สาเหตุที่ไม่มีใครหาซากอารยธรรมแห่งพุทธะเจอนั้น อาจจะเป็นเพราะมีเพียงผู้ที่สัมผัสถึงกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เท่านั้น จึงจะสามารถรับรู้ทิศทางที่ตั้งของเกาะ หลังจากเข้าสู่อาณาเขตหมู่เกาะอันมากมาย ด้วยสภาพแวดล้อมของมหาสมุทรนั้นเป็นทะเลคลั่ง จึงทำให้ทั่วท้องทะเลวิปริต สภาพอากาศก็แปรปรวนยากที่จะเดาถูก มนุษย์ธรรมดาหรือต่อให้เป็นระดับครึ่งเทพมาเอง ก็ยังยากนักที่จะตามหาเกาะแห่งนี้เจอ มิเนอร์วาสั่งการทันทีให้ลูกเรือผีทุกตนคอยอยู่ที่นี่ แล้วรอการกลับมาของตน จากนั้นจึงนั่งเรือบดจากไปแต่เพียงผู้เดียว
ในขณะที่พายเรือเข้าฝั่ง ภาพของเกาะขนาดมหึมาที่เห็นจากที่ไกล ยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ขึ้น เมฆหมอกที่ปกคลุมตัวเกาะเอาไว้ ได้จางหายไปตามระยะห่างที่หดสั้นลง ทันทีที่เรือบดลำนี้จอดเกยอยู่บนหาดทรายขาว ภาพของป่าไม้ที่กว้างสุดลูกหูลูกตาก็ปรากฏในทัศนวิสัย อาจจะเป็นเพราะว่า เรือบดลำนี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งของฟลายอิ้งดัตช์แมนที่ต้องสาป มันจึงผุกร่อนทีละนิดจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ชายหนุ่มรีบคว้าจับแล้วเก็บมันไว้ในหนังสือแห่งเพลิออน เพื่อเอาไว้ใช้โดยสารขากลับ และเริ่มสำรวจไปรอบด้าน
"กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ 3 วันจะพอไหมหนอ…"
มิเนอร์วาพูดกับตัวเอง ขณะที่ร่างกายก็ก้าวเดินหายเข้าไปในป่าใหญ่ ตลอดการเดินเข้าไป ชายหนุ่มจะทิ้งร่องรอยเอาไว้เพื่อกันหลงทาง ต้นไม้ขนาดใหญ่สูงชะลูดปกคลุมเหนือศีรษะ มีเพียงแสงเล็กน้อยที่รอดผ่านเข้ามา เถาวัลย์เลื้อยเกาะเต็มไปทั่ว เสียงสกุณาปักษาดังเจื้อยแจ้วประหนึ่งสวนสวรรค์ในตำนาน พืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ในป่าแห่งนี้ ต่างก็มีหน้าตาแปลกประหลาดหาดูได้ยาก นานๆ ทีจึงจะมองเห็นสัตว์ธรรมดาอยู่บ้างประปราย ยิ่งเดินลึกเข้าไปมิเนอร์วาก็ยิ่งเห็นในสิ่งที่ไม่เคยมีบันทึกเอาไว้ในตำรา หรือหนังสือเล่มใดมาก่อน
ไม่ต้องกล่าวถึงแอสคลีเพียสและอีฟริท พวกมันเองก็ไม่รู้จักเช่นกัน หนึ่งอาศัยอยู่บนเกาะมาเกือบทั้งชีวิต ใช้เวลาอุทิศให้การรักษาในฐานะแพทย์เทวะ ย่อมไม่ขวนขวายความแข็งแกร่งอื่นให้เสียเวลา อีกหนึ่งก็วางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งกับเรื่องราวทางโลกของผู้อื่น ดังนั้นต่อให้อยากจะให้คำแนะนำแต่ก็ไม่สามารถให้ได้ ทั้งสามต่างก็ตื่นตัวตลอดเวลา ภายในสถานที่แปลกใหม่แห่งนี้ มักจะมีสิ่งประหลาดโผล่มาให้ได้แปลกใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พวกเขาช่วยกันระแวงระวังภัยให้แก่ศิษย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะอีฟริทที่พึ่งฟื้นตื่นมาได้ไม่นาน เพราะสัมผัสได้ถึงความผันผวนรุนแรงของพลังวิญญาณ ยิ่งเดินลึกเข้าไปความพิลึกพิลั่นก็ยิ่งปรากฏ เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวดังลอยมาตามสายลมเย็น แสงแดดอันอบอุ่นที่ชักชวนให้เคลิ้มตามไปกับเสียงนั้น สัมผัสวิญญาณของมิเนอร์วาถูกกระตุ้น รับรู้ได้ทันที ว่านี่คือการล่อหลอกหมายสะกดจิตรูปแบบหนึ่ง ภายในใจรู้สึกคันยิบๆ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงเดินไปตามทิศที่เสียงนั้นลอยมา
