Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 374 การทดลองในภูมิประเทศจำลอง (จบ)

การทดลองในภูมิประเทศจำลอง (จบ)

 

            การทดลองทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะส่งผลให้ผลลัพธ์จากการทดลองปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้จากการทดลองก็เพิ่มสูงขึ้นไม่มีหยุด ส่งผลให้การทดลองเริ่มแตกกระจายออกไปมากขึ้นเนื่องจากกัสไม่ได้กำหนัดเป้าหมายให้กับการทดลอง

            ด้วยเหตุนี้ข้อมูลจำนวนมากจึงหลั่งไหลเข้ามาในระบบซึ่งทำให้แองจี้พบเจอกับปัญหาในการจัดการกับระดับความสำคัญของข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลไปจนถึงการเตรียมตัวสำหรับการทดลองในขั้นต่อๆ ไป

            เนื่องจากแองจี้ไม่สามารถกำหนดระดับความสำคัญของข้อมูลได้ เธอจึงไม่สามารถละทิ้งข้อมูลใดๆ ได้เช่นกัน ส่งผลให้ปริมาณงานของเธอเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

            แต่ก็นับว่าโชคดีที่ขอบเขตของการทดลองยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ทำให้แองจี้ไม่ถึงกับรับมือไม่ไหว แต่มันก็ทำให้เธอเริ่มสับสนเพราะไม่สามารถกำหนดแนวทางในการตั้งข้อสันนิษฐานและการสร้างทฤษฎีในการทดลองต่อไปได้

            เมื่อข้อมูลและความสับสนเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง แองจี้ก็ไม่สามารถอดทนต่อไปได้อีกเธอจึงขอให้กัสจัดการประชุมและทำการนำเสนอข้อมูลทั้งหมดที่เธอรวบรวมมาได้จากการทดลองจำนวนมาก

            แน่นอนว่ากัสกับทุกคนย่อมมาตามคำขอของแองจี้และมารวมกันอยู่ในห้องทำงานเพื่อฟังข้อมูลการทดลองที่เกิดขึ้น

            การนำเสนอผลการทดลองดำเนินไปตามขั้นตอน เริ่มจากการทดลองที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ ไปจนถึงการทดลองที่น่าสนใจในสายตาของแองจี้

            กัสที่นั่งฟังมาตลอดพยักหน้ารับไม่มีหยุด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจซึ่งช่วยคลายความกังวลของแองจี้ได้มากพอสมควร

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแองจี้ก็ยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายในการทดลองครั้งนี้อยู่ดี

            จนกระทั่งการนำเสนอผลการทดลองมาถึงเรื่องที่ดูไม่สำคัญในสายตาของเธอ กัสก็เอ่ยปากถามคำถามออกมาในที่สุด

            “แองจี้เจ้าอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการเร่งโตด้วยปุ๋ยเวทมนตร์”

            คำถามนี้ทำให้แองจี้ตื่นเต้นเล็กน้อยและพยายามรวบรวมสติและเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องที่กัสถาม

            จากนั้นไม่นานข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองใช้ปุ๋ยเวทมนตร์ก็ถูกนำเสนอขึ้นบนหน้าจอท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทุกคน

            “นี่คือผลลัพธ์จากการทดลองค่ะท่านกัส ดูจากตัวอย่างนี่คือภาพของพืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วซึ่งเจริญเติบโตบนพื้นที่จำลองค่ะ จากภาพท่านกัสจะเห็นว่าพืชนั้นอยู่ในสภาพที่ผิดปกติ มันมีอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงหลังจากได้รับปุ๋ยเวทมนตร์ในปริมาณมาตรฐานค่ะ”

            ปริมาณมาตรฐานที่แองจี้พูดถึงนั้นคือปริมาณของปุ๋ยเวทมนตร์ที่จะเร่งการเติบโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นปริมาณมาตรฐานที่กัสใช้กับพืชทุกชนิดในดินแดนของเขาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมโดยไม่เกิดการสูญเสีย

            หลังจากใช้รูปแบบนี้มาเป็นเวลานานมันก็ได้รับการกำหนดคำเรียกในฐานะของปริมาณมาตรฐาน

            ในจุดนี้กัสย่อมทราบดี คนอื่นๆ เองก็เช่นกัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทุกคนก็ยังมีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นสภาพของพืชที่อยู่บนหน้าจอ

            บนหน้าจอนั้นมีการเปรียบเทียบสภาพของพืชก่อนและหลังจากการได้รับปุ๋ย ซึ่งมีรายละเอียดที่ชัดเจนทั้งความสูง อายุและสภาพของมันซึ่งก็สมกับที่เป็นผลงานของแองจี้มีรายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์

            กัสมองภาพนี้แล้วขมวดคิ้ว จากนั้นจึงสอบถามแองจี้อย่างละเอียดจนได้ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจ

            “เจ้าหมายความว่าการทำงานของปุ๋ยเวทมนตร์นั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบหลักๆ สินะ”

            “ค่ะ! นี่คือข้อสรุปที่ข้าได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง ถึงจะยังไม่มั่นใจเต็มที่ แต่ก็เป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดแล้วที่ข้าวิเคราะห์ได้ค่ะ”

            กัสพยักหน้ารับเล็กน้อย พลางอ่านข้อมูลที่แองจี้สรุปออกมา

            รูปแบบหลักๆ ทั้ง 2 รูปแบบของการทำงานนั้น ประกอบด้วย ‘การเร่งโต’ และ ‘การบำรุง’

            การเร่งโตนั้นก็ตามคำอธิบายเลย หมายถึงการกระตุ้นให้พืชชนิดนั้นๆ เติบโตเร็วกว่าปกติ มันเป็นผลลัพธ์ที่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นคุณสมบัติของดันเจี้ยนที่มีต่อพืชของดันเจี้ยน

            ส่วนการบำรุงนั้น มีการวิเคราะห์ออกมาได้อย่างละเอียดและสมเหตุสมผล โดยให้เหตุผลรวมด้วยว่าทำไมถึงใช้คำอธิบายแบบนี้

            เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการเติบโตของสิ่งมีชีวิตนั้นจำเป็นต้องได้รับสารอาหาร ซึ่งในจุดนี้พืชทั่วไปที่ได้รับปุ๋ยเวทมนตร์นั้น มีความต้องการเพียงน้ำเท่านั้น แต่ไม่ได้ต้องการสารอาหารเป็นพิเศษเลย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าปุ๋ยเวทมนตร์ได้มอบสารอาหารให้กับพืช

            ส่วนเหตุผลที่ทำไมพืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วไม่สามารถรับการบำรุงนี้ได้ ก็มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลอยู่ด้วยเช่นกัน

            นั่นคือการบำรุงของปุ๋ยเวทมนตร์นั้นตั้งอยู่บนหลักการของพลังงาน ด้วยเหตุนี้การบำรุงจึงแสดงผลต่อพืชที่ไม่ผ่านการควบแน่นซึ่งอยู่ในสภาพกึ่งพลังงานนั่นเอง ในขณะที่พืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วไม่ได้อยู่ในสภาพนี้อีกต่อไปส่งผลให้การบำรุงไม่แสดงผล

            ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ปรากฏคือการกระตุ้นให้เกิดการเติบโต ซึ่งส่งผลต่อพืชและทำให้มันเกิดอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงเพราะสารอาหารที่มันมีอยู่ไม่เพียงพอต่อการเติบโต ส่งผลให้ทันทีที่เกิดการกระตุ้น มันก็ถูกบีบให้ใช้สารอาหารที่มีอยู่เพื่อเติบโตจนเกิดสภาพเช่นนี้

            คำอธิบายทั้งหมดสมเหตุสมผลและมีข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ทำให้กัสและทุกคนยอมรับและเข้าใจมันได้ไม่ยาก

            “แบบนี้เอง..แล้วเจ้ามีวิธีแก้ไขไหมแองจี้”

            “เรื่องนั้น..จะบอกว่ามีมันก็มีนะคะท่านกัส แต่ข้าไม่รู้ว่ามันจะเหมาะสมหรือไม่”

            กัสเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเพราะเขาไม่เคยเห็นแองจี้แสดงท่าทางแบบนี้มาก่อน

            แต่ที่แองจี้จะเป็นแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะในความเป็นจริงเธอยังไม่เข้าใจเหตุผลที่กัสเสนอให้มีการทดลองนี้เลย ทำให้เธอไม่รู้ว่าควรจะใช้วิธีแก้ไขแบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ตามแบบที่เขาต้องการ

            เนื่องจากไม่รู้จุดมุ่งหมาย เธอย่อมไม่อาจค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมได้ ทำให้แองจี้ไม่กล้าเสนอวิธีแก้ที่เธอคิดได้

            “เอาเป็นว่า เจ้าลองพูดออกมาก่อนก็แล้วกัน หากมันใช้ได้ข้าจะบอกเจ้าอีกที”

            “ค่ะ..วิธีแก้ไขที่ข้าคิดได้คือ ลดปริมาณปุ๋ยเวทมนตร์ลงค่ะ ลดให้เหลือปริมาณ 1 วันต่อ 1 ชั่วโมงแทนและให้ผสมกับน้ำและปุ๋ยเพื่อให้ดินมีสารอาหารเพียงพอต่อการดูดซึมของพืชค่ะ”

            กัสนิ่งคิดเล็กน้อยเพื่อทบทวนรายละเอียดของข้อเสนอที่แองจี้เสนอมาจากนั้นก็พยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาตให้แองจี้ทำการทดลองวิธีแก้ของเธอได้

            “1 ชั่วโมงต่อ 1 วันงั้นหรือ แบบนี้ก็แสดงว่าหากให้ปุ๋ยเวทมนตร์ในระดับนี้ก็จะทำให้พืชเติบโตเร็วขึ้นแค่ 24 เท่าสินะ”

            “ค่ะ มากสุดคงได้เท่านั้น แต่ข้าคิดว่าน่าจะยังมีขีดจำกัดที่เหมาะสมและอาจจะได้ไม่ถึงระดับนั้นก็ได้ค่ะท่านกัส มันอาจจะได้แค่ 10 หรืออาจจะ 20 ก็ได้ค่ะ”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ โดยไม่พูดอะไรนอกจากบอกให้แองจี้ทำการทดลองต่อไปเนื่องจากภายในใจของเขาเองก็ยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทดลองในครั้งนี้

            ต่อจากเรื่องปุ๋ยเวทมนตร์ก็มาถึงปัญหาด้านการปรับปรุงสายพันธุ์ที่มิโดริพบเจอ หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดในสายตาของแองจี้ทำให้เธอนำเสนอมันด้วยน้ำเสียงที่สดใสเป็นพิเศษ

            ทุกคนเองก็รู้สึกได้จนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย กัสเองก็เช่นกันเขาหลุดออกมาจากความคิดของตัวเองและนั่งฟังการนำเสนอของแองจี้อย่างตั้งใจ

            รายละเอียดของหัวข้อนี้พูดถึงขีดจำกัดในการปรับปรุงสายพันธุ์ของพืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วและพืชจากโลกภายนอก ซึ่งมิโดริค้นพบว่าพืชเหล่านี้ไม่สามารถทนต่อวัฏจักรของการก่อเกิดได้มากนัก ส่งผลให้จำนวนครั้งในการปรับปรุงสายพันธุ์ของพวกมันมีจำกัด

            ซึ่งตอนนี้มิโดริยังไม่สามารถหาจุดที่สมดุลของการปรับปรุงสายพันธุ์ได้ดีนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการปรับปรุงสายพันธุ์พืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วและพืชที่มาจากโลกภายนอก

            ในจุดนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจซ่อนอยู่นั่นก็คือ กฎของพลังงานและการสนับสนุนของดันเจี้ยนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยน

            แองจี้ตั้งข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับสภาพของสิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนทั้งยังเชื่อมโยงไปยังการกลายสภาพของราชาอสูร จนถึงการกลายพันธุ์ของพวกมันอีกด้วย

            ในจุดนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากซึ่งกล่าวได้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในดันเจี้ยนนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพลังงาน พวกมันมีสภาพที่เป็นเหมือนสสารและพลังงาน ทำให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าปกติ

            พืชในดันเจี้ยนสามารถรับการปรับปรุงสายพันธุ์ของมิโดริได้โดยไม่เกิดปัญหา ไม่ว่าจะก่อเกิดวัฏจักรของการก่อเกิดสักกี่ครั้ง

            แต่พอพวกมันผ่านการควบแน่นจนกลายเป็นวัตถุที่มีตัวตนอยู่จริงแล้ว มันกลับไม่สามารถทนต่อรอบของวัฏจักรได้มากกว่า 10 ครั้งด้วยซ้ำ เมื่อสร้างวัฏจักรของการก่อเกิดมากกว่า 10 ครั้งมันจะเกิดการแตกสลายของเซลล์ในทันทีและทำให้มันสลายกลายเป็นเศษซาก

            นี่เป็นผลลัพธ์ที่มิโดริเองก็นึกไม่ถึงและนำมาซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจชุดนี้

            ทุกคนที่นั่งฟังดูจะตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะสิ่งนี้เป็นการค้นพบใหม่ที่พวกเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ในสายตาของกัสกลับไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย

            ยกเว้นเพียงปัญหาด้านการปรับปรุงสายพันธุ์ที่มีต่อพืชที่มาจากโลกภายนอก

            ในความเป็นจริงกัสเองก็ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนักในการทดลองนี้ เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากการทดลอง

            สิ่งเดียวที่เขากำลังคิดอยู่ในขณะนี้มีเพียงการทำให้ดันเจี้ยนสามารถผลิตผลผลิตต่อไปได้แม้ว่าจะเกิดหายนะขึ้นในดันเจี้ยน

            นี่นับเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้กัสเสนอการทดลองนี้ แต่เขาก็ยังไม่มีจุดหมายที่ชัดเจนในการทดลองเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะทดลองอะไรบ้างและต้องเตรียมพร้อมแบบไหนเพื่อรับมือกับหายนะที่กำลังจะมาถึง

            ในตอนนี้สิ่งที่อยู่ในหัวกัสมีเพียงการปรับปรุงสายพันธุ์พืชจากโลกภายนอกเพื่อสร้างพืชที่มีสารอาหารสูงและสามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่ขาดความอุดมสมบูรณ์

            นี่เป็นโจทย์ที่ยากเกินไปสำหรับกัสและเขาก็ทำได้เพียงขอให้มิโดริช่วยคิดดูว่าควรจะปรับปรุงสายพันธุ์พืชชนิดไหนที่สามารถตอบโจทย์ของเขาได้บ้าง

            มิโดรินั้นรับคำขอของกัสไปแล้วและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ของพืชจากโลกภายนอกและนำมาซึ่งปัญหาที่แองจี้นำเสนอให้ทุกคนฟัง

            นี่คือเหตุผลเดียวที่กัสให้ความสนใจ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับกฎของพลังงานและการสนับสนุนของดันเจี้ยนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตเลย

            “แองจี้เจ้าได้ทดลองนำพืชที่ผ่านการควบแน่นแล้วออกไปปลูกในโลกภายนอกหรือยัง”

            “ค่ะ! การทดลองเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ หากมีผลลัพธ์ที่แน่ชัดแล้วข้าจะรีบรายงานให้ท่านกัสทราบแน่นอนค่ะ”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ และอ่านเอกสารในมือต่อไปพลางฟังการนำเสนอของแองจี้ต่อไปจนกระทั่งจบลง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปเพื่อทำงานของตัวเองจนกระทั่งเหลือเพียงกัสที่กำลังคิดถึงสิ่งที่เขาต้องการจะทำและแองจี้ที่รออยู่เพราะมีเรื่องที่อยากจะถามเกี่ยวกับการทดลองในครั้งนี้

            ปัญหาใหญ่ของนักวิจัยนั้นคือการที่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายในการทดลอง ปัญหานี้ความจริงเป็นปัญหาใหญ่ที่มากพอจะหยุดการทดลองทั้งหมดได้

            แต่เพราะการทดลองนี้เกิดขึ้นจากคำสั่งของกัสที่เป็นเจ้านายของเธอทำให้แองจี้ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธและไม่สามารถปฏิเสธได้

            แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้และต้องการที่จะถามคำถามกัสว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของการทดลองในครั้งนี้

            หลังจากรอคอยอยู่นานหลายนาทีกัสก็ได้สติกลับมาในที่สุด เขามองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจก่อนจะสังเกตเห็นแองจี้ที่ยืนอยู่ไม่ห่างและกำลังมองตรงมายังเขา

            เห็นแบบนั้นกัสก็ตระหนักได้ถึงความต้องการบางอย่างจากแองจี้ในทันทีเขาจึงเงยหน้าขึ้นและสบตากับเธอ

            “เจ้ามีคำถามงั้นหรือแองจี้”

            “ค่ะ..ข้าอยากรู้ค่ะท่านกัสว่าเป้าหมายในการทดลองของพวกเราคืออะไร”

            คำถามนี้ทำให้กัสอึ้งไปชั่วขณะเพราะเขาไม่รู้ว่าจะตอบแองจี้ยังไง เนื่องจากเหตุผลที่เขาต้องการทำการทดลองนั้นเกิดมาจากการย้อนเวลากลับมาของเขา

            สำหรับเรื่องนี้มันยากที่จะเล่าให้คนทั่วไปเชื่อได้โดยเฉพาะคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์อย่าลึกซึ้งอย่างแองจี้ที่ยากจะทำให้เชื่อ

            เวทมนตร์กาลเวลาเป็นเวทมนตร์ที่มีอยู่จริง เพียงแต่การย้อนเวลากลับมาจริงๆ นั้นยังเป็นอะไรที่ยากจะเชื่อได้อยู่ดีเพราะขนาดครึ่งเทพที่มีความสามารถในเวทมนตร์กาลเวลายังไม่สามารถย้อนเวลากลับไปยังอดีตได้เลย

            นี่ไม่ต้องพูดถึงการย้อนเวลากลับมานับร้อยปีและกลับมามีชีวิตใหม่ของเขาเลย เรื่องนี้ขนาดตัวเขาเองยังรู้สึกว่าเหลือเชื่อเลย

            แต่กัสก็ยังมีความมั่นใจอยู่บ้างเพราะเขาเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังมาบ้างแล้วและทุกคนก็เชื่อเขากันทั้งนั้น เขาจึงมีความรู้สึกว่าหากเล่าออกไปก็คงไม่เป็นไร

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ยังนึกลังเลเนื่องจากแองจี้เป็นเพียงข้ารับใช้ชั่วคราวของเขา ไม่ใช่ข้ารับใช้ของเขาจริงๆ

            ‘ข้า..ควรบอกนางยังไงดีนะ จะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางรู้ได้ไหม..’

            ความลังเลใจนี้ไม่ได้มาจากความไม่เชื่อใจ แต่เป็นความกังวลว่าหากบอกออกไปมันจะทำให้แองจี้มีปัญหาเสียมากกว่า

            สำหรับเรื่องบางเรื่องนั้นการไม่รู้ย่อมดีกว่ารู้เพราะถ้ารู้แล้วเป็นภาระ ไม่รู้ย่อมดีเสียกว่า

            ในกรณีของแองจี้กัสไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เขาก็กลัวว่าจะทำให้เธอมีปัญหาจึงไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้นเพราะเธอไม่ใช่คนของเขา ทำให้เขาไม่สามารถรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้

            แต่หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งกัสก็ให้คำตอบกับแองจี้ในที่สุด

            “แองจี้..เจ้าคิดว่าดันเจี้ยนนั้นทำงานได้ยังไงหรือ”

            คำถามที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้แองจี้หยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

            “ข้า..ไม่ทราบค่ะ”

            “อืม..ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะงั้นข้าถึงได้ทำการทดลองนี้ขึ้นมายังไงละ”

            “เอ๋ การทดลองนี้สร้างขึ้นเพื่อดูระบบการทำงานของดันเจี้ยนหรือคะ แต่ว่าข้าไม่คิดว่าพวกเราจะได้คำตอบหรอกนะคะท่านกัส!”

            “ใช่..ข้าเองก็รู้ แต่ที่ข้าอยากรู้นะคือถ้าหากดันเจี้ยนหยุดทำงานขึ้นมา..พวกเราจะทำยังไงถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากดันเจี้ยนต่อไปได้..เจ้าก็รู้ใช่ไหมแองจี้ว่าพวกเรา ตระกูลของพวกเรารวมไปถึงมนุษย์บนทวีปแห่งนี้ใช้ประโยชน์จากดันเจี้ยนกันมากขนาดไหน”

            ดวงตาของแองจี้เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ยิ่งเธอฟังเรื่องที่กัสเล่า หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวและตื่นเต้น

            “เจ้าเคยคิดไหม..ว่าถ้าวันหนึ่งดันเจี้ยนเกิดหยุดทำงานงั้นมา..มันจะเกิดอะไรขึ้น”

            ความคิดของแองจี้เกือบจะหยุดนิ่งไปเพราะคำพูดนี้ ก่อนจะมีภาพที่น่ากลัวเกิดขึ้นในใจ ข้อมูลความรู้ทางสถิติที่เธอมีอยู่ทำให้หัวใจของแองจี้เย็นเยือกไปหมดทั้งดวง ก่อนจะรีบส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธความคิดที่น่ากลัวของตัวเธอเอง

            “เรื่องนั้น..ข้ากลัวว่าทวีปแห่งนี้คงจะเกิดหายนะขึ้นมาแน่นอนค่ะ”

            นี่ไม่ใช่ความคิดที่ปราศจากเหตุผล ในปัจจุบันมนุษย์บนทวีปแห่งนี้มีการพึ่งพาดันเจี้ยนเป็นอย่างมาก ผลผลิตจำนวนมากในดันเจี้ยนถูกส่งออกไปทุกวันและมีการหมุนเวียนของทรัพยากรในทวีปเป็นจำนวนมากและแหล่งทรัพยากรเกือบทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในสังคมปัจจุบันนั้นล้วนมีที่มาจากดันเจี้ยนทั้งสิ้น

            ไม่ว่าจะเป็นผลึกเวทที่ใช้ในการขับเคลื่อนจักรกลมนตรา อุปกรณ์เวทมนตร์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

            อาหารที่มาจากดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวนั้นมีการส่งออกไปทั่วทั้งทวีปจนพูดได้ว่าปริมาณอาหารที่คนบนทวีปแห่งนี้บริโภคนั้น มาจากดันเจี้ยนแห่งนี้เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้

            ซึ่งถ้าหากสิ่งที่กัสพูดกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้วละก็ มันคงไม่ต้องอธิบายถึงความน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย

            หายนะแบบไหนที่จะเกิดขึ้นแองจี้แทบจะจินตนาการได้เลย

            กัสอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของแองจี้ก่อนจะยื่นมือออกไปตบไหล่ของเธอเบาๆ เพื่อเรียกสติ

            “ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น..ข้าแต่สมมุติเท่านั้น”

            “ค..ค่ะ แต่ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริงละก็..น่ากลัวมากเลยนะคะท่านกัส”

            “นั่นสิ..น่ากลัวจนแทบจะไม่อยากเชื่อเลยละ..เพราะงั้นข้าเลยอยากรู้ว่ามันจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ไหมก็เลยลองทำการทดลองนี้ขึ้นมานะ”

            แองจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเหตุผลข้อนี้มันออกจะฝืนเกินไป มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย และกัสเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาไม่น่าจะคิดอะไรที่น่ากลัวแบบนี้ได้เลย

            ทว่าแองจี้ก็เคารพการตัดสินใจของกัสและยอมรับเหตุผลข้อนี้ไปอย่างจำใจและนำมันกลับไปวิเคราะห์เพื่อหาหลักการและเหตุผลเพื่อสนับสนุนการทดลองในที่สุด

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน