The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๙ ขอความช่วยเหลือ

            “ทศกัณฐ์”

            ร่างอวตารที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับราม!

            เมื่อสิ้นคำ สมองทุกคนก็ระเบิดทันทีขนทั่วร่างลุกชูชันจนหนาววาบ แต่ละคนสมองค้างเหมือนเจอดาราระดับโลกในระยะประชิดแม้แต่อาเมียร์กับเบอร์เบิล ต่างก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            ลูกพี่คนนี้ของตนชักจะทำอะไรเหนือจินตนาการมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

            ในเกมนี้ ขอเพียงมีร่างอวตารในครอบครองสักร่างเกรงว่าอนาคตจะก้าวไกลไร้ที่สิ้นสุด เหล่ากิลด์ใหญ่แต่ละกิลด์แทบจะปูพรมแดงต้อนรับราวคุณหนูคุณชาย

            และสำหรับพวกผู้เล่นเองก็ไม่ต่างกัน หากรู้ว่าใครมีร่างอวตารในครอบครองก็จะยกตัวตนเหล่านั้นให้สูงส่งเป็นคนดังพยายามเข้าหาเพื่อขอสมัครเป็นสมาชิกหรือขอเขาร่วมทีม เพราะรู้ดีว่าคนเหล่านี้ภายภาคหน้าจะยิ่งทรงอำนาจมากเพียงไร แต่ละคนที่ได้ยินคำยืนยันจากปากวิฬาร์จึงตื่นเต้นกันมากพยายามถามนั่นถามนี่กันอย่างอยากรู้อยากเห็น

            วิฬาร์เองก็พยายามเล่าเท่าที่จะเล่าได้โดยข้ามส่วนภารกิจแรกสุดที่ทำให้เขาได้ร่างอวตารทศกัณฐ์ไป เหตุเพราะระบบห้ามเอาไว้แต่ภารกิจส่วนถัดๆ ไปของร่างอวตาร เกือบทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากระบบจึงไม่ได้มีข้อกำหนดพิเศษห้ามเอ่ยถึง

             และเพราะทักษะลับของเขามีความสำคัญมากการจะบอกหมดเปลือกก็ใช่ที่ ไปๆ มาๆ จึงย้อนไปคุยเรื่องตีสนิทเจ้าเมืองปางตาลแทน

            และเมื่อพวกซิกมารู้ว่า แทนที่จะตีสนิทกับกันดาผู้เป็นเจ้าเมืองตามเงื่อนไขของภารกิจแต่วิฬาร์กลับเอาฟาร์นาร์ทมานั่งแทนเพื่อร่นเวลาทำเควสแถมตีปางตาลมาไว้ในเขตปกครองเป็นของแถม ทั้งหมดก็พลันสยิวกายขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            ลูกพี่เล่นใหญ่เกินไปแล้ว!

            ซ้ำแล้วนี่ยังเป็นเพียงภารกิจขั้นที่สองเท่านั้น

            งั้นภารกิจขั้นที่สามที่ลูกพี่บอกว่าเกี่ยวกับป่าแห่งนั้น แม้ไม่ได้เล่าออกมา พวกเขาก็กล้าฟันธงว่าไม่ว่าลูกพี่จะไปเจอตัวพิลึกอะไรในป่า รับรองว่ามันไม่ได้ตายศพครบชิ้นแน่ๆ

            จากนั้นทั้งหมดก็คุยฟุ้งกันอยู่นาน ลองเดาทักษะลับที่วิฬาร์ได้จากการครอบครองร่างอวตารของทศกัณฐ์ดูบ้างก่อนจะมาแอบๆ ถามว่าพวกเขาเดาถูกไหม ใกล้เคียงหรือเปล่า ทำอะไรได้บ้างแต่วิฬาร์ไม่หลงกล จึงบ่ายเบี่ยงไป ทำเอาหลายๆ คนหน้าง้ำหน้างอกันไปคนละเล็กละน้อย

            และหลังจากพอหอมปากหอมคอกันแล้ว วิฬาร์ก็ย้ำอีกครั้งว่าห้ามเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังโดยไม่ได้รับอนุญาต

            ทั้งเก้าคนเมื่อได้ยินวิฬาร์เน้นแล้วเน้นอีกก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ตกปากรับคำเพื่อให้เขามั่นใจ

