ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

บทที่ 143 นินออกนิยายเรื่องไอ้ช้างไอ้แผน

บทที่ 143 นินออกนิยายเรื่องไอ้ช้างไอ้แผน

 

หลังจากท่านเจ้าคุณเรืองทราบว่า นินหายตัวไป สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีหลังจากที่ท่านเจ้าคุณสอบถามทหารที่พรวจสอบและค้นห้าผู้บาดเจ็บและศพทหารก็ตกใจ

"ว่าอย่างไรนะ..."

"หาไม่เจอ?"

นายทหารที่รับหน้าที่ค้นหาคุกเข่าลง

"ขอรับ หลังการระเบิดไม่มีผู้ใดพบตัวขุนโสภาอีกเลย"

หัวใจของคนที่อยู่ในห้องประชุมแทบหล่นวูบทุกคนต่างเห็นกับตาว่า...สายฟ้าครั้งสุดท้ายรุนแรงเพียงใดต่อให้เป็นยอดฝีมือ หากรับเข้าไปตรง ๆ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันว่าจะรอดชีวิต ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นทันที

"ระดมคนออกค้นหา!"

"ค้นทุกซอกทุกมุมของภูเขา!"

"ต่อให้เหลือเพียงร่องรอยก็ต้องหาให้พบ!"

"ขอรับ!"

ไม่นานนัก...กองกำลังค้นหาหลายสิบชุดก็ทยอยออกเดินทางกลับขึ้นสู่ภูเขาอีกครั้ง

...

แต่ระหว่างทาง...พวกเขากลับพบรถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนลงมาจากตีนเขาอย่างเชื่องช้านายทหารผู้คุมรถม้าพอเห็นธงของกองทัพหลวงก็รีบหยุดรถ ก่อนลงมาคำนับ

"พวกท่านกำลังตามหาขุนโสภาใช่หรือไม่?"

ทุกคนชะงัก

"ใช่!"

ทหารผู้นั้นรีบเปิดม่านรถม้าออก

ภายใน...นินกำลังนอนพิงเบาะ สีหน้าอิดโรย เสื้อผ้าขาดวิ่นไปเกือบทั้งตัวเมื่อเห็นท่านเจ้าคุณ เขาก็ยกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนแรง

"ลุง..."

"มารับผมแล้วหรือ..."

ทุกคนถึงกับถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

รอด...

ท่านเจ้าคุณถึงกับหัวเราะออกมา

"ไอ้เด็กเวรข้านึกว่าเอ็งตายไปแล้ว!"

นินเกาศีรษะแกรก ๆ

"ผมก็เกือบตายจริง ๆ นั่นแหละ"

"แต่โชคดีน่ะ…แต่ว่าผมอาจจะตายได้ถ้าไม่ได้กินอะไรตอนนี้"

คำตอบนั้นทำเอานายทหารหลายคนหัวเราะทั้งน้ำตา

...

คืนนั้น...นินกลับถึงเรือนท่านเจ้าคุณอย่างปลอดภัยสิ่งแรกที่เขาทำ...คือ...

"ขอข้าว!"

"เยอะ ๆ!"

ไม่นาน...ข้าวสวยร้อน ๆ ก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะนินลงมือกินอย่างไม่เกรงใจใครชามแรกหมดภายในไม่กี่อึดใจชามที่สองตามมาติด ๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยชามที่สามทุกคนที่นั่งมองอยู่ถึงกับอึ้งนินวางชามลงก่อนถอนหายใจยาว

"ให้ตายเถอะ...ความหิวนี่มันทรมานกว่าถูกสายฟ้าผ่าอีก"

คำพูดนั้นทำให้หลายคนหัวเราะออกมา แม้จะเป็นเสียงหัวเราะที่เจือด้วยความโล่งใจอย่างน้อย...คนที่ช่วยพลิกสงครามครั้งนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่

...

หลังรับประทานอาหารเสร็จนินจึงได้รับฟังเรื่องการโจมตีเรือนท่านเจ้าคุณทั้งหมด รวมถึง...รายชื่อบ่าวและทหารที่เสียชีวิต รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ เลือนหายคิ้วขมวดเข้าหากันช้า ๆ

"ไม่คิดเลย...ว่าพวกมันจะเลวได้ถึงขนาดนี้"

สายตาของเขาเหลือบไปมองพิมที่ยังมีสีหน้าเศร้าหมองหญิงสาวสูญเสียคนในเรือนไปหลายคน แม้พยายามเข้มแข็งเพียงใด แต่แววตาก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นินนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

"ตกลง...ไอ้แผนมันรักพิมขนาดนั้นเลยหรือ"

เพียงชั่วอึดใจ...เรื่องราวหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

"ขุนช้าง...ขุนแผน..."

เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ

"บ้าจริง..."

"ต้นฉบับที่เคยเขียนไว้ยังไม่ทันได้ปล่อยเจ้าตัวกลับกลายเป็นกบฏเสียก่อน"

นินเริ่มครุ่นคิด

"ถ้าอย่างนั้น..."

"คงต้องเขียนใหม่ทั้งหมด"

เขาหยิบกระดาษขึ้นมา

ก่อนพูดกับตัวเอง

"ตอนจบ..."

"ไอ้แผนต้องกลายเป็นคนทะเยอทะยานจนคิดกบฏ"

"พิมต้องซื่อสัตย์ต่อความรัก ไม่โลเล"

"ส่วนขุนช้าง..."

"ก็เพิ่มความเจ้าชู้เข้าไปอีกหน่อย"

เขาหัวเราะเบา ๆ

"สุดท้าย..."

"เวรกรรมต้องตามสนอง"

"จะได้เป็นอุทาหรณ์ให้คนอ่านเสียบ้าง"

แต่ก่อนจะเริ่มเขียน...

นินกลับวางพู่กันลง

วันรุ่งขึ้น เขาแต่งกายสุภาพแล้วเดินไปร่วมงานศพของบ่าวและทหารที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีเรือนท่านเจ้าคุณด้วยตนเอง เขาจุดธูปให้ผู้เสียชีวิตทุกคนยืนสงบนิ่งอยู่หน้าหีบศพทีละใบแม้ไม่ได้กล่าวคำใดแต่ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความเคารพและความอาลัยที่เขามอบให้

...

สองวันต่อมา

ภายในพระที่นั่งแห่งพระราชวังหลวง เกิดการประชุมใหญ่ของบรรดาเสนาบดี แม่ทัพ ขุนนาง และจอมอาคมระดับสูงทั่วทั้งราชอาณาจักร

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเมื่อขุนหลวงเสด็จประทับเหนือพระแท่น ทุกคนต่างถวายบังคมพร้อมเพรียง พระสุรเสียงอันหนักแน่นดังก้องไปทั่วท้องพระโรง

"บัดนี้...หลักฐานความผิดของพระยาพิเชษฐ์ปรากฏชัดแล้วให้ประกาศทั่วพระราชอาณาจักร...ถอดยศและฐานันดรศักดิ์ทั้งหมดลงโทษฐานก่อกบฏต่อแผ่นดิน"

"ริบทรัพย์สินทุกประการให้กรมตระลาการดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น"

"รับพระบัญชา!"

พระยาเดชและหลวงเขียวก้าวออกมารับพระบัญชาในทันที

ขุนหลวงรับสั่งต่อ

"ตรวจสอบคนในเรือนของพระยาพิเชษฐ์ทั้งหมดรวมถึงเครือญาติ เส้นสาย และผู้เกี่ยวข้องหากพบผู้สมรู้ร่วมคิด…ดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีอย่าให้เหลือรากของกบฏแม้แต่คนเดียว"

คำรับสั่งนั้นทำให้ทั้งท้องพระโรงเงียบสนิททุกคนรู้ดี...การชำระล้างครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

จากนั้น...

ราชสำนักได้ร่างพระราชสาส์นส่งตรงไปยังราชสำนักขอม

มีเนื้อหาชัดเจนว่า

ให้ส่งตัวผู้กระทำผิดฐานกบฏต่อราชอาณาจักรสยามกลับมารับโทษโดยทันที

รายชื่อผู้ถูกเรียกตัวมีเพียงสองตระกูล

ตระกูลพระยาพิเชษฐ์

และ

ตระกูลม่านแก้ว

แม้ทุกคนจะรู้ดี...

ว่าราชสำนักขอมไม่มีวันยอมส่งตัวคนเหล่านี้กลับมา

แต่พระราชสาส์นฉบับนี้ก็เป็นการประกาศจุดยืนของสยามต่อประชาคมรัฐทั้งหลายว่า...

คนเหล่านี้คือ กบฏของแผ่นดิน

มิใช่ขุนนางของสยามอีกต่อไป

ส่วนเมืองลังกาสุกะ...

หลังการเสียชีวิตของเจ้าเมืองและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เมืองทั้งเมืองก็ไร้ผู้ปกครองมาเป็นเวลานาน ขุนหลวงจึงมีพระราชดำริให้แต่งตั้งข้าหลวงเข้าควบคุมเมืองเป็นการชั่วคราว

พร้อมมีพระบัญชาให้กองทัพและกรมตระลาการร่วมกันกวาดล้างเครือข่ายของเจ้าพระยาสหัสเดชาที่ฝังตัวอยู่ในลังกาสุกะจนหมดสิ้น

ผู้ใดขัดขืน...

จับกุม

ผู้ใดร่วมคิดกบฏ...ลงโทษตามกฎหมายเมื่อคำสั่งทั้งหมดถูกประกาศออกไปบ้านเมืองก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม... ราชสำนักเลือกปิดข่าวเกี่ยวกับศึกบนเขาและรายละเอียดของสงครามทั้งหมด

ประชาชนทั่วไปจึงรับรู้เพียงว่า

พระยาพิเชษฐ์ถูกจับได้ว่าคิดก่อกบฏต่อแผ่นดิน ก่อนหลบหนีออกนอกอาณาจักร

ส่วนเรื่องค่ายอาคม...

สัตว์หิมพานต์...

ปืนรุ่นใหม่...

หรือสงครามอันดุเดือดบนภูเขา

ไม่มีผู้ใดภายนอกราชสำนักล่วงรู้แม้แต่น้อยแต่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า...แม้สงครามครั้งนี้จะจบลงแล้ว

ทว่า...

สงครามระหว่างสยามกับขอม เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

 

หลายวันต่อมา...

นิยายเรื่อง "ไอ้ช้างไอ้แผน" ของนินก็ถูกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

ด้วยชื่อเสียงของโรงพิมพ์สยาม ประกอบกับกระแสหลังสงคราม ทำให้หนังสือขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก

เรื่องราวของ "ไอ้ช้าง" และ "ไอ้แผน" ถูกแต่งขึ้นอย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งความโลภ ความทะเยอทะยาน การหักหลัง และจุดจบอันน่าอนาถของตัวละคร จนผู้อ่านทั้งหลายต่างอินไปกับเรื่องราว

โดยเฉพาะ...จุดจบของไอ้ช้างที่ติดโรคร้ายจนเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาทำให้คนอ่านต่างหัวเราะเยาะและสาปแช่งตัวละครกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ไม่นาน...

ชื่อของหมื่นช้างก็ถูกผู้คนนำไปเปรียบเทียบกับตัวละครในนิยายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

...

ณ เมืองอู่ทอง

หมื่นช้างปิดหนังสือลงด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว

ปัง!

เขาฟาดหนังสือลงบนโต๊ะจนหมึกกระเด็น

"ไอ้สารเลว!"

"ไอ้นิน!"

"มึงกล้าดียังไง!"

ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจุดจบของไอ้ช้างในนิยาย...ช่างอัปยศเสียจนเขาแทบกระอักเลือด ไม่กี่วันมานี้ ไม่ว่าเดินไปทางไหน ก็มีแต่คนแอบหัวเราะเยาะ

บางคนถึงกับเรียกเขาว่า "ไอ้ช้าง"

ทำให้หมื่นช้างแทบคลุ้มคลั่งเขารีบเดินทางไปหาเจ้าเมืองอู่ทอง ผู้เป็นลุงทันที

"ท่านลุง!"

"ท่านต้องช่วยหลาน!"

"ไอ้นินมันจงใจใส่ร้ายหลาน!"

เจ้าเมืองอู่ทองได้แต่ถอนหายใจเขาจะทำอะไรได้ อีกฝ่ายคือ ขุนโสภา ลูกเขยผู้ตรวจการแผ่นดิน แถมขุนโสภาผู้เพิ่งสร้างคุณงามความดีในสงครามจนเป็นที่โปรดปรานของขุนหลวง

จะให้เขาออกหน้าปะทะกับคนเช่นนั้น...

ย่อมไม่ใช่เรื่องฉลาด

สุดท้ายจึงได้แต่พยักหน้ารับส่ง ๆ

"เออ..."

"ลุงจะหาทางจัดการให้"

แต่ในใจ...

เขาไม่มีความคิดจะทำอะไรเลยแม้แต่น้อย

...

ขณะเดียวกัน

กิจกรรมแข่งขันทำอาหารประจำปีก็ยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนด ทางราชสำนักตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นปกติ เพื่อไม่ให้ประชาชนหวาดวิตกกับเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ที่ผ่านมา

ภายในเรือนท่านเจ้าคุณ ไหมแก้วกำลังนั่งประชุมกับลูกสาวทั้งสองอย่างเคร่งเครียดตำราอาหารหลายเล่มถูกเปิดวางเต็มโต๊ะ

แต่ผ่านไปนาน...ก็ยังไม่มีใครคิดเมนูที่น่าพอใจได้พิมถอนหายใจ

"คิดไม่ออกเลย...ปีนี้คู่แข่งคงเตรียมตัวกันหนักแน่"

ข้าวเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

"ถ้าทำอาหารแบบเดิม...คงไม่มีทางชนะ"

ขณะนั้นเอง...

นินที่นั่งกินผลไม้อยู่ข้าง ๆ ก็ยิ้มออกมา

"จะไปยากอะไรล่ะครับ"

ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน

"เรามีทูตจากจินแล้วก็มีคณะทูตจากยุโรปถ้าอย่างนั้น..."

"อาหารก็ควรสะท้อนการเชื่อมโยงของทั้งสามวัฒนธรรมสิครับ"

พิมเอียงศีรษะ

"แต่เราไม่รู้วัฒนธรรมของพวกเขาเลยทั้งรสนิยม ทั้งวิธีการกิน แม้หลานเมนูเราสามารถทำอาหารของพวกเขาได้ก็จริงแต่รสชาติคงไม่เหมือนแน่นอน แล้วจะสร้างอาหารแบบใหม่ได้อย่างไร"

นินหัวเราะเบา ๆ

"ไม่ยากครับ"

"พวกชาติตะวันตกกินขนมปังเป็นอาหารหลักส่วนชาวจินก็ขึ้นชื่อเรื่องเส้นและบะหมี่ ถ้าเรานำจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบของสยาม...มันก็จะกลายเป็นอาหารที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น

ดวงตาของไหมแก้วก็สว่างขึ้นทันที

"จริงด้วย!"

หลังจากนินช่วยชี้แนะแนวทางไม่นานทั้งสามคนก็สามารถคิดเมนูหลักขึ้นมาได้สองรายการพร้อมของหวานอีกหนึ่งชนิด ทุกคนเริ่มลงมือทดลองสูตรกันอย่างคึกคัก

...

ไม่นานหลังจากนั้น

ราชสำนักก็ประกาศการปูนบำเหน็จแก่ผู้มีความดีความชอบจากศึกบนภูเขาหลวง อย่างไรก็ตามเมื่อทางการเข้าตรวจสอบทรัพย์สินของพระยาพิเชษฐ์ ก็พบว่า...

ร้านค้า...

ที่ดิน...

คลังสินค้า...

รวมถึงทรัพย์สินมีค่าแทบทั้งหมด

ล้วนถูกขายหรือโอนออกไปก่อนเกิดเหตุการณ์แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงคฤหาสน์หลังใหญ่กับบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งเท่านั้น คฤหาสน์จึงถูกยึดคืนเป็นทรัพย์สินของหลวง แต่ทรัพย์สินอื่นกลับไม่เหลือให้ยึดแม้แต่น้อยหลายคนถึงกับอดถอนหายใจไม่ได้

ม่านแก้ว...

ช่างร้ายกาจเสียจริงนางวางแผนถอนรากถอนโคนทุกอย่างไว้ล่วงหน้าไม่เปิดโอกาสให้ราชสำนักริบทรัพย์สินได้แม้แต่น้อย เมื่อไม่สามารถนำทรัพย์สินของพระยาพิเชษฐ์มาปูนบำเหน็จได้พระยาเดชถึงกับเดือดดาล

"บัดซบไอ้แกแน่มากไอ้เชษฐ์!"

สุดท้าย

ราชสำนักจึงต้องเบิกพระราชทรัพย์จากคลังหลวงมอบเป็นรางวัลแทนผู้ที่ได้รับความดีความชอบต่างได้รับรางวัลอย่างเหมาะสม

พันเข็ม...

ได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น หมื่นพันเข็ม จากความกล้าหาญและการนำกองม้าทะลวงแนวข้าศึกในสนามรบ

ส่วนหมื่นอิน...

ได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น ขุนอิน จากผลงานในการคุ้มกันกำลังหลักและการต่อสู้กับจอมอาคมฝ่ายขอมจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ส่วนนิน...

ได้รับพระราชทานที่ดินชั้นดีในเขตเมืองหลวงจำนวน สามสิบไร่ และบ้านเดียวสองหลัง พร้อมเงินรางวัล ผ้าไหม และทรัพย์สินอีกไม่น้อย

แม้ผลงานของเขาจะโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งแต่เนื่องจากเพิ่งได้รับการเลื่อนยศเป็น ขุนโสภา ได้ไม่นาน ราชสำนักจึงเห็นว่ายังไม่สมควรเลื่อนตำแหน่งอีกในเวลานี้นินเองก็ไม่ได้ติดใจเรื่องดังกล่าวเพราะเพียงรางวัลที่ได้รับ...ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว

ขุนนาง นายทหาร และเหล่าทหารที่ร่วมศึก ต่างได้รับการปูนบำเหน็จตามผลงานอย่างทั่วถึงไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตพวกเขาได้รับค่าชดเชยเป็นจำนวนมากอีกทั้งลูกๆ ของพวกเขายังสามารถเรียนฟรีตลอดชีวิตอีกด้วย

ทำให้ผู้คนต่างพึงพอใจ และขวัญกำลังใจของกองทัพสยามก็กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม…

 

คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน