“คุณธรรมของท่านแม่ทัพช่างน่าประทับใจ เช่นนั้นขอลาก่อน”
ไอ้โม่งสามยังไม่ไปหรอก แต่คอยให้ไอ้โม่งคนอื่นๆ หิ้วเอ็กซ์และไอ้โม่งหนึ่งที่าเ็ไปก่อน ไอ้โม่งสามเหมือนจะระแวดระวังภัยและไม่ไว้ใจใคร รอจนเห็นแล้วว่าพวกของตนจากไปได้ไกลแล้ว ก็ผลักกู้เลี่ยงรุ่ยลงกับพื้นก่อนจะโปรยผงอันตรธานในอากาศและหายไปทันที
“เ้าสำนักกู้ ท่านเป็อะไรหรือไม่” ฟ่านเฉินรีบเข้ามาดู
“พวกเ้าไม่ตามเหรอ พวกนั้นหนีไปแล้วนะ” กู้เลี่ยงรุ่ยพยายามชี้ให้เห็นความจริงข้อนี้ ทว่าฟ่านเฉินเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยุงเขาขึ้นมาจากพื้น ทั้งยังปัดเศษดินเศษฝุ่นให้อย่างดี ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยทำตัวไม่ถูกเลย ท่ามกลางทหารนับร้อยมีใครกล้าเคลื่อนไหว หรือแสดงความเห็น
“เ้าสำนักกู้ ท่านปลอดภัยจึงเป็เื่สำคัญที่สุด”
“ข้า ข้ารึ? จริงสิท่านแม่ทัพ ฉีอ๋องเขา เขาถูกเก็บแล้ว ข้าหมายถึงว่าฉีอ๋องถูกคนทำร้าย เสียงะเิเมื่อครู่พวกท่านคงได้ยิน ท่านรีบไปเร็วไม่ต้องสนใจข้า ฉีอ๋องอยู่ที่คุกใต้ดิน ท่านรีบพาคนไปดูเร็ว” จะเป็ตายยังไงก็ไม่รู้ แต่คุกถล่มขนาดนั้นไม่น่าจะรอดแล้ว ดีไม่ดีโดนทับเป็กล้วยทับไปสะแล้วมั้ง คิดแล้วก็อนาถใจนัก
“เ้าสำนักกู้ งั้นท่านคอยยู่ที่เรือนก่อน ข้าจะไปดูท่านอ๋องเอง”
“อ่อ อืม เ้าไปเถอะ หวังว่าเขาจะยังดีอยู่ แต่ก็ไม่น่าจะมีหวังนัก...อย่างไรก็ต้องทำใจเอาไว้บ้าง บางทีฉีอ๋องอาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่ามอง” คิดแล้วก็เหมือนเห็นภาพฉีอ๋องนอนแฟ่บติดกับพื้นในสภาพเืท่วม คิดแล้วอาการขนลุกก็ทำเอาขนกายตั้งชัน คนผู้นั้นมาตายต่อหน้าเขาเลยนี่น่า
“ท่านอ๋องไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกเ้าสำนักกู้ จนกว่า...” ฟ่านเฉินพูดอย่างมั่นใจ แต่ก็หยุดลงเท่านั้น ทำเอาคนรอฟังต้องทวง
“จนกว่าอะไรหรือ?”
“ข้าต้องไปแล้วเ้าสำนักกู้ วันหลังท่านคงมีโอกาสได้รู้ด้วยตนเองเป็แน่” แล้วฟ่านเฉินก็เดินไปสั่งงานลูกน้อง ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว กู้เลี่ยงรุ่ยทำอะไรไม่ถูกชั่วขณะไม่เข้าใจด้วยว่าสิ่งที่ฟ่านเฉินพูดหมายถึงอะไร คิดแล้วก็รู้สึกปวดหัวชะมัด ไม่คิดแล้วล่ะกัน
“เ้าสำนักกู้ เชิญท่านทางนี้ขอรับ บ่าวจะพาท่านไปพัก”
“ไม่ล่ะ ข้าจะอยู่ดูฉีอ๋องว่าตะ...ข้าหมายถึง ข้าจะอยู่คอยดูเขาถูกช่วยออกมา พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าไม่ได้เป็อะไรเลย ถึงจะดูไม่น่ารอดมาได้ก็ตาม”
กู้เลี่ยงรุ่ยโปรยรอยยิ้มให้อีกฝ่าย พลิกลิ้นกลับมาได้ทันก่อนจะหลุดคำว่าตายออกไป เขาเดินกลับไปยังทางเดิมที่จากมา พื้นที่ส่วนของคุกใต้ดินยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด ด้านหน้ามีร่างของคนในชุดดำหรือกลุ่มไอ้โม่งนอนตายอยู่หายสิบศพ ทีแรกกู้เลี่ยงรุ่ยไม่เห็นหรอก ตอนถูกลากออกมาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว นอกจากตัวเองว่าจะถูกมีดแทงตายเมื่อไหร่
จนเมื่อเดินมาถึงทางเข้าคุกที่ถูกปิดตาย เพราะโดนหลังคาและเสาถล่มทับไปจนต้องให้ทหารช่วยกันเอาไม้เอาหลังคาออก สภาพพังยับขนาดนี้ไม่แน่เลยว่าจะรอด อีกทั้งตอนที่จากมาเขาแอบเห็นว่าฉีอ๋องกระอักเืยกใหญ่เหมือนต้องเชิญอาการเ็ปแสนสาหัสจนไม่อาจจะหยัดยืนด้วยซ้ำ การที่โดนคุกถล่มทับลงไปในสถานการณ์อย่างนี้ก็สิ้นหวังแล้วล่ะ
กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งลงเฝ้ามองการทำงานของทหารอย่างขะมักเขม้น แต่แน่ละว่าแรงคนกว่าจะกู้ซากออกไปได้ก็ไม่ง่าย ถึงจะมีคนมากและฟ่านเฉินคอยกำกับดูแลแต่ก็ไม่อาจจะเอาซากปรักหักพังออกไปได้หมดในเวลาอันสั้น ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อทางที่ถูกปิดตายก็ยังไม่ปรากฏออกมาสักที เขาที่นั่งมองเฉยๆ ก็เริ่มเบื่อเริ่มรู้สึกว่าทำไมมันนานแบบนี้ ฟ่านเฉินก็ใช้พลังปราณได้ ทำไมไม่ใช้ แต่เมื่อคิดมาถึงกฎห้ามใช้พลังปราณในเขตเมืองหลวงก็นึกออก ด้วยนิสัยอย่างฟ่านเฉินคงไม่มีทางยอมใช้แน่ๆ กฎพวกนี้นับเป็คดีอาญาที่จะต้องถูกงโทษอย่างหนักหากว่าเป็คนของราชสำนักด้วย แล้วถ้าหากรอจนเช้าแล้วยังกู้ซากไม่ได้แล้วฉีอ๋องเน่าตายในนั้นจะทำยังไง
เช่นนี้ก็ดีแล้วไง คนอย่างฉีอ๋องก็สมควรแล้ว!
ฮึ! กดขี่ตนดีนัก สมควรแล้ว นี่นับว่าฟ้ามีตา ช่วยเอาคนนิสัยแย่ๆ อย่างฉีอ๋องไปจากโลกใบนี้เร็วๆ ก็ดี
แต่ว่ายังไงดีล่ะ ถ้าพูดตามตรง การที่ฉีอ๋องนอนอยู่ใต้ซากปรักหักพังตอนนี้ก็เพราะทิ้งกระบี่เพราะเขาไม่ใช่เหรอ ถึงเขาจะทำตัวน่าชังยังไงก็ตาม แต่ฉีอ๋องก็เป็พี่ชายของฉีอ้ายอันไง ด้วยฐานะและตำแหน่งของฉีอ๋องจึงทำให้สามารถปกป้องและดูแลฉีอ้ายอันได้เป็อย่างดี แล้วถ้าวันหนึ่งฉีอ๋องจากไป ชีวิตของฉีอ้ายอันจะเป็อย่างไร กู้เลี่ยงรุ่ยตอนนี้อย่าว่าแต่ปกป้องคนอื่นเลย แค่ตัวเองก็เอาไม่รอดแล้ว อีกทั้งเ้าสำนักกู้ก็จากไปแล้ว แล้วใครจะปกป้องฉีอ้ายอันล่ะหากว่าไม่ใช่ฉีอ๋อง
ในตอนนั้นเองที่กู้เลี่ยงรุ่ยต้องชั่งใจระหว่างความดีความชั่วในใจ หากว่าจะช่วยฉีอ๋องที่ไม่รู้ชะตากรรมแล้วต้องรับโทษอีกกระทง มันจะคุ้มเปล่านะ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย มันก็จะไม่มีความเปลี่ยนแลง และในระหว่างที่กำลังคิดอยู่ในใจตอนนี้ ฉีอ๋องอาจจะกำลังรอความช่วยเหลือก็ได้
ไม่ๆ ช่างหัวคนอย่างฉีอ๋องสิ คนอย่างนั้นโดนแบบนี้ก็สมควรแล้วไง จะไปช่วยเหลืออีกทำไม คิดสิคิดว่าเขาเคยเกือบตายตั้งหลายครั้งเพราะฉีอ๋อง คนผู้นี้ใจร้ายใจดำทั้งยังทำให้เขาอับอายที่ตลาดวันนี้ด้วย ไม่ช่วยเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ช่วย เขาจะนั่งอยู่ตรงนี้อย่างใจเย็น รอคอยฟังข่าวว่าฉีอ๋องได้จากไปแล้วด้วยรอยยิ้มเกลื้อนใบหน้า
สะเมื่อไหร่เล่า!
ความจริงที่ว่าตนเป็คนจิตใจดีเกินไปทั้งยังไม่รู้จักจำว่าใครเคยทำอะไรตนไว้บ้างเหมือนดาบปลายแหลมที่จี้อยู่ตรงคอ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย มันก็เหมือนฝันร้ายที่จะคอยหลอกหลอนตนไปตลอดชีวิต ชีวิตในอดีตที่ผ่านมาก็เคยถูกคนหักหลังมากมาย ถูกหลอกก็นับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่เขาจะเอาคืนคนเ่าั้ ไม่ใช่ว่าไม่โกรธหรือแค้น แต่มันทำไม่ได้ต่างหาก เขาแค่คิดไม่ออกว่าจะเอาคืนคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิทแล้วโกงเงินไปอย่างไรเพื่อให้สาสม แค่ได้ด่าได้ต่อว่าก็ดีขึ้นแล้ว สุดท้ายพอคิดไม่ออกก็ช่างมัน เขาก็สบายใจมากขึ้น แต่แน่นอนว่าจดจำเื่นี้ไว้เป็บทเรียน ไม่ปล่อยให้มิจฉาชีพในคราบเพื่อนมาหากินได้อีก
อีกอย่าง ชีวิตเขานับได้ว่าเจอแต่คนดีๆ เสมอ คนที่เป็มิตรและไม่หวังผลอะไร ก็มีแค่คนส่วนน้อยที่เข้ามาเพราะหวังผลประโยชน์ ซึ่งอย่าไปใส่ใจเลย
กับเื่ฉีอ๋องเองก็เหมือนกัน เขาไม่จำเป็ต้องเอาคืนเขาด้วยการฆ่าเขานี่น่า ไม่งั้นข้าจะไปต่างอะไรจากเขาล่ะ ทั้งใจร้ายและเ็า ไม่เด็ดขาดเลย เขาจะไม่ยอมกลายเป็คนแบบฉีอ๋องเด็ดขาด
เอาก็เอาว่ะ! จะได้ไม่ติดค้างกัน เขาช่วยครั้งหนึ่ง ก็ช่วยกลับไปแล้วกัน
“พวกท่านถอยมาให้หมด ขืนช้าไปมากกว่านี้ ท่านอ๋องของพวกท่านคงไม่รอดแน่ๆ” พูดแล้วก็โคจรพลังปราณในตัวไปด้วย หลังจากเริ่มใช้ครั้งแรกที่ร้านขายผ้าในเมืองเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน กู้เลี่ยงรุ่ยก็เก็บออมพลังไว้ตลอด ไม่นับตอนที่พยายามจะใช้สู้กับพวกไอ้โม่งเมื่อครู่หรอกนะ ตอนนั้นตนพึ่งจะเริ่มโคจรพลังก็โดนซัดแล้ว แต่ว่าการจะโคจรพลังปราณก็ไม่ได้ง่ายนักหรอกนะ ทั้งยังต้องเค้นพลังให้ออกมาจากข้างใน สั่นะเืที่จุดเริ่มต้น ถึงจะสามารถใช้งานได้
“เ้าสำนักกู้ ท่านอาจจะต้องรับโทษหนักก็ได้ ท่านก็รู้ว่าห้ามใช้พลังปราณในเขตเมืองเอก”
ฟ่านเฉินกลับมาเตือน แม้จะร้อนใจแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องเสี่ยงทำร้ายตนเองขนาดนี้ ตนมั่นใจว่าท่านอ๋องยังมีชีวิตอยู่ใต้ซากคุก และยังคอยได้
“พวกเ้าจะไปรู้อะไร ท่านอ๋องพวกเ้าเหมือนคนแข็งแรงไร้สิ่งใดมาต่อกรได้ ทั้งยังเคยได้ยินว่าท่านอ๋องพวกเ้านำทัพไร้พ่าย แต่เมื่อครู่เขากระอักเืและทรุดลงพื้นไปแล้ว ขืนช้าไปกว่านี้ เห็นทีต้องได้เก็บศพเขาแล้วล่ะ” พูดแล้วก็รู้สึกจี๊ดไปทั่วร่าง ตอนที่พยายามเค้นพลังปราณออกมาจัดการกับเศษซากขว้างทางออกไปนั้นไม่ง่ายเลย แต่ไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถหรอก กู้เลี่ยงรุ่ยกัดฟันรอจนพลังได้ที่ก็ปล่อยออกไปในคราวเดียว
พลังปราณสายหนึ่งที่แกร่งกล้าที่สุดเท่าที่กู้เลี่ยงรุ่ยเคยทำได้ไหลบ่าออกมาจากตัวก่อนจะพุ่งออกไปยังซากคุกตรงหน้า พลังนั้นเปล่งแสงเรืองรองก่อนจะเข้าโอบล้อมพื้นที่ไว้ทั้งหมด กู้เลี่ยงรุ่ยผ่อนลมหายใจช้าๆ เหงื่อเม็ดโตออกมาตามขมับและกลิ้งลงมาในคืนอันเหน็บหนาว ก่อนจะหลับตาแล้วบดขยี้เรือนคุกใต้ดินทั้งหลังที่ทับถมกันอยู่ให้สลายกลายเป็เศษธุลี ก่อนจะถูกกู้เลี่ยงรุ่ยย้ายไปกองเป็ูเาย่อมๆ ถ้าหากว่าอู๋เยี่ยนมาเห็นล่ะก็ รับรองว่าต้องประทับใจในฝีมืออันก้าวะโของตนแน่ๆ ทว่าตอนนี้ก็ไม่มีเวลาชื่นชมแล้ว
ร่างของฉีอ๋องก็นั่งอยู่ที่พื้นในท่าชันเข่าขึ้นมา มือคว้ากระบี่โรยราไว้ ทิ่มปลายลงพื้น ใบหน้านั้นไร้อารมณ์ แต่ดวงตาปิดสนิท ร่างกายไม่มีาแอื่นใดทว่าคางมีเืสีแดงค่อนไปทางดำเปรอะอยู่ อาการเหมือนคนหมดสติมากกว่า ทั่วร่างมีเศษดินเศษฝุ่นจนเหมือนขุดออกมาจากดิน
“ท่านอ๋อง! เร็วเข้าหมอหลวง”
หมอหลวงสแตนบายอยู่เสมอ พอเห็นร่างฉีอ๋องก็รีบรวบชุดรุ่มร่ามลงไปดู
กู้เลี่ยงรุ่ยกลืนน้ำลายเล็กน้อย ตัวเซนิดๆ ด้วยความผิดหวังว่าฉีอ๋องยังอยู่ดีนี่หว่า เอาจริงๆ ในใจลึกๆ ก็ไม่ได้อยากให้ฉีอ๋องรอดเลย...แต่พอคิดถึงผลได้ผลเสียมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การที่ฉีอ๋องยังมีชีวิตอยู่น่าจะเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว พอคิดได้แบบนั้นก็สบายใจขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวเล็กน้อยจนต้องสะบัดหัวไล่อาการวิงเวียนคล้ายจะเป็ลม แต่ไม่รู้สะบัดแรงไปหรือเปล่า รู้สึกยิ่งมึนหัวหนักกว่าเดิม
อีกแล้วสินะ...จะสลบอีกแล้วใช่ไหม ขายหน้าจริงๆ ...