บทที่ 154 สาเหตุแห่งความชิงชัง
ชิวเหวินเจี้ยนถอนหายใจกับร่างกายของตน เป็นจริงอย่างที่เทพมารบอกทุกสิ่งอย่าง ด้วยพลังน้อยนิดที่เขามีอยู่นั้น จะสามารถใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่อีกไม่กี่ครั้ง จริงอยู่ที่เคยเป็นถึงผู้อยู่จุดสูงสุด แต่ในยามนี้นั้นแปรเปลี่ยนไปแล้ว เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เป็นความจริงที่มิอาจเลี่ยงว่าร่างกายของมนุษย์นั้นอ่อนแอ อีกทั้งพลังที่ยังไม่ถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ทัดเทียมกับอาวุธที่ตนถือทำให้เขาต้องใช้พลังโข
"ข้าจำได้ว่าแต่ก่อนยังสามารถเรียกพลังที่เท่ากับเมื่อครั้งยังเป็นจักพรรดิได้" ชิวเหวินเจี้ยนมองมือของตน ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ที่มันสั่นเทาทั้งยังอ่อนแรง นี่เขากำลังหาเรื่องใส่ตัวเองหรือเปล่า… เทพมารเห็นสีหน้าของชายหนุ่มก็พลันถอนหายใจ ร่างปีศาจตัวใหญ่มลายหายไปเหลือไว้แต่เสียงในห้วงความคิด
'นั่นเป็นก่อนที่เจ้าจะผนึกข้ามิใช่หรือ และเจ้าเองก็กลับไปที่ปราสาทสีทอง หลังจากนั้นมาเจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าตัวเองเปลี่ยนไป'
ชิวเหวินเจี้ยนจับดาบของเทพมารแนบแน่น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากสูญเสียมันไป ชายหนุ่มรู้สึกว่าตอนนี้มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจะไม่สูญสิ้นพลังไป จริงอย่างที่เทพมารว่าตั้งแต่เขากลับมา พลังของเขาก็อ่อนแรงลง..ชายหนุ่มเริ่มสงสัยแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบัลลังก์และปราสาทสีทองของเขากัน
"ท่านชิวเหวินเจี้ยนขอรับ ท่านราชาอยากพบท่าน" เป็นเสียงของซูสือคงที่ยืนอยู่นอกห้องทำงานของซูหยาง ด้านนอกยังคงถูกคุ้มครองด้วยเวทย์ของนาง มีเพียงแค่ผู้ถือตราอย่างถูกต้องที่สามารถเข้าไปด้านในได้
'ไปเถิด เสียอย่างไรวันนี้ซูหยินก็คงไม่บุกปราสาทหรอก' เทพมารบอก ชิวเหวินเจี้ยน ชายหนุ่มมองห้องของซูหยาง ห้องนั้นยังคงเป็นเหมือนเดิม ร่างของซูหยางยังคงอยู่ในโลงแก้ว ดอกไม้ขาวสวยรอบลพคอยังคงเบ่งบานตรงกันข้ามกับชีวิตที่ดับสลายไปแล้วของนาง ในห้องนี้ไม่มีสิ่งใดอีกเหลือเพียงแต่ความเงียบงัน
ประตูที่เคลือบด้วยเวทมนตร์เจือจางลงอย่างเชื่องช้า ซูสือคงขยับถอยห่างออกมายามเมื่อประตูบานหนาเปิดออก ร่างของชายหนุ่มเยื้องย่างออกมาสวมอาภรณ์ปิดบังบาดแผลจากการฝืนร่างกายก่อนหน้านี้เอาไว้
ซูสือคงนำทางชิวเหวินเจี้ยนผู้ครอบครองบัลลังก์คนปัจจุบันไปยังห้องพักของราชา ห้องนั้นเป็นห้องกว้าง มีของตกแต่งเหมือนกับห้องอื่นๆ พร้อมด้วยทั้งเตียงกว้าง ราชานอนอ่อนแรงอยู่บนนั้น ชิวเหวินเจี้ยนจำห้องนั้นได้ดี เขาเคยเข้ามารักษาท่านพ่อของซูหยางแล้วครั้งหนึ่ง
ราชารู้ว่าชิวเหวินเจี้ยนกลับเข้ามาจากนอกปราสาทแล้วหลังจากที่ปะทะกับลูกชายตน ซูสือเป็นคนบอกรายงานทุกอย่างกับราชาและหลังจากนั้นเขาก็เรียกให้ชิวเหวินเจี้ยนเข้ามาพบในทันที
ซูสือคงเดินออกไปจากห้อง รู้ดีว่าทั้งสองต้องการความเป็นส่วนตัวขนาดไหน ชายหนุ่มร่างโตปิดประตูให้ ทิ้งไว้แต่ชิวเหวินเจี้ยนที่ยืนอยู่ข้างเตียงนั้น ชายชราหันมามอง ทอดรอยยิ้มให้พร้อมทั้งกล่าวเสียงผะเเผ่ว
"ลูกชายของข้า...ยังคงเป็นเหมือนเดิมเลยสินะ"
ชิวเหวินเจี้ยนหยิบเก้าอี้มาใกล้ๆ นั่งลงฟังราชาของเหล่าเผ่ามารที่ดูเหมือนมีเรื่องราวจะเล่าให้เขาฟังมากมาย และชายหนุ่มหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องเหล่านั้นจะทำให้เขาหายเคลือบแคลงใจ
"ซูหยินประหลาดนัก ข้าไม่เคยเห็นใครเป็นเช่นเขา ต้องผ่านการเลี้ยงดูมาอย่างไรเล่าถึงฆ่าพี่น้องตนเองได้" ชิวเหวินเจี้ยนเอ่ยถาม ชายชราถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาส่ายหัวเมื่อคิดถึงภาพลูกชายตัวเล็กและลูกสาวเพียงคนเดียวของเขารายล้อม
"ตั้งแต่เด็ก ข้าก็ไม่เคยให้ความอบอุ่นเจ้านั่นเลย ไม่แปลกใจนักที่รักลูกสาวคนเดียวสุดหัวใจเพราะนางเป็นเหมือนตัวแทนราชินีของข้าที่ตายไปนานแล้ว ไม่รู้เลยว่าการรักแบบผิดๆ นั่นจะทำให้ทุกคนผูกใจเจ็บเช่นนั้น"
"ตั้งแต่นั้นมาเจ้านั่นก็บิดเบี้ยวมาตลอดเลยสินะ" ชิวเหวินเจี้ยนเอื้อนเอ่ย ราชาเผ่ามารหันมามอง
"เพราะข้าเอง เป็นเพราะข้า ข้าที่ไม่เคยให้ความเท่าเทียมพวกเขาเลย"
ชิวเหวินเจี้ยนรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของชายชราได้ดี ไร้คำพูดจากชายหนุ่ม ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน
"งั้นนี่จึงเป็นโอกาสแล้วท่านราชา จากที่ท่านเคยห่างจากลูกของท่าน ไม่เหลียวแลพวกเขาและให้ซูหยางอยู่เหนือผู้ใด ตอนนี้ท่านจะได้มีโอกาสพูดกับพวกเขา ให้พวกเขาคิดใหม่เถิด"
"...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าฆ่าแกงกันเลย ข้าอยากจะขอร้องให้เจ้ามอบตรานั่นแล้วเอาดาบหนีไปเสีย" ชายชราฝืนกายลุกขึ้นมาอย่างยากเย็น ท่าทางน่าสงสารของท่านราชาผู้เจ็บปวดนั้นทำให้ชิวเหวินเจี้ยนผุดลุกจากเก้าอี้ไปประคองเขา พยุงให้นั่งพิงกับหัวเตียงไม้งาม
มือเหี่ยวย่นจับมือของชายหนุ่มเอาไว้ "ข้าคิดเช่นนั้นมาแต่แรก อยากจะทำลายดาบทว่าไม่ได้" ชิวเหวินเจี้ยนกล่าว เขาสบเข้ากับสายตา อยากจะให้ราชาเห็นความสัจจริงงในดวงตานั้น "ข้าอยากทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับซูหยาง และข้าเองก็ไม่มั่นใจเลยท่านราชา"
ราชาคลายมือออก เขานั่งนิ่ง ไหล่ผอมนั่นห่อเล็กลง ไม่ว่าชิวเหวินเจี้ยนจะรักษาเขาไปเท่าไหร่ แต่อาการเจ็บป่วยที่เป็นมานานนั้นก็ไม่ได้หายไปโดยง่าย อีกทั้งดวงใจที่บอบช้ำจะทำให้อาการยิ่งแย่ ดู่ทาแล้วเขาคงก่อความผิดบาดลึกในใจของลูกคนอื่นๆ จนขนาดที่ว่าจะฆ่าแกงกันก็ไม่เป็นไร
"ไม่มั่นใจอะไรกัน"
"ข้า-" ชิวเหวินเจี้ยนเม้มริมฝีปาก เขากลับไปนั่งที่เดิม "ข้าเกรงว่าเขาจะฆ่าท่าน และด้วยความสัจจริงราชา ข้าไม่เห็นว่าใครจะต้านทานเขาได้ เขาจึงอยากจะเก็บดาบเล่มนี้เอาไว้ อย่างน้อยมันจะปกป้องท่านได้ในยามจำเป็น"
"แม้ว่าร่างกายของเจ้าจะไม่สามารถทนมันได้น่ะหรือ" ราชาหันมามอง
"ท่านพูดเรื่องอะไรกัน" ชิวเหวินเจี้ยนพูดถาม เขาพยายามโกหก ชายหนุ่มจำได้ดีว่าไม่ได้แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ไม่ได้เปิดบาดแผลหรือทำให้ใครรับรู้ถึงภาระของร่างกายที่ต้องแบกรับ
"ข้าเห็นฝ่ามือของเจ้า" ราชามองมือของตนเอง สายตาพลันเศร้าลง "ข้าว่าที่นี่คงถึงคราวล่มสลายแล้ว หนีเอาชีวิตรอดไปตั้งแต่ตอนนี้เถอะ"
"อย่าเพิ่งถอดใจ" ชิวเหวินเจี้ยนบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชายชราหันมามองชายหนุ่มที่หยัดยืนขึ้น เขาไม่รู้เลยว่าร่างกายของชิวเหวินเจี้ยนนั้นอ่อนล้าขนาดไหน ไม่รู้เลยว่าพลังที่เขามีอาจไม่เพียงพอต่อการที่จะงอกเกล็ดขึ้นมาอีกแล้วด้วยซ้ำ แต่หัวใจของเขาไม่ยอมแพ้ "เชื่อมั่นในตัวข้าเถอะ"
ชราชายิ้มพร้อมทั้งถอนหายใจ เขาเห็นชายหนุ่มที่ไม่ค่อยฟังใครเดินจากไปโดยไม่ฟังคำของเขาอีก แต่แผ่นหลังนั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เป็นแผ่นหลังที่ชวนให้นึกถึงชายคนหนึ่งที่เคยร่วมกับทุกเผ่าปิดผนึกเทพมาร
"ไม่เปลี่ยนไปเลยสินะ จักพรรดิศักดิ์สิทธิ์"--- ทุกวันเวลาผันผ่านไป ชิวเหวินเจี้ยนพยายามฟื้นฟูตัวเองให้ได้มากที่สุด ซูเหยียนเองก็เข้าสร้างม่านพลังทุกวันพยายามอย่างมากให้มันหนาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คนอื่นๆ ก็พยายามทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดในระหว่างที่โชคชะตาแห่งความตายอย่างมาไม่ถึง
ชิวเหวินเจี้ยนออกมาเจอผู้คนมาบ้าง เขาทำหน้าที่ผู้ครองบัลลังก์ได้อย่างดีในระหว่างที่พลังของตนเริ่มกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ทุกค่ำคืนของเมืองแห่งนี้จะกลายเป็นเหมือนวันรอประหาร ทุกคนในเมืองจะจับจ้องไปที่ท้องฟ้าที่ซึ่งไกลตาออกไปจะเป็นกองทัพนับแสนที่มีแต่จะก่อตัวเพิ่มมากขึ้น
แสงสีฟ้าจะกระจายขึ้นด้านบนทุกคืน ทุกสายตาจับจ้องไปที่มันเฝ้ามองว่าเลขที่ปรากฏจากลูกเต๋าของจอมมารลำดับที่สองจะเป็นเลขอะไร ชิวเหวินเจี้ยนยืนอยู่ที่กำแพงของปราสาทด้านบน มันใช้สำหรับให้ผู้ใช้ธนูประจำการ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่ประจำของเขาทุกค่ำคืน สายตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวอยู่ ซูเหยียนมักจะจ้องเขาเสมอ ยามที่จอมมารลำดับที่สองเดินออกมานอกค่ายพักแรม โยนลูกเต๋าสีขาวลงสู่พื้น แสงเจิดจ้าก็พลันส่องสว่าง
"ได้โปรด..." ซูเหยียนขอร้องภาวนา นางรู้ดีว่าถ้าเกิดสงครามชิวเหวินเจี้ยนจะต้องตกอยู่ในอันตรายและคนทั้งเมืองเองก็เช่นเดียวกัน
เลขสลับหมุนเวียน จนกระทั่งค่อยๆ หยุดลงอย่างเชื่องช้า วันเวลากว่าสองสัปดาห์นั้นมากพอแล้ว ในเมืองของซูหยางกำลังได้รับการซ่อมแซม ทหารที่บาดเจ็บกำลังหายดี ส่วนในปราสาทก็กลายเป็นดังเดิมไปไม่มากก็น้อย เหมือนทุกอย่างกำลังเสร็จสิ้นรอการใช้ชีวิตแสนเรียบง่าย
แต่นั่นมันมากพอแล้วจริงๆ…
บทสรุปของชิวเหวินเจี้ยนอาจจะอยู่ที่นี่แล้วก็ได้ เขาเตรียมใจรับมันมาหลายครั้ง ชายหนุ่มแตะดาบของตนเอง ดาบที่เขาเคยผนึกเทพมารเอาไว้เมื่อนานมากแล้ว ชายหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นมันมืดมนและกรีดคำรามราวกับรอให้ร่างวิญญาณของเขากลับสู่ที่ที่จากมา
แสงแสดงตัวเลขเด่นหราพร้อมกับเหล่าทัพมากศาสตราเคลื่อนสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ บัดนั้นเสียงหัวเราะของเหล่าพี่น้องเทพมารดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงร่ำไห้ของเหล่าชาวเมือง
"1"
::ใกล้ถึงบทจบของเรื่องราว ในระหว่างนี้ก็กำลังตัดสินใจว่าจะจบเรื่องนี้เลยดีไหม หวังว่าทุกคนจะติดตามกันไปจนจบนะคะ :) ภาคสองขอดูคำเรียกร้องไปพลางก่อนค่ะ