            การได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจถึงขนาดบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้ให้รู้แสดงว่าวิฬาร์มองพวกเขาเป็นคนสนิทใกล้ตัวแล้ว หากคิดแพร่งพรายออกไปก็เท่ากับทรยศกัน สำหรับพวกเขาที่นับถือวิฬาร์เป็นทั้งอาจารย์และลูกพี่ ย่อมไม่มีทางทำแน่นอน

            วิฬาร์ที่เห็นคนทั้งหมดรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ส่งยิ้มให้ในหัวคล้ายย้อนไปถึงช่วงเวลาเก่าๆ ในอดีต เห็นภาพสมาชิกหน้าเก่าจากทัพทัณฑฆาตอย่างฟาธอมอังสตรอม ไมล์ และพาร์เซก ที่มาสุมหัวอยู่ข้างๆ เขาเสมอ

            เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ เจ้าตัวคิดอย่างอิ่มใจ

            และเมื่อคุยเรื่องนี้กันจบทั้งหมดก็ปรึกษาเรื่องภารกิจเผ่ายักษ์กันต่อ เนื่องจากว่าตอนนี้พวกเขาทั้งหมดนับเป็นหัวหอกของภารกิจแล้วแถมในครั้งต่อไปจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ในฐานะรุ่นพี่ที่ผ่านมาก่อนย่อมจะต้องรับบทดูแลรุ่นน้องด้วย วิฬาร์จึงเล่าเรื่องที่ต้องระวังให้ฟังรวมทั้งบอกเรื่องค่ายทหารของสองกิลด์ที่กำลังจะตั้งให้รู้

            ทั้งหมด พอรู้เรื่องข้อตกลงของทั้งสองกิลด์ที่จะสร้างค่ายทหารลับต่างก็ตาวาวขึ้นมา การพาตัวเองไปอยู่ในการแข่งขันเช่นนั้น ย่อมจะทำให้พวกเขาเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดซ้ำยังสามารถประลองกับคนต่างกิลด์ได้ด้วย

            นับเป็นสวรรค์ของพวกบ้าการต่อสู้ของพวกเขาอย่างยิ่ง

            เมื่อรู้รายละเอียดเบื้องต้นกันแล้ววิฬาร์ก็บอกกับทุกคนว่าให้เตรียมตัวออกจากเกาะลงกาในวันพรุ่งนี้เพื่อไปเตรียมค่ายทหารลับนั่นกัน

            ลูกพี่ว่าไง ทั้งหมดก็ว่าตามนั้น เพราะเดิมพวกเขาก็รับภารกิจติดตามลูกพี่เพื่อหาความก้าวหน้าและความสะใจกันอยู่แล้วซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนเลยที่ไม่ถึงอกถึงใจ

            แถมบางครั้งยังเยอะเกินไปด้วย…

            ทั้งหมดเดินพลางคุยพลางก็กลับมาถึงค่ายในช่วงบ่ายนิดๆ ก่อนที่จะพบว่าพวกฑิฆัมพรกลับมาแล้วหลังจากเข้าไปทำภารกิจลึกลับนั่นเป็นครั้งที่สอง

            “เป็นไง มีข่าวดีไหม” วิฬาร์ที่เผอิญสบตากับเธอพอดีเอ่ยถามแต่เมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของเธอ เขาก็เดาผลลัพธ์ออกในทันที

            “ไม่เลย”

            ภารกิจนี้มันยากถึงขนาดนั้นเชียว? วิฬาร์สงสัย

            ภารกิจอะไรที่ทำให้ผู้เล่นเลเวลเกือบร้อยหกสิบอย่างพวกเธอตายออกมาถึงสองรอบ

            แต่แม้ว่าทั้งสองจะนับว่าคุ้นเคยกันไม่น้อยจากการทำภารกิจร่วมกันมาถึงสองครั้งแต่เพราะสังกัดกิลด์ที่แตกต่างกันต่างฝ่ายจึงไม่สะดวกที่จะถามหรือตอบข้อมูลเชิงลึกไปมากกว่านี้ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ วิฬาร์จึงปล่อยให้เธอเดินคอตกกลับไปเพียงลำพัง

             

            ………………..

