"เอ๊!????? " ทั้งสามคน ทอย ไนต์ เฟิร์น เปล่งออกมาพร้อมกัน "ทะ...ทำไมกันครับ?/คะ?"
"ทำไมน่ะเหรอ?"
ฝ้ายนำมือซ้ายมาแตะคางของตนเองและยื่นครุ่นคิดถึงเหตุผล ก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง หลังนั่งลงเธอก็ยื่นมือไปหาสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทางฝั่งสาวใช้ก็รู้ว่าฝ้าย้าอะไร จึงยื่นเอกสารที่อยู่ในมือไปให้กับฝ้าย
เอกสารที่ยื่นให้นั้นก็คือข้อมูลเกี่ยวกับทอย เมื่อได้รับมาฝ้ายอ่านออกเสียงข้อมูลที่อยู่ในเอกสารนั่น
"นนทกร อัครโสภณ เกิดวันที่ยี่สิบเอ็ดพฤษภาคมสองห้าสี่หก อายุสิบเจ็ดปี เคยก่อคดีทะเลาะวิวาทกับนักเรียนต่างโรงเรียน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเขาได้ทำร้ายนักเรียนไปกว่าหกคน และยังมีอีกคดีที่สำคัญคดีทำร้ายร่างกาย... เขาทำร้ายผู้เสียหายจนจมูกของเขานั้นหักเลยล่ะ เหตุผลแค่นี้พอไหม? แม่น่ะไม่ยอมให้คนอันตรายแบบนี้มาอยู่กับลูกแน่"
"แม่คะ!? นี่แม่แอบไปค้นข้อมูลมาเหรอคะ? นี่มันเสียมารยาทมากเลยนะ!!" เฟิร์นขึ้นเสียงใส่ฝ้าย
"พอดีมันเผลอไปน่ะ แฮะ ๆ " ฝ้ายใช้มือขวาเขกศีรษะของตัวเองพร้อมแลบลิ้นออกมาเล็กน้อย
"ตะ...แต่ว่า ที่เขาทำไปมันมีเหตุผลนะครับ" ไนต์พยายามแก้ต่างให้ทอย
"งั้นขอแค่มีเหตุผลก-"
ฝ้ายไม่ทันได้พูดจบ ก็ได้มีคนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา คนคนนั้นก็คือทอย
"งั้นขอแค่มีเหตุผลก็ทำอะไรก็ได้งั้นสิ? ้าจะพูดอย่างงี้ใช่ไหมครับ?" ทอยหลับตาพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม
มีบางอย่างสะกิดใจเฟิร์นเกี่ยวกับรอยยิ้มของทอย รอยยิ้มนั่นบ่งบอกว่าเขาไม่ได้ร้อนรนเลย หนำซ้ำยังดูเหมือนจะยอมรับในสิ่งที่ฝ้ายพูด
ยังมีอีกสิ่งที่สะกิดใจเธอ รอยยิ้มของทอยนั้นดูแปลก ๆ ในตอนที่เขาหัวเราะหรือทำตัวกวนประสาท รอยยิ้มของเขานั้นเป็ปกติ แต่ในตอนนี้มันดูต่างออกไป
"โอ้! เข้าใจอะไรง่ายดีเหมือนกันนี่" ฝ้ายกล่าวชื่นชม
ทอยหุบรอยยิ้มลงในเวลาเดียวกับที่เขาลืมตาขึ้นมา ดวงตาของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความจริงจัง "ผมรู้ดีว่าในตอนนั้นผมทำในสิ่งที่ไม่ควรทำไป..."
