คุณปู่ซ่ง คุณย่าซ่ง รวมถึงคุณลุงซ่งเฉินต่างมองไปที่ซ่งหย่วนเป็นจุดเดียว แม้จะมีความคล้ายกันเป็นอย่างมาก แต่คุณปู่ซ่งกลับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ลูกชายของตนเอง
“เธอไม่ใช่อาเฉียง เธอเป็นใคร” คุณปู่ซ่งพูดเสียงเครือ
“คุณปู่ครับ น้องชายคนนี้ไม่ใช่คุณอาเล็ก แต่เขาเป็นลูกชายคนโตของคุณอาเล็กชื่อซ่งหย่วน” ซ่งฉือเหล่ยบอกพร้อมกันหันไปยิ้มให้ซ่งหย่วน “ผู้อาวุโสสองท่านนี้คือคุณปู่กับคุณย่าของเรา ส่วนคนที่หน้าดุๆ แต่ดูภูมิฐานคนนี้คือคุณพ่อของฉันหรือก็คือคุณลุงของนาย”
“สวัสดีครับ...คุณ...” ซ่งหย่วนทักทายอย่างไม่มั่นใจ
จูเสี่ยวลี่เดินไปจับมือสามีอย่างให้กำลังใจ “ที่รักไม่ต้องกังวลนะคะ คุณปู่กับคุณย่าดูใจดีมาก ถ้าคุณเรียกพวกเขา ฉันคิดว่าพวกเขาต้องดีใจมากแน่ๆ”
เมื่อได้รับกำลังใจจากภรรยา ซ่งหย่วนจึงกล้าที่จะทักทาย “สวัสดีครับคุณปู่ คุณย่า คุณลุง ผมเสี่ยวหย่วนครับ”
คุณปู่กับคุณลุงซ่งเฉินน้ำตาคลอที่ได้ยินเสียงหลานชาย แต่คุณย่าซ่งกลับร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ทั้งนางยังเดินมากอดซ่งหย่วนไว้แน่น “หลานชายของฉันสินะ เติบโตมาดีทีเดียว”
“คุณย่าครับ ยังมีสุภาพสตรีอีกคนหนึ่งที่ผมยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักเลยนะครับ” ซ่งฉือเหล่ยพูดขึ้น “นี่คือภรรยาของเสี่ยวหย่วนชื่อจูเสี่ยวลี่ครับ พวกเขาแต่งงานกันมาได้เกือบสองปีแล้ว”
“หลานสะใภ้เหรอ?” คุณย่าซ่งมองซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ “พวกเธอเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน ทำไมถึงได้แต่งงานกันเร็วขนาดนี้ หรือมีเหตุจำเป็นที่ทำให้พวกเธอต้องแต่งงานกัน”
“คุณย่าอย่าเห็นว่าน้องชายกับน้องสะใภ้หน้าตายังเด็ก ปีนี้พวกเขาอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วนะครับ หากนับอายุก็ไม่นับว่าน้อยแล้วนะครับ” ซ่งฉือเหล่ยเป็นคนตอบคำถาม
“เรื่องแต่งงานเอาไว้ก่อน ว่าแต่พวกเธอไปเจอกันได้ยังไง” คุณปู่ซ่งถามสิ่งที่สงสัย “เสี่ยวเหล่ย แกไปรู้จักพวกเขาได้ยังไง”
“นั่นสิ แกไปรู้จักเสี่ยวหย่วนกับเสี่ยวลี่ได้ยังไง อีกอย่างวันนี้แกบอกว่าจะย้ายไปอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมแกถึงพาพวกเขากลับมาบ้านกันล่ะ” ซ่งเฉินถามลูกชายเช่นกัน
“โชคชะตาน่ะสิครับที่ทำให้เราได้มาเจอกัน” ซ่งฉือเหล่ยเริ่มออกลวดลายคล้ายกำลังจะแสดงงิ้ว
“ฉันจริงจังแต่แกกลับเอาแต่เล่น” คุณปู่ซ่งดุหลานชาย
ซ่งฉือเหล่ยหัวเราะอย่างชอบใจที่แกล้งให้คุณปู่โมโหได้ “มันเป็นโชคชะตาจริงๆ ครับคุณปู่ ผมถูกจัดให้ไปอยู่ในห้องพักที่เล็กที่สุดที่ให้นักศึกษาพักได้แค่สองคน เสี่ยวหย่วนก็คือเพื่อนร่วมห้องของผม แต่พอผมเห็นหน้าตาของเขาแล้วเขายังใช้แซ่ซ่ง ผมก็เลยลองถามเขาดูว่าคุณพ่อของเขาเป็นใคร ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นลูกชายของคุณอาเล็ก ส่วนที่ว่าทำไมน้องชายกับน้องสะใภ้ถึงไปอยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็เพราะพวกเขาสอบติดคณะแพทย์เหมือนกันกับผมยังไงล่ะครับ”
“พวกเธอสอบติดคณะแพทย์!” คุณปู่ซ่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจแต่เขาก็ยังนึกเสียดาย “สมกับเป็นทายาทตระกูลแพทย์ แต่น่าเสียดายที่พวกเธอไม่รู้แพทย์แผนจีน ลูกศิษย์ที่เรียนแพทย์แผนจีนคนสุดท้ายดูเหมือนจะเป็นคุณพ่อของเธอ”
“น้องชายกับน้องสะใภ้ไม่ใช่แค่สอบติดนะครับ แต่คะแนนสอบของพวกเขาเป็นอันดับที่หนึ่งและอันดับที่สองของอำเภอเชียวนะ นอกจากจะได้เงินรางวัลแล้วพวกเขายังได้ถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ด้วย” ซ่งฉือเหล่ยภูมิใจในตัวน้องชายกับน้องสะใภ้เช่นกัน
“เรียนอยู่ในที่ห่างไกลขนาดนั้นแต่ผลสอบยังดีกว่านักศึกษาหลายคนในเมืองหลวง” ซ่งเฉินจ้องลูกชายอย่างไม่พอใจ “โดยเฉพาะแก คะแนนสอบเข้าคณะแพทย์เกือบเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่ม”
“อันดับไหนก็ไม่สำคัญหรอกครับพ่อ เอาเป็นว่ายังไงผมก็สอบติดคณะแพทย์ก็แล้วกัน สอบเข้าคณะแพทย์ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ” ซ่งฉือเหล่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ว่าแต่พ่อกับแม่ของเธอล่ะ พวกเขาไม่ได้มาเมืองหลวงด้วยกันเหรอ” คุณย่าซ่งถามซ่งหย่วน “แล้วที่บอกว่าเธอเป็นลูกชายคนโต แสดงว่าเธอยังมีน้องๆ อีกใช่ไหม”
“คืออย่างนี้ครับคุณย่า...” ซ่งฉือเหล่ยกำลังจะพูด
“หยุดเลย! แกจะแย่งเสี่ยวหย่วนพูดไปถึงไหน ให้เขาตอบคำถามคุณปู่กับคุณย่าเอง” ซ่งเฉินบอกลูกชายเสียงเข้ม
ซ่งฉือเหล่ยมองซ่งหย่วนอย่างลำบากใจเพราะกลัวญาติผู้น้องจะไม่กล้าพูดถึงบิดา
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมพูดเอง” ซ่งหย่วนพยักหน้าให้พี่ชายก่อนจะหันไปมองผู้อาวุโสทั้งสาม “คุณพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมอายุได้เจ็ดขวบแล้วครับ คุณแม่เลี้ยงผมกับน้องชายมาคนเดียว”
“เธอพูดว่าอะไรนะ! อา...อาเฉียงจากไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” คุณย่าซ่งคล้ายว่าจะเป็นลม จากนั้นนางก็ร้องไห้
ซ่งเฉินรีบเข้าไปประคองมารดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ “คุณแม่อย่าเสียใจไปเลยครับ”
“จะไม่ให้ฉันเสียใจได้ยังไง แม้แต่เขาตายเขายังไม่คิดที่จะส่งข่าวกลับมา เขายังเห็นฉันเป็นแม่อยู่ไหม”
“คุณใจเย็นหน่อยสิ เดี๋ยวหลานชายก็กลัวกันพอดี” คุณปู่ซ่งปรามภรรยาก่อนจะหันไปถามซ่งหย่วน “คุณพ่อของเธอเสียชีวิตได้ยังไง แล้วทำไมเขาถึงไม่ให้พวกเธอติดต่อกลับมาหาเรา”
“คุณปู่ครับ คุณพ่อจากไปอย่างกะทันหันมาก ตอนนั้นคุณพ่อขึ้นเขาไปเก็บสมุนแล้วพลัดตกหน้าผาน่ะครับ” ซ่งหย่วนมองคุณปู่คุณย่าแล้วนึกสงสาร หากเขาบอกความจริงว่าคุณพ่อไม่อยากติดต่อกลับมาหาคุณปู่คุณย่า พวกท่านก็คงจะเสียใจมาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะโกหก
“คุณปู่ คุณย่า ความจริงแล้วตอนที่คุณพ่อเดินทางไปอยู่ที่ชนบท คุณพ่อประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ทำให้ความจำเสื่อม อุบัติเหตุครั้งนั้นยังทำให้คุณอาเฟิ่งฟานกับคุณอาเจี่ยซีบาดเจ็บสาหัสด้วยครับ ส่วนที่ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นแล้วทำไมคุณพ่อไม่ยอมให้คุณอาเฟิ่งฟานกับคุณอาเจี่ยซีติดต่อกลับมาก็เพราะคุณพ่อมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง คุณพ่อน่าจะเขียนไว้ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุว่าไม่ให้คุณอาเฟิ่งฟานกับคุณอาเจี่ยซีติดต่อกับคุณปู่โดยที่คุณพ่อไม่อนุญาต คุณอาเฟิ่งฟานไม่อยากผิดคำสัญญาถึงไม่ได้บอกคุณปู่เรื่องนี้ครับ”
“อาเฉียงประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ” คุณปู่ซ่งนึกถึงภาพที่ลูกชายคนเล็กบาดเจ็บก็รู้สึกปวดใจ “แต่ถึงอย่างนั้นเสี่ยวฟานก็ควรจะติดต่อกลับมาหาเรา”
“คุณพ่อครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเสี่ยวฟานรักและเคารพอาเฉียงของเรามากขนาดไหน จะให้เขาผิดคำสัญญาที่ให้ไว้เขาคงทำไม่ได้หรอกครับ” ซ่งเฉินบอกกับบิดา
แม้ซ่งเฉินจะไม่พอใจที่เฟิ่งฟานกับเจี่ยซีปิดบังเรื่องของน้องชายมานับสิบปี แต่เขาก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องเก่าให้ผิดใจกันเปล่าๆ อย่างไรน้องชายก็จากไปแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรที่จะรักและสามัคคีกัน “เสี่ยวหย่วน ถ้าพ่อของเธอความจำเสื่อมแล้วเขาแต่งงานกับแม่ของเธอได้ยังไง”
“จากที่คุณแม่เล่าให้ฟังคือคุณพ่อมักจะมาคอยตามติดคุณแม่ไม่ยอมห่าง แล้วคุณพ่อยังทำดีกับคุณแม่มากๆ พอถึงวัยที่คุณแม่ต้องแต่งงาน คุณแม่ก็เลยตัดสินใจแต่งงานกับคุณพ่อ ทั้งที่รู้ว่าคุณพ่อความจำเสื่อมน่ะครับ” ซ่งหย่วนนึกไปถึงบิดามารดา “คุณปู่ครับ คุณย่าครับ พ่อกับแม่ของผมรักกันจริงๆ ครับ พวกเขาแต่งงานกันโดยไม่มีใครบังคับ”
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ เรื่องในอดีตไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว ยังไงพ่อกับแม่ของเธอก็ตัดสินใจแต่งงานด้วยความรัก ว่าแต่นอกจากเธอแล้ว พ่อกับแม่ของเธอยังมีลูกอีกกี่คน” คุณปู่ซ่งถามถึงหลานคนอื่น
“มีน้องชายอีกคนหนึ่งครับชื่อซ่งเจ๋อ ปีนี้อาเจ๋ออายุสิบสี่ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่งแล้วครับ” ซ่งหย่วนเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ “คุณแม่ของผมยังรับลูกสาวบุญธรรมมาอีกสองคน แต่พวกเธอไม่ได้ใช้แซ่ซ่งนะครับ พวกเธอใช้แซ่หลิวตามคุณแม่ พี่สาวชื่อหลิวซินซิน ส่วนน้องสาวชื่อหลิวหนิงหนิง พี่สาวหย่ากับสามีแล้ว ส่วนน้องสาวกับสามีของเธอยังอยู่ด้วยกัน พวกเธอต่างก็มีหลานชายตัวอ้วนกันแล้วครับ”
“เป็นครอบครัวใหญ่น่าดู” แม้คุณย่าซ่งจะเสียใจกับการจากไปของลูกชายคนเล็ก แต่เมื่อได้ยินว่าครอบครัวของลูกชายคนเล็กยังมีลูกหลานอยู่อีกหลายคน นางจึงอยากทำอะไรที่เป็นการชดเชยให้ลูกชายคนเล็กบ้าง “คุณคะ เรารับพวกเขามาอยู่เมืองหลวงด้วยกันดีไหม อีกอย่างเสี่ยวเจ๋อก็เรียนชั้นมัธยมปลายแล้ว ให้เขาเข้ามาเรียนที่เมืองหลวงน่าจะดีกว่า หลักสูตรการสอนของที่นี่น่าจะเป็นประโยชน์กับเขา อีกอย่างเขาจะได้มีเพื่อนอยู่ที่นี่บ้าง พอเข้ามหาวิทยาลัยจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยก”
“เสี่ยวหย่วน เธอคิดว่ายังไง เห็นด้วยกับความคิดของคุณย่าหรือเปล่า” คุณปู่ซ่งถามความเห็นหลานชาย หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงตัดสินใจเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเองไปแล้ว แต่หลังจากที่เขาบังคับลูกชายคนเล็กให้แต่งงานจนลูกชายต่อต้านแล้วหนีออกจากบ้านไป คุณปู่ซ่งก็เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่และไม่เคยทำตัวเผด็จการกับลูกหลานอีกเลย
“ผมคงต้องถามคุณแม่ก่อนครับ” ซ่งหย่วนตอบ แม้ในใจของเขาจะตัดสินใจไปแล้วว่าอย่างไรก็จะให้ครอบครัวทั้งหมดย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน แต่เขาก็ยังอยากถามความเห็นของมารดาก่อนอยู่ดี
“อย่างนั้นก็เอาตามที่เธอว่าก็แล้วกัน แต่เธอต้องบอกแม่ของเธอด้วยว่าปู่กับย่า รวมถึงคุณลุง พวกเรายินดีต้อนรับครอบครัวของพวกเธอเสมอ” คุณปู่ซ่งพูดย้ำให้หลานชายมั่นใจ
“ขอบคุณครับคุณปู่” ซ่งหย่วนรับคำ
“เสี่ยวหย่วน เสี่ยวลี่ พวกเธอจะพักอยู่กับย่าหรือเปล่า บ้านของเราหลังใหญ่ พวกเธอเลือกห้องได้ตามสบาย” คุณย่าซ่งถาม
แม้จะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากผู้อาวุโสทั้งสาม แต่ถึงอย่างนั้นซ่งหย่วนก็ยังไม่พร้อมที่จะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เพียงแต่เขาไม่รู้จะปฏิเสธยังไง
ซ่งฉือเหล่ยเข้าใจน้องชายเขาจึงพูดแทน “คุณย่าให้น้องชายกับน้องสะใภ้ไปพักอยู่ที่บ้านหลังเล็กเถอะครับ คู่สามีภรรยาควรมีพื้นที่ส่วนตัว พอถึงเวลาอาหารค่อยให้พวกเขามากินพร้อมเรา”
“ผมเห็นด้วยกับเสี่ยวเหล่ยนะครับ เสี่ยวหย่วนกับเสี่ยวลี่เพิ่งได้เจอพวกเราเป็นครั้งแรกจึงยังไม่คุ้นเคย ถ้าให้พวกเขามาอยู่กับเรา ผมกลัวว่าหลานจะอึดอัด คุณแม่ครับ...ให้เวลาพวกเขาปรับตัวก่อนเถอะครับ” ซ่งเฉินสนับสนุนความคิดของลูกชาย
“เอาอย่างนั้นก็ได้ พวกเธอสองคนไปอยู่ที่บ้านหลังเล็ก แต่เวลากินข้าวพวกเธอต้องมากินข้าวกับย่านะ อย่าไปซื้อข้าวข้างนอกมากินเอง ไม่อย่างนั้นย่าจะโกรธพวกเธอจริงๆ” คุณย่าซ่งกำชับอย่างจริงจัง
“ครับคุณย่า ผมกับลี่ลี่จะมาฝากท้องที่นี่แน่นอนครับ”