             

            ฑิฆัมพรกลับเข้ามานั่งในกระโจมที่พักด้วยความหนักใจสิ่งของโดยรอบคล้ายดูขวางหูขวางตาไปหมด

            ล้มเหลวอีกแล้ว

            พาคนทั้งหมดตายถึงสองครั้งเลเวลร่วงกันมาคนละสิบเลเวล ความเสียหายนับว่าไม่น้อย

            และแน่นอนว่าความล้มเหลวนี้ ทำให้เหล่าสมาชิกทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่พากันบ่นงึมงำเพราะทั้งหมดต่างรู้ดีถึงความสำคัญของภารกิจนี้ จึงคาดหวังกับมันเอาไว้สูง

            ทำให้เธอปวดหัวมากจนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อแล้ว

            ยิ่งเลเวลลด ภารกิจก็ยิ่งยากขึ้น ซ้ำแล้วภารกิจนี้ยังทำซ้ำได้แค่สามครั้งเท่านั้นด้วย ถ้าหากเธอพลาดอีกเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับบอกลารางวัลนั้นไปได้เลย

            เธอคิดหนักจนเริ่มกระวนกระวาย ทว่าเนิ่นนานก็ยังหาทางออกไม่ได้สุดท้ายจึงลองเดินออกมานอกกระโจมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

            ด้านนอกยังคงเป็นเวลาบ่าย มีคนเดินไปมาประปรายกำแพงที่เห็นลิบๆ นั่นก็มีพวกผู้เล่นจำนวนหนึ่งคอยดูแลงานก่อสร้างอยู่ บางคนที่เพิ่งเปลี่ยนเวรก็นั่งพักอยู่ในโซนที่พักบ้างกินบ้างพักผ่อน ส่วนบางคนที่ยังมีแรงเหลือ ก็ประลองกึ่งพนันกันไปพลางดูเฮฮาครึกครื้น

            เจ้าของหน้ากากสีเงินมองดูภาพเหล่านั้นแล้วถอนหายใจร่างกายพลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

            ทำยังไงดี

            ภารกิจนี้มีข้อจำกัดว่าผู้เข้าร่วมต้องมีเลเวลไม่มากกว่าเธอที่เลเวล 156 ทำให้ก่อนจะเลือกสมาชิกมาร่วมภารกิจด้วยเธอไม่สามารถร้องขอผู้เล่นระดับสูงมาช่วยได้ เนื่องจากเลเวลต่างกันมากเกินไป

            ส่วนพวกคนที่เลเวลเท่าๆ กับเธอและมีฝีมือโดดเด่นก็ถูกจับเข้าทัพหิมะขาวหมดแล้ว ส่วนที่พอจะดึงออกมาช่วยเธอได้ก็มีเท่านี้แล้วจริงๆ

            ตอนนี้เธอจึงเรียกได้ว่ามืดแปดด้านโดยแท้

            เจ้าตัวยืนพิงเสาหน้ากระโจมของตัวเองแล้วคิดหนักก่อนจะเห็นสมาชิกสาวของเธอสองสามคนนั่งสนทนากับอรุณวดีและมุเตาอยู่เห็นได้ชัดว่าการประลองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้กระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองทีมขึ้นมาไม่น้อย

            ส่วนอีกด้าน เกรนและสมาชิกชายอีกหลายคนก็โวยวายอยู่กับซิกมา เกออน เบอร์เบิล คล้ายว่าจะทะเลาะอะไรกันเล็กน้อยก่อนจะสงบลงเมื่อวิฬาร์เดินเข้ามาห้าม

            สาวผมทองมองชายผู้มาใหม่พลางใช้ความคิด

            หากเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตน เขาจะทำยังไงให้ผ่านมันไปได้

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เธอมองวิฬาร์เป็นเหมือนเป้าหมายไว้สำหรับไล่ตามและในขณะเดียวกัน ความมั่นใจในตัวเองของเธอก็ละลายลงทีละน้อย

            เมื่ออยู่ที่โลกภายนอก เธอเคยเป็นผู้บริหารมากความสามารถปัญหาร้อยแปดประการที่ผ่านมือเธอ สามารถคลี่คลายไปได้โดยง่าย แม้ว่าหลังจากนั้นทุกสิ่งที่เธอเพียรสร้าง จะย่อยยับลงไปเพราะใครคนนั้นก็ตาม

            ทว่าเมื่อย่างเท้าเข้าสู่โลกใบนี้ทักษะความสามารถที่เธอเคยภาคภูมิใจนั้น พลันสลายหายไปเป็นอากาศธาตุที่นี่วัดเพียงกำปั้นของใครใหญ่กว่ากันเท่านั้น เรื่องหมูหมากาไก่อื่นๆ ไม่มีใครมัวไปสนใจอีกแล้วหรือแม้แต่ความงดงามที่เธอมี ก็กลายเป็นเพียงสิ่งประดับเท่านั้น

            เป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กโดยแท้

            เธอเอง เมื่อเข้ามา ก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะเบียดตัวเองขึ้นมาอยู่ตรงนี้ได้ ทว่าเมื่อวัดกับเหล่าผู้มีพรสวรรค์ในกิลด์ หรือโดยเฉพาะนายแมวนั่นกลับรู้สึกเหมือนว่าความพยายามของเธอยังไม่เพียงพอ

            ดังนั้น เพื่อให้สมเกียรติของเพื่อนเธอ จะมามัวนั่งถอนหายใจอยู่อย่างนี้อีกไม่ได้

            ขั้นแรกของการกระทำทุกสิ่งบนโลก คือเริ่มจากตัวเองตอนนี้กิลด์ของเธอหายอดฝีมือในช่วงเลเวลที่เหมาะสมมาให้เธอเพื่อทำภารกิจนี้แล้ว หากทอดตามองทั่วทั้งกิลด์กองกำลังชุดนี้นับว่าเป็นหนึ่งในกำลังพลแถวหน้าแต่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก็เป็นตัววัดผลที่ชัดเจนแล้วว่าพวกเธอยังทำได้ไม่ดีพอ

            แม้แต่โค้ชมือหนึ่งของโลกก็ไม่กล้ารับประกันว่าทีมที่เขาฝึกมา ลงสนามร้อยครั้ง จะชนะร้อยครั้ง เธอจึงบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาต้องยอมรับความจริงแล้ว

            ดังนั้นขั้นต่อไปของการกระทำสิ่งที่เกินตัวคือหาความช่วยเหลือจากภายนอก หาสิ่งที่เธอไม่มีเพื่อให้สิ่งนั้นพาเธอไปถึงจุดหมายที่ตัวเธอเพียงลำพังไม่อาจพาไปได้

            เจ้าตัวที่ตกตะกอนความคิดได้พลันก้าวอย่างรวดเร็วตรงไปยังกลุ่มคนที่กำลังถกเถียงอยู่อีกด้านหนึ่งทันที

            กลุ่มพวกเกรนและซิกมาที่ฮึ่มๆ ใส่กันอยู่เมื่อเห็นฑิฆัมพรตรงดิ่งเข้ามา ก็พลันแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ ทั้งสองฝ่ายต่างมองเธอกันอย่างสับสนไม่แน่ใจว่าเธอมาช่วยห้ามทัพหรืออะไรกันแน่

            สาวสวยย่ำเท้าก้าวฉับๆ ตรงมาหาวิฬาร์โดยไม่ลังเล จากนั้นก็ขอตัววิฬาร์ออกไปจากวงทำให้คนที่เหลือมองตามกันอย่างสงสัย ต่อมความเผือกเริ่มทำงาน

            วิฬาร์ที่ถูกลากออกมาแบบงงๆสบตามุ่งมั่นของเธออย่างสับสนเช่นกัน แต่ภายในลึกๆเขาแอบคิดว่านี่น่าจะเกี่ยวกับภารกิจเจ้าปัญหาที่เธอทำไม่สำเร็จเสียทีแน่ๆ

            และเมื่อถูกดึงมาจนถึงที่ลับตาคนมุมหนึ่งของค่ายตรงบริเวณกองเศษซากเมืองที่ยังหาที่ทิ้งไม่ได้ เธอก็บอกจุดประสงค์กับเขา

            “ถ้าฉันขอว่าจ้างนายเพื่อให้มาช่วยทำภารกิจของเราหน่อยนายจะคิดค่าจ้างยังไงบ้าง”

            ไม่ผิดไปจากที่คาดจริงๆ

            ได้ยินเช่นนั้น วิฬาร์ก็เผยยิ้มบางๆ ออกมา แม้ว่ากิลด์ของเขาและเธอจะเป็นคู่แข่งกันแต่อีกนัยหนึ่ง พวกเขาต่างก็เป็นคู่ค้ากันด้วยความร่วมมือเชิงนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีมาก่อนแถมเขาและเธอก็ค่อนข้างรู้จักกันจากภารกิจสองครั้งที่ร่วมมือกันมาจึงเห็นว่างานนี้อยู่ในวิสัยที่เขาสามารถช่วยเหลือได้ เขาจึงหันไปสบตาเธอแล้วกล่าวตามความสัตย์จริง

            “ได้ แต่แน่นอนว่าค่าตัวผมไม่ใช่ถูกๆ นะ”

            สิ้นคำนั้น เธอก็หน้าง้ำลงทันที ทว่าคำพูดนั้นช่างจริงแท้

            หากเป็นเมื่อก่อน จะให้อนันตกาลลงสนามเกรงว่าต้องเป็นปัญหาระดับที่เจ็ดเศียรยังต้องปวดหัว แต่มาตอนนี้แม้เขาเพิ่งเข้าเกมมาได้ไม่นานนัก ทว่างานทั้งหมดที่รับก็ยังเป็นภารกิจระดับสูงล้วนๆเวลาทุกวินาทีของเขาล้วนมีค่ามหาศาล ค่าตัวก็ยิ่งสูงตามเป็นธรรมดา คุณจะให้นักร้องระดับโลกมาร้องเพลงในงานแต่งงานของคุณด้วยค่าตัวแค่สี่ห้าหมื่นมันไม่ได้

            “แต่ผมจะลดให้หน่อยแล้วกัน ถือเสียว่าเพราะคุณผมถึงเข้าร่วมภารกิจเผ่ายักษ์ได้ไม่งั้นป่านนี้ผมเองคงมัวแต่ทำอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่อง” เจ้าตัวยักไหล่

            แต่เพราะคนขอร้องเป็นฑิฆัมพรและเขาจำได้ไม่ลืมว่าเป็นเพราะเธอ เขาถึงมีโอกาสแหย่เท้าเข้ามาในภารกิจโดยบังเอิญความเอื้อเฟื้อโดยไม่ตั้งใจนี้จึงช่วยให้เขาได้มีส่วนร่วมกับภารกิจชั้นหนึ่งของเกมซ้ำแล้วยังมีส่วนให้เขาผ่านภารกิจของทศกัณฐ์ขั้นที่สี่มาได้โดยบังเอิญอีกด้วยเจ้าตัวจึงเห็นว่าความดีความชอบนี้ แม้ไม่ได้มากมาย แต่ก็ไม่อาจละเลยไม่สนใจ

            สาวงามที่ได้ยินว่ามีส่วนลดก็พลันใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยจึงเอ่ยถามเพื่อประเมินราคา “ถ้างั้น นายจะคิดยังไง”

            “ขึ้นอยู่กับความยาก เวลาที่ใช้ และอุปกรณ์”วิฬาร์ยิ้มกว้าง ชวนเธอหาซากหินที่ถูกกองไว้แถวๆ นั้นแล้วนั่งลงเหมือนกำลังจะเจรจาธุรกิจเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้รับจ้างในพริบตา

            “เริ่มจากเนื้อหาภารกิจก่อนก็ได้”เขาช่วยพาเข้าเรื่อง ก่อนจะประสานมือเข้าหากันหลวมๆ ใต้คางเผยท่าทางของพ่อค้ามืออาชีพ

            สาวงามที่นั่งตรงข้ามเขาสูดหายใจเข้าปอดลึกเธอรู้ดีถึงน้ำหนักของภารกิจนี้เป็นอย่างดี ว่าหากทำไม่สำเร็จแล้วจะเป็นอย่างไรอีกทั้งต่อให้เธอกลับลงเกาะเพื่อไปหาคนอื่นมาช่วยทำภารกิจเกรงว่าต่อให้อีกเดือนก็คงยังหาไม่ได้ หรือต่อให้ได้มาเธอก็ยังไม่เชื่อมือเท่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้ บวกกับความไว้ใจบางอย่างที่เธอสัมผัสได้สุดท้ายจึงยอมเล่าออกมาทีละคำ

            “ภารกิจคือ...”

            “...ชิงหอกโมกขศักดิ์ ของร่างอวตาร กุมภกรรณ”



            ไหน ใครเดากันถูกบ้างเอ่ยยย

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน