สามชั่วยามต่อมา
บริเวณเกือบสุดชายขอบของสำนักใน แสงจันทร์กระจ่างส่องกระทบผืนหญ้านอกร่มพฤกษา ไหสุราหลายสิบไหวางอยู่ระเกะระกะ ใกล้ๆมีร่างของหญิงสาวสองนางกำลังนั่งเหยียดขาตามสบายอยู่บนพื้นหญ้า และหนึ่งในสองนั้นกำลังพบปัญหาในการควบคุมร่างกายของตน…ไม่ให้ส่ายไปมา
“มู่เชียน … เหตุใดเจ้าไม่นั่งนิ่งๆ …” อิงอู่หลานเอ่ยถามศิษย์น้องที่วูบไปวูบมาจนนางเวียนหัวไปหมด
มู่เชียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยตอบเสียงเบื่อหน่าย
“ศิษย์พี่… ท่านต่างหากที่กำลังเอนตัวไปมา”
อิงอู่หลานขมวดคิ้วแล้วก้มมองร่างของตน จากนั้นก็เงยหน้ามองไปรอบด้าน พบว่าไม่เพียงภาพของมู่เชียนที่โอนเอนไม่หยุด แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านนางก็เห็นพวกมันไหววูบซ้อนกันจนตาลาย
“จริงของเจ้า ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไม่ได้ดื่มจนเมาแบบนี้มาหลายปีแล้ว สะใจจริงๆ”
อิงอู่หลานหัวเราะร่าแล้วทิ้งตัวลงนอนกับพื้นหญ้านุ่ม ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองไปยังผืนฟ้าเบื้องบน
“ดวงดาวสวยจัง เหมือนกับดวงตาของเขาเลย…”
มู่เชียนมองศิษย์พี่หญิงแล้วไม่เอ่ยอะไร หลังเมาได้ที่อิงอู่หลานก็พูดจาเรื่อยเปื่อยแบบนี้มาหนึ่งชั่วยามแล้ว ถามสิ่งใดไปก็ไม่ตอบ โชคดีที่นางไม่ใช่คนชอบ ‘ศึกษาเรื่องชาวบ้าน’ มิเช่นนั้นคงอกแตกตายด้วยความอยากรู้ไปแล้ว
มู่เชียนดื่มสุราไปไม่น้อยกว่าศิษย์พี่ ทว่าไม่ว่าจะดื่มเท่าไหร่ นางกลับไม่รู้สึกถึงความมึนเมาแม้แต่น้อย ปราณอี้เจ๋อเยียวยาและปรับสมดุลย์ทุกอณูในร่างของนางตลอดเวลา
‘ภายหน้าหากข้าต้องการจะคลายทุกข์บ้าง คงไม่อาจเลือกใช้วิธีดื่มสุราแล้ว’
มู่เชียนคิดอย่างปลงๆ ในขณะที่ได้ยินเสียงอิงอู่หลานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าคิดว่าคนเราจะใช้เวลาเท่าใดในการลืมคนๆหนึ่ง…?”
มู่เชียนหันมองก็พบศิษย์พี่ของตนยังคงมองท้องฟ้าอยู่อย่างเหม่อลอย จึงเอ่ยตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนสำคัญเพียงใด หากไม่สำคัญเพียงหันหลังข้าก็ลืมแล้ว”
“หากเป็นคนที่สำคัญมากเล่า…” เห็นศิษย์พี่เอ่ยตอบกลับทันควัน มู่เชียนจึงเริ่มจริงจังมากขึ้น นางเงยหน้ามองดวงดาวแล้วนึกทบทวนสิ่งที่ตนเคยได้ยินมา
“ที่ๆข้าเคยอยู่….. มีคำกล่าวว่า คนเราใช้เวลาสามเท่าเพื่อลืม”
“สามเท่าหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
“หากท่านมีคนผู้นั้นอยู่ในชีวิต 1 ปี ท่านย่อมต้องใช้เวลา 3 ปีเพื่อลืมเขา”
“หึ…. เช่นนั้นสำหรับข้าก็คงใช้เวลากว่า 30 ปีสินะ”
มู่เชียนมองศิษย์พี่แล้วเอ่ยด้วยเจตนาดี
“บุรุษหาใช่ทั้งหมดของชีวิต โดยเฉพาะเราเป็นผู้ฝึกตน หากไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไร”
อิงอู่หลานมือข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผาก พลางหัวเราะ ทว่ามู่เชียนยังคงสังเกตเห็นหยดน้ำแวววาวไหลออกมาจากข้างแก้มภายใต้แขนขาวผ่องนั้น
มู่เชียนล้มตัวลงนอนเคียงข้างอิงอู่หลาน นางไม่รู้จะเอ่ยปลอบใจศิษย์พี่เช่นไร จึงเอ่ยออกไปด้วยเท่าที่ตนจะพอคิดได้
“ท่านจะกลัวอะไร ท่านดูใบหน้าข้า … แม้ต้องหงำเหงือกคาเรือนก็ยังมีข้าอยู่เป็นเพื่อนแน่นอน ”
อิงอู่หลานหันมองมู่เชียน แล้วก็เข้าใจความหมายของนาง รู้สึกขบขันยิ่งนัก มีผู้ใดปลอบใจผู้อื่นด้วยการเหยียบย่ำตนเองเช่นนี้บ้าง… ทว่าเห็นใบหน้าแสนธรรมดาของศิษย์น้องประดับรอยยิ้ม ในใจของนางกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“เช่นนั้นมาทำสัญญากัน หากอีกหน่อยเจ้าและข้าไม่มีใคร พวกเราก็มาปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆกัน ยามป่วยไข้ก็จะได้คอยดูแลกัน ยามทุกข์ก็ร่ำสุราเป็นเพื่อนกัน”
“ยามเหงาก็ฝึกยุทธ์เป็นเพื่อนกันด้วยใช่หรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ยสุ้มเสียงรู้ทัน ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นสนุกสนาน
“แน่นอน หากเจ้าอยากช่วยข้าก็มาให้ข้าซ้อมไปชั่วชีวิตเถิด”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งสองดังกังวานใสอยู่ทั่วบริเวณ
ค่ำคืนนั้น มู่เชียนพาร่างแทบไร้สติของศิษย์พี่ไปส่งที่เรือน แล้วจึงกลับไปเรือนของตน นางได้พบกับเสี่ยวจือจือที่รอคอยอยู่
“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากคุณชายเฉิงหลินเจ้าค่ะ”
มู่เชียนรีบก้าวเข้าเรือนไปด้วยดวงตาเป็นประกายยินดี
“เมื่อวานข้าส่งข่าวบอกเขาว่าจะกักตัวเข้าสู่ยอดยุทธ์ เขาคงตอบกลับมาเพราะเรื่องนั้น”
[ ถึง เชียน
กว่าจะได้รับจดหมายฉบับนี้ เจ้าก็คงบรรลุยอดยุทธ์สำเร็จแล้ว คำอวยพรขอให้เลื่อนขั้นโดยราบรื่นคงไม่จำเป็น ทว่าข้าก็ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี….
ข้าเองภายในสองสามวันนี้ก็คงจะกักตัวเพื่อเลื่อนระดับแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าข้าจะไม่ยอมแพ้เจ้า และจะต้องออกจากด่านก่อนเจ้าให้ได้ อย่างไรก็จะไม่ยอมให้เจ้าแซงหน้าไปเป็นแน่
ขอให้พวกเราได้พบกันในงานประลองระหว่างสำนัก
เฉิงหลิน ]
มู่เชียนอ่านจดหมายของมู่เฉิงหลินจนจบพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า มือของเด็กสาววางจดหมายลงในลิ้นชักอย่างทะนุถนอม
“เสี่ยวจือจือ ขอกระดาษและพู่กันให้ข้าที”
สัตว์อสูรตัวน้อยรับคำอย่างยินดี ได้เห็นรอยยิ้มของมู่เชียนแล้วเสี่ยวจือจือรู้สึกอบอุ่นใจยิ่ง อยากให้นายหญิงมีความสุขเช่นนี้ตลอดไปเหลือเกิน
“หากรู้ว่าข้าทำสำเร็จแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะตกใจเพียงใด ?” มู่เชียนก้มลงเขียนจดหมายตอบ ขณะที่กำลังจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษนางพลันคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“เสี่ยวจิ้ง … เฉิงหลินน่าจะต้องการอาวุธเวทย์เพื่อควบรวมเช่นกัน ข้าอยากหาสักชิ้นจากในกำไลมิติให้เขา ไม่รู้ดาบเวทย์นั่นจะพอใช้ได้หรือไม่ ?”
“ดาบแสงวายุ คืออาวุธเวทย์ระดับฟ้าที่ร้ายกาจมาก เกินกว่าคำว่าใช้ได้เสียอีก แต่ข้าคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมาะกับผู้ฝึกปราณธาตุไฟมากกว่า”
เสี่ยวจิ้งเอ่ยตอบ เทพอสูรตัวน้อยอ้าปากกว้าง มุกสีทองอมแดงเม็ดหนึ่งก็พุ่งออกมา ขนาดของมันไม่ใหญ่นัก เพียงประมาณปลายนิ้วโป้งเท่านั้น ทว่ามู่เชียนและเสี่ยวจือจือสัมผัสได้ถึงรัศมีของปราณธาตุไฟรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมา
“มุกอัคคีเม็ดนี้อยู่กับข้ามานับพันปีแล้ว เป็นอาวุธเวทย์ระดับฟ้าที่มีปราณธาตุไฟของข้าแฝงอยู่ ให้มู่เฉิงหลินนำไปสร้างตราประทับยอดยุทธ์ น่าจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้มันยังสามารถเพิ่มขนาดของแหล่งกำเนิดปราณให้เขาได้…. แม้ไม่ถึงระดับมหาสมุทร แต่คงไม่ด้อยกว่าแม่น้ำสายหนึ่ง”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรเล่า ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างลังเล ของที่เสี่ยวจิ้งเก็บรักษามานับพันปี ย่อมต้องมีสำคัญกับเขาอยู่บ้าง
“ตอนยังเล็กข้าใช้มันเพื่อให้จิตใจสงบ เกิดสมาธิเท่านั้น ยามนี้มันไม่ประโยชน์กับข้าอีกแล้ว ข้าเก็บเอาไว้เพราะความเคยชินเท่านั้น”
ด้วยเพราะเป็นเทพอสูรอัคคี ทำให้อารมณ์ของเสี่ยวจิ้งร้อนรุ่มและรุนแรงราวกับเปลวเพลิง ที่ผ่านมาจึงต้องอาศัยมุกเม็ดนี้เพื่อช่วยให้เขาใจเย็นขึ้น
ทว่านับแต่เกิดเรื่องกระจกรัตติกาลที่ส่งผลต่อปราณธาตุของเทพอสูรทั้งหลาย มุกเม็ดนี้ก็ลดประสิทธิภาพลงไปมาก เสี่ยวจิ้งกลับมาเป็นเทพอสูรขี้หงุดหงิดและใจร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งหนึ่งปีก่อน เขาทำพันธสัญญากับมู่เชียน ได้ดูดซับปราณอี้เจ๋อเป็นประจำ ผลของมันดีกว่ามุกเม็ดนี้มาก จิตใจของเขาทั้งสงบและอบอุ่น เขาไม่จำเป็นต้องใช้มุกเม็ดนี้อีกแล้ว หากเขาหงุดหงิดขึ้นมา เพียงกระโดดเข้าไปนอนเล่นในร่างของมู่เชียนครู่เดียวก็ดีขึ้นแล้ว
“เช่นนั้นก็ขอบคุณมากนะ เสี่ยวจิ้ง” มู่เชียนรับมุกมังกรเพลิงเม็ดนั้นมาอย่างยินดี
ด้วยเพราะอาวุธเวทย์มีค่ามาก นางจึงตัดสินใจให้เสี่ยวจือจือไปส่งจดหมายพร้อมกับมุกเม็ดนี้ให้มู่เฉิงหลินด้วยตนเอง
เวลาอีกหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว การประลองระหว่างสำนักมาถึงในที่สุด สำหรับผู้ฝึกตนทั้งหลายในแคว้นต้าหนานแห่งนี้ นี่คือเวทีประลองที่ใหญ่ที่สุด และมีเกียรติที่สุด ผู้เข้าร่วมการประลองจากสำนักศึกษาทั่วแคว้นต่างเฝ้ารองานนี้
ในโถงกลางของสำนัก จางฟู่ถิงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ล้อมรอบด้วยอาจารย์ผู้สอนประจำวิถีทั้งสี่ พวกกำลังหารือกันในเรื่องการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการประลองครั้งนี้
“ปีนี้ก็เหมือนเช่นเคย การประลองประกอบด้วย การประลองแบบกลุ่มของศิษย์ใหม่ และการประลองเดี่ยวของวิถีทั้งสี่ ปรุงโอสถ ปราณโอสถ สัตว์อสูร และปราณยุทธ์” จางฟู่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“สำหรับการประลองแรก ‘กลุ่มต้นกล้าอัจฉริยะ’ ใช้ศิษย์ใหม่ห้าคนต่อหนึ่งสำนัก พวกเราย่อมไม่จำเป็นต้องเลือกแล้ว” แต่ไรมาสำนักของเขาก็รับศิษย์สายในใหม่เพียงห้าคนต่อปีเท่านั้น
“สำหรับการประลองสี่วิถีนั้น….. พวกท่านมีความเห็นเช่นไรบ้าง” จางฟู่ถิงเปิดโอกาสให้เหล่าอาจารย์ทั้งหลายแสดงความคิดเห็น
“รู้เขารู้เรา ร้อยรบร้อยชนะ….. คำนี้ไม่ผิดแน่ ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาก่อนว่าผู้เข้าร่วมฝ่ายตรงข้ามมีผู้ใดบ้าง” ซูมู่เฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การศึกเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“ข้าเห็นด้วยกับอาจารย์ซู ” เยี่ยกวนเอ่ย
“อันดับแรกตัวแทนวิถีปราณยุทธ์ ทางนั้นมือดีที่สุดคงเป็น ผู้ฝึกปราณยอดยุทธ์ชั้นปลายในวัยเพียง 25 ปี” ซูมู่เหิงเอ่ยอย่างคาดเดา
“ฝั่งผู้ปรุงโอสถ…หึ… ม่อจื้อนั่นคงส่งศิษย์คนโปรด จ้าวซือหยวนมาอีกแน่” เยี่ยกวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจนัก ม่อจื้อคู่แข่งคนสำคัญของเขานั้นนิสัยเย่อหยิ่งและอวดดีนัก ศิษย์อาจารย์ก็ย่อมมีนิสัยไม่ต่างกัน ปีที่แล้วศิษย์ของเขาก็แพ้เจ้านั่นอย่างขาดลอย สร้างความอับอายให้กับเขาอย่างยิ่ง
“ด้านปราณโอสถนั้น คงเป็นคุณชายแห่งตระกูลซ่างกวน ไม่น่าเป็นห่วงแม้แต่น้อย” อิงลู่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม วิถีปราณโอสถนั้นอีกฝั่งไม่อาจเทียบเขาได้แม้แต่น้อย แต่ไรมาหมู่ตึกพฤกษาก็ครอบครองชัยชนะในวิถีนี้มาตลอด
“ด้านสัตว์อสูร คงเป็นคนสกุลเว่ยผู้นั้น ปีก่อนแทบจะเอาชนะพวกเราได้ ปีนี้เขาต้องเอาจริงยิ่งกว่าเดิมแน่” ฟ่านจูหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ปีก่อนพวกเราสามารถเอาชัยมาได้สองวิถีอย่างเฉียดฉิว แม้จะแพ้ในการประลองสองวิถีและหนึ่งการประลองกลุ่ม แต่ก็ยังพอกล่าวได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ฝีมือใกล้เคียงกัน หมู่ตึกพฤกษาของเราจึงยังคงรักษาชื่อเสียงสำนักอันดับหนึ่งในสองของแคว้นเอาไว้ได้”
จางฟู่ถิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ทว่าครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างปลอดโปร่ง
“สำหรับปีนี้การทดสอบแบบกลุ่มนั้น อย่างที่พวกเราทุกคนทราบดี เพราะเด็กคนนั้นพวกเราจึงมีโอกาสชนะสูงมาก”
ได้ยินจางฟู่ถิงเอ่ย ใบหน้าของคณาจารย์ทั้งหลายเปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มแช่มชื่นขึ้นเช่นเดียวกัน … เด็กคนนั้น อัจฉริยะผู้สำเร็จยอดยุทธ์ด้วยอายุเพียง16 ปี ทั้งยังมีความสามารถรอบด้าน นับเป็นความภาคภูมิใจของหมู่ตึกพฤกษาอย่างยิ่ง
“เจ้าสำนักกล่าวได้ถูกต้อง ดังนั้นขอเพียงพวกเราสามารถเอาชัยสองในสี่ของการประลองเดี่ยวได้ ปีนี้ชัยชนะย่อมต้องเป็นของพวกเราแล้ว” ซูมู่เฟิงเอ่ยอย่างมั่นใจ
“อืมม …. เช่นนั้นสำหรับการทดสอบแบบเดี่ยว พวกท่านคิดว่าฝ่ายเราควรเลือกใคร”
“วิถีปราณยุทธ์ข้าเสนออู่เฉินกัง ยอดยุทธ์ชั้นกลางค่อนปลาย แม้ระดับฝึกตนอาจจะจะต่ำกว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือผู้เยี่ยมยุทธ์อันดับหนึ่งที่ฝ่ายเรามี อีกทั้งหากรวมกับเคล็ดวิชาระดับดินที่เขาฝึกฝนจนเชียวชาญถึงระดับปลายแล้ว ยังไม่แน่ว่าพวกเราจะแพ้”
เห็นซูมู่เฟิงเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง จางฟู่ถิงจึงมิได้โต้เถียงอันใด
“เอาตามที่ท่านว่าเถิด…. อาจารย์ฟ่าน แล้วท่านเล่า ?”
“วิถีสัตว์อสูรย่อมต้องเป็นก้วนฉู่เซิง ความสามารถในด้านสัตว์อสูรของเขายังไม่มีศิษย์ผู้ใดเอาชนะได้ในขณะนี้”
ฟ่านจูหลิงคิดถึงโม่เจี้ยน หวังว่าเขาจะสามารถพัฒนาฝีมือขึ้นโดยเร็ว มิเช่นนั้นกิตติศัพท์อันดับหนึ่งด้านวิถีสัตว์อสูรของสำนักอาจจะถูกตำหนักเซียนอัคคีแย่งไปสักวัน
“ก้วนฉู่เซิงมีประสบการณ์เข้าร่วมศึกครั้งก่อนด้วย เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม” จางฟู่ถิงเห็นด้วยกับตัวเลือกนี้เช่นกัน
“วิถีปราณโอสถ ข้าเสนอหลานสาวของข้าอิงอู่หลาน”
อิงลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขามิได้ลำเอียง เพราะแม้มู่เชียนจะมีพรสวรรค์อย่างไร เด็กสาวก็ยังด้อยประสบการณ์กว่าอิงอู่หลานอยู่มาก จางฟู่ถิงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยไปถามเยี่ยกวนเป็นอันดับสุดท้าย
“ได้…. เช่นนั้น อาจารย์เยี่ย วิถีปรุงยาของท่าน จะเลือกศิษย์คนใด ?”
“ข้าขอเลือกมู่เชียน”