Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 68 ถังหลิวและถังชิง

            การประลองยุทธ์ประจำปีแห่งเมืองฟูเจี้ยนได้ดุเดือดกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา หัวใจของผู้คนที่รับชมอยู่ต่างเต้มโครมครามด้วยความตื่นเต้น เสียงโห่ร้องชื่นชมของพวกเขาดังกระหึ่มขึ้นไปทั่วทั้งเมือง และผู้ที่มีความสุขที่สุดในงานประลองครั้งนี้ก็คือเหล่าพ่อค้าหัวใสทั้งหลายที่นำของมาขายให้ผู้ชมระหว่างการประลอง
            ผู้ประลองทั้งสิบแปดที่เหลือต่างก็เดินขึ้นไปยืนอยู่บนสนามประลอง ส่วนใหญ่แล้วคนที่เหลืออยู่ส่วนมากจะเป็นคนของทั้งสองสกุลใหญ่ในเมืองเสียมาก สายตาของผู้คนทั้งสองตระกูลได้มองถังเฟยหู่ด้วยสายตาอันแปลกประหลาด โดยเฉพาะหลิวจิวเลี่ยนและหลิวจิวฮุ่ยที่ดวงตาเต็มไปด้วยจิตต่อสู้
            สองพี่น้องคู่นี้ต่างก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของห้าสำนักใหญ่ และวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการบดขยี้ถังเฟยหู่ต่อหน้าผู้คน แม้พวกเขาจะเห็นเจียฮุ่ยถูกบดขยี้ไปกับตาตัวเองแต่พวกเขาก็หาได้หวาดกลัวไม่ ทั้งสองคนต่างก็ไม่เห็นเจียฮุ่ยอยู่ในสายตา อาจจะเป็นเพราะทั้งสองเติบโตมาโดยการอยู่จุดสูงสุดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่ในรุ่นเดียวกันก็ไม่เคยทำอันตรายพวกเขาได้
            อาจจะเป็นเพราะความหยิ่งผยองของพวกเขาที่ทำให้อาจมองไม่เห็นความจริงในข้อนี้ ส่วนคนอื่นๆที่เหลือนั้นต่างก็ทำตัวสงบพร้อมกับมองไปตามรายนามที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยฝีมือของกรรมการช่างหลิน ในตอนนั้นเองที่ยอดฝีมือของสกุลถังผู้หนึ่งเกิดอาการแปลก เขามองหารายชื่อตนเองไปเรื่อยจนเห็นชื่อของตนในที่สุด เขาได้อ่านรายนามของคู่ต่อสู้ในรอบนี้ของเขา ชื่อที่เขียนไว้ก็คือถังเฟยหู่ เขาหันกลับไปมองชายหนุ่มตาสีม่วงดำที่ยืนอยู่ไม่ไกลพร้อมกับกลืนน้ำลายดังอึก
            น้ำลายของเขาช่างหนืดข้อเหนือเกิน เขารู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก ภาพเจียฮุ่ยที่ถูกบดขยี้โดยไม่สามารถทำอะไรได้ยังเป็นภาพติดตาเขาอยู่เลย เขาหันไปรอบตัวราวกับกำลังขอความช่วยเหลือจากใครสักคน เหล่าสหายตระกูลเดียวกันเมื่อเห็นรายชื่อนั้นต่างก็ขยับตัวหนีห่างจากคนผู้นั้นในทันที
            ชายสกุลถังคนนั้นกัดฟันกรอดอย่างโมโห เขาแทบจะร้องไห้อยู่แล้วนะ สหายที่เคยบอกจะไม่ทิ้งกันหายไปไหนหมด ในที่สุดเขาก็ได้หันกลับไปหาพ่อของเขาซึ่งรวมกลุ่มอยู่กับเหล่าผู้อาวุโสของตระกูล พ่อของเขาเมื่อเห็นลูกชายทำสีหน้าเลิ่กลั่กเช่นนั้นต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้ยิ่งทำให้เขาโมโหเข้าไปใหญ่ เส้นเลือดบนขมับของเขาเต้นตุบๆ
            แต่พ่อของชายคนนั้นยังคงนั่งอยู่นิ่งๆต่อไป เพราะหากเขาโมโหจนลุกขึ้นมาด่าเจ้าลูกชายตัวดีอาจจะขายหน้ามากกว่านี้ก็ได้ เขาได้แต่บีบที่วางแผนเก้าอี้ไม้ที่เขานั่งอยู่จนแตกร้าวออกด้วยความโมโห
            ซึ่งในตอนนั้นเองที่ช่างหลินเริ่มเรียกรายนามของผู้ประลองคู่แรกออกมา คนที่เหลือทั้งหมดต่างก็แยกย้ายกันลงจากสนามประลองไปเพื่อพักผ่อน ถังเฟยหู่เองเมื่อลงมาแล้วก็ได้นั่งสมาธิลงบนพื้นเพื่อฟื้นฟูลมปราณที่สูญเสียไปจากการประลอง เขาพึ่งพอใจกับการต่อสู้รอบที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก
            เพราะนั่นคือเครื่องพิสูจน์ว่าการฝึกตนด้วยวิชาปราณระดับสี่ทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์รายอื่นๆโดยทั่วไปมากนัก การฝึกยุทธ์ของเขาสร้างขึ้นจากร่างฐานร่างกายอันมั่นคงและเหนือธรรมดา เส้นทางอันทรหดซึ่งผู้ฝึกกยุทธ์ธรรมดาทั่วไปในที่ห่างไกลเช่นฟูเจี้ยนยากจะเข้าใจ
            จะว่าไปแล้วฟูเจี้ยนนั้นอยู่นั้นมณฑลฟูเฉียนที่อยู่สุดขอบแผ่นดิน ซึ่งสำนักทั้งห้าที่ได้เดินทางมายังฟูเจี้ยนในครั้งนี้ต่างก็เป็นยอดสำนักในมณฑลฟูเฉียนแห่งนี้ แต่สำนักเหล่านั้นต่างก็ตั้งอยู่ในเมืองฝูโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมณฑลแห่งนี้ ถึงแม้ทั้งห้าสำนักจะดูยิ่งใหญ่มากก็ตามแต่ก็เป็นเพียงเสือพยัคฆ์ที่ยิ่งใหญ่เพียงแค่ในมณฑล ในโลกภายนอกนั้นมีผู้กล้ามากมายนับไม่ถ้วน
            ว่ากันว่าแผ่นดินต้าหลิงไม่เคยปราศจากผู้กล้า ไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่เช่นนี้จะมีเสือหมอบมังกรซุ่มซ่อนมากมายเพียงใด เคยมีคำร่ำลือในแผ่นดินว่าต้าหลิงได้มีผู้บรรลุขอบเขตเซียนไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน คำร่ำลือเหล่านั้นต่างก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือนัก นั่นก็เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเชื่อว่ามีผู้ใดสามารถรอดชีวิตจากสามหายนะเก้าภัยพิบัติแห่งขอบเขตเซียนได้
            แต่เรื่องเหล่านั้นยังไกลตัวเกินไป ในตอนนี้เขาได้หลับตาลงและทำสมาธิเพื่อพักฟื้นร่างกายของตัวเองไป ในหัวของเขาวนเวียนไปด้วยภาพการต่อสู้กับเจียฮุ่ยเพื่อหาจุดผิดพลาดของตัวเองและพัฒนาศักยภาพของตนให้มากขึ้น เขาพยามยามปรับปรุงวิชาด้ายปราณใหม่และโซ่ปราณให้แข็งแกร่งและคงทนมากขึ้น
            ในตอนนั้นเองที่บนสนามประลอง การต่อสู้รอบสิบแปดคนสุดท้ายได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ในรอบนี้นับว่าดุเดือดเสียยิ่งกว่าเดิม ยกเว้นก็เพียงแต่รอบของตัวเต็งทั้งหลายเช่นหลิวจิวฮุ่ยและหลิวจิวเลี่ยนที่คู่ต่อสู้ยอมแพ้กันไปเอง ส่วนชาวยุทธ์จากต่างเมืองทั้งหมดในรอบนี้ได้พ่ายแพ้จนออกไปจากการแข่งไปหมดแล้ว
            ส่วนทางด้านสกุลถังนั้น สี่อสรพิษที่เหลืออยู่ในการแข่งทั้งสองคนต่างก็ผ่านเข้าสู่รอบเก้าคนสุดท้ายได้อย่างทุลักทุเล ส่วนคนสกุลถังที่เหลือที่อยู่อยู่ในการประลองก็คือถังลี่ผู้เป็นคู่ต่อสู้ของถังเฟยหู่ในรอบนี้
            ถังลี่นั้นดูกระวนกระวายเป็นอย่างมาก ภาพของเจียฮุ่ยที่ถูกบดขยี้ไปยังติดตาของเขาอยู่เลย ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางออกมากนักในการประลองครั้งนี้ คู่ต่อสู้ที่เหลือที่ต่อสู้กันบนสนามประลองตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงแต่คนของสกุลหลิว ถังลี่มองขึ้นไปดูบนสนามประลองด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม
            ยิ่งเขาเห็นการต่อสู้ทีเล่นทีจริงของคนสกุลหลิวที่สู้กันเองบนเวทีเขาก็ยิ่งรู้สึกบีบคั้นเข้าทุกที นั่นเพราะหากการต่อสู้ที่เหลือจบลงเมื่อไหร เวลาที่เขาและถังเฟยหู่จะต้องต่อสู้กันก็มาถึง หัวสมองของเขาวิ่งพล่านอย่างรวดเร็ว เขาพยายามคิดทุกวิถีทางที่สามารถรอดการประลองครั้งนี้ไปได้โดยไม่ขายหน้าวงศ์ตระกูลมากนัก
            หากจะใช้วิชาตัวเบาเพื่อหาช่องโหว่โจมตีอีกฝ่าย เมื่อประเมิณจากท่าเท้าอสรพิษลี้ลับของถังเฟยหู่ที่แสดงออกมาในการประลองแล้ว…เขาก็คงจะสู้ไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตการฝึกตนเขาก็ไม่ทางสู้ได้ พลังกายเขาก็พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งขบคิดเท่าไหรเขาก็ยิ่งมีสีหน้าที่ซีดเซียวยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่มีทางไหนเลยที่เขาจะชนะได้เลย
            และในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้กล่าวขึ้นมา “หลิวหลิ่งจือเป็นผู้ชนะ เข้าสู่รอบเก้าคนสุดท้าย คู่ประลองคู่ต่อไป หลิวเลี่ยงเฟิ่งและหลิวจง ขึ้นมาบนสนามประลองได้!” การประกาศชัยชนะของช่างหลินทำให้หัวใจของถังลี่บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ
            ถังลี่แทบจะเป็นบ้าอยู่รอมร่อ ทางหนึ่งก็คือชื่อเสียงของตัวเองและครอบครัว ถ้าเขายังดันทุรังสู้ต่ออย่างน้อยก็ยังนับว่าพ่ายแพ้อย่างสมเกียรติ แต่เขาอาจจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปและบาดเจ็บหนักเช่นเจียฮุ่ย แค่คิดเขาก็หวาดกลัวแล้ว อีกทางก็คือยอมแพ้ไปตั้งแต่แรกซึ่งอาจทำให้พ่อของเขาขายหน้าได้ การทำเช่นนั้นหลังจากที่ทุกคนเห็นการลงมือของถังเฟยหู่จะทำให้ทุกคนรู้ในทันทีว่าเขาไม่กล้าสู้
            ถังลี่ขยี้ผมตัวเองอย่างอารมณ์เสีย เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี และในตอนนั้นเองที่การต่อบนสนามประลองได้จบลงอย่างรวดเร็ว ช่างหลินได้ก้าวออกมาและป่าวประกาศผลให้ทุกคนได้ทราบ
            “หลิวเลี่ยงเฟิ่งเป็นผู้ชนะ! การประลองคู่ต่อไป หลิวหมิงลู่และหลิวเจิ่น ขึ้นมาบนสนามประลองได้!” เมื่อจบคำกล่าวของช่างหลิน หลิวเลี่ยงเฟิ่งและหลิวจงได้ลงไปจากสนามประลองด้วยท่าทีสบายๆ พวกเขาไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย การต่อสู้เมื่อสักครู่เป็นเพียงการต่อสู้อย่างไม่จริงจังของพวกเขา ในตอนนั้นเองที่หลิวหมิงลู่และหลิวเจิ่นได้ขึ้นไปบนสนามประลองแทน
            หลิวหมิงลู่และหลิวเจิ่นได้เรียกอาวุธจิตวิญญาณดาบทองออกมา คนทั้งสองต่างวาดดาบออกไป คมดาบสีทองได้พุ่งแหวกอากาศออกไปและฟาดฟันใส่กันจนบังเกิดประกายไฟพุ่งออกไปมาระหว่างการปะทะกันของดาบทองทั้งสอง
            เพลงดาบหม่าป่าทองคำถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่อง แสงปราณสีทองพุ่งกระจายออกไปรอบด้าน แม้มองดูภายนอกจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดมากก็ตาม แต่ทั้งสองก็หาได้เอาจริงเอาจังมากขนาดนั้นไม่ พวกเขาทั้งสองต่างก็เข้าใจดีว่าผู้ชนะการประลองจะต้องเป็นหลิวจิวฮุ่ยไม่ก็หลิวจิวเลี่ยนอย่างแน่นอน
            คนของสกุลหลิวที่เหลือที่เข้าร่วมการแข่งขัน พวกเขามีหน้าที่เพียงกีดกันผู้อื่นไม่ให้มีสิทธิ์ยื่นอยู่ในสนามประลองได้มากนัก เพื่อที่สกุลหลิวจะได้ประกาศศักดาว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้
            ผ่านไปไม่นานนักการต่อสู้ของหลิวหมิงลู่และหลิวเจิ่นก็จบลงอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะหลิวเจิ่นถูกดาบของหลิวหมิงลู่ผลักดันจนลงจากสนามประลองไป เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วช่างหลินจึงได้พุ่งเข้าไปยืนบนสนามประลองอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับประกาศเสียงผ่านอาวุธจิตวิญญาณขยายเสียง
            “หลิวหมิงลู่เป็นผู้ชนะ! การประลองคู่ต่อไปเป็นการประลองคู่สุดท้ายของรอบสิบแปดคนสุดท้าย ถังลู่และถังเฟยหู่ขึ้นมาบนเวทีได้!” เมื่อสิ้นสุดคำกล่าวของช่างหลิน ถังเฟยหู่ที่หลับตานั่งสมาธิอยู่ได้ลืมตาขึ้นและเดินขึ้นไปบนเวที ทางด้านถังลี่ที่ดูกระวนกระวายก็ก้าวขาที่ดูหนักอึ้งเป็นพิเศษของตัวเองไปบนสนามประลอง เขารู้สึกขยับตัวยากเป็นอย่างมากเลย อาจจะเพราะความรู้สึกกดดันที่เขาต้องเจอก็เป็นได้
            “การประลองเริ่มได้!” ช่างหลินประกาศขึ้นพร้อมกับถอยฉากออกไปจากสนามประลองในทันที และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่ซัดเข็มเหล็กดำที่มีด้ายปราณสีดำติดส่วนท้ายไปด้วย เข็มเหล็กดำนั้นพุ่งแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็ว
            หัวสมองของถังลี่ขบคิดอย่างรวดเร็ว ราวกับความคิดของเขาแยกออกเป็นสองส่วนซึ่งต่อสู้กันเอง ภาพหนึ่งคือภาพของเจียฮุ่ยที่ถูกซัดจนซี่โครงแตกหักกับภาพของพ่อเขาที่โกรธเกรี้ยวและขายหน้า จิตสำนึกของเขาต่อสู้กันเองไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เข็มดำกำลังพุ่งแหวกอากาศมา ในตอนนั้นเองที่ถังลี่ได้หลับตาลงปี๋พร้อมกับตะโกนขึ้นมาในที่สุด
            “ข้ายอมแพ้!!” ถังลี่ตะโกนออกมาในที่สุดซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่เข็มเหล็กดำได้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา เข็มเหล็กดำค้างอยู่กลางอากาศด้วยอำนาจการควบคุมของด้ายปราณที่พ่วงมาด้วย ถังลี่มองเข็มโลหะที่ห่างจากหน้าผากของเขาไปเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้นเอง ถังลี่ถอนหอยใจด้วยความเหนื่อยล้าของจิตใจ
            ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่สลายด้ายปราณทิ้งทำให้เข็มเล่มนั้นตกลงบนพื้นเบื้องหน้าของถังลี่ เสียงของโลหะที่กระแทกกับพื้นดังกังวานขึ้นและเรียกสติของถังลี่ให้กลับมา เขารีบประสานมือคาราวะไปทางถังเฟยหู่และพุ่งลงจากสนามประลองไปในทันที และเมื่อถังลี่ได้มาถึงบริเวณที่คนสกุลถังรวมตัวกันอยู่นั้น
            เขาได้พบกับหน้าของบิดาตนเองที่เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆราวกับจะแตกอยู่รอมร่อ ถังลี่รู้สึกโชคร้ายเป็นอย่างมาก กลับไปเขาคงโดยพ่อของตนลงโทษอย่างหนักเป็นแน่ แต่อีกใจหนึ่งของเขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างช่วยไม่ได้
            นั่นเพราะอย่างน้อยบิดาของเขาคงไม่ลงโทษเขาถึงตาย เพราะขนาดเสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง แต่หากเป็นถังเฟยหู่นั้นต่างออกไป แม้จะอยู่ในตระกูลเดียวกันและเห็นหน้าค่าตามาตั้งแต่เด็ก แต่ถังเฟยหู่ที่เขารู้จักไม่ใช่คนนิสัยแบบนี้ เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสิ่งใดกันที่ทำให้คนๆหนึ่งเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
            ช่างหลินทะยานไปบนสนามประลองอีกครั้ง แม้แต่ตัวเขาเองยังนึกขำท่าทีของถังลี่เลยเสียด้วยซ้ำไป แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก ในตอนนั้นเองที่เขาได้เปล่งเสียงออกมาผ่านอาวุธจิตวิญญาณของตน “ผู้ชนะคือถังเฟยหู่ สามารถผ่านเข้าสู่รอบเก้าคนสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย”
            ช่างหลินกวาดตามองผู้เข้ารอบทั้งหมดที่เหลืออยู่ทั้งเก้าคน แต่ละคนที่เหลืออยู่ดูจะไม่มีความเหนื่อยล้าเสียเท่าไหร รอบที่ผ่านมาเหมือนการละเล่นของคนพวกนี้เสียมากกว่า เมื่อเห็นดังนั้นช่างหลินจึงได้ตวัดนิ้วเขียนอักษรกลางอากาศอีกครั้งหนึ่ง ชื่อทั้งเก้าถูกเขียนอยู่ที่กลางสนามประลอง ชื่อทั้งหมดที่ลอยอยู่นั้นได้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาจากนั้นจึงได้รวมตัวกันและแยกออกเป็นสามกลุ่ม
            โดยกลุ่มแรกคือหลิวจิวเลี่ยน หลิวหลิ่งจือ และถังหลิว ส่วนกลุ่มที่สองคือหลิวจิวฮุ่ย หลิวเลี่ยงเฟิ่งและถังชิง ส่วนกลุ่มสุดท้ายประกอบด้วย หลิวฮวน หลิวหมิงลู่และถังเฟยหู่ โดยกลุ่มที่ต้องโวยวายเป็นพวกแรกก็คือคนของสกุลถัง พวกเขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดกลุ่มการประลองเช่นนี้
            จะเห็นได้ว่าคนของสกุลถังถูกจับแยกกันหมดและถูกจับคู่ประลองกับคนของสกุลหลิวทั้งหมด ไม่ว่าใครดูรายนามเช่นนี้ต่างก็รู้สึกผิดแปลกอยู่บ้าง โดยคนที่ประถ้วงย่อมเป็นคนของสกุลถังอย่างแน่นอน แต่นั้นไม่อาจทำให้ช่างหลินเปลี่ยนใจได้เลย
            การที่ช่างหลินจับคู่กลุ่มประลองเช่นนี้หาใช่การแกล้งกัน แต่ช่างหลินได้ประเมิณศักยภาพของผู้ประลองทั้งหมดแล้ว นอกจากหลิวจิวเลี่ยนและหลิวจิวฮุ่ย คนของสกุลหลิวที่เหลือก็ถูกส่งมาเพื่อเป็นตัวประกอบ หวังผลรายนามที่มากของตระกูลเพื่อสร้างแรงกดดันที่มองไม่เห็นให้แก่สกุลถัง
            ส่วนขอบเขตการฝึกตนของถังชิงและถังหลิวนั้นอ่อนแอเกินไป อีกทั้งความเข้มข้นของปราณที่แสดงออกมายังอ่อนแอมากเสียด้วยซ้ำไป ช่างหลินได้ประเมิณไว้แล้วว่าคนทั้งสองคนนี้คงไม่อาจสู้คนที่เหลือได้อย่างแน่นอน เขาจึงได้จับแยกคนทั้งสองออกไปด้วยเช่นกัน ส่วนสามคนที่เหลือก็คือคนที่มีระดับการฝึกตนไม่ห่างชั้นกันมากเกินไป
            ถังเฟยหู่ หลิวจิวเลี่ยน และหลิวจิวฮุ่ยมีพลังอยู่ในขอบเขตปราณขั้นเจ็ด แปด และเก้าตามลำดับ แม้ดูเผินๆหลิวจิวเลี่ยนและหลิวจิวฮุ่ยจะดูแข็งแกร่งกว่าถังเฟยหู่ที่อยู่ในระดับปราณขั้นเจ็ด แต่ช่างหลินคาดเดาว่าความหนาแน่นของการบ่มเพาะของถังเฟยหู่นั้นหนาแน่นกว่า คนผู้นี้อาจจะมีวิชาปราณในระดับสี่ขึ้นไปในการบ่มเพาะ
            ที่ช่างหลินสามารถมองออกเพราะพรรคพิราบขาวของเขาแม้จะไม่เก่งกาจเชิงยุทธ์มากมายอันใดนัก แต่พวกเขาก็มีผู้คนกระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดิน พวกเขามีสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธซึ่งนั่นก็คือข่าวสาร พรรคพิราบขาวสามารถวางตัวเป็นกลางในยุทธภพได้เพราะพวกเขาได้กุมข่าวสารอันเป็นความลับมากมาย มีขั้วอำนาจมากมายในแผ่นดินที่ต้องการปกป้องพรรคพิราบขาวไว้เพื่อให้พวกเขาวางตัวเป็นกลาง
            พรรคพิราบขาวนั้นกระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดิน ยากจะกำจัด อีกทั้งยังมีข่าวสารความลับมากมาย หากข่าวพวกนั้นตกอยู่ในฝ่ายอื่นละก็ อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในยุทธภพ ในเมื่อกำจัดไม่ได้ อย่างงั้นชาวยุทธ์จึงได้ร่วมมือกันเพื่อปกป้องพรรคพิราบขาวแทน นี่เป็นวิธีป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งของขั้วอำนาจต่างๆ
            สายตาของช่างหลินนั้นกว้างไกล เขามองออกแม้กระทั่งวิชาเข็มและด้ายของถังเฟยหู่คือวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมย แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ช่างหลินมองไม่ออกเช่นวิชากรงเล็บที่ถังเฟยหู่ใช้จัดการเจียฮุ่ย หรือแม้แต่ปราณเย็นที่เขาไม่เคยเห็น นี่จึงทำให้ช่างหลินรู้สึกสนใจในตัวถังเฟยหู่มากขึ้น
            ในตอนนั้นเองเมื่อผู้คนเห็นเห็นรายนามของผู้เข้าแข่งในรอบนี้ พวกเขาก็เดาผลที่ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น พวกเขากำลังเฝ้ารอการแข่งขันรอบสุดท้ายระหว่างคนที่แข็งแกร่งจริงๆเสียมากกว่า
            กลุ่มแรกได้ขึ้นไปบนสนามประลองเป็นที่เรียบร้อย หลิวจิวเลี่ยน หลิวหลิ่งจือ และถังหลิวได้ไปหยุดยืนอยู่บนสนามประลอง ถังหลิวดูมีสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก นางไม่ได้ตามรอยถังลี่ที่ประกาศยอมแพ้ตั้งแต่ที่ยังไม่ได้สู้ นางได้เรียกอาวุธจิตวิญญาณกระบี่ของตนเองออกมาพร้อมกับโคจรปราณหกสังหาร
            ปราณสีน้ำเงินเข้มไหลเวียนไปทั่วทั้งกาย กระบี่ในมือถูกกระชับขึ้น จิตของนางแน่วแน่และแหลมคมดุจดั่งกระบี่ในมือของนาง เมื่อได้ยินเสียงช่างหลินที่ประกาศให้เริ่มการประลอง ปลายเท้าของนางสะกิดลงที่พื้น ร่างของนางพุ่งทะยานออกไปทางเบื้องหน้า กระบี่ของนางตวัดออกและพุ่งไปที่คอของชายหนุ่มหลิวหลิ่งจือ
            ถังหลิวหวังกำจัดหลิวหลิ่งจือไปเสียก่อนเพื่อให้นางได้เปรียบมากขึ้นเพียงสักน้อยนิด แต่ในตอนนั้นเองที่ได้มีดาบสีทองเล่มหนึ่งตวัดฝ่าอากาศมาอย่างรวดเร็ว! เป็นหลิวจิวเลี่ยนที่วาดดาบออกขัดขวาง ส่วนหลิวหลิ่งจือเมื่อเห็นดังนั้นก็ได้ถอยฉากออกมาและกระโดดลงจากสนามประลองไปเพื่อให้คนทั้งสองได้ต่อสู้กัน เพราะคนระดับหลิวจิวเลี่ยนไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมายในการกำจัดถังหลิว
            ในตอนนั้นเองที่กระบี่ของถังหลิวถูกกระแทกออกจนร่างของนางเสียสูญจนถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาของหลิวจิวเลี่ยนเปล่งประกายโหดเหี้ยมและเต็มไปด้วยจิตสังหาร มือทั้งสองของนางกระชับดาบทองในมืออย่างมั่นคง จิตสังหารอันแรงกล้าของนางผสานเข้าไปในดาบสีทองในมือของนาง
            เพลงดาบหมาป่าทองคำ คมเขี้ยวสังหาร!!
            โฮกกก!!
            ปราณสีทองจากร่างของหลิวจิวเลี่ยนผสานเข้ากับจิตสังหารอันแรงกล้า มือทั้งสองที่จับด้ามดาบอยู่ได้วาดดาบออกไปเบี้ยงหลังเพื่อเงื้อดายอย่างสุดแรง ทันใดนั้นเองที่นางวาดดาบอย่างสุดแรงจากเบื้องหลัง ดาบสีทองอันเจิดจ้าได้ฟาดจากบนลงล่าง ปราณที่อันแน่นด้วยจิตสังหารได้รวมตัวกันเป็นหมาป่าสีทองสุดอหังการ!
            หมาป่าทองนั้นพุ่งออกไปพร้อมกับคมดาบปราณพุ่งแหวกอากาศไป ถังหลิวเร่งรีบวาดกระบี่กลับมาเพื่อป้องกันตัวเอง แต่พลังของนางนั้นน้อยเกินไป หมาป่าสีทองตัวนั้นได้กระแทกเข้าใส่ร่างของนางอย่างหนักหน่วงและซัดถังหลิวจนกระเด็นออกไปจากสนามประลองและหล่นลงกระแทกพื้นเบื้องหน้าสกุลถังอย่างรุนแรง!
            “อาหลิว!” เป็นบิดาของถังหลิวที่กล่าวออกมา พ่อของนางได้เร่งรีบวิ่งเข้าหาร่างของถังหลิว เขาพยายามเดินปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของลูกสาวตัวเอง “หมอ! ข้าต้องการหมอ รีบหาหมอมาเร็ว!” ทันใดนั้นเองที่พ่อของถังหลิวได้กวาดตาไปมองถังเฟยหู่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของสนามประลอง
            พ่อของถังหลิวเร่งกล่าวออกมา “ถังเฟยหู่! เจ้าเป็นหมอมิใช่เหรอ เจ้ารีบไสหัวมาตรงนี้เร็วเข้า! มาช่วยลูกสาวข้า!!” เขาตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด เขาห่วงลูกสาวของตนเองเกินกว่าที่จะมาห่วงหน้าตาของตนเอง เขาตะคอกใส่ถังเฟยหู่ด้วยความเคยชิน ไม่ว่าใครในตระกูลต่างก็ไม่ค่อยชอบถังเฟยหู่นัก พวกเขาคิดเสมอว่าถังเฟยหู่เป็นคนที่ทำให้ชื่อเสียงในตระกูลตกต่ำเพราะมีแต่คนกล่าวว่าคนผู้นี้เป็นผู้อ่อนแอ ในโลกที่ยึดถือความแข็งแกร่งจึงทำให้คนอ่อนแอถูกกดขี่โดยเสมอ
            แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว! ถังเฟยหู่มิใช่คนเดิมอีกต่อไป คำพูดของผู้อาวุโสคนนั้นไม่แม้แต่สามารถเรียกสายตาของถังเฟยหู่ให้มองมาได้ด้วยซ้ำไป มองเพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าถังเฟยหู่ต้องไม่รักษาลูกสาวของเขาอย่างแน่นอน
            พ่อของถังหลิวได้ลุกขึ้นและพยายามจะเดินตรงไปหาถังเฟยหู่ด้วยความโมโห แต่ในตอนนั้นเองที่มีมือข้างหนึ่งมาวางไว้บนไหล่ของเขา เป็นชายชราถังจิวหูผู้นำตระกูล ชายชราได้ส่ายหน้าให้แก่พ่อของถังหลิวพร้อมกล่าว “เจ้าคิดจะทำให้ตระกูลขายหน้าอย่างงั้นเหรอ เจ้าห่วงลูกสาวตัวเองจริงหรือไม่ มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระ รีบพานางไปรักษาเร็ว”
            เมื่อได้ยินคำพูดของถังจิวหูก็เหมือนกับน้ำเย็นราดหัว เขาได้สงบจิตใจของตัวเองลงและเร่งรีบอุ้มบุตรสาวของตนเองขึ้นมาและจากไปอย่างรวดเร็ว เขาใช้ปราณของตนเองในการหล่อเลี้ยงร่างกายเพื่อช่วยรักษาอาการบาดเจ็บอีกส่วนหนึ่ง
            ในตอนนั้นเองเมื่อทุกอย่างได้สงบลง กลุ่มต่อไปได้ขึ้นไปบนเวทีประลองยุทธ์ โดยผู้ชนะจากกลุ่มแรกย่อมเป็นหลิวจิวเลี่ยนอยู่แล้ว ส่วนสามคนที่ได้ขึ้นไปบนสนามประลองเป็นคนต่อไปก็คือคนทั้งสามจากกลุ่มสอง ประกอบด้วยหลิวจิวฮุ่ย หลิวเลี่ยงเฟิ่ง และถังชิง
            ถังชิงเดินก้าวขึ้นสนามประลองด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง เขาไม่มีหนทางชนะแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องเอาอย่างสหายรักของตนถังหลิว ต่อสู้ด้วยทุกอย่างที่มี แม้ข้างหน้าไม่มีหนทางเหลืออยู่เขาก็จะแสดงให้เห็นถึงความห้าวหาญของตนเอง! ให้ผู้คนได้รู้ว่าสกุลถังนั้นไม่อ่อนแอ!

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน