ณ เวลา 18:00 น. แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังเลือนหายไปหลังขอบฟ้า บนดาดฟ้าเรือเหาะหลวงประกายเทวัญ ทหารที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญ และนายทหารระดับหัวหน้าทุกนาย ต่างเข้าแถวอย่างพร้อมเพรียงตามคำสั่งของพลเอกองค์ชายมันตรา
“ทั้งหมด… ตรง! วันทยา—หัตถ์!”
เสียงของพลเรือตรีหญิง ปิ่นหทัย ต้นเรือสาวผู้เปี่ยมด้วยความงามและความเข้มแข็งดังกังวานขึ้น นายทหารทุกนายทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ผบ.มันตราวันทยาหัตถ์รับการเคารพ
“เอามือลง!” ต้นเรือออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
ผบ.มันตรากวาดตามองทหารทุกนาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น “ผมเรียกทุกคนมาที่นี่ เพราะมีเรื่องสำคัญสองเรื่องจะแจ้งให้ทราบ”
ผบ.มันตราเว้นจังหวะชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อ “ประการแรก… ฝ่าบาทและองค์พระราชินีทรงเสด็จมาประทับอยู่ภายในห้องรับรองพิเศษ เพื่อสังเกตการณ์การฝึกครั้งนี้ด้วยพระองค์เอง”
ทันใดนั้น ประตูห้องรับรองพิเศษก็เปิดออก ฝ่าบาท ก้าวนำออกมาอย่างสง่างาม โดยมี องค์ราชินีตามเสด็จไม่ห่าง
“ทั้งหมด วันทยา—หัตถ์!”
เสียงคำสั่งของปิ่นหทัยดังกังวานอีกครั้ง ทหารทุกนายทำความเคารพแย่างพร้อมเพรียง
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”
ฝ่าบาทและองค์ราชินียิ้มอย่างอ่อนโยน โบกพระหัตถ์รับคำถวายพระพร ก่อนที่ต้นเรือจะออกคำสั่ง “เอามือลง!”
เจ้าชายมันตราจึงประกาศเรื่องที่สองด้วยรอยยิ้ม “พรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. องค์พระราชาและองค์พระราชินีจะเสด็จไปสู่ขอ พลเรือโทองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อ องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์… มาเป็นสะใภ้ของอาณาจักรเรา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ทหารทันที แต่พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยกลับก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อซ่อนดวงตาที่มีน้ำเอ่อคลอ
“ของหมั้นอยู่ในห้องสะเบียงพิเศษหมายเลข 1”
มันตราหันไปสั่งงาน “นาวาเอกพิษณุ หัวหน้าฝ่ายพลาธิการ จัดคนดูแลการเคลื่อนย้ายให้เรียบร้อย ส่วนสรั่งเรือนาวาเอกไพศาล จัดเตรียมกำลังคนช่วยยกและจัดวางให้ดี”
“ครับผม!” ทั้งสองนายทหารรับคำสั่งทันที
“เลิกแถว!” พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยสั่งการ
“เฮ!” เสียงตอบรับดังก้องพร้อมกัน
ก่อนทหารจะเลิกแถว พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยยังคงย้ำเสียงเข้ม “ทหารทุกนายกลับไปประจำห้องพักของตน ผู้ที่ต้องเข้าเวรยาม จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ผลัดเปลี่ยนเวรตามกำหนดเวลา อย่าให้มีความบกพร่องในหน้าที่!”
เมื่อทุกคนทยอยแยกย้าย ฝ่าบาทจึงหันไปทางมันตราพลางเอ่ยปากชื่นชม “ปิ่นหทัย ทำหน้าที่ต้นเรือได้ดีทีเดียว”
มันตราหันไปยิ้มรับคำชม แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
องค์ราชินีเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “ให้เธอมาเป็นสนมลูกอีกคนดีไหม?”
“อย่าเพิ่งเลยเสด็จแม่ ไม่รู้ว่าน้องเขามีคนรักหรือยัง” มันตราตอบปฏิเสธแบบถ่อมตน
ปิ่นหทัยได้ยินโดยบังเอิญพลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ “ยังไม่มีเพคะ” ใบหน้าของเธอขึ้นสีระเรื่ออย่างยากจะปิดบัง
ฝ่าบาทหัวเราะเบาๆ “เจ้าปิ่นนี่…ใช้ได้เลยนะ”
ทุกคนหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เริ่มอบอวลด้วยความเขินอาย ก่อนฝ่าบาทและองค์ราชินีจะเสด็จกลับเข้าห้องรับรองพิเศษ ประตูบานใหญ่ค่อยๆ ปิดลง ทิ้งความรู้สึกคาดหวังบางอย่างเอาไว้ท่ามกลางแสงสลัวในยามเย็น
ณ พระราชวังมณีเหมันต์ เวลา 9.00 น. ของเช้าวันใหม่
แสงอาทิตย์ยามสายทอดลงบนกำแพงหินอ่อนสีขาวส่องประกายดุจทวยเทพปัดผงทองด้วยปลายพู่กัน เกร็ดหิมะสีขาวรอบวังส่องประกายระยิบระยับเหมือนเพชรยามต้องแสงอรุณ ริมธารน้ำแข็งที่ค่อยๆละลายไหลเอื่อย ส่งเสียงใสคล้ายดนตรีขับกล่อมเบาๆในยามเช้าของวันสำคัญเช่นนี้
เสียงวงดุริยางค์ทหารเรือ ดังขึ้นจากท่าเรือข้างๆพระราชวัง จังหวะกลองใหญ่ก้องกังวานประสานกับเสียงแตรทองเหลืองสดใส ทหารดุริยางค์แต่งชุดทหารเรือสีขาวหมวกทรงหม้อตาลสีขาวมีแก็ปด้านหน้าสีดำ เดินนำหน้าขบวนอย่างพร้อมเพรียง ทุกย่างก้าวสง่างามในนามกองดุริยางค์ทหารเรือ
ตามมาด้วย ทหารกองเกียรติยศในชุดสักหลาดสีดำแบบทหารเรือ สวมหมวกทรงหม้อตาลสีขาวมีแก็ปด้านหน้าสีดำขี่ม้าสีขาว ม้าแต่ละตัวประดับเครื่องทองอร่าม เดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องต้อนรับจากประชาชนทั้งสองข้างทางดังสนั่นด้วยความยินดี
ขบวนเจ้าบ่าว ปรากฏท่ามกลางเสียงชื่นชม พลเรือเอกองค์ชายมันตรา ในชุดปกติขาว คาดสายสะพายสีทอง ประดับเหรียญตราเต็มยศ ขนาบข้างด้วยองค์ราชามันสินธรและองค์ราชินีมันษิตา ผู้เป็นพระราชบิดาและพระราชมารดา ทั้งสองพระองค์ทรงแต่งกายด้วยเครื่องทรงสีเหลือง สายสะพายสีทอง และประดับเหรียญตราตามราชประเพณีของอาณาจักรสมุทรเมฆา ด้านหลังเป็นเหล่าพระญาติผู้ใหญ่แต่งกายเต็มยศ ก้าวเดินด้วยกิริยาอันสง่างาม
ปิดท้ายขบวนคือ ทหารอัญเชิญเครื่องขันหมาก กล่องและถาดทองคำประดับมณีถูกห่อด้วยผ้าไหมสีเงินปักดิ้นทองเป็นลวดลายมังกรเหินเมฆา ขบวนเคลื่อนเข้าสู่ประตูพระราชวังมณีเหมันต์ ท่ามกลางเสียงดนตรีและความรื่นเริงของเหล่าขุนนางและประชาชนที่มาเฝ้าดู
ภายในท้องพระโรงกษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ ประทับบนบัลลังก์ทองประดับด้วยอัญมณี ในฉลองพระองค์ผ้าไหมน้ำแข็งสีชมพูโอลด์โรสเหลือบม่วง ปักดิ้นเงินและทอง ลวดลายละเอียดงดงาม ดวงเนตรเปล่งประกายสงบแต่ทรงอำนาจ
ไป๋หานเย่ว์: (พระสุรเสียงอ่อนโยน)
"ยินดีต้อนรับฝ่าบาทและองค์ราชินี... ต่อไปอาณาจักรทั้งสองของพวกเราจะเสมือนดังฟ้ากับมหาสมุทรที่ได้มาบรรจบกัน ก่อเกิดความสงบร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรืองสืบไป"
มันสินธร: (โค้งศีรษะอย่างนอบน้อม)
"ฝ่าบาทผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรเหมันต์ผู้มีพระสิริโฉมอันโดดเด่นและเฉียบคม ประดุจดังหิมะในคืนเดือนเพ็ญ ข้ากับมารดาของมันตรามาในครานี้ ก็เพื่อผูกไมตรีสองราชวงค์อย่างลึกซึ้งแนบแน่นและยั่งยืนนาน"
มันษิตา: (ยิ้มอ่อน ละมุนราวคลื่นทะเลสงบ)
"เราได้ยินกิติศัพท์ขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์มานาน ว่างดงามและฉลาดลึกล้ำ นับว่าเป็นวาสนาของลูกชายเรายิ่งนัก หากทั้งสองได้ผูกสัมพันธ์กันสองอาณาจักรคงจะตั้งมั่นไปได้อีกนับร้อยปีเลยทีเดียว"
บทสนทนาเริ่มลึกซึ้งเมื่อมีการตรัสถึงความผูกพันของสองอาณาจักร ความตั้งใจที่จะรวมพลังกันปกป้องดินแดนจากศัตรู และความหวังต่ออนาคตของรัชทายาททั้งสอง
ไป๋หานเย่ว์: (ยิ้มเจือความอบอุ่น)
"ในเมื่อ… เด็กทั้งสองก็พอใจซึ่งกันและกันอยู่แล้ว… เราว่าอย่าได้รอนานเลยนะ… แต่งงานกันโดยเร็ววันเถิด... เราจะได้อุ้มหลานกันเสียที"
คำตรัสนั้นทำให้ทั้งท้องพระโรงหัวเราะครื้นเครง บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดี เสียงดุริยางค์นอกวังยังบรรเลงต่อเนื่องราวจะประกาศให้ทั้งสองอาณาจักรรับรู้ถึงพันธะอันมั่นคงนี้