"ถ้าจะแก้ตัวละก็... ฉันไม่ฟังหรอกนะ" ฝ้ายบอกทอยไป
"โปรดฟังผมก่อนเถอะครับ! ผมไม่ได้จะแก้ตัวหรอก..." ทอยะโขึ้น
เสียงะโนั่นทำให้คนทั้งหมดในห้องตอนนั้นตกตะลึง
ฝ้ายค่อย ๆ ระงับอารมณ์ของตัวเอง "ได้ มีอะไรก็ว่ามาสิ" เธอพูดเพื่อเป็การอนุญาต
"ผมน่ะรู้ดีว่าในตอนนั้นผมทำสิ่งที่ไม่ควรทำลงไป... ผมรู้ดีว่าสิ่งที่ผมทำลงไปมันผิดมหันต์ ต่อให้จะมีเหตุผลแค่ไหน ผมก็ไม่ควรทำมันลงไปเลย เื่นี้ผมเป็คนผิดเองครับ ความผิดนี้น่ะเป็สิ่งที่ผมจะต้องแบกรับเอาไว้ด้วยตัวเองไปตลอดชีวิต..." ทอยพูดโดยใส่อารมณ์ลงไป เขาใส่อารมณ์เข้าไปมาก จนทำให้พอพูดไปนาน ๆ ก็ทำให้เขาเหนื่อยจึงต้องหยุดพักหายใจ
"ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดเลยแฮะ" ฝ้ายจับต้นชนปลายสิ่งที่ทอย้าไม่ได้
เมื่อพักหายใจเสร็จ ทอยก็ได้รับก้มลงไปกราบลงกับพื้น
สิ่งที่ทอยทำให้ทั้งห้องต้องตกตะลึงอีกครั้ง
"ได้โปรดให้โอกาสผมด้วยเถอะครับ!!! ให้ผมได้ลองช่วยผู้คนด้วยดูสักครั้งเถอะครับ!!!..."
"..."
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทุกคนเอาแต่ตกตะลึงกับการกระทำของทอย จนทำให้พวกเขานั้นไม่มีสิ่งใดจะพูด
"...อย่างน้อยก็เพื่อที่ผมจะได้ไถ่บาปในอดีตของผม..."
ตอนที่ทอยพูด เขาได้นึกถึงภาพภาพหนึ่ง ภาพที่เขาได้ผลักหญิงสาวคนหนึ่งให้ตกลงเหวไป
"...ขอร้องล่ะครับ!!!..."
ในตอนนั้นเขานึกถึงภาพอีกภาพหนึ่ง ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้ ภาพนั้นทำให้เขาเก็บน้ำตาของตัวเองไม่อยู่
"...ในอดีตผมเคยช่วยคนสำคัญของผมเอาไว้ไม่ได้... ฉะนั้นได้โปรดให้ผมได้ช่วยใครสักคนได้บ้างเถอะครับ" ทอยพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เมื่อได้ฟังความในใจของทอย ฝ้ายได้พิจารณาคำขอของทอยอย่างละเอียด และเมื่อตัดสินใจได้เธอก็ลุกขึ้นและได้มองออกไปนอกหน้าต่าง
"เดินมาหาฉันหน่อยสิ" ฝ้ายพูดในขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่ข้างนอก
ทอยเงยหน้าขึ้นมาพร้อมคราบน้ำตาที่ยังคงมีอยู่บนใบหน้า
"ทะ...ทำไมเหรอครับ?" ทอยถามไป
"เถอะน่า ฉันไม่ทำอะไรหรอก"
ถึงจะไม่รู้ว่าฝ้าย้าอะไร แต่ทอยก็ได้ลุกขึ้น เช็ดคราบน้ำตาที่อยู่บนใบหน้า แล้วจากนั้นก็เดินไปอยู่ข้าง ๆ ฝ้าย
เพราะโดนสั่งมาและบรรยากาศที่เกิดขึ้น มันทำให้ทอยลืมเื่ที่สำคัญอย่างหนึ่งไป...
"มันเหนือความคาดหมายของฉันมากเลยนะ สิ่งที่เธอพูดออกมาน่ะ... ทีแรกฉันคาดหวังแค่ให้เธอยอมรับในความผิดของตัวเอง และไม่หาข้อแก้ตัวให้กับการกระทำนั่น แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอพูดออกมา มันทำให้ฉันประทับใจมากเลยล่ะ เธอคงได้รับบทเรียนราคาแพงมาจากเหตุการณ์นี้แล้ว" ฝ้ายหันกลับมาหาทอย พร้อมส่งรอยยิ้มไปให้กับเขา"ทำได้ดีมาก เธอน่ะผ-"
ที่จริงฝ้ายกะจะบอกทอยว่า 'ทำได้ดีมาก เธอน่ะผ่าน' พร้อมลูบศีรษะของเขาเพื่อเป็รางวัล แต่เธอต้องหยุดชะงักไปก่อน เมื่อได้เห็นสีหน้าของเขา... เธอเห็นเขากำลังหลับตาปี๋อยู่
"ปะ...เป็ไรไปเหรอ?" ฝ้ายถาม
เมื่อได้ยินคำถาม ทอยก็สะดุ้งขึ้นมา "อ๋อ...! พะ...พอดีว่าผมกลัวความสูงน่ะครับ ผมเลยไม่กล้าลืมตาขึ้นมาดูน่ะครับ"
สิ่งที่ทอยลืมไปตอนเดินมาอยู่ข้าง ๆ ฝ้าย นั่นก็คือเขากลัวความสูง
ในตอนที่ทอยเดินมา และได้เห็นภาพทิวทัศน์เบื้องล่างที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ต่อมความกลัวของเขาก็เกิดทำงานขึ้นมา
ในทีแรกทอยได้ตัดสินใจที่จะเบนสายตาไปมองบนฟ้า แต่เขาก็เกิดกลัวว่าถ้าฝ้ายมาเห็น จะเข้าใจผิดว่าเขากำลังเบื่อที่จะฟังเธอ
ในเมื่อไม่เหลือทางเลือกทอยจึงตัดสินใจที่จะหลับตาลง
"งะ...งั้นเหรอ? งั้นก็ขอโทษนะที่เรียกให้เธอมายืนอยู่ตรงนี้" ฝ้ายกล่าวคำขอโทษ
"ไม่เป็ไรหรอกครับ ๆ ผมเองก็ไม่ได้บอกให้ทราบด้วยแหละครับ" ขณะที่ทอยพูดอยู่ เขาก็เกิดเก็งและประหม่าขึ้นมา
สุดท้ายฝ้ายก็ได้ลูบหัวทอยอย่างที่ใจหวัง เธอใช้มือขวาลูบศีรษะของเขา พร้อมส่งรอยยิ้มให้ "ไม่ต้องเกร็งไปหรอกน่า... "
เฟิร์นเดินมาแล้วมายืนอยู่ข้าง ๆ ฝ้ายอีกคน
"สรุปที่แม่บอกกับเขาแบบนั้นไป ก็เพื่อจะทดสอบเขาสินะคะ?" เฟิร์นเอ่ยขึ้น
"ถูกต้องแล้วล่ะ!" ฝ้ายชูนิ้วโป้งซ้ายให้เฟิร์น
เฟิร์นถอนหายใจออกมา "เฮ้อ... อย่างน้อยก็บอกกับก่อนสิคะ หนูน่ะใแทบแย่แน่ะ"
ฝ้ายละมือออกจากศีรษะของทอย จากนั้นก็พนมมือขึ้นมาอยู่บริเวณใบหน้า ต่อมาเธอก็ก้มหัวลงเล็กน้อย "ขอโทษนะ... ยกโทษให้แม่ด้วยเถอะ"
เมื่อเห็นแบบนั้นเฟิร์นก็ใจอ่อน "ก็ได้ค่ะ... แต่...! หนูยังไม่ยกโทษเื่ที่แม่แอบไปค้นข้อมูลของคนอื่นโดยพลการหรอกนะคะ"
"เอ๊!?~ ไม่จริงน่า"
ทางด้านไนต์ เขาได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก "ดีจัง... ที่เื่นี้จบลงด้วยดี"
ฝ้ายตบมือเพื่อเรียกความสนใจทั้งหมดให้มาที่เธอ "เอาล่ะ! นี่ก็เย็นมากแล้ว พวกเธอทั้งสองกลับกันได้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันให้คนขับรถพาพวกเธอไปส่งที่บ้านเอง"
"ขอบคุณมากครับ" ทั้งทอยและไนต์ยกมือไหว้ขอบคุณ
หลังไหว้เสร็จ ทั้งสองก็กำลังจะเดินไปขึ้นลิฟต์ และในขณะนั้นก็มีเสียงพูดขึ้น
"อ๊ะ! เดี๋ยวฉันเดินไปส่งนะ" เฟิร์นเสนอด้วยความหวังดี
"ไม่ต้องหรอก... ลำบากเธอเปล่า ๆ " ทอยพยายามพูดปฏิเสธไป
"ไม่เป็ไร ๆ " แต่เฟิร์นก็ยังคงคะยั้นคะยอ
เมื่อเป็แบบนั้นถ้ายังคงปฏิเสธอยู่ก็คงไม่ดี ทอยจึงต้องยอมให้เฟิร์นเดินไปส่ง
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินไปขึ้นลิฟต์ตัวนั้น ปล่อยฝ้ายให้นั่งทำงานต่อไป
ด้วยความเร็วของลิฟต์ตัวนั้น เพียงเวลาแค่นิดเดียวก็ส่งพวกเขาให้มาถึงยังชั้นหนึ่งได้
เฟิร์นได้เดินพาทั้งสองมาที่ประตูหน้าของตึก พอมาถึงตรงนั้นทอยก็ได้พูด
"ส่งถึงแค่ตรงนี้ก็พอแล้วล่ะ"
เฟิร์นพยักหน้ายอมรับ จากนั้นก็ชูมือขึ้นมาโบกบอกลาพร้อมรอยยิ้ม "แล้วเจอกันนะ"
ทั้งสองก็โบกมือให้กับเฟิร์น "แล้วเจอกัน" แล้วก็เดินออกจากตัวตึกออกไป
เมื่อเห็นทั้งสองเดินจากไป เฟิร์นก็รีบหันหลังกลับพร้อมหุบรอยยิ้มลงทันที เธอก้าวเดินพร้อมกับคิดบางสิ่ง
'ทำไมหมอนั่นต้องรู้สึกผิดขนาดนั้นนะ? ก็จริงอยู่ที่เื่ที่ทำมันผิด แต่ก็ไม่น่าจะต้องรู้สึกผิดขนาดนี้นี่ ทำไมกันนะ?'
เฟิร์นปล่อยสมองให้คิดไปเรื่อย ๆ ขณะที่เธอคิดอยู่นั้นเธอก็ได้เดินมาลิฟต์ตัวเดิม
"ไปที่ห้องสินะครับ?" พ่อบ้านที่ยืนรออยู่ในลิฟต์ได้ถามขึ้น
เฟิร์นพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรไป
เมื่อเห็นแบบนั้น พ่อบ้านคนนั้นก็ได้กดลิฟต์ให้ขึ้นไปที่ชั้นเก้าสิบห้า จากนั้นลิฟต์ก็ได้พุ่งดีดตัวขึ้นตามคำสั่ง
'หรือเราจะลองใช้พลังเพื่อหาคำตอบดีนะ? แต่ว่าถ้าเรารู้ไปแล้วมันจะดีจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ? มันจะไม่เป็ไรอย่างนั้นเหรอ?'
เฟิร์นนึกถึงภาพในอดีต ในวันที่เธอรู้ว่าตัวเองมีพลัง
เฟิร์นในตอนนั้นกำลังแอบมองแม่ของเธอที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอน ในตอนนั้นเธอมีคำถามมากมายที่อยากรู้ เธอจึงได้หยิบกระดาษขึ้นมาเพื่อจะใช้พลังของตัวเอง
แต่ทว่า...เฟิร์นก็เกิดกลัวขึ้นมา มือของเธอนั้นสั่นไปมาไม่หยุด เธอกลัวในบางสิ่ง จนสุดท้ายเธอก็ไม่ได้ใช้มัน
เฟิร์นส่ายหน้าไปมาเพื่อดึงสติของตัวเอง และสลัดอารมณ์ที่ตึงเครียดออกไป
'นั่นสินะ ไม่จำเป็ต้องใช้หรอก... เมื่อถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เอง'
่เวลาเดียวกับที่เฟิร์นตัดสินใจเสร็จ ประตูลิฟต์ก็เปิดออกพอดี
เฟิร์นออกจากลิฟต์ไปด้วยความอารมณ์ ระหว่างเดินไปเธอก็ฮัมเพลงไปด้วย
ชั้นนี้นั้นเป็ชั้นที่สำหรับอยู่อาศัย ชั้นนี้จึงถูกแบ่งออกเป็ห้อง ๆ เหมือนกับโรงแรม แต่ไม่ใช่ทุกห้องจะเป็ห้องนอน แต่ละห้องก็จะต่างกันไป บางห้องเป็ห้องนั่งเล่น บางห้องเป็โรงหนัง บางห้องเป็ห้องเก็บของ
เฟิร์นเดินไปที่ห้องแรกที่อยู่ทางซ้ายของลิฟต์ ซึ่งนั่นเป็ห้องของเธอ เธอเปิดประตูแล้วก้าวเดินเท้าเดินเข้าไปในห้อง
"วันนี้อารมณ์ดีจังเลยนะคะ"
เสียงของผู้หญิงทักขึ้น อาจเป็เพราะเธอได้ยินเสียงเฟิร์นฮัมเพลงอยู่
"จ๊ากกกกกก!!"
เฟิร์นที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อได้ยินเสียงของผู้หญิงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอก็กรี๊ดจนเสียงหลงในทันที
พอตั้งสติได้เฟิร์นก็รีบมองไปตามเสียงที่พูดขึ้นมา เธอได้มองเห็นร่างของผู้หญิงนั่งอยู่บนเตียงของเธอ แต่เพราะห้องในตอนนี้ยังไม่ได้เปิดไฟและเวลาในตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว จึงทำให้มองเห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นได้ไม่ชัดเจน
แต่เฟิร์นก็รู้อยู่ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร เพราะคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนี้ดี "ฝน!! ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี้ล่ะ!?" เธอพูดไปพร้อมชี้หน้าฝ่ายตรงข้าม
"เอ๊~? ก็จริงอยู่ที่ดิฉันน่ะไม่ได้เป็พี่เลี้ยงคุณหนูแล้ว แต่ดิฉันก็ยังมีสิทธิ์เข้าออกตึกนี้ได้อยู่นะคะ"
"ไม่ใช่อย่างนั้น! ที่ฉันถามคือทำไมเธอถึงมาอยู่ในห้องของฉันล่ะ!?"
"อ๋อ...! พอดีว่าดิฉันมีบางอย่างต้องบอกคุณหนูน่ะค่ะ"
"ฉันเหรอ?"
"ค่ะ... เื่สำคัญมากด้วย"
"งั้นก็ว่ามาสิ..." จากนั้นเฟิร์นก็ได้เอื้อมมือไปกดสวิตช์เพื่อเปิดไฟภายในห้อง
หลายวันต่อมา
ทอยกำลังเปลี่ยนเสื้ออยู่ในห้องน้ำ เขานำเสื้อเชิ้ตสีขาวมาสวม เขาค่อย ๆ ติดกระดุมทีละเม็ดอย่างประณีต หลังจากนั้นเขาก็ผูกเนกไทสีดำอย่างชำนาญ เขาลองขยับคอไปมาเพื่อตรวจเช็กว่าผูกเนกไทแน่นเกินไปหรือเปล่า พอเช็กเสร็จเขาก็ได้สวมเสื้อสูทสีดำที่สั่งตัดมาเพื่อเขา จากนั้นก็ได้ลองขยับแขนไปมาตรวจดูว่ามันพอดีกับตัวเขาหรือเปล่า พอรู้แล้วว่าสูทตัวนี้พอดีกับตัวเขา ในขั้นตอนสุดท้ายเขาก็ได้หยิบถุงมือหนังสีดำมาสวมที่มือทั้งสองข้าง
พอเปลี่ยนเสื้อเสร็จ ทอยได้เปิดประตูห้องออกมาและพบกับเฟิร์นที่ยืนรออยู่
พอเห็นหน้าทอยเฟิร์นก็พูดขึ้น "เป็ไงบ้าง? พอดีตัวหรือเปล่า?"
เฟิร์นในตอนนี้ก็ใส่ชุดสูทเช่นกันกับเขา แต่เธอใส่เป็ชุดสูทสีกรมท่า
ทอยพยักหน้า "อืม... พอดีเป๊ะเลยล่ะ"
"งั้นก็ดี" พอได้ยินแบบนั้นเฟิร์นก็หันหลังและเดินออกไป "ไปกันเถอะ แม่ฉันรอถ่ายรูปไม่ไหวแล้ว"
หลังเดินออกจากห้องน้ำที่อยู่ทางซ้ายสุดของตัวตึก พวกเขาก็ยืนอยู่ในห้องครัวที่พ่วงเป็ห้องกินข้าวไปด้วย ในห้องนี่มีครัวบิวท์อินตั้งอยู่และมีตู้เย็นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างกัน ตรงข้ามกันมีโต๊ะไม้สำหรับทานข้าวตั้งไว้อยู่ด้วย
พอพวกเขาเดินออกจากห้องครัว ห้องถัดมาก็เป็ห้องทำงาน ห้องนี้เป็ห้องที่จะเจอเป็ห้องแรกเมื่อเปิดประตูเข้ามา ณ ตรงกลางปลายสุดของห้องมีโต๊ะสำนักงานไม้ตั้งอยู่ โต๊ะนั้นเป็โต๊ะของเฟิร์น ข้างหลังโต๊ะเฟิร์นนั้นมีหน้าต่างสองบานตั้งอยู่ ขยับมาข้างหน้าโต๊ะของเฟิร์น ได้มีโต๊ะสำนักงานไม้อีกสองตัวตั้งหันหน้าชนกันอยู่ ซึ่งนั้นก็คือโต๊ะของทอยกับไนต์ ทางด้านซ้ายจะเป็โต๊ะของทอย ส่วนทางด้านขวาเป็โต๊ะของไนต์ และบนโต๊ะของทุกคนก็มีแล็ปท็อปวางไว้อยู่ นอกจากนั้นก็ยังมี เครื่องปรับอากาศ เครื่องถ่ายเอกสาร ตู้กดน้ำ และมีทีวีจอแบนติดอยู่บนกำแพง
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่จุดหมาย พวกเขาต้องเดินไปอีกห้อง ซึ่งนั่นเป็ห้องรับรองลูกค้า เป็ห้องไว้สำหรับคุยงานกับลูกค้า และยังเป็ห้องไว้สำหรับพักผ่อนอีกด้วย
ห้องนี้นั้นมีโซฟาผ้ากำมะหยี่สีแดงขนาดใหญ่ตั้งอยู่สองตัวหันหน้าเข้าหากัน ที่ตรงกลางระหว่างโซฟาทั้งสองตัวมีโต๊ะกลางกระจกอยู่ และยังมีทีวีจอแบน เครื่องเล่นเกม ชั้นวางหนังสือเพื่อสำหรับพักผ่อน
เมื่อทั้งสองเดินมาถึง ก็ได้เห็นไนต์กับฝ้ายนั่งอยู่บนโซฟา โดยที่ทั้งสองนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
ซึ่งไนต์ก็ได้สวมชุดสูทสีดำเหมือนทอย แต่ที่แตกต่างจากทอยก็คือเนกไทของเขาเป็สีน้ำตาล และเขายังสวมเสื้อกั๊กสีดำไว้ด้วย
ฝ้ายพอรู้ว่าทอยเดินมาถึงแล้วก็ได้หันไปมอง
"โอ้... เหมาะดีเหมือนกันนะเนี่ย" ฝ้ายกล่าวชมทอย
ทอยก้มหน้าลง "ขอบคุณครับ"
"เอาล่ะนั่งสิ ฉันอยากถ่ายรูปจนรอไม่ไหวแล้ว" ฝ้ายมือเชิญให้ทั้งสองนั่งลงบนโซฟาที่อยู่ตรงข้ามตัวเอง
ทั้งสองทำตามที่ฝ้ายบอก พวกเขานั่งลงไปบนโซฟาตัวนั้น โดยที่ทอยนั้นได้นั่งอยู่ตรงกลาง เฟิร์นนั่งอยู่ทางขวาของเขา และไนต์นั่งอยู่ทางซ้ายของเขา
ฝ้ายถือกล้องขึ้นมาและเตรียมตัวที่จะถ่ายรูป "เอาล่ะ โพสท่ากันหน่อย"
ทั้งสามได้โพสท่าของตัวเองตามที่ฝ้ายบอก ทอยยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาบนโซฟา เขานั่งชันเข่าข้างซ้ายขึ้นข้างเดียว และได้วางมือซ้ายอยู่บนเข่าที่ตั้งขึ้นมา ทางด้านเฟิร์นได้นั่งไขว่ห้างและได้ยกมือขวาขึ้นมาดูสองนิ้ว ส่วนไนต์เขานั่งปกติแต่ยกมือซ้ายขึ้นมาแตะศีรษะของตัวเอง
พอเห็นว่าทั้งสามตั้งท่ากันเสร็จแล้ว ฝ้ายได้กดชัตเตอร์กล้องเพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำนี้ไว้ ภายในเสี้ยววินาทีที่นิ้วััไปที่ตัวชัตเตอร์ แสงแฟลชก็ได้โพยพุ่งออกมาจากตัวกล้อง
หลังแสงแฟลชนั้นได้หายไป เฟิร์นนั้นได้คิดบางสิ่งขึ้นมาได้
"เดี๋ยวนะ... ทำไมนายนั่งอยู่ตรงกลางละเนี่ย?" เฟิร์นหันไปพูดกับทอย
"ทำไมน่ะเหรอ?" ทอยใช้มือขวาแตะไปที่คางของตัวเองเพื่อคิดถึงเหตุผล เขาใช้เวลาก่อนที่จะได้คำตอบ พอได้คำตอบเขาก็ผุดรอยยิ้มยียวนออกมา "เพราะว่าฉันน่ะเป็ตัวเอกยังไงล่ะ"
"หา!? นายเนี่ยนะ อย่างนายน่ะเป็ได้แค่ตัวประกอบเท่านั้นแหละ!"
"หยาบคายชะมัดเลยนะเธอเนี่ย ถ้าไม่มีฉันละก็... เธอจะได้เป็นักสืบอย่างที่เธอหวังไหมล่ะ?"
"อ๋อเหรอ? นายรู้ไหม? ตอนนั้นที่ฉันรู้ว่านายไม่ผ่านน่ะ ฉันเริ่มคิดแล้วว่า ถึงไม่ได้นายมาอยู่ด้วยก็ไม่เป็ไร เพราะสุดท้ายก็ยังมีไนต์ที่มีพลังสุดยอดกว่านายตั้งเยอะ"
"นี่ทั้งสองคน ใจเย็น ๆ หน่อยสิ" ไนต์พยายามห้ามปรามทั้งสอง
ทอยกระชากคอเสื้อไนต์มา "หน็อยแน่แก... บังอาจจะมาแย่งบทเด่นจากฉันงั้นเหรอ? ลบไปเลยซะดีไหม? ลบพลังของแกให้หายไปเลยเนี่ย"
"หา!? แล้วมาพาลใส่ฉันเนี่ยนะ..."
ส่วนฝ้ายก็เอาแต่มองพวกเขาทะเลาะกันด้วยรอยยิ้ม...