ตอนที่ 141 บรรยากาศอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม เป็นศิษย์ของมหาผู้สูงสุด
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น แววตาของเฮยหมิงพลันเบิกโพลง ดวงตาเต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อ เขาผุดลุกขึ้นยืนอย่างแรง ร่างอรชรของหญิงสาวเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นที่อ้อมกอดนั้นพลันร่วงลงสู่พื้น ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว
“เป็นผู้ใดที่กล่าวอยู่”
“ผู้ใดกัน”
เฮยหมิงตะโกนก้อง พลางกวาดสายตาไปทั่วห้องรับรองที่ปกคลุมไปด้วยหมอกแห่งเซียนอันลึกลับ ทว่าท่ามกลางม่านหมอกเบาบางนี้ มิมีผู้ใดแสดงท่าทีราวกับได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ผู้อื่นในห้องมีแต่ความประหลาดใจและงุนงงบนใบหน้า เสมือนว่าเสียงเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงในจิตของเขา
“ศิษย์มรรคาเฮยหมิงเป็นอันใดไป”
เหล่าผู้เยาว์ที่มากับเขาต่างตกตะลึง และรีบแสดงความห่วงใย แม้ในใจจะยังสับสนกับปฏิกิริยาอันฉับพลันของเฮยหมิง ทว่าพวกเขาก็ยังเลือกที่จะเอ่ยปลอบออกไป
เฮยหมิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมานั่งลงและกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “มิมีอันใด” ราวกับพยายามกลบเกลื่อนเรื่องราว ทว่าในใจลึกๆ เขาก็เริ่มเชื่อว่า นี่อาจเป็นผลมาจากความกระหายอันแรงกล้าที่จะมีพลังและแกร่งกล้าขึ้น จนเขาอาจเกิดอาการหูแว่วขึ้นมา
เสียงนั้น...เลือนรางและลึกลับนัก จนมิอาจจับทิศทางได้ ทว่ากลับดั่งสะท้อนออกมาจากจิตใจของเขาเอง
เหล่าผู้คนรอบข้างเมื่อเห็นเขาทำท่าทางเหม่อลอยคล้ายมีความคิดบางอย่างในใจ ต่างก็ขอตัวจากไปทีละคน สุดท้ายก็เหลือเพียงเฮยหมิงเพียงลำพังในห้อง
เขายังคงจมอยู่ในภวังค์ ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความกังขาอยู่มิคลี่คลาย เสียงนั้นมิได้เลือนหายไปจากใจเขา
จนกระทั่งในความเงียบงัน เสียงลึกลับนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งในห้วงจิต
“เด็กหนุ่ม เจ้าปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ เจ้าปรารถนาจะเป็นผู้ที่ผู้คนนับล้านยำเกรงหรือไม่”
น้ำเสียงนั้นช่างเยียบเย็น ทว่ากลับล้ำลึกและเก่าแก่ เกินกว่าจะหยั่งถึงได้ว่าผู้ที่กล่าวคำอยู่ในวัยใด มันไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจดั่งเทพเจ้าที่มองลงมาจากสวรรค์สูงสุด
เฮยหมิงพลันเบิกตากว้างอีกครั้ง ความรู้สึกสั่นไหวในใจเขายิ่งรุนแรง เสียงนั้นราวกับมีกระแสแห่งการล่อลวงที่ทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้าน และท่วมท้นไปด้วยความปรารถนาที่มิอาจบรรยายได้
“ผู้ใดกัน...” เสียงของเฮยหมิงสั่นสะท้าน ร่างทั้งร่างของเขาสั่นไหวราวกับมิอาจต้านทานแรงอารมณ์ที่ถาโถม เขามั่นใจอย่างถึงที่สุดว่า เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นหาใช่ภาพมายาหรือจินตนาการไม่ ทว่ากลับเป็นความจริงโดยแท้
ในใจของเขาพลันปะทุไปด้วยความตื่นเต้น ความปลื้มปีติ...และเสี้ยวหนึ่งของความหวาดหวั่น
ในตำนานเล่าขานและบันทึกการเดินทางทั้งหลายมักกล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราได้พบเจอกับหนทางแห่งความอับจน ชะตากรรมมักจะพลิกผัน ณ จุดที่มิคาดคิด
หรือว่าสิ่งที่เขาเฝ้ารอและใฝ่ฝันมาโดยตลอด จะกลายเป็นจริงได้ในวันนี้
หรือว่าเขา...กำลังจะได้รับโชควาสนาอันยิ่งใหญ่เช่นในเรื่องเล่าของบรรดาผู้เป็นตัวเอก
บุรุษหนุ่มผู้เคราะห์ดีที่บังเอิญได้พบกับปรมาจารย์ลึกลับผู้ทรงพลัง จากนั้นก็รับเขาเป็นศิษย์ และนำพาเขาสู่เส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่
ในชั่วขณะนั้น เฮยหมิงรู้สึกว่านี่คือโอกาสทองจากสวรรค์อันประทานมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ และคงมีเพียงผู้มีพลังลึกล้ำไร้ขอบเขตเท่านั้น ที่จะสามารถถ่ายทอดถ้อยคำอันลึกซึ้งเช่นนี้เข้าสู่จิตใจของเขา พร้อมกับเผยความปรารถนาภายในที่เขามิเคยเอื้อนเอ่ย
เขามิได้ตั้งข้อสงสัยใดๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว ในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล เขาเป็นเพียงคนที่มิมีผู้ใดสนใจ ราวกับเงาที่ไร้ตัวตน เว้นเสียแต่ท่านปู่และท่านพี่ที่ยังเมตตาเขาอยู่บ้าง ส่วนผู้อื่นในตระกูลนั้นกลับมิเคยแม้แต่ชายตาแล
สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดาสามัญ ไร้พลังอันโดดเด่นใดๆ จะมีปรมาจารย์คนใดมาเสียเวลาสนใจเขาได้
ด้วยเหตุนี้เอง ความตื่นเต้นและยินดีจึงเอ่อล้นท่วมท้นขึ้นในจิตใจ เขาเชื่อมั่นว่าตนนั้นได้กับพบโชคลาภครั้งสำคัญอย่างมิต้องสงสัย เขาคิดเพียงเล็กน้อยก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่า
เขาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ร่างสั่นเทิ้มและกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านผู้อาวุโส...ข้าอยาก...ข้าอยาก...”
เฮยหมิงเอื้อนเอ่ยคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับความปรารถนานั้นอัดแน่นอยู่ในอก และบัดนี้มันกำลังปะทุออกมา
ยิ่งความทะเยอทะยานถูกกดข่มมานานเท่าใด เมื่อมันปะทุออกมา พลังแห่งความปรารถนานั้นก็ยิ่งโหมกระหน่ำและยิ่งใหญ่เท่านั้น
ท่ามกลางความว่างเปล่า กู้ฉางเกอยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ ดวงตาแฝงประกายลึกล้ำ ทว่าเขายังคงมิปรากฏกาย
จากความทรงจำของจิตวิญญาณของผู้บรรลุขอบเขตเทวะสวรรค์ผู้นั้น กู้ฉางเกอได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวมากมาย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเฮยหมิง บุตรชายของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่า
เขาพินิจมองดูเฮยหมิงที่มีท่าทางทุกข์ตรมและมิยินยอมต่อชะตากรรมของตน ภาพบุรุษหนุ่มที่ต้องทนกับความอัปยศในครอบครัว ทำให้กู้ฉางเกอสามารถคาดเดาความคิดลึกๆ ในใจของเขาได้โดยง่าย
การมีพี่สาวที่เปล่งประกายดังดวงดารา ทว่าตนเองกลับเป็นเพียงเศษฝุ่นในสายลม ไร้ซึ่งพรสวรรค์ ไร้สิ้นซึ่งพลัง ความแตกต่างที่ราวท้องนภากับผืนปฐพีนี้ ผู้ใดเล่าจะทานทนได้
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กู้ฉางเกอมิได้คิดจะเล่นบทบาทของผู้อาวุโสผู้ลึกลับแต่อย่างใด เฮยหมิงผู้มีโชควาสนาธรรมดาสามัญ กำลังเหมาะที่จะเป็นหมากตัวหนึ่งในแผนการของเขาพอดี
คนที่ไร้ตัวตนในสายตาผู้อื่นเช่นนี้ ย่อมสามารถลดความสนใจจากผู้คนได้อย่างดีที่สุด เหมาะแก่การใช้งานเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ยิ่ง
ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล แม้เป็นเพียงเงาจากอดีตกาล ทว่าการสืบทอดตั้งแต่ยุคโบราณแห่งเซียนนั้นย่อมมีมรดกล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ กู้ฉางเกอเองก็ยังมิอาจคาดเดาความลึกซึ้งของพลังที่พวกเขาครอบครองได้
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขากำลังวางแผนมิใช่เพียงมรดกของมหาเทพวัฏสงสาร หากแต่รวมถึงการควบคุมตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลและอีกสี่ตระกูลใหญ่
แผนการนี้อาจจะฟังดูบ้าบิ่น ทว่าหาใช่ว่าจะเป็นไปมิได้
กู้ฉางเกอพิจารณาทางเลือกที่อยู่เบื้องหน้า เขาสามารถบังคับจิตวิญญาณของเฮยหมิงเพื่อใช้งานได้ในทันที ทว่าขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารนั้นเป็นสิ่งล้ำค่า กระบวนการสร้างก็ยุ่งยากซับซ้อน เขาย่อมมิปรารถนาที่จะใช้กับคนไร้ค่าเช่นนี้
ดังนั้น เขาจึงเลือกอีกหนทางหนึ่ง เพียงเอ่ยถ้อยคำมิกี่คำ ก็สามารถหลอกล่อให้เฮยหมิงตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา ราวกับสูญเสียตัวตนเช่นนี้ได้
แน่นอน หากวันหนึ่งเฮยหมิงได้แสดงศักยภาพที่มีค่ามากเพียงพอ กู้ฉางเกอก็มิลังเลที่จะฝังขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารนี้ไว้ในตัวเขา
"เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูบานนี้ เซียนและมนุษย์จะมิอาจได้พบพานกันอีก..."
"สายธารแห่งแดนปรภพทอดยาวชั่วนิรันดร์ วัฏสงสารมิอาจหวนคืน..."
เสียงของกู้ฉางเกอดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายแว่วลอยมาจากความเวิ้งว้าง เสียงนั้นยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของเซียนที่ลึกล้ำไร้ขอบเขต ทว่าคราวนี้กลับซ่อนเร้นความล่อลวงที่แผ่กระจายจนชวนให้จิตใจสั่นไหว
แม้จิตใจของเฮยหมิงจะแข็งแกร่งกว่านี้สักสิบเท่า ก็ยากจะต้านทานความล่อลวงจากเสียงนั้นได้
พลัง อำนาจ เกียรติยศ... สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนไขว่คว้า
ฟึ่บ!
ในความตกตะลึงของเขา ประตูบานหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า มันงดงามเกินจินตนาการ แสงสว่างเจิดจ้าพลันปกคลุมรอบกาย เผยให้เห็นถึงความพิสดารและลี้ลับที่มิอาจพรรณนา
"นี่...นี่มัน..."
เฮยหมิงตกอยู่ในความปีติยินดีจนมิอาจสะกดกลั้น ความลังเลในใจถูกพัดพาไปจนสิ้น เขาก้าวเข้าไปในประตูนั้นอย่างมิรีรอ
วาบ!
ภาพที่เผยต่อสายตาพลันทำให้เขาเบิกตากว้างจนแทบฉีก ความตระการตาเบื้องหน้าเกินกว่าจินตนาการของเขา ร่างกายแทบจะหยุดหายใจโดยมิรู้ตัว
เบื้องหน้าคือพระราชวังเซียนอันยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านเหนือทะเลเมฆา เสาค้ำเพียงต้นเดียวก็กลับดูราวกับสามารถรองรับทั้งสรวงสวรรค์และปฐพี
เฮยหมิงพบว่าตนยืนอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งความปั่นป่วนของพลังแห่งความว่างเปล่า กลิ่นอายที่ปกคลุมนั้นทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เพียงริ้วคลื่นของพลังงานอันเลือนราง ก็เพียงพอที่จะบดขยี้กาลเวลาจนสิ้นสลาย
ภาพเหล่านี้ เขามิเคยแม้แต่จะฝันถึง
ทั้งร่างของเขาแข็งค้าง มิสามารถเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาได้
และในขณะนั้นเอง เขาเหลือบไปเห็นเบื้องบนของพระราชวังเซียน
ร่างหนึ่งที่เลือนรางและคลุมเครือนั่งขัดสมาธิอยู่ ณ จุดสูงสุด มังกรอันแท้จริงและหงส์เซียนได้หมอบเฝ้าเสมือนเป็นผู้พิทักษ์ปกปักษ์ พยัคฆ์ขาวและเต่าดำฟุบลงต่ำ ดุจข้ารับใช้ใต้รัศมีของผู้ยิ่งใหญ่
ร่างนั้นประหนึ่งเฝ้ามองผ่านกาลเวลา นั่งอยู่เหนือวัฏสงสาร
กระแสธารแห่งกาลเวลาคลั่งรินไหลอยู่ใต้ฝ่าเท้า เสมือนเป็นสะพานเชื่อมโยงสู่ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล!
"เด็กหนุ่ม เจ้าปรารถนาจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งหรือไม่"
เสียงดังกังวานสะท้อนจากร่างอันเลือนรางเบื้องหน้า สายตาลึกซึ้งดุจผ่านกาลเวลามานับหมื่นปีจับจ้องมายังเฮยหมิง ดวงตานั้นราวกับเป็นมหาสมุทรไร้ขอบเขต แฝงไว้ด้วยภาพการเกิดดับของสรรพชีวิต
ในชั่วขณะเดียวกัน ภาพแห่งความล่มสลายก็ฉายขึ้นในแววตาอันลึกล้ำ สวรรค์และปฐพีแตกสลาย เซียนดับสูญ จักรพรรดิร่ำไห้... เหตุการณ์นับพันนับหมื่นสะท้อนอยู่ในห้วงกาลเวลา
เพียงชั่วอึดใจ เฮยหมิงรู้สึกดั่งจิตใจของเขาเปิดโล่ง เขาคุกเข่าลงทันทีอย่างมิลังเล เปล่งเสียงด้วยความตื่นเต้นจนสั่นสะท้าน "ข้าอยาก! ข้าอยากแข็งแกร่ง! ผู้น้อยเฮยหมิง ขอคารวะท่านผู้อาวุโส!"
เฮยหมิงมั่นใจโดยไร้ข้อสงสัย ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นคือมหาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงพลังเกินจะจินตนาการ เพียงการสะบัดมือ ก็สามารถนำพาเขามายังโลกอันมิรู้จักแห่งนี้
โลกที่แสนยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยพลังแห่งความสูงส่งที่บดบังแสงสว่างของเซียนจนมืดมิด
แค่การกวาดตามองเพียงครั้งเดียว เฮยหมิงก็รู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขาคือสุดยอดของผู้แข็งแกร่ง
แน่นอน กู้ฉางเกอได้ทุ่มเทมิน้อยเพื่อจะสร้างบรรยากาศอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามนี้ขึ้นมา เขาลงทุนใช้แต้มชะตาสวรรค์เพื่อรังสรรค์โลกที่เต็มไปด้วยอำนาจแห่งนี้
ทั้งหมดก็เพื่อสร้างภาพมายาที่สมบูรณ์แบบ และหลอกล่อเจ้าคนเขลาเบื้องหน้าให้ตกอยู่ในกำมือ
"จงลุกขึ้น ทุกสิ่งของเจ้าข้าได้ล่วงรู้จนหมดสิ้นแล้ว"
เสียงของกู้ฉางเกอดังก้องกังวาน ราวกับแผ่ขยายผ่านกาลเวลา ทรงพลังจนดูเหมือนอาจทำให้สายธารแห่งกาลเวลาแตกกระจาย
เฮยหมิงตกตะลึงจนร่างกายสั่นไหวมิหยุด แม้เพียงจะยืนขึ้นก็ยังรู้สึกยากลำบาก
ต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ไร้ขอบเขตเช่นนี้ เขารู้สึกว่าตนเองมิต่างอันใดจากมดปลวกที่ต่ำต้อย
เขาเพียงแต่คิดว่า ตนช่างมีบุญวาสนาเพียงใด ที่ได้มาพบพานกับมหาผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้
"ท่านผู้อาวุโส..."
เฮยหมิงเปล่งเสียงออกมาอย่างสั่นเทา เตรียมจะเอ่ยความปรารถนาในใจที่อยากขอเป็นศิษย์ และขอคำชี้แนะเพื่อให้ตนแข็งแกร่งขึ้น
ทว่า กู้ฉางเกอกลับขัดจังหวะ เสียงของเขาอย่างเยียบเย็น ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
"ทุกสิ่งของเจ้า ข้าได้ล่วงรู้หมดสิ้นแล้ว"
"ในอดีต ในยามนี้ และอนาคต ล้วนอยู่ในห้วงความคิดของข้า เจ้าคือผู้สืบสายโลหิตสายตรงของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล บิดามารดาเจ้าเป็น..."
จากนั้น กู้ฉางเกอกก็ล่าวซ้ำถึงข้อมูลทั้งหมดที่เขาได้รับมา รวมถึงการเจาะลึกถึงความนึกคิดในจิตใจของเฮยหมิง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮยหมิงถึงกับอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนหายใจมิทั่วท้อง ความตกใจพลุ่งพล่านจนมิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ผู้อาวุโสท่านนี้เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก ทว่ากลับล่วงรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนได้ถึงเพียงนี้
เขามิกล้าคิดแม้แต่น้อยว่าผู้อาวุโสผู้นี้จะทำการสืบค้นสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตัวเขาไว้แล้วล่วงหน้า
เพราะเขาเป็นเพียงคนไร้ค่าที่มิมีสิ่งใดน่าค้นหา
ทุกสิ่งล้วนเป็นเพราะความรอบรู้อันไร้ขอบเขตของท่านผู้อาวุโส
"ข้าน้อยขอบังอาจถามท่านผู้อาวุโส ข้าต้องทำอย่างไรจึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้ ขอท่านโปรดชี้แนะ..."
เฮยหมิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น ใจเปี่ยมไปด้วยความหวัง เฝ้าภาวนาว่าตนจะได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสลึกลับผู้ทรงพลังนี้
"ข้าคือจักรพรรดิแห่งสรรพสิ่ง ผู้สูงสุดแห่งความสร้างสรรค์ อันเป็นหนึ่งเดียวในสวรรค์และฟากฟ้า..."
ในขณะนั้นเอง กู้ฉางเกอก็เปล่งนามอันองอาจที่แต่งขึ้นมาในทันที ด้วยความเชื่อว่านามที่ยาวและดูยิ่งใหญ่นั้น จะยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามให้ตน
แม้ว่าเนื้อหาในคำกล่าวของเขาจะเต็มไปด้วยจุดบกพร่องที่มิอาจตรวจสอบได้ก็ตาม ทว่าก็มิมีความจำเป็นที่จะต้องสนใจอันใดให้มากนัก
ไหนเลยผู้ยิ่งใหญ่ที่ไร้ขอบเขตจะลดตัวมาอธิบายแก่มดปลวกได้ ทว่าเพื่อให้ตรงกับจินตนาการในใจของเฮยหมิง กู้ฉางเกอก็ยินดีจะทำเช่นนั้นสักครั้ง
"จงเป็นศิษย์แห่งข้า เรียกขานนามอันแท้จริงของข้า แล้วเจ้าจะพบพานนิรันดร์กาล แม้กาลเวลาพังทลาย วัฏสงสารสูญสิ้น เจ้าจะยังหลงเหลือจิตแท้ในห้วงธารกาล!"
น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความลี้ลับ ราวกับสะท้อนจากแดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยอำนาจที่มิอาจต้านทาน
ต้องยอมรับว่า ถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความโอหังเช่นนี้นั้นสร้างบรรยากาศแห่งความยิ่งใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยม
"เอ่ยนามแท้จริง... จะพบพานนิรันดร์กาล..."
ดวงตาของเฮยหมิงเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไปด้วยความตื่นตระหนกจนแทบจะเสียสติ
แม้แต่เซียนแท้ยังมิกล้ากล่าวว่าจะได้พบพานนิรันดร์กาล ทว่าเพียงเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสผู้นี้ก็กลับสามารถทำได้แล้วหรือ
ความยิ่งใหญ่และน่าพรั่นพรึงเช่นนี้เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
จิตใจของเฮยหมิงเต็มไปด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างล้นพ้น เขาทรุดกายลงคุกเข่าอีกครั้งโดยมิลังเล
"ข้ายินดีเป็นศิษย์ของมหาผู้สูงสุด!"
ในชั่วขณะนั้น แม้แต่คำเรียกขานต่อกู้ฉางเกอ เฮยหมิงก็ยังเปลี่ยนเป็นกล่าวขานด้วยคำว่ามหาผู้สูงสุดด้วยความศรัทธายิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว ในเมื่อเขามิมีอันใดจะให้สูญเสีย แม้แต่ชีวิตตน เขาจึงมิกังวลว่าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะมีเจตนาอันใดต่อเขา
ในเวลานี้ สิ่งเดียวที่ควรทำก็คือการแสดงความจงรักภักดีเท่านั้น!
"หากเป็นศิษย์ของข้า เจ้าจักต้องรับการถ่ายทอดวิชา!"
เมื่อเห็นว่าเวลาอันสมควรแล้ว กู้ฉางเกอจึงเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา
ครืน!
เมื่อเอ่ยถ้อยคำนั้น นิ้วมือของเขาชี้ไปข้างหน้า และทันใดนั้นเอง แสงสว่างอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเปล่งประกายเจิดจ้าจนถึงขีดสุด ราวกับเป็นคัมภีร์แห่งเซียนจากฟากฟ้าสูงสุด
เมื่อเห็นภาพนั้น เฮยหมิงถึงกับร่างสั่นสะท้าน ดวงหน้ากลายเป็นสีแดงด้วยความตื่นเต้น และมิอาจสะกดกลั้นความสั่นไหวภายในใจได้
“ขอบพระคุณท่านมหาผู้สูงสุด! ข้ายินดีถวายทุกสิ่งแด่ท่าน!”
เฮยหมิงเอื้อมมือที่สั่นเทารับแสงอันเลือนรางนั้นไว้ทันที ก่อนที่มันจะสาดกระจายเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา
ทันใดนั้น อักขระโบราณอันลึกลับพลันปรากฏขึ้นภายในทะเลแห่งจิต ทุกตัวอักขระเปล่งแสงทองเจิดจ้า ราวกับดวงดาราอันยิ่งใหญ่ที่พุ่งผ่านห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง
สุดท้าย ตัวอักษรขนาดมหึมาก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นในจิตใจของเขา
อาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ!
เฮยหมิงที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นถึงขีดสุด เกือบจะเสียสติไปกับความสุขสมที่ล้นหลาม
ในขณะที่กู้ฉางเกอยังคงรักษาสีหน้าอันเยือกเย็น เฝ้าสังเกตอาการของเขาด้วยแววตาแฝงความสนใจ
ความจริงแล้วอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศนั้นมีชื่อเต็มว่าเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ และแท้จริงแล้วมันมิใช่วิชาธรรมดา หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิชามหามารกลืนเทพ ซึ่งเป็นมรรคาเทพอันลึกล้ำและอันตราย
บทบาทของมันนั้นเรียบง่ายและน่าสะพรึงกลัว คือการใช้ผู้อื่นเป็นฐานสำหรับการสะสมพลังและผลักดันให้เจ้าของวิชาได้รับประโยชน์สูงสุด
ด้วยเคล็ดวิชานี้ กู้ฉางเกอก็สามารถสร้างเส้นใยที่แผ่กระจายออกจากตัวเขา แต่ละเส้นใยจะสร้างสายใยแยกออกไปอีกมากมาย ราวกับใยแมงมุมที่เชื่อมต่อกัน
ทุกสายใยที่แผ่กระจาย ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยสิ้นเชิง
เฮยหมิงก็เป็นเพียงหนึ่งในสายใยเหล่านั้น
กู้ฉางเกอมั่นใจว่า ด้วยความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของเฮยหมิง เขาจะพบเห็นถึงพลังอันน่าหวาดกลัวของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศในเวลามินาน
เมื่อความทะเยอทะยานเติบโตจนเกินควบคุม มันจะกลายเป็นเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่ง
และนี่เอง คือประกายแห่งความหวังที่กู้ฉางเกอจงใจหยิบยื่นให้
ประกายไฟเพียงเล็กน้อยอาจเผาผลาญทั้งทุ่งกว้าง
หากแผนการนี้สำเร็จ การกลืนกินตระกูลเซียนโบราณทั้งห้าจะเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับมรดกของมหาเทพวัฏสงสาร พลังอำนาจของตระกูลเซียนโบราณทั้งห้าก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเลย!