สาวใช้ทะลุมิติ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 30 หน้าตาคล้ายกันมาก

            เมื่อส่งครอบครัวของหวังอี้ฉือและหลินถิงถิงกลับบ้านเสร็จ ครอบครัวจ้าวก็มีเวลานั่งคุยกันต่อด้วยความอารมณ์ดีของพ่อจ้าวและแม่จ้าว แต่จ้าวหวังหย่งกลับมีท่าทางอึกอักอยู่ไม่เป็นสุข

            จนพี่ชายอย่างจ้าวหวังเหว่ยถามขึ้น “หวังหย่ง นายเป็นอะไร ทำท่าทางอึกอักอยู่ได้”

            “หรือว่าลูกไม่พอใจพ่อกับแม่ที่รับถิงถิงมาเป็น...” แม่จ้าวถามลูกชายด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ

            “ไม่ใช่นะครับแม่ แม่อย่าเข้าใจผิด ผมชอบครอบครัวของพี่เขาทุกคนนะครับ” จ้าวหวังหย่งรีบพูดขึ้น

            “แล้วลูกทำท่าทางกลุ้มใจอย่างนี้ทำไมล่ะ ก่อนที่พ่อกับแม่จะรับถิงถิงเป็นลูกบุญธรรม พวกเราก็เคยปรึกษากับลูกทั้งสองคนก่อนแล้ว และลูกก็ไม่ได้คัดค้านไม่ใช่หรือ” พ่อจ้าวถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

            “นายมีอะไรก็รีบๆ พูดออกมาเถอะ ทำอย่างนี้พ่อกับแม่จะไม่สบายใจ” จ้าวหวังเหว่ยดุน้องชาย

            “พ่อ แม่ พี่ใหญ่ จำลู่เสียนได้ไหมครับ คนที่เคยเรียนประถมกับผม เขาเคยมาเล่นที่บ้านเราครั้งหนึ่ง”

            “แม่จำได้สิ เด็กผู้ชายพูดเก่งคนนั้น” แม่จ้าวพูดอย่างนึกได้

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่นายต้องมานั่งทำท่าทางแบบนี้ นายช่วยเล่าออกมาให้จบทีเดียวจะได้ไหม” จ้าวหวังเหว่ยพูดอย่างเริ่มรำคาญ

            “ก็พี่อี้ฉือน่ะสิครับ หน้าตาเขาคล้ายกับลู่เสียนมากเลยล่ะ แล้วรู้ไหมครับ ลู่เสียนเคยเล่าให้ผมฟังว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นลูกชายคนเดียว แต่เขามีพี่ชายคนหนึ่ง แต่โชคร้ายพี่ชายของเขาถูกลักพาตัวไปหลังจากที่แม่ของเขาคลอดออกมาได้ไม่กี่วัน” จ้าวหวังหย่งพูดอย่างตื่นเต้น

            “ความหมายของนายก็คือ นายคิดว่าอี้ฉืออาจจะเป็นพี่ชายของเพื่อนนายอย่างนั้นหรือ” จ้าวหวังเหว่ยถามน้องชาย

            “ผมถึงอยากถามพ่อยังไงล่ะครับว่าพี่อี้ฉือเป็นใครมาจากไหน พ่อเคยเห็นครอบครัวของเขาหรือเปล่า”

            “พ่อไม่เคยเห็นครอบครัวของเขาหรอกนะ แต่อี้ฉือเขาเคยเล่าให้พ่อฟังว่าครอบครัวของเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าไหร่จากครอบครัวใหญ่ พวกเขาจึงแยกครอบครัวออกมา แต่ก็ลำบากพอดู เพราะครอบครัวใหญ่ไม่ให้เงินออกมาตั้งตัวเลยสักหยวนเดียว แต่อี้ฉือกับถิงถิงก็ขยันมากเลยนะ เริ่มจากเก็บของป่ามาขาย จนมีทุนมาเปิดแผงขายซาลาเปาอย่างที่พ่อเคยเล่าให้ลูกฟังนั่นล่ะ”

            “พ่อคิดว่าผมควรเล่าเรื่องนี้ให้ลู่เสียนฟังไหมครับ” จ้าวหวังหย่งถามพ่อของเขา

            “ครอบครัวของเพื่อนนายสูญเสียลูกชายคนโตไป คงสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวของพวกเขาไม่น้อย แต่เพียงข้อสันนิษฐานของนาย มันก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าอี้ฉือจะเป็นคนๆ นั้นไหม นายบอกแค่เพื่อนของนายและช่วยกันหาความจริงให้แน่นอนก่อนจะดีกว่า” จ้าวหวังเหว่ยบอกกับน้องชาย

            “แล้วถ้าผมลองถามกับพี่อี้ฉือตรงๆ จะเป็นอะไรไหมครับ” จ้าวหวังหย่งยังไม่หายข้องใจ

            “ลูกรอก่อนดีกว่า พวกเขาเพิ่งจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวของเรา มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะไปถามเรื่องส่วนตัวของชีวิตคนอื่นตอนนี้” พ่อจ้าวพูดเตือน

            “ตกลงครับ ผมจะลองคุยกับลู่เสียนดูก่อน” จ้าวหวังหย่งรับคำ

            “แม่ขอถามลูกๆ อีกครั้งนะ ลูกๆ ไม่มีปัญหากับเรื่องที่แม่รับถิงถิงมาเป็นลูกบุญธรรมจริงๆ ใช่ไหม” แม่จ้าวถามอย่างไม่คลายกังวล

            “ผมไม่มีปัญหาอะไรนะครับแม่ ขอแค่พ่อกับแม่มีความสุขก็พอแล้ว” จ้าวหวังเหว่ยพูดอย่างมั่นใจ

            “ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ ครับแม่ ผมชอบพี่อี้ฉือ พี่ถิงถิง และหลานๆ ทั้งสองคนมากเลยนะครับ” จ้าวหวังหย่งพูดอย่างมั่นใจเช่นกัน

            “พ่อครับ แม่ครับ อีก 2 วันผมจะต้องกลับปักกิ่งแล้วนะครับ ปิดเทอมหน้าผมจะพาหลานกลับมาเยี่ยมนะครับ” จ้าวหวังเหว่ยบอกกับพ่อแม่

            “พี่ใหญ่ ผมไปปักกิ่งพร้อมพี่นะ”

            “นายเรียนจบมาได้สักพักแล้ว รีบๆ หางานทำจะดีกว่านะ” 

            “ผมจะไปหาลู่เสียนน่ะครับ ทุกคนอย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นครับ ผมไม่ได้จะไปเพราะเรื่องนั้นอย่างเดียว แต่ผมกับลู่เสียนเคยคุยกันไว้ว่าอาจจะร่วมกันทำธุรกิจน่ะครับ ผมก็เลยอยากไปปรึกษากับเขาดูด้วยน่ะครับ” จ้าวหวังหย่งรีบพูดหลังจากที่เห็นสายตาทุกคนมองมาที่เขา

            “นายอยากทำธุรกิจที่ปักกิ่งหรือ” จ้าวหวังเหว่ยถามน้องชาย

            “ไม่ครับ ผมอยากอยู่ที่มณฑลของเรามากกว่า แม่คงไม่ไล่ลูกชายคนนี้ไปหรอกนะครับ”

            “โตแล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้” แม่จ้าวดุลูกชายคนเล็กอย่างไม่จริงจัง

            “การทำธุรกิจจะต้องมีความตั้งใจและทุ่มเท จะทำเป็นเล่นไปวันๆ ไม่ได้” พ่อจ้าวพูดกับลูกชายคนเล็ก

            “นายไปปักกิ่งก็ลองดูว่ามีธุรกิจอะไรเหมาะที่จะเอามาทำต่อที่มณฑล ไม่ใช่ว่าพอไปถึงที่โน่นแล้วจะเที่ยวเล่นจนลืมหน้าที่ของตัวเองล่ะ” จ้าวหวังเหว่ยเตือนน้องชาย

            “ครับผม ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด” จ้าวหวังหย่งรับคำอย่างหนักแน่น

     

            ทางด้านครอบครัวของหวังอี้ฉือเมื่อกลับมาถึงบ้าน สองสามีภรรยาก็ส่งเด็กทั้งสองคนเข้านอนก่อนที่พวกเขาจะเข้าห้องนอนของตัวเองเช่นกัน

            “ฉันไม่คิดเลยนะคะว่าเราจะได้รับความเมตตาจากครอบครัวของคุณลุงจ้าวและคุณป้าจ้าวมากขนาดนี้”

            “คุณมีความสุขไหม”

            “ฉันมีความสุขมากนะคะ แต่...” หลินถิงถิงพูดเสียงเศร้า ก่อนที่จะนึกไปถึงความรักความอบอุ่นที่เธอได้รับจากครอบครัวของตัวเองในภพที่แล้ว พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว ป่านนี้พวกเขาจะเป็นยังไง คงจะเสียใจกับการจากไปของเธอเป็นอย่างมาก

            หวังอี้ฉือได้ฟังกลับคิดว่าภรรยาของเขาคงเศร้าใจเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงครอบครัวของตัวเอง ที่ยอมขายลูกสาวให้มาแต่งงานเพราะต้องการเงินเพียงแค่ 200 หยวน หวังอี้ฉือจึงกอดภรรยาไว้แนบอกและใช้มือลูบหลังเธอเพื่อปลอบโยน หลินถิงถิงก็เอื้อมมือไปกอดสามีไว้เช่นเดียวกัน ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาช้าๆ

            “ถิงถิง ต่อไปชีวิตของเราจะดีขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะนะ”

            “ฉันขอบคุณพี่มากนะคะ”

            หวังอี้ฉือคลายอ้อมกอดแล้วดันไหล่ของภรรยาให้ออกห่างจากตัว ก่อนที่จะมองหน้าเธอแล้วบอกความในใจออกไป

            “ถิงถิง ผมรักคุณนะ”

            หลินถิงถิงได้ฟังก็หน้าแดงและก้มหน้าด้วยความขัดเขินและตอบสามีเสียงเบา “ฉันก็รักพี่นะคะ”