พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 67 ง่ายดาย

    บทที่67 ง่ายดาย




    ภายใต้บรรยากาศอันตึงเครียด แรงกดดันที่ร่างทั้งสามเบื้องหน้าของพวกชายหนุ่มปล่อยออกมานั้น ทำให้คนทั้งกลุ่มถึงกับนิ่งค้าง




    ทั้งสามคนนั้นหากคนทั่วไปดูจากภายนอกก็ไม่ได้ต่างไปจากชายชราธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ทว่าชายหนุ่มและคนอื่นที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับสูงนั้น ย่อมสัมผัสถึงความอันตรายของชายชราทั้งสามได้ในทันทีที่พบเจอ






    “เจ้าคงจะเป็นเจ้าหนูทายาทตระกูลหลินสินะ จะบอกว่าเจ้ากล้าหาญหรือโง่เขลาดีล่ะ ที่กล้าใช้วิชามรรคของตระกูลหลินในดินแดนคมวายุ”




    “แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี ข้ากำลังคิดอยู่เลยว่าจะหาตัวทายาทตระกูลหลินที่เป็นข่าวได้จากที่ไหน และสุดท้ายเจ้าก็มาหาพวกข้าถึงที่ซะเอง”




    “เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะสังหารเจ้าแบบไม่ทรมานก็แล้วกัน ข้าคิดว่าเจ้าคงจะเข้าใจข้าล่ะนะ พวกข้าไม่อาจจะปล่อยให้มีความเป็นไปได้อันน้อยนิดที่ตระกูลหลินจะกลับมาอีกครั้ง”




    “ขุมอำนาจอื่นที่เป็นศัตรูของตระกูลหลินก็คงคิดเช่นนี้เหมือนๆ กัน”




    สิ้นเสียงหนึ่งในร่างทั้งสามได้ยกฝ่ามือขึ้นพร้อมกับกดลงไปยังกลุ่มของชายหนุ่ม




    แรงกดดันอันมหาศาลได้ถาโถมลงมาทำให้พวกของชายหนุ่มไม่อาจจะเคลื่อนไหวหลบฝ่ามือนั้นได้ทัน




    ในตอนที่ฝ่ามือกำลังจะบดขยี้พวกของชายหนุ่มอยู่นั่นเอง




    ปราณกระบี่สายหนึ่งได้ตัดทำลายฝ่ามือนั้นอย่างฉับพลัน




    “ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพวกเจ้าไปกินโอสถเทพอันใดมาถึงได้มีความกล้าที่จะสังหารศิษย์ในสำนักข้า”




    สิ้นเสียงร่างอันสูงโปร่งได้ปรากฏขึ้นด้านหน้ากลุ่มของชายหนุ่ม พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังออกมา




    “ผู้อาวุโสที่หก” กงลี่มี่และศิษย์สำนักสยบมังกรได้ตะโกนออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น




    ในตอนที่พวกเขาคิดว่าจะต้องจบชีวิตที่นี่แล้ว แต่ผู้อาวุโสของพวกเขาก็มาปรากฏตัวช่วยพวกเขาไว้ได้แบบนี้จะไม่ให้พวกเขาตะโกนออกมาด้วยความดีใจได้อย่างไรกัน




    “กงจื้อ ถึงแม้เจ้าจะมีระดับพลังสูงกว่าพวกข้า แต่เจ้าคิดว่าเจ้าจะรับมือกับขุมอำนาจอื่นๆ ที่จะตามที่จะตามมาอย่างไร”




    “ในเมื่อศิษย์ของเจ้าคอยปกป้องเจ้าคนตระกูลหลินนั้น พวกข้าจึงจำใจต้องจัดการพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้”




    “แต่ในเมื่อเจ้ามาแล้ว งั้นเจ้าก็เอาศิษย์สำนักเจ้ากลับไปเสียเถอะ เพราะเป้าหมายของพวกข้าก็คือเจ้าคนตระกูลหลินนั่น”