ตรงด้านหน้ามองเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่มีขนาดลำต้นประมาณผู้ใหญ่สี่คนโอบ มันสูงขึ้นไปแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปรอบบริเวณ ที่ด้านบนมีมนุษย์เพศหญิงหน้าตาสวยงาม ประหนึ่งหญิงสาววัยแรกแย้ม พวกนางหลายคนกำลังหลับตาถูกห้อยแขวนอยู่ในที่สูง บ้างก็คู้เข่าห่อตัว บ้างก็ยืนตัวตรงอวดสัดส่วน หน้าตาเปล่งปลั่งชวนลิ้มลอง เผยให้เห็นเรือนร่างอันยั่วเย้า ไม่ได้คิดปกปิดของสงวนแต่อย่างใด กลิ่นหอมราวกับกล้วยไม้ป่าอันคุ้นเคย แพร่ฟุ้งกระจายออกมาจากร่างเหล่านั้น
ภาพตรงหน้านั้น ต่อให้เหล่าเทพเทวามาพบเห็น ก็ยังเชื่อว่ามีอยู่ไม่น้อยที่หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ ต้องหาวิธีแย่งมาครอบครองสักรอบหนึ่ง เลือดลมภายในร่างของชายหนุ่มวัยกลัดมัน กำลังซัดโถมอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณดิบเถื่อนภายในส่วนลึก ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนนั้นมีอยู่ กำลังคำรามดิ้นรนใกล้หลุดออกมาจากการจองจำอยู่รอมร่อ
ยิ่งยามที่ชายหนุ่มจ้องมองไปยังเรือนร่างขาวนวลนั้น อารมณ์ที่พยายามสะกดยิ่งมายิ่งปะทุ เนินเขาสองลูกที่กลมกลึงราวกับหุ่นปั้น มอบความงดงามไร้ที่ติแก่โลกหล้า ส่วนโค้งเว้าที่โค้งรับกันอย่างมีมิติ ก็สมส่วนไปซะทุกจุดยากที่จะหาข้อตำหนิ แต่หากสังเกตให้ดีแล้วกลับพบว่า เหนือหัวของหญิงงามเหล่านี้ถูกประดับไว้ด้วยขั้วไม้หนึ่งขั้ว เสมือนผลไม้ที่ห้อยอยู่บนต้นรอเก็บเกี่ยว มิเนอร์วาชะงักเท้าหยุดยืนมองอยู่ไม่ไกล แล้วถอยเท้าก้าวหนีอย่างช้าๆ มิอาจใช้หัวส่วนล่างคิดแทนหัวบนอีกต่อไป ด้วยกลัวว่าหายนะที่ไม่รู้จักจะมาเยือน
บรรยากาศโดยรอบเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบเสียง รู้ตัวอีกทีสายลมเย็นที่เคยอาบไล้ร่างกาย ก็กลายเป็นหนาวเหน็บจนปวดกระดูก แสงแดดอุ่นที่เคยช่วยให้ผ่อนคลาย ก็เลือนหายไปแทนที่ด้วยความมืดมิดหมองมัว เสียงวิหคที่เคยขับขานเจื้อยแจ้ว ก็กลายเป็นเสียงหัวเราะคิกคักน่าขนลุกของเหล่าสตรี มิเนอร์วาหยุดเท้าลงทันทีไม่กล้าขยับตัว ในใจนั้นเต้นเร่าๆ สบถด่ากับตัวเอง
"บัดซบเอ๊ย! เหตุการณ์เช่นนี้ไยจึงคุ้นชินนัก ข้าคิดถูกหรือผิดกันแน่ ที่กล้ามาที่นี่คนเดียว"
ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกทันที และจ้องมองขึ้นไปยังด้านบน ดวงตาที่เคยหลับอยู่ของหญิงสาวเหล่านั้น ต่างก็พากันลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พวกนางเหล่านั้นจ้องมองมาที่ชายหนุ่ม พร้อมกับสีหน้าท่าทางยั่วยวน บางคนถึงกับออกอาการลูบไล้แหกอ้า ยั่วเย้าจิตใจและอารมณ์ของชายหนุ่ม อสรพิษตาเดียวตัวสั่นกระตุก มีทีท่าว่าจะผงกหัวชูคอขู่ ต้องการใช้ดวงตาที่มีอยู่ข้างเดียวทอดมองไปทั่วหล้า มิเนอร์วาหน้าตาเปลี่ยนสี จิตใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ร่ำร่ำคิดอยากจะลองเสียบดูให้ได้สักคราหนึ่ง มีเพียงความต้องการ ที่เป็นดั่งภูเขาไฟร้อนรอวันปะทุ
"ไม่ดีแล้ว… เจ้าหนูอย่าให้พวกนางหลอกเจ้าได้ ตั้งสติไว้!"
เป็นแอสคลีเพียสที่รีบเอ่ยขึ้น ตัวมันพอจะจับจังหวะได้แล้ว ว่าตอนนี้พวกมันกำลังอยู่ในสถานการณ์ใด จึงรีบเอ่ยเตือนทักท้วงให้ศิษย์นั้นได้สติ จะอย่างไรก็เป็นถึงแพทย์เทวะผู้เชี่ยวชาญในด้านพฤกษศาสตร์ พันธุ์ไม้แปลกประหลาดก็มีอยู่มากมาย ถึงจะไม่เคยพบเห็นด้วยตา แต่ก็เคยได้อ่านผ่านตามาบ้าง แม้แต่ตัวมันเองที่ได้อ่านในคราแรก ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไม่น่าเชื่อถือ หากแต่เมื่อวิเคราะห์ต้นไม้ตรงหน้าให้ดี จะเห็นได้ว่าเหมือนที่มันเคยอ่านมาทุกประการ
"ที่เจ้าเห็นน่าจะเป็นต้นนารีผล ข้าเองก็พึ่งเคยเห็นกับตาตัวเอง ตามบันทึกว่ากันว่า พวกมันจะล่อลวงให้เหล่าบุรุษมาเสพสังวาสด้วย แล้วฉวยโอกาสดูดพลังวิญญาณไปหล่อเลี้ยงตัวเองเมื่อเสร็จกิจ ผู้ใดมากตัณหาย่อมถูกกลืนกินจนแห้งตาย และหากนารีผลใดถูกเสพสังวาสไปแล้ว ภายใน 7 วันก็จะแห้งเหี่ยวหล่นไปเอง เป็นดังเช่นผลไม้ที่แก่จัดจึงร่วงหล่น"
มิเนอร์วารีบตั้งสติปรับอารมณ์ ข่มร่างของพญาอสรพิษตาเดียวให้สงบลง ยกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยปนโล่งใจ
"พวกนางเป็นตัวอะไรกันแน่?"
ปรึกษากันยังไม่ทันรู้เรื่อง เสียงหัวเราะยั่วยวนนั้นก็ดังคิกคักขึ้นมาอีกครั้ง มีหลายนางที่ร้องเสียงพิลึก โลหิตภายในร่างเดือดปุดๆ จะอย่างไรก็เป็นบุรุษเพศ แม้แต่ยอดบุรุษก็ตกตายเพราะสตรีมีมากนัก
"คิ… คิก… พี่ชายท่านดูก้อนเนื้อคู่นี้สิ นุ่มนิ่มที่สุดเลยล่ะ อยากลองสัมผัสดูหรือไม่?"
นารีผลตนหนึ่งขยำอกอวบอิ่ม สั่นขยับขึ้นลงด้วยใบหน้าลามก เห็นๆ อยู่ว่าเอ่ยขึ้นบนที่ห่างไกล แต่เสียงนั้นกลับล่องลอยอยู่ข้างใบหูชายหนุ่ม ราวกับมากระซิบที่ข้างหูให้วาบหวาม หมายจะยั่วเย้าให้เกิดอารมณ์ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มยังใจแข็ง แม้ใบหน้าจะแดงระเรื่อ นารีผลอีกลูกหนึ่งก็ใช้นิ้วลูบวนไปมาอยู่หลายที่ ขณะที่ร่างกายบิดช่วงล่างจนสั่นสะท้าน พลางร้องกระเส่าด้วยเสียงพิกล จากนั้นก็ชูนิ้วออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับยืดของเหลวขาวใสที่ติดอยู่ตรงปลายนิ้ว
"พี่ชายไม่อยากลิ้มลองน้ำอมฤตนี่หน่อยหรืออย่างไร… เพียงครั้งเดียวเกลือที่เคยเค็มจะไม่เค็มสำหรับท่านอีกต่อไป…"
มิเนอร์วาผงะถอยหลัง สตินึกคิดเริ่มเลือนรางอีกครั้ง ห้วงสมองกลายเป็นขาวโพลน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จากที่เคยถอยหลัง ในยามนี้กลับเดินขึ้นหน้า แววตากลายเป็นหม่นมัวดังเช่นคนไร้สติ แม้แต่เสียงเรียกของแอสคลีเพียสก็ไม่ได้ยินอีกต่อไป นารีผลมากมายต่างพากันโน้มกิ่งก้านลงมาหา โอบกอดแขนขาชายหนุ่มด้วยร่างกายที่นุ่มหนึบ มีมือมากมายลูบไล้ไปทั่วกาย หวังปลุกความเป็นชายที่หลบซ่อนไว้ กลิ่นกายของแต่ละนางหอมหวนยั่วยวนจิต พญาอสรพิษตาเดียวชูคอชี้หน้านารีผล ข่มขู่อวดศักดาเตรียมตัวพ่นพิษใส่
มิเนอร์วาได้ถูกสะกดไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ ราวกับสัตว์ป่าที่หิวกระหาย หมายมั่นจะปลดปล่อยความเป็นชาย ร่างกายเตรียมเข้าปะทะตามสัญชาตญาณ แต่ดูเหมือนว่าพวกนางจะยังกลัวมิเนอร์วาได้สติกลับมาอีก จึงจำแลงกายเปลี่ยนใบหน้า ทำให้คล้ายคลึงกับสตรีมากมายที่อยู่ในความทรงจำของชายหนุ่ม พร้อมทั้งหลอกล่อด้วยสารพัดวิธี
โดยที่พวกนางหารู้ไม่… ว่านั่นคือการสัมผัสแตะต้องเกล็ดย้อนของมังกรที่หลับใหล สติที่หลุดลอยได้ย้อนคืนกลับมา พร้อมกับการลืมตาตื่นหลุดออกจากการสะกดจิต ชายหนุ่มคว้ามือทั้งสองข้างพุ่งไปอย่างรวดเร็ว ส่งออกไปจับลำคอขาวของนารีผลสองตนใกล้ตัว หนึ่งทางซ้ายมีใบหน้าคล้ายเกรเซีย ส่วนอีกหนึ่งทางขวา มีใบหน้าคล้ายซูทาร์นาผู้เป็นมารดา จิตสังหารพลันปะทุขึ้นมา พร้อมกับแรงอาฆาตที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ประหนึ่งเพลิงผลาญแห่งโทสะ
"หึ!... ชอบโดนย่ำยีกันมากใช่หรือไม่? ต้นไม้มักมากเช่นพวกเจ้า ข้าจะเก็บไปขายให้หมดเชียว!"
สิ้นเสียงคำรามของชายหนุ่ม เหล่านารีผลมากมายต่างกรีดร้องตื่นกลัว ทุกร่างที่อยู่ใกล้ตัวต่างก็พากันแตกฮือ เสมือนผึ้งแตกรังเพราะหวาดกลัวไฟป่า
"ฟู่ว์… ค่อยยังชั่ว ข้าก็นึกว่าศิษย์ข้าจะแห้งตายเสียแล้ว"
แอสคลีเพียสถอนหายใจอย่างโล่งอก นารีผลทั้งสองร่าง ใบหน้าและรูปร่างเปลี่ยนกลับคืนเป็นลักษณ์เดิม เนื้อตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ถูกชายหนุ่มออกแรงดึงเพียงครั้งเดียวก็ถูกเด็ดออกจากขั้ว แล้วเก็บลงในหนังสือแห่งเพลิออน นารีผลมากมายพากันหนีตาย แต่ก็ติดอยู่ตรงที่ร่างหลัก หรือก็คือต้นนารีผลนี้ ซึ่งไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ มิเนอร์วาแลบลิ้นเลียปาก ราวกับกลายเป็นคนละคน ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นนารีผล พร้อมทั้งกระจายกลิ่นอายกดดันปกคลุมไปทั่วบริเวณ หากมองจากที่ไกลจะเห็นหมอกดำมืดมิดครอบงำจนสิ้น ราวกับรังไหมทมิฬห่อหุ้มดักแด้
นารีผลตนแล้วตนเล่าถูกเด็ดออกมา ปากก็เอาแต่ร้องขอความเมตตา อ้อนวอนไม่อยากจะถูกเด็ดออกจากต้น เสียงกรีดร้องน่าสงสารของสตรีหลากหลายเสียง ได้ดังระงมไปทั่วทิศ แม้แต่สรรพสัตว์โดยรอบต่างก็พากันเก็บตัวอยู่ในรัง ไม่กล้าออกมาเพราะสัมผัสได้ถึงอันตราย ใบหน้ามนุษย์ปรากฏขึ้นบนลำต้นอันใหญ่ยักษ์ของต้นนารีผล พร้อมทั้งท่าทางการคำรามเดือดดาลแต่ไร้เสียง
ตัวมันเองกำลังสำนึกเสียใจ ผู้ใดกันเล่าจะล่วงรู้ ว่าดันไปล่อลวงดาวขโมยดวงหนึ่งเข้าให้แล้ว กลายเป็นนักเก็บเกี่ยวผู้หนึ่งไปเสียได้ อาศัยเวลาเพียงไม่นาน ต้นไม้ที่เคยเต็มไปด้วยสตรีงดงาม ซึ่งมีรูปกายยั่วเย้าตัณหา บัดนี้ก็โล่งโปร่งเหลือมีแค่ลำต้นและกิ่งก้านใบ
"ชิชะ!… เจ้าไม้ผีตัวดี ยังมีหน้ามากล้าคำรามใส่ข้าอีก โค่นทิ้งเสียดีหรือไม่?"
มิเนอร์วาเองก็โมโหโกรธา รู้สึกว่าพักหลังมานี้ตนชักจะดวงไม่ค่อยดี โดนผีโดนวิญญาณเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง นารีผลต้นนี้มียางไม้สีแดงไหลออกมาจากรอยไม้รูปดวงตาทั้งสองข้าง ท่าทางราวกับกำลังสำนึกผิด อยากจะเอ่ยอ้อนวอนร้องขอต่อชายหนุ่ม มิเนอร์วาเองก็คิดอะไรขึ้นได้ จึงรีบเอ่ยทำข้อตกลง
"หากเจ้าไม่อยากถูกโค่นเช่นนั้นในภายหน้า หากข้ามีโอกาสมาที่นี่อีก เจ้าต้องแบ่งผลของเจ้าให้ข้าครึ่งหนึ่ง ส่วนครั้งนี้ถือเป็นของขอขมาที่กล้าหลอกข้า ตกลงหรือไม่?"
นารีผลต้นนี้ที่ได้ฟังข้อเสนอ ก็รีบตอบรับด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ทั้งๆ ที่หางตายังคงมียางไม้สีแดงไหลไม่ยอมหยุด ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ติดใจคิดเอาความสิ่งใดอีก จึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ เดินลึกหายเข้าไปในป่า ขณะก้าวเดินก็สำรวจหนังสือแห่งเพลิออนไปด้วย จึงพอจะคำนวณได้คร่าวๆ ว่าตนได้เด็ดนารีผลนี้มามากถึง 50 ตน ที่สวยสดงดงาม ก็ราวกับหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ มีมากถึง 30 ตน อวดโอ่สัดส่วนยั่วยวนตา ส่วนสตรีที่นั่งคู้ตัวกอดเข่า ก็ราวกับเป็นผลไม้ที่ยังไม่สุกดี มีมากถึง 20 ตน หากคาดคะเนจากหน้าตา และรูปร่างอย่างมากก็อายุไม่ถึง 18 ปี
"คงต้องใช้เวลาบ่มต่ออีกสักหน่อยสินะ เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน"
ชายหนุ่มเดินหายลึกเข้าไปอีกไม่ไกล ก็สัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากที่ไหนสักแห่ง ถึงแม้จะฟังไม่ออกว่าเสียงนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แต่จากลางสังหรณ์นั้นรู้สึกได้ทันที ว่าคือเสียงเรียกอย่างหนึ่งแน่นอน ภายในใจก็รู้สึกลังเล กลัวว่าจะโดนหลอกเหมือนเมื่อครั้งต้นนารีผล แต่อีกใจหนึ่ง ก็สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอย่างแปลกพิกล เมื่อจิตใจเกิดความเด็ดเดี่ยว ก็ตัดสินใจก้าวยาวๆ สาวเท้าเดินหายลึกเข้าไปในป่าใหญ่
บางครั้งก็เห็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งนกบินผ่านฟ้า มัจฉาแปลกตากระโดดขึ้นมาเหนือแม่น้ำ ที่ชายหนุ่มกำลังเดินเลียบขึ้นไปตามความรู้สึก มีครั้งหนึ่งได้พบกับอสรพิษมีหงอนตัวใหญ่ มันโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจ้องมองมิเนอร์วาจากกลางแม่น้ำ สันนิษฐานได้ว่าเป็นสัตว์ในตำนาน ที่บัวลอยเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว ทั้งคู่ต่างก็จ้องมองกันและกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่อสรพิษมีหงอนตนนั้น จะแค่นเสียงเย็นในลำคอแล้วมุดน้ำหายไป
ชายหนุ่มเองก็แค่นเสียงเย็นกลับไปเช่นกัน รู้สึกว่าตนได้รับชัยชนะ หลังจากแข่งขันประลองสายตา เดินๆ พักๆ อยู่นานก็มาถึงหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง ที่โค้งยาวเลียบไปกับแม่น้ำ หากมองดูจากด้านบนจะเห็นได้ว่า บนหน้าผาสูงชันนี้เป็นพื้นราบเรียบทอดยาวไปตลอดทาง เรียกได้ว่าเป็นยอดเขาหน้าตัดขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง กลิ่นหอมของไม้นานาพันธุ์โชยลอยมากับอากาศ ส่งผลให้ผู้สูดดมรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายอย่างน่าอัศจรรย์
ชายหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงเรียกนั้นอยู่ไม่ไกล จะต้องเป็นที่ไหนสักแห่งด้านบนหน้าผานี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อมองไปโดยรอบก็พึ่งจะสังเกตเห็น ว่ายามนี้ดวงตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีส้มแดงส่องกระทบกับหน้าผาสูง ส่งผลให้มันเรืองรองราวกับถ่านไฟที่กำลังคุโชน มิเนอร์วาจึงตัดสินใจพักแรมกลางป่า โดยมีต้นไม้สูงต้นหนึ่งเป็นที่พักพิง
แม้แต่ในขณะกลางคืน ที่รอบด้านล้วนมืดมิด ตรงไหนซักแห่งด้านบนหน้าผาของยอดเขาแห่งนี้กลับสว่างไสว จนสามารถเห็นแสงสว่างที่โผล่ออกมาบนฟ้าไกล ทำให้พื้นที่รอบด้านที่มิเนอร์วาอยู่ในขณะนี้มีแสงสว่างสลัว จนมองเห็นรอบด้านได้อย่างเลือนราง ชายหนุ่มข่มความอยากรู้เอาไว้ภายในใจ พยายามนอนหลับเพื่อให้รุ่งเช้ามาถึงไวๆ จะได้รีบออกเดินทางต่อ คงเป็นการโง่เขลาหากคิดจะเดินทางตอนกลางคืนภายในป่ากว้างที่ไม่คุ้นเคย และมีความแปลกพิลึกนับไม่ถ้วน ที่สามารถโผล่มาได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นการหยุดอยู่ที่เดิมย่อมดีกว่า ผ่านไปนานชายหนุ่มก็เริ่มสะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่น ความง่วงงันเริ่มคืบคลานเข้าบุกรุกโจมตีสติ เนื่องด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน กลางค่ำคืนที่มีเพียงเสียงแมลงร่ำร้องอยู่รอบด้าน พวกมันบรรเลงเป็นวงดนตรีหลากหลายเสียงร่วมกัน แต่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น จู่ๆ ทั่วทั้งป่าในเวลานี้ก็ได้เงียบเสียงลง ช่างผิดปกติเป็นอย่างมาก ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลม เสียงแมลง หรือเสียงสัตว์ใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความเงียบสงัดที่เข้าเกาะกุมไปทั่วบริเวณ ทั่วทั้งป่านั้นเงียบจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง
แต่ว่ายังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ยอมแพ้ต่อความง่วง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสวบสาบเหยียบย่ำย้ำเข้ามาใกล้ เสียงนั้นอยู่ไกล แต่ว่าความเงียบก็ทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงเดินนั้นมุ่งหน้าเข้ามาใกล้ๆ มากขึ้น มากขึ้นทุกที และมิเนอร์วาก็เป็นอันต้องตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็น…