหน้าอีกครั้งเป็นการตอบรับ ในขณะที่เล็ทขยับก้าวถอยหลังอย่างช้าๆและมั่นคงไปยังจุดสุดเขตการใช้พลางในระยะห้าเมตรของเขา เมื่อไปถึง เล็ทก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆสำหรับการเตรียมใจ หากเขาคิดผิดล่ะก็ ทุกอย่างจบแน่...จบชีวิตตัวเองนี่แหละที่จะไปก่อนใครเพื่อนเลยด้วย
“หนึ่ง”
การใช้พลังควบคุมน้ำปริมาณมหาศาลขนาดนี้ ต่อให้เนียร์ถูกเรียกว่ามีพลังแข็งแกร่งที่สุดจะบังคับได้ก็ตาม
“สอง”
แต่มันไม่มีทางที่จะบังคับทุกจุดได้เท่ากันอยู่แล้ว หากจุดที่เขากับโลมช่วยกันต้านคือจุดที่เนียร์ทุ่มแรงคุมหนักที่สุดแล้วล่ะก็...
รอบข้างจะต้องมีแรงควบคุมน้อยกว่าแน่นอน!
“สาม!”
เล็ทถอนพลังในการใช้ยันน้ำตรงหน้าออก ทำให้เหลือโลมเพียงคนเดียวซึ่งไม่อาจต้านแรงมหาศาลได้ น้ำจึงเข้าตะครุบร่างโลมกลืนหายอย่างรวดเร็ว ในขณะเล็ทที่อยู่ห่างออกไปกว่านั้น เขาบังคับคลื่นด้านข้างที่มีความสูงต่ำกว่าคลื่นตรงหน้าอย่างเห็นได้ชัด และมันเป็นไปตามที่คิดไว้ เมื่อเล็ทแทรกแซงการควบคุมด้านนั้นอย่างง่ายดาย
อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าเขาคงถูกน้ำทะเลซัดหายไปแน่ แต่เล็ทก็ยังคุมน้ำนั้นพุ่งเข้าหาคนที่อยู่บนเนินผาเหนือทะเลนั้นแทน จนคนที่ต้องประหลาดใจนั้นคือเนียร์
เด็กสาวตะลึง เมื่อน้ำทะเลจำนวนหนึ่งลอยพุ่งขึ้นมาหวังซัดเธอและคนอื่นบนนี้ให้แหลกลาญ แต่เธอก็ใช้พลังทั้งหมดมุ่งมั่นแต่เพียงจะถล่มเมืองเท่านั้น
ก็เอาสิ เล็ทฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ จะทำลายทุกสิ่ง หรือจะรักษาชีวิตตัวเองก่อนกันแน่ เลือกเอาละกัน!
เนียร์กัดฟันกรอด ถอนการควบคุมจากคลื่นยักษ์มาสลายคลื่นน้ำที่คิดทำร้ายเธอไปแทน กลุ่มน้ำสลายเป็นหยดฝนร่วงลงมากระทบร่างเด็กสาว ก่อนหันไปมองทางชายฝั่ง คลื่นที่เธอสร้างขึ้นมาหายไปกับตา จนเธอสบถออกมาอย่างเจ็บใจ
ในขณะที่เสียงหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังตกเป็นของเด็กหนุ่มร่างเตี้ย
เมื่อไม่ได้ถูกใครคุมไว้ เล็ทก็สามารลดความแรงของคลื่นที่ซัดเข้ามาอย่างง่ายดาย และช่วยให้มันลดระดับลงไปอย่างที่มันควรจะเป็น ทำให้เห็นเพื่อนตัวโตนอนเกยตื้นอยู่บนพื้นทราย
“ฮ่าๆๆ โลม ฉันทำได้แล้ว!”
แล้วเสียงหัวเราะดังจากเด็กหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าหัวเกรียนแห่งโรงเรียนนิรารักษ์ก็ดังก้องไปทั่วหาดไร้ผู้คน
ในขณะเดียวกัน พวกทินก็มาถึงตรงที่รถของพวกตนัยจอดก่อนหน้านี้ได้ในที่สุด ทั้งที่เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่น่าจะวิ่งมากันเพื่อหนีน้ำขึ้นเขา แต่พอเห็นว่ามีไฟลุกโหมอยู่ จึงไม่มีใครเสียเวลาหนีมาทางที่รู้ว่าจะตันอีก ทำให้ตรงบริเวณนี้ไม่มีวี่แววของผู้คน
พอเกลเห็นรถสามคันนั้นก็ตรงเข้าไปเปิดดูข้างในทันที พร้อมกับเรียกชื่อพี่ชายไปด้วย
“เกล ไม่ใช่ว่ากิลจะไปกับพวกนั้นแล้วหรอกเหรอ” เอลยังยืนหอบอยู่เลยตอนเกลเปิดประตูรถคันที่สอง ก่อนจะตรงไปที่ลีมูซีน
“ไม่ค่ะ พี่กิลต้องยังอยู่แถวนี้แน่”
คนที่เหลืองุนงงว่าทำไมเกลถึงมั่นใจขนาดนั้น
“ที่เขาว่ากันว่าฝาแฝดจะมีบางอย่างสื่อถึงกัน น่าจะจริงนะคะ” เนนเคยอ่านเจอเรื่องนี้มาก่อน แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีหลายต่อหลายเหตุการณ์มายืนยันแนวคิดนี้ และครั้งนี้คือประสบการณ์โดยตรงที่เนนได้เจอกับตัว เมื่อเกลร้องลั่นหลังเปิดดูเบาะหลังรถลีมูซีน
“พี่กิล! ไม่นะ!!”
เอลกับเพียวรีบเข้าไปดูตาม เพียวถึงกับหวีดร้อง ส่วนเอลก็ปิดปากเบือนหน้าหนี จนกระทั่งคนที่เหลือตามมาดูก็ตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังนั่งอยู่บนรถโดยมีดาบคาไว้อยู่ตรงท้อง ปากมีคราบเลือด ไม่ว่าใครที่เห็นย่อมเข้าใจว่ายังไงเขาก็คง...
“เกล?...”
คนที่ใครหลายคนเข้าใจว่าน่าจะตายไปแล้วกลับส่งเสียงเรียกเบาๆ ดวงตาพยายามเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แต่แค่นั้นเกลก็แทบจะพุ่งตัวกอดอยู่แล้วที่เห็นเขายังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ติดว่ามีดาบปักคาอยู่นะ
“พี่กิลบ้า! ทำเกลเกือบหัวใจวายอยู่แล้ว” เกลน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ
กิลเองก็ไม่อยากแก้ตัวว่าเพราะหมดสติไปครูหนึ่ง เพิ่งจะตื่นก็ตอนเธอมาตะโกนอยู่ข้างๆ นี่ล่ะ เกลเช็ดน้ำตาแล้วพูด “รอเดี๋ยวนะคะ เกลจะดึงดาบออกให้”
“เดี๋ยว เกล ทำแบบนั้นเลือดมันจะยิ่งไหลไม่ใช่เหรอ” เอลรีบบอก และถึงจำเป็นต้องทำตอนนี้ พวกเธอก็ไม่มีอุปกรณ์รักษาพยาบาลอะไรทั้งนั้น
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ”
ในระหว่างที่สองคนนั้นคิดนั่นเอง ทินก็เอามือยันตรงกรอบประตูแล้วยื่นตัวเข้ามา “งั้นทำแบบที่เจ้านั่นทำกับเนียร์มั้ยล่ะ ยังไงตอนนี้ก็มีคนใช้ไฟสองคนตรงนี้แล้ว” ทินชูนิ้วโป้งไปทางด้านหลังที่ฟิวส์กับริสยืนอยู่
ริสไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่เข้าใจว่าทินหมายถึงอะไร แต่ฟิวส์กลับปฏิเสธ
“ทำไม่ได้ ถึงคนชื่ออั๊คมันจะเหมือนง่ายก็เถอะ แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดว่าจะทำให้แผลมันสมานติดกันได้เนียนขนาดนั้นนะ”
“เดี๋ยวๆ พวกนายกำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย” ริสโบกมือคั่นขอเวลานอกกให้คนช่วยอธิบาย
“ใช้ไฟลนเพื่อปิดแผล ถูกมั้ยคะ” เด็กเรียนอย่างเนนจับใจความได้อย่างนั้น “ฉันไม่รู้ว่าอั๊คทำอะไรไปบ้างนะคะ แต่สมัยก่อนเคยมีการนำเหล็กน้อนมาแนบเพื่อให้เลือดหยุดไหลอยู่ และบางคนก็นำไฟมาลนเพื่อปิดปากแผล”
“แบบนั้นมันก็ไม่ต่างกับถูกไฟไหม้เลยไม่ใช่เหรอ” เพียวทำหน้าสยอง
“ได้”
ทุกคนหันมองคนเจ็บที่เหมือนจะอยากหลุดไปจากสภาพนี้เร็วๆแล้ว กิลมองทิน “นายมีแผนจะทำอะไรก็บอกมาเลย”
ทินยิ้มมุมปาก “ง่ายๆ ก็แค่ดึงดาบออกมา แล้วให้สองคนนั้นช่วยปิดปากแผลให้ซะ ช่วยได้ในระดับนึง แต่นายจะทนไหวรึเปล่ามันก็อีกเรื่องนึงนะ” ว่าแล้วก็ส่งสายตาท้าทายมาให้
“...ตกลง” กิลตอบรับ ไม่สนใจคำท้วงของน้องสาว แต่เขาก็ยังพยายามยิ้มให้ “พี่ไม่เป็นไรหรอก”
แล้วคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ออกไป ให้ทิน ฟิวส์และริสเข้าไปแทน
“แล้วนายจะเข้ามาด้วยทำไมเนี่ย” ฟิวส์ถาม
“พวกนายต้องการคนช่วยเอาดาบนี่ออกไม่ใช่เหรอ” ทินตอบออกมาด้วยสีหน้าเหมือนนี่เป็นเรื่องปกติ ก่อนจะกระชากฉีกชายเสื้อกิลยาวไปจนถึงจุดที่โดนแทง “ส่วนใครจะเล็งแผลด้านหน้าด้านหลังก็ตกลงกันเอาเองละกันนะ เพราะนี่เล่นปักซะทะลุเลยสิเนี่ย” แค่เห็นดาบไม่ขยับเลย ทินก็เดาได้ไม่ยาก
ริสที่อยู่ทางด้านซ้ายของกิลเลือกด้านหลัง และให้ฟิวส์จัดการด้านหน้าไป
“นับสามแล้ว ฉันจะดึงดาบนี่ออก นายก็แหกปากร้องเอาละกัน อย่าเผลอกัดลิ้นตัวเองล่ะ” ทินวางมือซ้ายกดลงไปรอบแผลเบาๆ กิลก็ตัวเกร็งขึ้นมาทันที ปากเม้มแน่นเหมือนพยายามจะไม่ส่งเสียงออกมา
แต่มันกลับไร้ค่า เมื่อทันทีที่ทินออกแรงดึงดาบออก กิลก็ร้องลั่น แต่ยังพยายามไม่ขยับเพื่อให้แผลไม่ฉีกกว้างกว่าเดิมขณะเอาดาบออก แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อสิ่งที่คาอยู่หลุดออกไปแล้ว ฟิวส์กับริสก็รีบสร้างไฟขึ้นที่มือเข้าประกบปากแผลที่เลือดไหลไม่หยุดอย่างไม่ให้ขาดตอน เสียงร้องโหยหวนยิ่งทวีความดังกว่าเดิม
เพียว ซีลและเนนถึงกับต้องปิดหูตัวเองเพื่อให้ได้ยินเสียงนั้นเบาลง เกลยืนมองตลอดเวลา เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เหมือนอย่างน้อยเธอก็อยากจะร่วมเจ็บไปพร้อมๆ กับพี่ชาย แม้จะรู้ว่ามันไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของความเจ็บที่กิลได้รับอยู่ก็ตาม
ไม่นานนักเสียงก็เงียบหายไป พร้อมกับริสที่ลงมาจากรถแล้วทรุดไปนั่งกับพื้น มือสองข้างนั้นสั่นไม่หยุด เรียกได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้โดยไม่อยู่ภายใต้การมองเห็นสีดำ-แดง กลิ่นเลือดที่ติดมากับมือและเสียงร้องทรมานยังติดหู จนริสอาเจียนออกมาอย่างทนไม่ได้อีก
ซีลกับเนนที่สภาพไม่ได้ต่างกันยังเข้าไปช่วยกันลูบหลังให้
แต่คนที่เหลือกลับต่างออกไป เอล โชลและวาลยังยืนอย่างมั่นคง สีหน้าบ่งบอกถึงการตัดสินใจบางอย่าง
นี่คือการเตรียมใจ
ร่างกายเปรอะเปื้อน เสียงแห่งความทรมานกรีดร้อง
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะได้เจอในยามลงมือทำร้าย หรือยิ่งไปกว่านั้น...คือการฆ่าใครสักคน
“กรี๊ด!”
ทุกคนผวาเฮือก หันไปที่เพียวที่เป็นคนร้อง หลังจากเปิดประตูหน้ารถเพื่อจะหาน้ำมาช่วยล้างตัวคนอื่น แต่สิ่งที่เธอเจอกลับเป็นศพชายคนหนึ่งที่มีหัวไหม้เกรียมแทน
“จะ..จู่ๆ เจอแบบนี้ เกือบช็อกตายไปแล้วนะ” เพียวหายใจแรงกอดตัวเองแน่นแล้วหันมองทางอื่นอย่างเร็ว โชลเข้าไปตรวจดูว่าศพนั้นเป็นใคร หยิบกระเป๋าเงินออกมาดูบัตร
“พนักงานขับรถเช่า?”
“รถลีมูซีนนี่คงเช่ามาน่ะ” ซีลช่วยอธิบายด้วยเสียงยังติดสั่นๆ อยู่ “ปกติรถแบบนี้ไม่ค่อยมีใครซื้อกันหรอก และรถแบบนี้เช่าแล้วก็จะมีบริการคนขับรถให้ด้วย”
โชลทำหน้าเข้าใจขึ้นทันที แล้วมองศพตรงหน้าอย่างเวทนา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แท้ๆ ต้องมาตายแบบนี้
“จะปล่อยไว้แบบนี้เหรอ” วาลที่เข้ามาดูบัตรด้วยเอ่ยถาม “มันคงแปลกอยู่นะ จู่ๆ ก็มีคนเจอศพที่โดนเผาแค่หัว”
เด็กหนุ่มผมน้ำตาลยิ้มแห้งๆ นึกว่าอีกฝ่ายจะใจดีอยากช่วยฝังให้ซะอีก “ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ประหลาดๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อย เจอไปอีกเรื่องคงไม่เป็นไรหรอกมั้งครับ”
“แต่คงไม่ดี ถ้าให้คนอื่นมาเจอศพนี่ในรถคันเดียวกับที่กิลอยู่” เพราะกิลคงขยับไปไหนไม่ได้แน่นอน แต่...
“ฉันไปด้วย”
โชลกับวาลชะงัก เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเผ่าเอดีวาสมายืนเกาะรถข้างๆ พวกเขา ลมหายใจถี่และยังไม่เป็นจังหวะหลังผ่านเหตุการณ์ลำบากมา มืออีกข้างจับรอยแผลไหม้บนท้อง
“นั่งพักอยู่เฉยๆ เถอะค่ะ พี่กิล” เกลช่วยประคองตัวเขาไม่ให้ล้ม
“ถึงปากแผลจะปิด แต่ไม่ได้หมายความว่านายจะเดินเหินไปไหนต่อไหนได้หรอกนะ” ทินว่าพลางลงจากรถพร้อมกับดาบของกิล “ตอนนี้แค่ยืนเองยังทำไม่ได้เลยไม่ใช่เรอะ”
“...พาฉันผ่านไฟนั่นไป แล้วจะโยนฉันลงตรงไหนก็ได้ตามใจนาย” กิลพยักหน้าไปทางตีนเขาที่ห้อมล้อมไปด้วยไฟ เหมือนไม่ได้คิดจะไปตะลุยด้วย แต่ทินก็ยังเดาความคิดเขาออกอยู่ดี
เข้าไปอยู่ในอาณาเขตนั้นได้ ก็แปลว่านึกอยากจะเข้าร่วมด้วยเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น
ทินยักไหล่ “ตามใจ ถ้าไม่กลัวตายนัก” แล้วหนุ่มผมดำแซมทองก็หันมาทางเด็กคนอื่นพร้อมกับพูดว่า “ถ้าขึ้นไปแล้ว หันหลังกลับไม่ได้แล้วนะ”
“พวกคนธรรมดาอย่างนายกับยัยนี่ต่างหากที่สมควรรออยู่นี่” ฟิวส์อดไม่ได้จะถากถาง
“ฝันไปเถอะ” ให้ตาย เพียวก็ไม่ยอมรออยู่เฉยๆ น่ และทินก็ไม่ทั้งตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ทั้งนั้น นอกจากจ้องไปยังภูเขาตรงหน้า ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา
“งั้นก็เตรียมลุยกันเลย”