    “แม้ขุมอำนาจในดินแดนคมวายุรวมกันจะไม่อาจจะต่อกรกับสำนักสยบมังกรของเจ้าได้ก็จริง แต่เจ้าอย่าลืมไปเสียล่ะว่าใครอยู่เบื้องหลังพวกข้า”




    “เพราะเช่นนั้นเจ้าก็ทิ้งเจ้าคนแซ่หลินนี้ไว้แล้วก็พาศิษย์ของเจ้ากลับไปซะเถอะ”




    ถึงแม้มันจะเอ่ยเช่นนั้นไปด้วยท่าทีไม่เกรงกลัวกงจื้อ แต่ภายในใจของมันตอนนี้นั้นกลับอัดแน่นไปด้วยความกลัว




    กงจื้อเป็นใคร จอมยุทธ์ทั่วไปจะรู้จักเขาในฐานะผู้อาวุโสลำดับที่หกของสำนักสยบมังกรเพียงเท่านั้น แต่เหล่าตัวตนระดับสูงและจอมยุทธ์ยุคเดียวกับเขานั้น ต่างรู้จักเขาในนาม กระบี่คลั่งกงจื้อ




    ก่อนที่กงจื้อจะได้ขึ้นมาเป็นผู้อาวุโสนั้น ในตอนที่เขายังอยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ์




    กงจื้อคือหนึ่งในสามตัวอันตรายของสำนักสยบมังกร ชื่อเสียงของเขานั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกขุมอำนาจชั้นนำโดยเฉพาะเหล่าจอมยุทธ์ในรุ่นเดียวกัน




    และพวกเขาทั้งสามก็มีฉายาที่ถูกเรียกโดยจอมยุทธ์รุ่นเดียวกันอยู่




    สามคนคลั่งแห่งสำนักสยบมังกร




    ในยุคนั้นนอกจากศิษย์ระดับผู้นำของสำนักเทพสายฟ้า สำนักภูตเหมันต์ และสมาคมดับดารา ก็ไม่มีคนในระดับเดียวกันรับมือกับทั้งสามคน คนใดคนหนึ่งได้เลย




    ถึงแม้ชายชราทั้งสามจะไม่ใช่จอมยุทธ์ในยุคนั้น แต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน สำนักสยบมังกรและสำนักราชสีห์คลั่งได้เกิดข้อพิพาทระหว่างดินแดนต่อกัน




    นั่นจึงทำให้ขุมอำนาจทั้งหมดในดินแดนคมวายุไม่พอใจเป็นอย่างมาก จ้าวสำนักราชสีห์คลั่งจึงให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งออกไปจัดการ แต่เพียงไม่นานอาวุโสผู้นั้นก็ถูกทุบตีกลับมาโดยไม่อาจทำอะไรได้




    เนื่องจากดินแดนนั้นอยู่ใกล้ดินแดนคมวายุก็จริงแต่ขุมอำนาจเดิมในดินแดนนั้นไม่ได้เข้าร่วมกับใคร




    ทางสำนักสยบมังกรจึงอยากจะได้มาเป็นดินแดนในการปกครองของสำนัก ทว่าสำนักราชสีห์คลั่งก็ไม่ยอมเช่นกัน แต่ด้วยพลังที่ไม่อาจจะต่อกรได้ จ้าวสำนักราชสีห์คลั่งจึงได้ไปขอให้สมาคมดับดาราที่อยู่เบื้องหลังพวกตนมาช่วย




    แต่ด้วยอำนาจที่ทัดเทียมกันของสำนักสยบมังกรและสมาคมดับดารา ทั้งสองจึงตกลงที่จะให้จอมยุทธ์ในระดับเดียวกันของทั้งสองฝ่ายมาประลองกันและผู้แพ้จะต้องยอมถอยไป




    และในฐานะที่สำนักราชสีห์คลั่งอ่อนแอกว่าสำนักสยบมังกร พวกเขาจึงได้สิทธิ์ที่จะเลือกระดับพลังจอมยุทธ์ที่จะเข้าประลอง




    และจอมยุทธ์ที่ถูกเลือกก็คือผู้ปกครองดินแดนทั้งสี่ทิศของดินแดนคมวายุ นั่นก็คือชายชราทั้งสามและเจ้าเมืองทิศใต้นั่นเอง




    ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้น ทั้งสามคนถูกทุบตีจนไร้หนทางต่อต้าน โดยที่อีกฝ่ายมีเพียงแค่สามคนแถมยังอยู่ในระดับพลังเดียวกัน




    และในเวลานี้หนึ่งในคนที่เคยทุบตีพวกมันได้มาอยู่เบื้องหน้าพวกมันแล้ว ที่สำคัญระดับพลังยุทธ์ของพวกมันในตอนนี้ก็ถูก กงจื้อ ทิ้งห่างไปหนึ่งระดับแล้ว




    “สงสัยวันนี้ข้าจะได้ทุบตีคนอื่นอีกแล้วสินะ”




    กงจื้อ เอ่ยออกมาพร้อมกับชักกระบี่ที่ห้อยอยู่ข้างเอว




    “ไหนข้าขอดูหน่อยว่าพวกเจ้าพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว”




    สิ้นเสียงกงจื้อได้พุ่งตัวและฟาดฟันกระบี่ใส่ชายชราทั้งสามในทันที




    “บัดซบนี่เจ้าไม่ได้คิดจะคุยแต่แรกอยู่แล้ว”




    หนึ่งในชายชราได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับสำแดงวิชามรรคออกมา




    ชายชราอีกสองคนก็ไม่รอช้า ได้ส่งการโจมตีสวนกลับไปที่ กงจื้อ เช่นกัน




    คมกระบี่เข้าปะทะกับพลังทั้งสามสายทำให้เกิดคลื่นพลังกระจายออกไปโดยรอบ ส่งผลให้กลุ่มของชายหนุ่มต้องรีบล่าถอยกันออกไป




    เมื่อการปะทะจบลง ร่างของกงจื้อและชายชราทั้งสามได้แยกห่างจากกัน




    “ไม่เลวๆ ดูเหมือนว่าตาเฒ่าเช่นพวกเจ้าก็พัฒนาขึ้นมามากพอตัวเลย”




    กงจื้อเอ่ยออกมาพร้อมกับพุ่งโจมตีใส่ทั้งสามอีกครั้ง




    ในครั้งนี้ชายชราทั้งสามคิดจะนำอาวุธออกมาใช้ด้วยเช่นกัน




    ทว่าไหนเลย กงจื้อ จะยอมให้เรื่องมันยากขึ้นคมกระบี่ได้เชือดเฉือน ลำตัว แขนขา ของทั้งสามคนจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์




    “ไปซ่ะ วันนี้ข้าแค่ต้องการมาพาคนของข้ากลับไปไม่ได้ต้องการมาสังหารใคร หากพวกนายเหนือหัวของพวกเจ้าไม่พอใจ ที่ข้าบุกรุกมาช่วยคนของข้าและทายาทตระกูลหลินละก็ให้เจ้านั่นมาหาความรับผิดชอบที่สำนักของข้า”




    แน่นอนว่านายเหนือหัวที่ กงจื้อ เอ่ยถึงนั้นไม่ใช่จ้าวสำนักราชสีห์คลั่งแต่เป็นพวกที่อยู่เบื้องหลังสำนักราชสีห์คลั่งและขุมอำนาจส่วนใหญ่ของดินแดนแห่งนี้นั่นก็คือ สมาคมดับดารา




    ชายชราทั้งสามที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่แสดงสีหน้าปั้นยากออกมา เดิมทีพวกมันทั้งสามคิดว่าจะจับตัวทายาทตระกูลหลินและส่งให้สมาคมดับดาราเพื่อสร้างความดีความชอบ




    แต่ไหนเรื่องถึงได้พลิกผันเช่นนี้ ในตอนที่พวกมันเห็นว่าทายาทตระกูลหลินอยู่กับกลุ่มศิษย์สำนักสยบมังกร พวกมันก็พอจะเดาได้บ้างแล้วว่าสำนักสยบมังกรอยู่เบื้องหลังทายาทตระกูลหลิน




    แต่แล้วอย่างไร ก็ในเมื่อขุมอำนาจเบื้องหลังพวกตนก็เป็นศัตรูกับสำนักสยบมังกรอยู่แล้ว มันจึงไม่ลังเลที่จะจัดการทุกคนไปพร้อมกัน




    แต่ในตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงจับไม่ได้แต่พวกมันยังได้รับบาดเจ็บอีก และหากปล่อยให้ทายาทตระกูลหลินหนีไปได้นี่จะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับสมาคมดับดาราอย่างแน่นอน




    แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว หากฝืนสู้ต่อไปมีหวังชีวิตพวกมันคงจะจบลงที่นี่แน่ อะไรเล่าจะสำคัญเท่าการมีชีวิต คิดได้เช่นนั้นพวกชายชราทั้งสามจึงพากันล่าถอยกลับไป




    “รีบไปกันเถอะ เจ้าเฒ่าสามคนนั้นถึงจะเป็นผู้ปกครองเมืองแต่ละทิศทว่าก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนะ แต่หากตัวตนระดับสูงของสำนักราชสีห์คลั่งมาถึง เรื่องมันจะไม่ง่ายเช่นนี้แน่”




    กงจื้อ เอ่ยออกมาพร้อมกับเริ่มนำกลุ่มของชายหนุ่มไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายในเมืองทิศใต้




    “ผู้อาวุโสกงจื้อ ท่านไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้ขอรับ”




    เสียงของชายหนุ่มได้ดังขึ้นขณะที่กำลังตามกงจื้อ




    “เพราะเหตุใด”




    ได้ยินเช่นนั้นกงจื้อจึงอดไม่ได้ที่จะถามกลับด้วยความสงสัย




    “ข้าได้ขอให้ผู้อาวุโสผู้ดูแล สมาคมการค้าสวรรค์ ช่วยรับมือกับทางสำนักราชสีห์คลั่งไว้แล้วขอรับ”




    ได้ยินเช่นนั้นกงจื้อก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เจ้าหนุ่มนี่มันมีเบื้องหลังอะไรกัน ถึงแม้จะเป็นทายาทตระกูลหลิน แต่ตระกูลหลินกับสมาคมการค้าสวรรค์ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรขนาดนั้น เหตุใดทางสมาคมถึงได้ยื่นมือช่วยเจ้าหนุ่มนี่กัน




    “เช่นนั้นก็ดี แต่เพื่อกันเหตุที่ไม่คาดคิดหากรีบออกไปจากที่นี่ได้ก็จะดีที่สุด”




    เพียงไม่นานทุกคนก็เข้ามาในเมืองทิศใต้และมาอยู่เบื้องหน้าค่ายกลเคลื่อนย้ายแล้ว




    ในตอนนี้หน้าค่ายกลเคลื่อนย้ายปรากฏชายชราหนึ่งคนที่เหมือนกำลังยืนรอพวกเขาอยู่




    เมื่อทุกคนเข้ามาใกล้ ชายชราผู้นั้นจึงส่งยิ้มฝืนๆ ให้กงจื้อ




    ชายหนุ่มที่มองไปยังชายชราคนนั้น เมื่อสังเกตดีๆ ใบหน้าของชายชราปรากฏรอยฟกช้ำอยู่ที่แก้มด้านซ้าย




    “ไม่ใช่ว่าชายชราคนนี้คือเจ้าเมืองทิศใต้หลอกนะ หากเป็นเช่นนั้นรอยช้ำบนใบหน้านั้นจะต้องเป็นฝีมือผู้อาวุโสกงจื้อ อย่างแน่นอน”




    ชายหนุ่มคิดในใจพลางเดินตามกงจื้อเข้าไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย




    “โอ้…ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ต้องใช้กำลังกับเจ้าอีกสินะ”




    กงจื้อ เอ่ยพร้อมกับมองไปที่ชายชราคนนั้น




    “ใช่จริงๆ ด้วย ชายชราผู้นี้คงจะขัดขวางผู้อาวุโสกงจื้อ จนโดนทุบตีมาก่อนที่จะมาช่วยพวกข้า”




    ชายหนุ่มพึมพำในใจถึงการคาดเดาที่ถูกต้องของตนเอง




    “แน่นอนอยู่แล้วๆ เจ้าแค่มาพาศิษย์สำนักกลับไปเหตุใดข้าต้องขวางเจ้าด้วย”




    ชายชราเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความมั่นใจ




    ชายชราคนนี้คือ ผู้ปกครองเมืองทางทิศใต้ของดินแดนคมวายุ เดิมที่ในตอนที่วิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศปรากฏตัวมันก็จะไปยังที่พวกชายหนุ่มอยู่ด้วยเหมือนกัน




    ทว่าก่อนที่ชายชราจะได้ออกไป ค่ายกลเคลื่อนย้ายของเมืองก็ได้ทำงานพร้อมกับส่งกงจื้อมายังเมืองแห่งนี้ และก็จบด้วยการที่ชายชราถูกกงจื้อทุบตีและสั่งให้มันเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายรอไว้จนถึงตอนนี้




    เมื่อทุกคนเข้ามาในค่ายกลเคลื่อนย้ายจนครบแล้ว กงจื้อจึงพยักหน้าให้ชายชราเป็นสัญญาณว่าให้ส่งตัวพวกเขาออกไป




    ในตอนที่ค่ายกลกำลังจะส่งตัวพวกเขาออกไปนั้น ร่างของสตรีในชุดคลุมดำได้พุ่งมาด้วยความเร็วและหยุดอยู่หน้าค่ายกลเคลื่อนย้าย




    “หลินตงเจ้าจะหนีไปไหน การต่อสู้ของเรามันยังไม่จบ”




    “หลิวจินเยว่”




    ชายหนุ่มอุทานออกมา




    “หากเจ้าไม่ใช้วิธีสกปรกเจ้าคิดว่าจะหนีจากข้ามาได้งั้นรึ ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่ใดข้าจะตามไปสังหารเจ้าให้ได้”




    ก่อนที่ค่ายกลจะส่งร่างของชายหนุ่มออกไป หลิวจินเยว่ ได้ส่งกลุ่มก้อนพลังปราณสีดำโจมตีเข้าใส่ชายหนุ่ม




    การโจมตีนี้รวดเร็วเป็นอย่างมากแม้แต่




    กงจื้อเองก็ไม่สามารถจะขัดขวางได้ทัน




    เพียงพริบตาการโจมตีนั้นก็ถึงตัวชายหนุ่มแล้ว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มก้อนพลังปราณสีดำสัมผัสกับชายหนุ่ม มันได้แปลเปลี่ยนเป็นรอยสักรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ฝ่ามือของเขา




    ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ทำอันใด ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ได้ส่งทุกคนหายไปจากที่นี่ไปเสียแล้ว




    จากผู้เขียน: ขออภัยนักอ่านทุกท่านด้วยนะครับที่ไรต์หายไปหนึ่งอาทิตย์ ช่วงนี้งานหลักไรต์ทำแบบ997 หรือจะเรียกว่าสัปดาห์นรกก็ว่าได้555 ถึงตอนนี้งานจะยังเยอะอยู่แต่ก็มีเวลามาแต่งได้แล้ว ขอบคุณทุกท่านที่คอยติดตามและสนับสนุนนะครับ????????????




    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio ฟรีทุกตอน

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน