เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 61: คนค้ำประกัน

            ในตอนที่ไป

            ถึงบ้านหลังนั้นก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งเศษได้

             

            เพราะไตเติ้ลเพจไปบอกสุกัญญาก่อนแล้วว่าอาจจะไปช้าหญิงสาวและทนายจึงเดินทางมาถึงในเวลาที่ไล่เลี่ยกับเขา 

             

            เพราะว่าที่ประตูบ้านยังคงมีผีจากกรอบไม้ฝาโลงศพที่หน้าตาไม่ค่อยดีวนเวียนอยู่เยอะมากและลูกพลับก็กลัวเจ้าตัวพวกนั้นอยู่ไม่น้อย ไตเติ้ลเองจะให้โชว์การไล่ผีให้ลูกดูต่อหน้าคนอื่นก็เป็นสิ่งที่ไม่สันทัดเขาจึงเลือกนั่งเจรจาทำสัญญากันที่ชุดโต๊ะม้าหิน ณมุมหนึ่งของสนามหญ้าด้านทิศตะวันออกของตัวบ้าน

             

            ภานุวัฒน์อ่านข้อสัญญาที่ทนายความของสุกัญญาร่างมาแล้วก็ไม่เห็นการสอดไส้เพื่อเจตนาจะเอารัดเอาเปรียบใดๆ เขารับได้กับการที่ระบุเอาไว้ในสัญญาว่าหากผู้ซื้อค้างชำระค่าผ่อนจ่ายบ้านรายปีหนึ่งแสนบาทและค้างค่าผ่อนจ่ายรายเดือน เดือนละหกพันบาท ติดต่อกันนานหนึ่งปี ผู้ขายบ้านหรือก็คือคุณสุกัญญามีสิทธิ์ยึดบ้านหลังนี้คืนและนำไปขายต่อโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบ/ยินยอมจากเขาและไม่จำเป็นจะต้องจ่ายชดเชยค่าส่วนต่างใด ๆ นอกจากค่าขนย้ายเป็นจำนวนเงินห้าหมื่นบาท

             

            การซื้อขายบ้านแบบเช่าซื้อผู้ขายบ้านค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมากอยู่ในกรณีที่จะถูกผู้ซื้อเทหลังจากอยู่อาศัยและละเลงบ้านจนทรุดโทรมแล้วดังนั้นแล้วหากเขาไม่มีเงินจ่ายแล้วจะถูกยึดบ้านคืนโดยไม่ได้รับการชดเชยก็สมควรอยู่อีกทั้งดูแล้วในสัญญาก็ยังค่อนข้างเปิดช่องให้เขามากอยู่พอสมควรหากเขาคิดจะเอารัดเอาเปรียบอีกฝ่าย

             

            “เดี๋ยวนะครับ ขออนุญาตทวนข้อความตรงนี้ว่า ‘หากผู้ซื้อค้างชำระค่าผ่อนจ่ายบ้านรายปีหนึ่งแสนบาทและค้างค่าผ่อนจ่ายรายเดือน เป็นจำนวนเงินเดือนละหกพันบาท ติดต่อกันนาน 365 วัน’ อันนี้มันไม่หละหลวมเกินไปเหรอครับ?” ภานุวัฒน์ซัก

             

            “ยังไงคะ?” สุกัญญาเอียงคอ สีหน้าประหลาดใจ

             

            “ก็คือสมมุติว่าถ้าผมค้างจ่ายรายปีคุณสุแต่ยังจ่ายรายเดือนอยู่แบบขัดสนเดือนเว้นเดือน... มันไม่ใช่การค้างติดต่อกันนาน365 วัน แบบนี้คุณสุก็จะทำอะไรผมไม่ได้แล้ว ยึดบ้านก็ไม่ได้ด้วย” ไตเติ้ลแย้ง

             

            “ตายแล้วคุณวัฒน์ ทำไมน่ารักอย่างนี้คะเนี่ย”

            สุกัญญาพร้อมด้วยทนายที่พกมาต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวเกร็งได้ในฉับพลัน

             

            อีกแล้ว...ทำไมถึงโดนผู้หญิงรุ่นลูกชมว่าน่ารักทุกทีเลยฟร้า นี่ไตเติ้ลนะเฟ้ยถึงภายนอกจะอายุยี่สิบเจ็ดแต่จริง ๆไส้ในคืออายุสี่สิบเจ็ดไม่ใช่ลูกพลับที่อายุเจ็ดขวบสักหน่อยจะได้ถูกสาววัยนี้ชมแล้วยังชิลด์ได้เนี่ย

             

            “คืออะไรที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองเสียเปรียบเนี่ยปกติไม่มีใครเขาทักขึ้นมาแบบนี้หรอกนะครับ” ทนายความของสุกัญญาพูดขึ้น

             

            “ผมแค่ไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นก็เท่านั้น”ไตเติ้ลแก้เก้อ พยายามทำหน้าขึงขังให้ตัวเองดูมีอายุขึ้นมาแต่กลับไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย

             

            “พี่ก็ไม่ได้จะชอบเอาเปรียบคนอื่นเหมือนกันนะคะที่ทำสัญญาให้หลวมบ้างเนี่ยเพราะไม่อยากให้คุณวัฒน์รู้สึกว่าถูกเร่งรัดต้องเครียดหาเงินมากจนเกินไปแล้วก็เพราะคุณวัฒน์ช่วยเหลือพี่กับคุณพ่อเอาไว้ด้วยถึงได้ยอมให้ขนาดนี้ถ้าเป็นคนอื่นไม่ต้องถึงค้างค่าผ่อนหรอกค่ะแค่ค่าแรกเข้าไม่พอจ่ายพี่ก็ไม่ยอมแล้ว” สุกัญญาชี้แจง

             

            ‘น... นี่มันโชคดีชะมัดทำไมถึงเจอผู้ขายที่ใจดีขนาดนี้ได้เนี่ย’ไตเติ้ลรู้สึกว่าตนเองโชคดีสุด ๆ อยู่ในใจ

             

            “เก็บนามบัตรผมไว้นะครับคนซื่อขนาดคุณนี่ไม่รู้ว่าจะไปถูกใครเอาเปรียบได้ง่าย ๆ หรือเปล่าต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรหาผมได้เลยครับ ถือว่าช่วยเป็นกรณีพิเศษเลย”

            ทนายความของสุกัญญาวางนามบัตรใบสีน้ำเงินเข้มพิมพ์ตัวอักษรปั๊มฟลอยด์สีทองสวยมีโลโก้และชื่อของสำนักงานทนายความเขียนเอาไว้ว่า

            ‘สำนักงานทนายความ ปรเมศและผองเพื่อน’

             

            ไตเติ้ลอ่านชื่อบุคคลบนนามบัตรใบนั้นเห็นว่าพิมพ์ตัวอักษรปั๊มฟลอยด์เอาไว้ว่า

            ‘ปรเมศ อัศวภูตานนท์’

             

            ปรเมศส่งนามบัตรของตนให้กับชายหนุ่มคนดีก็เรื่องหนึ่งแต่คนที่ซื่อจนถึงขนาดบอกจุดอ่อนของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รู้ขนาดนี้นับว่าน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

             

            “ขอบคุณครับ” ภานุวัฒน์พยักหน้ารับนามบัตรใบนั้นมาอย่างเกร็ง ๆ

             

            อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่จะเป็นคนซื่ออะไรขนาดนั้นสักหน่อยส่วนที่ร้ายและเอาคืนคนก็มีมากมายพอตัว แต่กับแม่สาวย้อนยุค คุณสุกัญญาคนนี้นอกจากจะขายบ้านในราคาถูกมากแล้วก็ยังยอมขายแบบเช่าซื้อให้กับเขา ไม่พอยังจะยอมลดค่าแรกเข้าให้อยู่ในระดับที่เขาสามารถจ่ายให้ได้ง่าย ๆ อีก

            ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนใจดีช่วยเหลือกันมากถึงขนาดนี้แล้วใครที่ไหนจะคิดเอารัดเอาเปรียบทำให้คนที่มีน้ำใจขนาดนี้เดือดร้อนได้ลงคอกันเล่า

             

            เวลานี้ภานุวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีจริง ๆ เลยที่คนที่ขายบ้านให้เขาเป็นคนดี แล้วก็มีน้ำใจมากถึงขนาดนี้เขาตั้งมั่นว่าจะต้องตั้งใจทำงาน ให้ได้เงินเยอะ ๆ จะได้มีเงินมาผ่อนจ่ายกับหญิงสาวได้ครบทั้งรายเดือนและรายปีอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่องจะต้องไม่ทำให้ผู้ขายบ้านคนนี้เดือดร้อนอย่างเด็ดขาด

             

            ชายหนุ่มเจตนาเป็นมั่นเป็นเหมาะโดยไม่รู้ความจริงเลยว่า…

             

            อันที่จริงแล้วก่อนร่างสัญญาสุกัญญาได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคุณภานุวัฒน์คนนี้มาจากเฮียฮั้วแล้วจนหมดสิ้น

             

            เธอรู้ว่าชายชื่อภานุวัฒน์แต่เดิมไม่ได้มีสมบัติติดตัวอะไรเลยแม้แต่น้อยเพิ่งจะเริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวทำมาหากินเพียงเท่านั้นคนแบบนี้สถานะทางการเงินไม่ได้มั่นคงเลยสักนิดในอนาคตเป็นไปได้ว่าอาจเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาทำให้ผันเงินไม่ทันและไม่สามารถที่จะผ่อนจ่ายบ้านหลังนี้ต่อไปได้เธอยังคงเป็นกังวลที่จะทำสัญญาแบบเช่าซื้อขายบ้านให้กับคุณภานุวัฒน์โดยขาดคนค้ำประกัน

             

            ซึ่งเมื่อปรึกษากันมาถึงตรงนี้แล้วเฮียฮั้วก็กลับออกตัวกับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะขอเป็นคนค้ำประกันให้กับชายคนนี้เองแต่มีข้อแม้อยู่ว่าสุกัญญาจะต้องทำสัญญาค้ำประกันอย่างเป็นความลับโดยไม่ให้ภานุวัฒน์รู้อย่างเด็ดขาดเพราะว่าคุณวัฒน์ของเฮียฮั้วนั้นขี้เกรงใจคนอื่นมาก ๆ หากรู้เรื่องนี้เข้าแล้วคงจะไม่ยอมพึ่งพาเฮียฮั้วและบ้านของสุกัญญาก็คงจะขายไม่ออกต่อไปอย่างแน่นอน

             

            หญิงสาวเห็นว่าข้อเสนอของเฮียฮั้วนั้นน่าสนใจเพราะฐานะอย่างเฮียฮั้วนับว่ามีความมั่นคง ไม่น่าที่จะคิดเบี้ยวเธอได้อีกทั้งการที่เฮียฮั้วยอมค้ำประกันให้คนอื่นแบบนี้ก็ใช่จะเป็นเรื่องที่ทำให้เธอแปลกใจสักเท่าไรเพราะเฮียฮั้วใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

             

            อย่างในกรณีที่หากคุณภานุวัฒน์อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจ่ายผ่อนค่าบ้านได้แล้วเธอก็จะไปเก็บเงินเอากับเฮียฮั้วก็เท่ากับว่าเฮียฮั้วจะกลายเป็นคนที่ผ่อนบ้านต่อจากคุณภานุวัฒน์หลังจากนั้นทั้งสองจะไปตามล่าทวงหนี้อะไรกันอย่างไรนั้นไม่ได้เกี่ยวกับสุกัญญาแล้วแต่ถ้าตกลงว่าเฮียฮั้วเป็นคนผ่อนบ้านต่อจนจบเธอก็แค่โอนบ้านให้เป็นชื่อของเฮียฮั้วซึ่งเป็นคนจ่ายเงินก็เท่านั้น 

             

            นั่นก็หมายถึงว่าหากคุณภานุวัฒน์ผ่อนบ้านต่อไม่ได้เอากลางอากาศเฮียฮั้วที่มาสอยผ่อนต่อทีหลังก็เท่ากับว่าได้บ้านหลังนี้ไปในราคาที่ถูกมาก เพราะเงินค่าบ้านในช่วงแรกนั้นคนที่จ่ายผ่อนคือคุณภานุวัฒน์นั่นเอง

             

            ในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำยืนยันปากเปล่าแต่หญิงสาวยังได้มีการตกลงทำสัญญาค้ำประกันกับเฮียฮั้วอีกด้วยและสัญญาค้ำประกันนั้นก็เพิ่งจะเซ็นเสร็จไปเรียบร้อยที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วก่อนที่เธอจะเดินทางมาพบกับคุณภานุวัฒน์ที่บ้านหลังนี้

             

            เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง.

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน