19 พฤษภาคม พ.ศ.2576
การประลองรอบที่สามได้เริ่มต้นขึ้นโดยที่เซนก็ยังพาน้อง ๆ ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังมีมังกี้ คานะและคูเปอร์ตามไปด้วยจนเหลือแค่ยูกิ ซึฮากิ สเตล่าและฟรานอยู่กับสำนักศาสตร์นักสู้
“ถึงจะพึ่งมาถามก็เถอะ แต่เจ้านั่นคือสัตว์เลี้ยงของเจ้าหรือ?” เฉิงยังคงนั่งข้างซึฮากิตามระเบียบแต่อาจารย์ท่านอื่นก็ดันเคลิ้มตามมานั่งด้วยหมด
ให้ตายสิมาทำไมให้มันอึดอัดยิ่งกว่าเดิมเนี่ย อุตส่าห์พยายามหลบสายตาเฟยเฟิ่งเท่าที่ทำได้แล้วแต่ขืนเป็นแบบนี้คงความแตกในไม่ช้าแน่
“เมื่อกี้ถามถึงเจ้านี่เหรอ? มันชื่อแฟรงค์เป็นสัตว์พันธสัญญาของผมเอง”
“แฟรงค์หรือ...” เฉิงและคณาจารย์จ้องมองนกอินทรีของซึฮากิตาไม่กะพริบอีกทั้งยังพยายามเอานิ้วแหย่เล่นด้วย
“ตัวมันใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย เจ้าเลี้ยงมันด้วยอาหารอะไรหรือ?” เฉิงยังคงถามต่อหลังจากได้ลองลูบขนและปีกอันกว้างใหญ่ของเจ้าแฟรงค์
“บอกยากแฮะเพราะผมปล่อยให้มันไปหากินเองซะมากกว่า บางวันก็เป็นกระต่าย บางวันก็งู ถ้าแปลก ๆ หน่อยก็คงเป็นกวาง”
เหล่าอาจารย์ถึงกับสะดุ้งแล้วหันกลับไปมองเจ้าแฟรงค์ที่พึ่งแหย่เล่นเมื่อกี้
“จะเจ้าหมายถึงลูกกวางหรือ?”
“ไม่ครับมันคือกวางตัวโตเต็มวัย บางครั้งก็ใหญ่พอ ๆ กับตัวมันเลยนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็พากันถอยห่างออกจากกรงเล็บมหึมาของแฟรงค์
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ถ้าไม่ทำอันตรายกับมัน มันก็จะไม่ทำอะไรแน่นอน...มั้ง”
“อย่ามั้งแบบนั้นสิคุณซึฮากิ”
ข้าง ๆ กันนั้นก็มีสายตาอยากรู้อยากเห็นของเฟยเฟิ่งจ้องมองมาไม่พัก รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าค่อย ๆ เผยให้เห็นเพราะเครื่องสำอางที่ทาไว้โดนเหงื่อละลายไปด้วย
“ทำไมท่านหญิงถึงจ้องพวกเขาขนาดนั้นล่ะขอรับ?” ลูกศิษย์คนหนึ่งถาม
“ก็ดูตาแก่นั่นสิ ที่นั่งดี ๆ มีไม่นั่งแต่กลับไปคลุกอยู่กับอาจารย์ชั้นสูงอะไรของมันก็ไม่รู้”
“เขาผู้นั้นอาจจะเป็นอาจารย์ชั้นสูงจริง ๆ ก็ได้นะขอรับ คนอย่างเจ้าสำนักเฉิงที่มักจะตัดสินคนด้วยความแข็งแกร่ง แต่เขากลับให้ความสนใจขนาดนั้นแสดงว่าชายผู้นั้นไม่ธรรมดาแน่ ๆ”
“ช่วงนี้เจ้าก็พูดมากเหมือนกันนะจีโอ”
“แหม ๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกท่านหญิง” เขาหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นสีหน้าขมวดคิ้วหงุดหงิดของเฟยเฟิ่ง
อาจารย์ผู้มีวิชาชั้นสูงของสูงที่สุดของชั้นฟ้าประทาน หรือว่าเขาจะเป็นคนจากอาณาจักรเซีย วันนี้คงต้องไปทักทายเสียหน่อยอย่างน้อยก็ขอดูหน้าให้ชัด ๆ
“มองบ้าอะไรวะเจ้าพวกหงส์เดี้ยง ข้าไม่ยกอาจารย์ซึฮากิให้หรอกนะจะบอกให้” เฉิงตะคอกเสียงดังทำตัวอย่างกับแมวหวงก้าง
“เออ ! ใครมันจะไปอยากรู้จักอาจารย์แปลกหน้าที่มาจากไหนไม่รู้วะ”
ให้ตายสิตาแก่นั่นจะกัดทุกเรื่องเลยหรือยังไง หรือยังโกรธเรื่องนั้นอยู่กันแน่ถึงได้ทำตัวงี่เง่าเช่นนี้
“วันนี้เจ้ายังโชคดีนะที่จับคู่ไม่เจอสำนักศาสตร์นักสู้กับสำนักมนต์ดำ อย่างน้อยก็ผ่านเข้ารอบที่สี่ได้ไม่ยากเย็นทำให้มีเวลาฝึกเพิ่มอีก” เธอเหลือบมองศิษย์ของตนที่ยังรอดผ่านมายันวันนี้ได้
“ถึงท่านหญิงจะกล่าวเช่นนั้นก็เถอะ แต่สุดท้ายข้าก็ต้องไปเจอเจ้ากังอยู่ดีและเราก็ยังไม่รู้วิธีเอาชนะมันได้เลย” จีโอบ่นตัดพ้อได้แต่นั่งคอตกเมื่อนึกถึงการประลองเมื่อปีที่แล้ว
“เหอะ บ่นไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี เจ้าก็รีบจบการประลองไว ๆ แล้วกลับไปฝึกต่อเสียเถอะ”
“ขอรับ...” จีโอตอบรับด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ
การประลองอันแสนน่าเบื่อในสายตาของคนจากสำนักแต่กับประชาชนคนทั่วไปก็ยังคงสนุกสนานที่ได้เห็นนักสู้ออกอาวุธปะทะกัน
“เจ้าคิดว่าคู่นี้ใครจะชนะ?” เฉิงยังคงเกาะแกะถามซักไซ้ทุก ๆ คู่ประลอง
“อืม ฝั่งขวามั้ง”
จากนั้นไม่นานผลลัพธ์ก็เป็นไปไปตามที่ซึฮากิทำนาย
“แล้ว ๆ คู่นี้ล่ะ?”
“อืม ฝั่งซ้ายมั้ง”
ตลอดการประลองตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็จะมีคนคอยนั่งอยู่ข้าง ๆ รอการวิเคราะห์จากซึฮากิ ขณะเดียวกันพวกเซนก็ได้โลดแล่นเดินเที่ยวไปเรื่อยแม้จะโดนจำกัดเงินที่ใช้ได้ก็ตาม
“อยากกินอะไรดี ๆ ไหม?” เซนชูกระเป๋าเงินที่ซึฮากิให้ไว้พร้อมด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“อยาก...”
“ขอดังอีกนิด !”
“อยาก !”
ตลอดทางเดินมักจะได้ยินเสียงของเซนดังเป็นระยะทำเหมือนเป็นรถขายกับข้าวไม่มีผิด นอกจากนั้นก็ยังมีหญิงสาวเผ่าวานรขี่คอไปด้วยเสมือนเป็นเครื่องประดับของชนชั้นสูง
“ฉันได้ยินมาว่าร้านข้าวตรงซอยโน้นอร่อยมาก” เซนเดินช้าลงเพื่อจะได้คุยกับคานะ
“แล้วจะมาบอกฉันทำไม? ถ้าอยากกินก็พาไปเลยฉันไม่มีเกี่ยงอยู่แล้ว”
เซนขยิบตาส่งสัญญาณให้คานะได้รับรู้ จากนั้นจึงมองไปยังมุมตึกที่มีคนแปลกหน้ายืนเกาะกลุ่มกันอยู่
“อืม นายระวังข้างหน้าไว้ส่วนด้านหลังฉันจะดูเอง”
เมื่อไปถึงร้านอาหารพวกเขาก็สั่งของกินกันสนุกรวดเดียวจนเงินหมด แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรถ้าไม่มีก็แค่หาใหม่เท่านั้นเอง
“อย่าทำหน้าอมทุกข์แบบนั้นสิ” เซนชี้ช้อนไปหาคูเปอร์ที่นั่งเขี่ยช้อนบนจาน แววตาของเขาเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาราวกับนักธุรกิจที่ล้มละลายไม่เหลือทางออก
“ผมแค่คิดอะไรไปเรื่อยเฉย ๆ ครับ” คูเปอร์ฝืนยิ้มตอบกลับแต่เซนก็ดูออกในทันที
“ไปประลองไหม? นายต้องชอบมันแน่ ๆ แถมยังจะได้ใช้วิชาที่ฝึกไปด้วย”
“แต่ผมยังอ่อนหัดอยู่เลยนะครับ ถ้าไปเจอคนที่แข็งแกร่งจริง ๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้เลย”
“ไม่เอาน่านายมีความสามารถมากกว่าที่คิดนะ สิ่งเดียวที่นายยังอ่อนก็คือประสบการณ์ใช้งานจริงและตอนนี้แหละโอกาสนั้นก็มาถึงแล้ว” เซนชกหมัดเบา ๆ ใส่หน้าอกของเด็กหนุ่มตัวน้อยเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ
“เอาไว้ช่วงบ่าย ๆ แล้วกัน ตอนนี้ก็พักตามสบายไปก่อน” เมื่อพูดจบเซนก็เดินออกจากร้านอาหารไปคนเดียว
“พี่เซนจะไปไหนคะ?” คิโนริเงยหน้ามองคานะก่อนจะถาม
“น่าจะไปห้องน้ำนั่นแหละ พวกเธอไม่ต้องกลัวว่าเซนจะหลงหรอกหรือต่อให้หลงจริงเดี๋ยวก็สร้างเรื่องให้เห็นเอง”
เซนทำเป็นเดินไปห้องน้ำโดยมีสายตาของกลุ่มคนแปลกหน้าจับจ้องไม่หยุด เพียงชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาทีที่เซนเดินหลบตามมุมตึกพอรู้ตัวอีกทีเขาก็มาปรากฏตัวด้านหลังกลุ่มคนเหล่านั้น
“อย่าขยับ...” เซนคว้าคอของสองหนุ่มใช้เป็นตัวประกันพร้อมกับจ้องด้วยสายตาดุร้ายราวกับเจ้าป่ามายืนอยู่ตรงหน้าแค่คิดจะหาทางหนีก็ไม่มีทางเสียแล้ว
“ตอบมาว่าทำไมถึงสะกดรอยตามพวกเรา” เซนค่อย ๆ กดคอของสองหนุ่มลงพื้น
พวกนั้นส่งสายตาเลิ่กลั่กเกี่ยงกันไปมาจนเซนเริ่มมองค้อน
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยหนึ่งในพวกนั้นก็กระแอมคอก่อนพูด “พวกข้ามาจากสำนักเทวาคารประทับ” คำตอบเพียงน้อยนิดทำให้เซนขมวดคิ้วสงสัย
“พูดมาให้หมดก่อนที่หัวเจ้าพวกนี้จะหลุดออกมา” เซนบีบคอแรงขึ้นทำให้ชายหนุ่มทั้งสองหน้าซีดเขียว
“ก็ได้ ๆ ท่านเจ้าสำนักส่งพวกข้ามาเพื่อเฝ้าสังเกตคนของสำนักอื่น”
“น่าสงสัยจริง ๆ พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกับสำนักโดยตรงสักหน่อยแถมการยกคนมาเพื่อเฝ้าดูมากขนาดนี้...” ขณะที่เซนกำลังใช้หัวคิดตั้งข้อสงสัยก็ดันมีมีดเพลิงขว้างเข้ามาที่ดวงตาพอดี
“หนีเร็ว !” ชายหนุ่มผู้เป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่มพยายามลากตัวพรรคพวกของเขาออกไปแต่มือของเซนก็ยังจับไว้แน่นไม่เหมือนกับที่เขาคิดไว้
เปลวเพลิงจากมีดค่อย ๆ ลอยหายไปเผยให้เห็นใบหน้าอันเลือดร้อนของชายหนุ่มที่กำลังใช้ฟันกัดมีดเพลิงเล่มนั้นไว้ได้ทัน
“เป็นไปได้ยังไง ! ทำไมเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ”
เซนกัดมีดหักต่อหน้าต่อหน้าก่อนจะเอ่ยต่อ “ไฟเบาแค่นั้นจะทำอะไรได้? ทีนี้ก็รีบพูดเหตุผลทั้งหมดมาเสียดี ๆ” รอยยิ้มของปีศาจแสยะออกเผยฟันอันคมกริบที่แค่เห็นก็จินตนาการการไปถึงจุดจบของชีวิต
“ทะท่านเจ้าสำนัก...สั่งให้พวกข้าจับตาดูเด็กสาวจิ้งจอกนางนั้น”
จากใบหน้าแสยะยิ้มสนุกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความบึ้งตึง
“หมายความว่ายังไง?” เซนปล่อยคอของสองหนุ่มแต่เดินไปกระชากผมและคอเสื้อผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มแทน เขาถลึงตามองราวกับโกรธแค้นมาแต่ชาติปางก่อนทำให้ชายผู้นั้นไม่กล้าแม้แต่จะลืมตามองด้วยซ้ำ
“ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม สิ่งเดียวที่ข้ารู้ก็คือท่านเจ้าสำนักบอกให้เฝ้าดูเท่านั้นเอง” น้ำเสียงร้อนรนบอกกล่าวทุกสิ่งจากสัญชาตญาณเพื่อเอาตัวรอดแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เซนหายโกรธเลยแม้แต่น้อย
“กลับไปบอกเจ้าสำนักของพวกแกซะ ถ้ามาทำอะไรเด็ก ๆแสดงความสามารถก็ข้ามศพพวกเราไปก่อน” เซนปล่อยผมและคอเสื้อที่ดึงตัวชายผู้นั้นไว้แต่เขากลับขาอ่อนจนล้มลงทันที
หลังจากเจอคำขู่ของเซนพวกเขาก็พากันหนีหายไปทันทีเหลือไว้เพียงความสงสัยที่ไม่อาจเข้าใจได้
ชักเริ่มมีอะไรแปลก ๆ แล้วสิ เย็นนี้คงต้องบอกให้กิฟังเพื่อจะรู้อะไรอีก
เมื่อเซนกลับไปที่ร้านอาหารทุกคนก็กินกันจนอิ่มหนำสำราญแล้วแต่อย่างน้อยก็ยังเหลือส่วนของเซนไว้ให้
“ตกส้วมหรือยังไง? ข้าไม่ขอขี่คอสักพักก็แล้วกัน...เจี๊ยก”
“โธ่...นิดหน่อยเองน่า แล้วกินกันอิ่มแล้วใช่ไหมจะได้ไปหาที่นั่งสบาย ๆ รอย่อยก่อน” พูดจบเซนก็ซัดอาหารที่เหลือจนเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงนาที
หลายชั่วโมงผ่านไปจนถึงเวลาช่วงบ่ายที่เซนจะพาไปสนามประลองอีกครั้ง ยังไงคนส่วนใหญ่ก็เข้าไปในดันเจี้ยนเพื่อชมการประลองของสำนักทำให้ลานประลองด้านนอกค่อนข้างโล่ง
เมื่อไปถึงลานประลองก็ได้ยินเสียงถอนหายใจจากชราคนเดิม “มากันอีกแล้ว พวกเจ้าไม่มีที่ไหนให้ไปหรืออย่างไร?”
“เหอะ ๆ วันนี้ข้าพาน้องคนใหม่มาด้วย แม้เขาจะไม่ได้ฝึกนานเท่าเพื่อน ๆ แต่ก็อย่าดูถูกเชียว” เซนผลักตัวคูเปอร์ออกไปด้านหน้า
“อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน” ขณะที่ชายชรากำลังจะเลือกคู่ประลองแต่ดันมีชายหนุ่มคนดีคนเดิมโผล่หัวมาแทน
“ข้าจะเป็นคู่ประลองให้เอง” ชายหนุ่มจากสำนักดาบเทพก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าเพื่อจ้องมองคู่ต่อสู้ของตน
หลังจากเจรจาพูดคุยกันเสร็จสรรพคู่ประลองทั้งสองก็ขึ้นไปบนลานประลอง
“การประลองกฎปิดตา...เริ่ม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ชักดาบฟันออกไปตรงหน้าเพราะคิดว่าฝั่งตรงข้ามต้องอยู่ตรงนั้นแน่ ๆ แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นคูเปอร์กลับเดินเบี่ยงขวาออกไปตั้งแต่ขึ้นมาบนลานประลองเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อคูเปอร์สัมผัสได้ถึงออร่ามานาจากคมดาบจึงพอคาดเดาตำแหน่งของอีกฝั่งได้ เขายิงกระสุนเพลิงนำร่องเพื่อตรวจสอบตำแหน่งให้แน่ชัดและเมื่อมันถูกตัดทำลายจึงขว้างหินยักษ์สวนกลับไปทันที
“ฝีมือของพวกเขาค่อนข้างสูสีนะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับมานาหรือระยะเวลาร่ายเวทมนตร์ เหมือนวัดกันที่ปริมาณมานายังไงก็ไม่รู้สิ”
“อย่าลืมสิเซน...ว่าพวกเขายังมีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่” คานะยิ้มเยาะยักคิ้วถาม
เซนหัวเราะในลำคอก่อนจะตอบ “ต้องรู้อยู่แล้ว...และนั่นก็คือส่วนสูงใช่ไหมล่ะ”
ท่าทางมั่นอกมั่นใจของเซนทำให้คานะส่ายหัวถอนหายใจ
“อาวุธเว้ย ! ดูสิคูเปอร์ไม่มีอาวุธแต่อีกฝั่งมี ถ้าเกิดมานาหมดทั้งคู่ยังไงก็สู้คนมีอาวุธไม่ได้อยู่แล้ว”
“เออ...จริงด้วย แต่ช่างเถอะแพ้ก็ไม่เห็นเป็นอะไรอยู่แล้ว”
“แต่นั่นมันดาบจริงนะ ถ้าพลาดแล้วโดนจุดสำคัญก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้”
ขณะที่สองหนุ่มสาวกำลังเถียงกันแต่บนลานประลองกลับเงียบสงัด บรรยากาศอึดอัดค่อย ๆ กลืนกินผู้ประลองทั้งสองเพราะต่างคนต่างหยุดใช้เวทมนตร์มั่วซั่วและรอดูจังหวะของอีกฝ่ายเท่านั้น
“ไม่มีเวลามาเถียงกันแล้ว ตอนนี้เราต้องทำสิ่งนั้น” เซนเดินมายืนชิดขอบลานประลองพร้อมกับคานะ
“จะทำจริง ๆ ใช่ไหม?” คานะขมวดคิ้วถามโดยที่ภายในใจเต็มไปด้วยความลังเล
“ต้องทำสิ ตอนนี้คูเปอร์กำลังต้องการพวกเรานะ” สองหนุ่มสาวพยักหน้าตอบรับกันและกันโดยไม่ต้องพูดให้มากความจากนั้นจึงหยิบอาวุธของตนขึ้นมา
เปลวเพลิงสีชาดและคลื่นวารีสีครามกำลังพุ่งพวยขึ้นสูงราวกับน้ำพุ จากนั้นพวกเขาก็โบกมันไปมาโดยระวังไม่ให้โดนคนอื่น
“ดิน ! น้ำ ! ลม ! ไฟ ! จงสู้ต่อไป” คำร้องอันพร้อมเพรียงเข้ากับจังหวะการโบกอาวุธของตนเสมือนพวกโอตาคุที่กำลังเชียร์ไอดอล
เสียงดังครึกครื้นของพวกเขาส่งไปถึงคูเปอร์ทำให้เขายิ้มออกมาได้ในสถานการณ์อันน่าอึดอัดเช่นนี้
“ซึ ! ฮา…กิ ซึ ! ฮา...กิ พวกเรามา...ซึกิซึกิซึกิซึกิ ซึ...กิ”
“น่าสนุกดีนี่ข้าขอร่วมด้วย...เจี๊ยก” มังกี้กระโดดไปยืนด้านหน้าเพื่อเต้นตามจังหวะการร้องของพวกเซน
“แล้วพวกเราจะรออะไรล่ะ ไปกันเถอะ !” คิโนริลากเพื่อน ๆ เข้าไปร่วมวงด้วยทำให้กลายเป็นเหมือนพิธีกรรมบางอย่างในสายตาของชาวเมือง
“ใครมันมาร้องรำทำเพลงอะไรตอนนี้วะ” ชายหนุ่มคู่ประลองของคูเปอร์ขมวดคิ้วหงุดหงิด
คูเปอร์ใช้เสียงพูดของเขาเพื่อคาดเดาตำแหน่งจากนั้นก็สร้างกำแพงหินบีบอัดจากทุกทิศ คูเปอร์ตระหนักว่าแค่นั้นคงทำอะไรไม่ได้จึงใช้ช่วงเวลาแค่ไม่กี่วินาทีที่คู่ประลองกำลังฟาดฟันกำแพงหินวิ่งเข้าประชิดโดยฟังเสียงหินที่แตก จากนั้นจึงสร้างแท่นหินขนาดเล็กสกัดขาของคู่ประลองล้มลงก่อนแล้วค่อยออกหมัดขวาเข้าที่ลำตัว
เจ้านี่มันไม่ธรรมดา ชายหนุ่มกัดฟันกลิ้งหลบออกมาจากระยะหวังผลของหมัด
แต่ก็ไม่รวดเร็วเท่าเจ้าจิ้งจอกเมื่อวันก่อน
“ลงดาบรูปแบบที่ห้า [ฟ้าหลังฝน]” เขาตั้งท่าเตรียมและเหวี่ยงดาบไปข้างหน้าเฉียงขึ้นเล็กน้อยเพื่อสร้างคลื่นวายุซึ่งรุนแรงพอให้พัดบ้านหลังเล็ก ๆ ปลิวได้ในพริบตา
ความรุนแรงของมันทำให้บาเรียรอบลานประลองพังทลายลงส่งผลให้คนรอบข้างที่สเตตัสต่ำช่วยเหลือตัวเองไม่ได้โดนพัดปลิวไปทันที
“หยุด !”
สุดท้ายชายชราก็ต้องมาหยุดการประลองและให้ผลเป็นเสมอแทนเพราะทั้งคู่ยังยืนอยู่ได้ในลานประลองและอาการบาดเจ็บก็พอ ๆ กันเสียด้วย
“สนุกไหมล่ะคูเปอร์?” เซนถาม
“ก็ไม่เท่าไรครับ” ระหว่างที่ใช้เวทมนตร์รักษาเขาก็ตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชาคลับคล้ายคลับคลาเหมือนซึฮากิเข้าไปทุกที
หลังจากนั้นพวกเขาก็สลับตัวกันขึ้นประลองไปเรื่อย ๆ เสมือนการเล่นเกมที่ใช้ร่างกายตัวเอง
อีกด้านหนึ่งกลุ่มคนที่แอบตามพวกเซนได้กลับไปหาเจ้าสำนักของตนที่กำลังดูการประลองในโคลอสเซียมอยู่
“พวกเรา...” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะรายงานข้อผิดพลาดของตน
“ข้ารู้แล้ว...ยังไงพวกนั้นก็ยังอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นข้าจะเป็นคนจัดการเอง” หญิงสาวเสียงเข้มกล่าวด้วยท่าทางองอาจอยู่บนที่นั่งอันหรูหรา
“ขอรับท่านเจ้าสำนัก” กลุ่มชายหนุ่มค่อย ๆ ถอยออกห่างแค่เสียงเท้าก็ไม่อยากให้มี
21 พฤษภาคม พ.ศ.2576
การประลองดำเนินมาถึงรอบที่สี่เป็นที่เรียบร้อยโดยที่ยังเหลือตัวเต็งของแต่ละสำนักพร้อมประลองให้ประชาชนได้รับชม
“ประกาศจากสำนักมนตร์ดำ ทางเจ้าสำนักโยฮันขอเสนอการประลองแบบกลุ่มเพื่อแสดงความสามารถในการทำงานเป็นทีมและเปลี่ยนแนวการประลองเพื่อลดความน่าเบื่อลง” เสียงประกาศผ่านลำโพงทำให้ประชาชนสับสน
“ประลองแบบกลุ่ม...ฟังดูน่าสนใจดีนี่” เฉิงและเจ้าสำนักคนอื่น ๆ เดินขึ้นมาด้านหน้าสุด
“สมกับเป็นสำนักเจ้าเล่ห์ ข้าก็ชักสงสัยแล้วว่าพวกเจ้ามีแผนอะไรกันแน่?” เจ้าสำนักเทวาคารประทับยกมือเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น
หลังจากการพิจารณาอยู่พักหนึ่งเหล่าเจ้าสำนักก็เริ่มแบ่งออกเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกันซึฮากิดันไปสบตากับใครบางคนที่อยู่อีกฟากของโคลอสเซียม พอกะพริบตาก็ไม่เห็นชายแปลกหน้าที่ดูเหมือนคนไร้บ้านคนนั้นแล้ว
“เอาก็เอาสิวะ !” เฉิงแสยะยิ้มไม่เกรงกลัวแผนใด ๆ ทั้งนั้น
ขณะที่ทุกคนตกลงเสร็จสรรพก็ดันมีแสงสว่างจ้าจนมองอะไรไม่เห็น เพียงแค่พริบตาเดียวพวกเขาก็โดนเคลื่อนย้ายไปที่ไหนก็ไม่รู้
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย?” ชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์ใช้หอกยันตัวเองยืนและกวาดสายตามองด้วยความสับสน
เอาอีกแล้วเหรอ แสงอัญเชิญเหมือนที่เราเคยโดน ซึฮากิก็กวาดสายตามองรอบ ๆ เช่นกันจึงได้เห็นผู้คนแปลกหน้าและคนจากสำนักอื่นอีกหลายคน
นั่นมันพ่อหนุ่มเอลฟ์ที่เป็นตัวแทนสำนักศาสตร์นักสู้ ว่าแต่เขาชื่ออะไรนะ
“ขอกล่าวทักทายขอรับ...คุณซึฮากิ คุณเป็นสหายของเจ้าสำนักสินะขอรับ” พ่อหนุ่มเอลฟ์คนนั้นเดินเข้ามาทักก่อน
“นายคือเจียวลู่...ใช่ไหม?” ซึฮากิถามกลับ
“ขอรับ ข้าคือเจียวลู่ผู้ที่ฝึกฝนและดวลกับผู้ท้าประลองมากมายเพื่อได้เป็นตัวแทนของสำนักศาสตร์นักสู้”
“เงียบก่อน” ซึฮากิมองไปยังทางออกที่เป็นกำแพงหินทรายเก่า ๆ เสียงขู่ในลำคอค่อย ๆ เข้ามาใกล้จนเห็นที่มาของเสียง
“ดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ” ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มอีกคนเดินนำหน้าไปหามอนสเตอร์งูสีเงินตัวนั้น
ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักดาบเทพ ถ้าเทียบฝีมือก็คงจะพอ ๆ กับชุนที่เป็นอันดับสองของสำนักศาสตร์นักสู้
เขาใช้วิชาดาบที่รวดเร็วและพลิ้วไหวเชือดงูตัวนั้นได้เพียงแค่อึดใจเดียว แววตาสงสัยเหลือบมองมาที่ซึฮากิแต่ไม่ทันได้พูดอะไรก็มีมอนสเตอร์โผล่ออกมาเพิ่ม
“ข้าไม่รู้หรอกว่านี่มันเรื่องอะไร แต่อย่างเดียวที่รู้ก็คือพวกมันอยากกินเรามากแค่ไหน” หญิงสาวเผ่าเซนทอร์ควงหอกเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพมอนสเตอร์เหล่านั้น
นั่นก็ศิษย์อันดับหนึ่งจากสำนักเทวาคารประทับ นี่มันรวมตัวพวกอันดับหนึ่งหรือยังไงแต่อย่างน้อยก็ไม่มีสำนักมนตร์ดำก็แล้วกัน
ขณะเดียวกันที่ด้านนอกดันเจี้ยนกลับมีกองทัพสัตว์อสูรบุกล้อมทั้งเมืองโคโลโดยที่ผู้มีฝีมือส่วนใหญ่เข้าไปในดันเจี้ยนกันหมด
“อพยพประชาชนเร็ว !” เสียงตะโกนสั่งการของหัวหน้าหน่วยทหาร
เมื่อมองออกไปนอกกำแพงเมืองก็จะเห็นฝูงสัตว์อสูรมากมายหลายชนิดกรูกันเข้ามาไม่หยุด ด้วยความเฉลียวฉลาดของหัวหน้าทหารจึงเน้นไปที่การวางแนวกั้นโดยการทำหลุมขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปเพื่อทำเป็นแม่น้ำชั่วคราว
“ทุกคนไปซ่อนในโรงฝึกเร็ว !” ในเมืองจะมีโรงฝึกหลายแห่งซึ่งมีความแข็งแรงกว่าที่พักทั่ว ๆ ไปจึงเป็นสถานที่ที่บอกแก่การหลบซ่อนจากสัตว์อสูรเหล่านั้น
“เหมือนจะมีเรื่องแปลก ๆ อีกแล้ว” เซนวิ่งนำหน้าพาน้อง ๆ ไปยังที่หลบภัย
“ตอนแรกก็จะไปดูที่ดันเจี้ยนก่อนแต่พวกทหารบอกว่าดันเจี้ยนโดนปิด แต่มีกิอยู่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง” คานะจะเป็นคนเฝ้าระวังด้านหลังและคอยดูว่ามีใครเป็นอะไรหรือหายไปไหนหรือไม่
“นอกจากกิก็ยังมีพวกกังอีก ดู ๆ แล้วที่ต้องเป็นห่วงคือพวกเรามากกว่า”
บรรยากาศอึดอัดจนหายใจลำบากทำให้ชาวเมืองเริ่มวิตกกังวล ยังโชคดีที่คนไม่เยอะมากทำให้ภายในโรงฝึกมีที่เหลือเพียงพอแต่ก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้อยู่ดี
“หน่วยหนึ่งรายงานขอรับ ทางประตูทิศเหนือมีสัตว์อสูรราว ๆ สองหมื่นตัวซึ่งหนึ่งในนั้นมีสัตว์อสูรระดับหัวหน้ามาด้วยขอรับ” ชายหนุ่มวิ่งหน้าตั้งมาเพื่อรายงานให้หัวหน้าทหารได้รับรู้โดยมีเจ้าเมืองนั่งอยู่ข้าง ๆ กัดฟันคิดไม่ตก
ชายหาดสีขาวกับเสียงลมทะเลที่แสนจะสงบ ข้างหน้านั้นมีโต๊ะประชุมที่วางไว้ลวก ๆ กับเก้าอี้หกตัว
“แหม ๆ นัดเจอกันบ่อยนะช่วงนี้” ฮิโยริยิ้มเยาะกล่าวทักทาย
“นั่นสิไม่ค่อยอยากเจอยายนี่สักเท่าไร” เนเน่ยักคิ้วกวนประสาท
“เหมือนฉันอยากเจอมากมั่ง”
“เงียบก่อน ๆ ไรลี่มีเรื่องจะบอกแป๊บเดียวเดี๋ยวก็แยกย้ายแล้ว” ยอซเดินมาขวางสายตาของทั้งคู่ไว้เพราะขืนให้จ้องหน้ากันต่อคงมีเรื่องเหมือนคราวก่อนแน่
“เฮอะ ! จะพูดอะไรก็รีบพูด” ฮิโยริเบือนหน้าหนีจากเนเน่และสบตากับชายที่ดูซอมซ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ฉันจะพูดสั้น ๆ” ชายซอมซ่อกวาดสายตามองเพื่อน ๆ ดูว่าทุกคนฟังเขาอยู่หรือไม่ก่อนจะกล่าวต่อ
“สิ่งนั้นกำลังจะได้รับการปลดปล่อยแล้ว”
สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงปนสงสัยจ้องมองตาไม่กะพริบ
“สิ่งนั้นมันสิ่งไหนอีกล่ะเนี่ย” ฮิโยริแบะปากพูดด้วยน้ำเสียงหมดอารมณ์
“อาวุธในตำนานที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนโดยเทพแห่งการสร้าง และเป็นหนึ่งในซีรีส์ศาสตราวุธเทพที่เราต่างก็รู้จักมันดี”
“ซีรีส์ศาสตราวุธเทพสินะ ถ้าพวกเราใช้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย” ยอซถอนหายใจน้อยใจ
“นั่นสิทำไมเทพแห่งการสร้างถึงทำอะไรที่มันยุ่งยากแบบนั้นด้วยล่ะ?” ฮิโยริเดาะลิ้นหงุดหงิด
“นั่นก็คงจะเป็นการคัดเลือกผู้ใช้ที่ควรคู่เท่านั้น” คำตอบสั้น ๆ ของไรลี่ทำให้เพื่อนของเขายิ้มเจื่อนเพราะเหมือนแอบด่าอ้อม ๆ ไปด้วย