ตลอดวันนั้น เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาทั้งที่ห้องสมุดในฮานหลินหยวนและห้องสมุดที่สำนักราชเลขาธิการเพื่อค้นหาความหมายจากสัญลักษณ์ในเอกสาร เขาค้นพบบางอย่างที่ใกล้เคียง แต่ยังมีสัญลักษณ์บางอย่างที่เขายังหาความหมายไม่ได้
ในบ่ายวันหนึ่งเฟิงหลี่เฉียงรู้ว่า เขาจะนั่งอุดอู้อยู่ในห้องสมุดตลอดเวลาไม่ได้เขาจึงตัดสินใจออกไปข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ โดยไม่รู้ตัว เขาเดินมาจนถึงริมแม่น้ำแยงซีเกียงที่ไหลผ่านเมืองหลวงที่ท่าเรือใหญ่ บัณฑิตหนุ่มเห็นผู้คนหลากหลายเดินทางขึ้นลงท่าเรือเสียงผู้คนและเสียงจากแม่น้ำดังก้องไปทั่วท่าเรือ
สักพัก เฟิงหลี่เฉียงก็รู้สึกหิวเขาจึงเดินไปที่แผงลอยขนาดเล็กริมท่าเรือ ที่ขายอาหารหลากหลายอย่าง เขาเลือกร้านหนึ่งจากนั้นจึงสั่งอาหารมานั่งกิน และปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับภาพความวุ่นวายที่อยู่เบื้องหน้าเขาไม่ได้ต้องการความเงียบสงบเพื่อให้คิดออก แต่เขาต้องความวุ่นวายเพื่อดึงความสนใจของตนเองบัณฑิตหนุ่มชอบใช้วิธีเช่นนี้เวลาที่เขาคิดอะไรไม่ออก บางครั้งก็ใช้ความสงบและบางครั้งก็ใช้ความวุ่นวายแทน
ในระหว่างนั้นสายตาของเขามองไปยังเรือสินค้าที่จอดอยู่ที่ท่าเรือหลายลำ และมาสะดุดตาที่เรือลำหนึ่งข้างเรือเขียนสัญลักษณ์เป็นตัวอักษรและตัวเลขเอาไว้
เฟิงหลี่เฉียงหรี่ตาลงเขาหันไปถามเจ้าของร้านที่กำลังทอดขนมอยู่ในกระทะว่า “พี่ชาย ท่านพอจะเข้าใจความหมายของตัวเลขกับตัวอักษรที่ข้างท้ายเรือลำนั้นไหม”แล้วเขาก็ชี้ให้ดูเรือลำนั้น
ชายเจ้าของร้านเพ่งมองจากนั้นก็ส่ายหัว แล้วก็หันไปทางลูกค้าอีกโต๊ะ “จ้าวหลง เจ้าทำงานอยู่ที่อู่เรือ เจ้าพอจะบอกพ่อหนุ่มคนนี้ได้ไหมข้าไม่รู้ตัวหนังสือมากนัก”
จ้าวหลงซึ่งเป็นชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ดี ก็ถามเฟิงหลี่เฉียงว่า “ท่านอยากรู้อะไรหรือ”
“ข้าอยากรู้ว่าตัวอักษรกับตัวเลขพวกนี้มีความหมายอะไรหรือไม่ เวลาขึ้นเรือจะได้ไม่ขึ้นผิดลำ” เฟิงหลี่เฉียงหันไปสั่งขนมมาเพิ่มให้จ้าวหลงยิ่งทำให้อีกฝ่ายยินดีตอบคำถามมากยิ่งขึ้น
“ที่เจ้าเห็นมันคือรหัสของเรือแต่ละลำ ตัวเลขตัวแรกคือ หมายเลขของเรือ ตัวเลขที่สองคือ เส้นทางของเรือ และตัวอักษรที่เจ้าเห็น คือชื่อสถานที่หรือปลายทาง”
เฟิงหลี่เฉียงชะงัก“แล้วลำที่ใช้เป็นตัวอักษรหรือตัวเลขหมดเลยละพี่ชาย”
“อ๋อ บางลำก็ใช้ตัวเลขแทนสถานที่บางลำก็ใช้ตัวอักษรแทนสถานที่ แบบนี้ก็จะยุ่งยากหน่อย ผู้โดยสารก็ต้องมาถามคนขายตั๋วก่อนจะขึ้นเรือด้วยแต่ไม่ค่อยมีเรือที่ใช้สัญลักษณ์แบบนี้มากนัก”
“ทำไมเขาถึงทำให้มันยุ่งยากนักล่ะ”เด็กหนุ่มสงสัย
จ้าวหลงส่ายหัว“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ..แต่ว่า” เขาคิดสักพัก ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าของเรือพวกนี้ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนานๆจะมาที่นี่ แล้วก็ไม่ค่อยมีคนขึ้นลงเรือมากด้วย”
ดวงตาของเฟิงหลี่เฉียงมีประกายขึ้นมาแวบหนึ่งเขาพอจะเดาอะไรได้แล้ว!
เฟิงหลี่เฉียงจ่ายเงินค่าอาหารให้ทั้งของตนเองและของชายที่ช่วยตอบคำถาม จากนั้นก็ตรงกลับบ้านทันที ถึงเขาจะไม่มีเอกสารลับของจริงแต่เขาจดข้อมูลบางส่วนเอาไว้ ประกอบกับการมีความจำเป็นเลิศ จึงจำรายละเอียดเอาไว้หมดแล้ว
วันนั้นเขาก้มหน้าก้มตาไขรหัสปริศนาอยู่ที่บ้านทำให้ลู่เหยาหลงต้องออกไปซื้ออาหารเย็นมากินกันสองคน ในขณะที่ต้าหวงเหลียนก็ไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย คืนนั้นแสงไฟจากห้องทำงานของบัณฑิตเฟิงส่องสว่างเกือบทั้งคืน และดับลงเมื่อตอนใกล้รุ่ง
ในช่วงสาย เฟิงหลี่เฉียงตื่นขึ้นมาเขาแต่งตัว กินข้าวเช้า จากนั้นก็ออกเดินทางไปที่จินอวี่เว่ย เพื่อพบหวังฉงซานรองผู้บังคับบัญชาฝ่ายเหนือขององครักษ์เสื้อแพร
วันนี้เขาแต่งตัวด้วยชุดบัณฑิตฮานหลินหยวนและยื่นป้ายไม้ประจำตัวให้ทหารที่ยืนเฝ้าประตู และเดินตามทหารเข้าไป โชคดีที่ตอนนี้หวังฉงซานกลับมาจากการประชุมในตอนเช้ากับฮ่องเต้หย่งเล่อแล้วเขาจึงไม่ต้องรอนานนัก
หวังฉงซานให้ทหารไปตามเว่ยจงมาร่วมฟังด้วยเมื่อทุกคนมาครบแล้ว บัณฑิตหนุ่มจึงเริ่มอธิบายทันที “เรียนใต้เท้าทั้งสองข้าสามารถถอดรหัสของเอกสารลับนี้ได้บางส่วนแล้วขอรับ”
ทั้งสองรอฟังอย่างตั้งใจพวกเขาอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มจะสามารถทำได้จริงตามที่พูดหรือไม่
“ตามที่ข้าได้แจ้งไปแล้วว่าสิ่งที่เขียนในนี้เหมือนจะเป็นรหัสกลอนสามวรรค ในนี้เขียนว่า
จันทร์ส่องกลางธารา
เมฆาพลิ้วพัดผ่าน
คลื่นลึกลับในน้ำ
ในกลอนนี้ กับในหน้ากระดาษยังมีตัวเลขและสัญลักษณ์แทรกอีกหลายจุด
ถ้าดูที่บทกลอนก่อนข้าสังเกตเห็นตัวอักษรหรือคำที่เริ่มต้นในแต่ละบาท และพบว่า มีคำว่า จันทร์ เมฆาและคลื่น ข้าคิดว่านี่คือชื่อของสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคำสามคำนี้พวกท่านลองคิดดูสิว่า ที่ใดที่มีชื่อเกี่ยวกับจันทร์ เมฆา และคลื่นหรือตั้งอยู่ในบริเวณที่มีสามสิ่งนี้ปรากฏ”
หวังฉงซานและเว่ยจงจดบันทึกคำอธิบายของบัณฑิตหนุ่มเอาไว้ พวกเขาสบตากันและพยักหน้า จากนั้น เฟิงหลี่เฉียงก็พูดต่อว่า
“ใกล้กับกลอนบทนี้มีวงกลมสองวงซ้อนกัน ข้าคิดว่า วงกลมข้างใน น่าจะหมายถึงสิ่งที่มีความสำคัญเหมือนกับไข่แดงหรือจุดศูนย์กลาง ส่วนวงกลมข้างนอก คือ สิ่งที่อยู่ห่างออกมา ถ้าจะบอกว่านี่คือสถานที่หรือพื้นที่ก็น่าจะหมายถึงพื้นที่ที่มีสองชั้น
สมมติว่าเป็นเมืองหนานจิงซึ่งก็มีความสำคัญ จะพบว่ามีการแบ่งออกเป็นพื้นที่ชั้นในและชั้นนอกสองชั้นเช่นกันแต่พื้นที่ใดที่จะถูกโจมตีนั้น ข้าคิดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับคำว่า จันทร์ เมฆาและคลื่น”
จินอวี่เว่ยทั้งสองคนจดข้อมูลและตั้งใจฟังตามโดยยังไม่ถามขึ้นมา เฟิงหลี่เฉียงพอใจมาก เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครถามขัดขึ้นมา
บัณฑิตหนุ่มใช้นิ้วมือชี้ไปที่สัญลักษณ์อีกตัวหนึ่งใกล้กับบทกลอน “ท่านดูคำว่าคลื่นให้ดี ข้างบนของคำนี้ มีการเขียนเป็นเส้นพลิ้วไปมาเหมือนกับคลื่นในแม่น้ำหรือท้องทะเลไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่มีชื่อเหมือนคลื่นหรือสถานที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำหรือทะเลสาบ แต่ข้าเดาว่า มันอาจจะหมายถึงการเดินทาง ทางน้ำก็ได้”
เว่ยจงอดถามไม่ได้ว่า“เหตุใดเจ้าจึงบอกว่ามันอาจจะเป็นการเดินทางทางน้ำหรือ”
เด็กหนุ่มสบตากับเว่ยจงและหวังฉงซานที่รอฟังคำตอบก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “เมื่อวาน ข้าบังเอิญไปเดินเล่นที่ท่าเรือมา และบังเอิญได้เห็นเรือลำหนึ่งที่ใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษรทั้งหมดเมื่อถามคนที่ทำงานท่าเรือ เขาเล่าว่า เรือที่มีรหัสข้างเรือแบบนี้ ไม่ค่อยเดินทางมาเทียบท่าบ่อยนักและมีคนขึ้นลงไม่กี่คนเท่านั้น อะไรบางอย่างบอกข้าว่า เรือลำนี้คงไม่ธรรมดาและถ้าดูตามสัญลักษณ์ของคลื่นที่เห็นในเอกสารนี้ ก็ไม่น่าจะปล่อยผ่านเรือลำนั้นไปด้วย!”
เว่ยจงหน้าเครียดทันทีเขารีบจดรายละเอียดทั้งหมดไว้ และรับรองกับหัวหน้าของเขาว่า “ข้าจะรีบไปสำรวจทันทีขอรับ!”
จากนั้น เฟิงหลี่เฉียงก็ชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปวงกลม2 วงที่อยู่ใกล้กับคำว่าพระจันทร์ “วงกลมนี้ ถ้ามองว่าเป็นพระจันทร์ก็น่าจะหมายถึงเวลากลางคืน แต่ถ้าบอกว่า คนกลุ่มนี้คือ พรรคบัวขาวแล้วละก็ข้าพบว่า ช่วงที่พรรคบัวขาวเคลื่อนไหวในยุคของฮ่องเต้ไท่ซูมีการใช้สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นหรือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น สิ่งนี้อาจจะหมายถึงพระอาทิตย์ 2 ดวงได้อีกด้วย”
“ดวงอาทิตย์คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นหรือ..” หวังฉงซานพึมพำและขมวดคิ้ว “หมายถึง การเปลี่ยนแปลง2 ครั้งอย่างนั้นหรือ!” เขารีบถามบัณฑิตหนุ่มอย่างรวดเร็ว
เฟิงหลี่เฉียงไม่แน่ใจเช่นกัน“มันอาจจะหมายถึงการทำอะไรสองอย่างก็ได้เช่นกัน เช่น มีการวางแผนซ้อนแผนการโจมตีสองครั้ง การใช้กองกำลังสองกลุ่ม”
จินอวี่เว่ยทั้งสองขมวดคิ้วพวกเขารู้ว่าเฟิงหลี่เฉียงไม่สามารถบอกอะไรได้ชัดเจนนักนั่นก็เพราะเขาไม่ได้มีข้อมูลการเคลื่อนไหวของของกลุ่มนี้เหมือนที่จินอวี่เว่ยมีในมือ เขาจึงได้แค่คาดเดาจากเอกสารที่มีในมือตอนนี้เท่านั้น
หวังฉงซานจึงตัดสินใจในทันที“ข้าจะส่งคนคอยติดตามสถานการณ์ทั่วทั้งเมืองหลวงเพื่อดูว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้าง มันอาจจะหมายถึงการโจมตีสองทางก็เป็นได้”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้าการรับมือกับพรรคบัวขาว ไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่เป็นหน้าที่ของทหารเหล่านี้เขาจึงกลับมาพูดถึงรหัสลับต่อ
“พวกท่านช่วยข้าดูหน่อยว่าสัญลักษณ์นี้ คือตัวเลขหรือไม่”
เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มถามทั้งสองจึงเพ่งมองที่สัญลักษณ์อีก 2 ตัว ที่อยู่ท้ายบทกลอน ในที่สุด พวกเขาจึงสรุปว่ามัน คือเลข 2 และ 5 ซึ่งอาจจะหมายถึงวันเดือน และเวลาก็ได้
หวังฉงซานซึ่งคิดตามไปด้วยก็พูดขึ้นว่า“ในบทกลอนนี้ มีคำว่า ธารา และ คลื่นแฝงอยู่ ข้าคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับน้ำอย่างที่บัณฑิตเฟิงกล่าว”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า“ท่านอย่าลืมคำว่า คลื่นลึกลับในน้ำด้วยนะ..คลื่นลึกลับในที่นี้จะหมายถึงกองกำลังที่ซุ่มโจมตีได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำถามท้ายประโยคหวังฉงซานและเว่ยจงก็มองหน้ากันทันที เฟิงหลี่เฉียงรู้ว่า สองคนนี้คงรู้แล้วว่ามันคืออะไร
เฟิงหลี่เฉียงจึงสรุปว่า“นี่คือทั้งหมดที่ข้าคิดได้ ส่วนจะเป็นสถานที่ไหนนั้น ถ้าให้ข้าเดาสถานที่หลักที่น่าจะเป็นเป้าหมาย ก็น่าจะเป็นสถานที่ที่มีชื่อเกี่ยวกับจันทร์ เมฆาและคลื่น และมีอยู่เพียงที่เดียวที่เกี่ยวข้องกับสามสิ่งนี้ นั่นคือที่พระราชวังหนานจิง!”
หวังฉงซานและเว่ยจงมองเด็กชายด้วยสายตาชื่นชมความคิดที่พวกเขามีต่อบัณฑิตหนุ่มคนนี้เปลี่ยนไปทันที ซึ่งก็เป็นไปตามที่บอกมีตำหนักและอาคารที่มีชื่อของสามสิ่งอยู่ในพระราชวังจริง
เมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วเฟิงหลี่เฉียงจึงลากลับ ในขณะที่หวังฉงซานรีบนำเอกสารและข้อมูลที่ได้ไปเข้าพบจี่กัง ผู้บัญชาการจินอี่เว่ยโดยไม่รอช้า
เว่ยจงเดินมาส่งบัณฑิตหนุ่มที่หน้าประตูและพูดกับเขาด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า “ขอบใจเจ้ามากนะ ที่เสียสละเวลามาช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จะมีรางวัลส่งไปถึงบ้านของเจ้าอย่างแน่นอน”
เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจความหมายเขาจึงกล่าวขอบคุณและเดินออกมานอกเขตจินอวี่เว่ย เมื่อมาถึงจุดที่เขาเคยเกือบจะชนกับนายทหารคนนั้นเด็กหนุ่มก็ชะงักและหันไปมองรอบๆ แต่ไม่มีวี่แววของใครจะผ่านมาทางนี้สักคน
เมื่อเดินออกมานอกวังเขารู้สึกเหนื่อยและหิวข้าวมาก จึงตัดสินใจแวะหาอาหารกลางวันกิน ก่อนจะกลับไปพักที่บ้านเพราะเขายังมีเวลาเหลืออีกครึ่งวัน เด็กหนุ่มอยากนอนพักผ่อนมากเขาใช้เวลาคิดในการถอดรหัสนี้มาหลายวันจนเหนื่อยล้า
หลังจากกินข้าวเสร็จเขาตั้งใจว่าจะแวะไปร้านขายหนังสือ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง“เสี่ยวเฉียง!”