ตอนที่ 34
วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (2)
หานเฟิงก้าวเท้าติดตามสาวน้อยจิ้งจอกไปอย่างรวดเร็ว นางที่พอสัมผัสได้ว่าถูกตามมาก็หยุดเท้า ก่อนจะเหลียวหน้าชมมองแล้วกล่าวขึ้น
“ ท่าน… ไฉนมาทางนี้?”
“ ข้าเปลี่ยนใจ” คำตอบของหานเฟิงสั้นๆง่ายๆ มันขี้เกียจอธิบายถึงลางสังหรณ์ที่ทำให้มันต้องเลือกติดตามนางเข้ามา
ได้ยินคำของหานเฟิง สาวน้อยจิ้งจอกก็พลันยิ้มยินดี “ ขอบคุณท่าน”
หานเฟิงมองใบหน้าที่มอมแมมของนาง คิดไปว่า นางคงเข้าใจว่ามันจะไปช่วยดูอาการป่วยให้กับคนในเผ่าของนางเป็นแน่แล้ว จึงกล่าวกลับไปว่า “ อย่าได้คาดหวังสิ่งใดจากข้า”
“ อย่างไรก็ยังคงต้องขอบคุณท่านอีกครั้ง” กล่าวจบ สาวน้อยจิ้งจอกก็รีบก้าวเท้าเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
“ ข้าเรียกว่า ซวงเอ๋อร์ ท่านเล่า?...” สาวน้อยจิ้งจอกกล่าวขึ้นต่อ
“ อยากเรียกข้าเช่นไรก็ตามแต่เจ้าเถอะ”
เห็นหานเฟิงไม่ยอมแจ้งชื่อ ซวงเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ให้มันขุ่นข้อง จึงกล่าวขึ้นต่อว่า
“ ภายในหุบเขาจิ้งจอกของข้านั้นงดงามยิ่งนัก และยิ่งโดยเฉพาะคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเช่นคืนนี้ ท่าน จะได้พบเห็นกับภาพอันงดงาม ที่ไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน”
หานเฟิงที่เดินตามหลังเลิกคิ้วสงสัย ขบคิดไปว่า สถานที่อันสวยสดงาม ข้าล้วนผ่านมานักต่อนักแล้ว ยังจะมีสถานที่ที่ทำให้ข้าตกตะลึงได้อีกหรือ?
หานเฟิงเดินตามซวงเอ๋อร์ต่อไปได้อีกไม่นาน ก็พลันมีเสียงน้ำตกดัง “ สู่ๆ” แว่วมากระทบโสต ก่อนจะได้ยินเสียงของซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นต่อว่า
“ ใกล้ถึงปากทางเข้าหุบเขาแล้ว”
สิ้นคำของนาง เสียงน้ำตกที่ว่าก็ยิ่งกระจ่างชัด กระทั่งที่เดินไปได้อีกระยะ หมอกหนาโดยรอบก็พลันเลือนหายไป เบื้องหน้าจึงค่อยปรากฏเห็นเป็นผนังหินรอบด้าน เป็นอุโมงค์ ผนังอุโมงค์เรียบลื่น ทอดยาวเป็นช่องทางเดินที่ไม่ได้กว้างมากนัก ทอดตรงไปเบื้องหน้า จนเห็นว่าไกลห่างปลายทาง มีแสงสว่างจางๆลอดผ่านเข้ามา
ซวงเอ๋อร์ยังคงเดินนำ ตลอดทางไม่มีสิ่งใดผิดปกติ หากที่มากขึ้น คือเสียงน้ำตก ที่ยิ่งมาก็ยิ่งดังจนแม้แต่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นของตนยังแทบจะไม่ได้ยิน
กระทั่งที่โผล่ออกมาจากปลายทางเดิน หานเฟิงจึงค่อยทราบกระจ่าง ว่าที่แท้ กลับมีน้ำตกเส้นใหญ่อยู่สองฟากฝั่งซ้ายขวาของมัน แหงนมอง ก็เห็นน้ำตกสายใหญ่ไหลลงมาจากผาสูง ก่อนแยกออกสองเป็นฟาก ผ่านซ้ายและขวาในจุดที่มันยืน ส่วนเบื้องหน้า ต่ำลงไปคือหุบเขากว้างใหญ่ที่ล้อมไว้ด้วยแนวผาสูงตระหง่านรอบทิศ หุบเขาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยตนไม้ใบหญ้า ทั้งยังมีธารน้ำใสตัดผ่านกลางหุบบเขา หากที่พิเศษสุด คือจันทร์สกาวกลางท้องฟ้า เพราะที่หานเฟิงเห็น กลับมิใช่ดวงจันทร์สีเหลืองนวล แต่เป็นดวงจันทร์ที่ทอแสงสีฟ้าส่องสว่างกระจ่างใส กระทั่งแสงที่ส่องกระทบลงมาบนหุบเขา ก็ยังเป็นสีฟ้าจนดูราวกับภาพมายา กระทั่งหานเฟิงที่ชมมองยังคล้ายจะตกอยู่ในภวังค์
“ หุบเขาจันทร์ฟ้า จึงเป็นอีกชื่อหนึ่งของที่นี่...”
เสียงของซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นปลุกหานเฟิงจากภวังค์ มันเห็นนางหันมายิ้มให้ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ งดงามใช่หรือไม่ แต่กับข้า ที่ได้เห็นมันตั้งแต่เกิดเช่นนี้ ก็นับว่าชินชาแล้ว”
ก่อนที่หานเฟิงจะเห็นว่านางกระโดดลงไปบนแท่นหินเบื้องหน้า แท่นหินเรียงตัวคล้ายกับบันใดทอดลงลงไปถึงเบื้องล่างของหุบเขา ก่อนที่มันจะก้าวเท้าตามไป แต่ก็ยังคงไม่ลืมปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณกระจายออกไปโดยรอบ เพื่อตรวจสอบดู
กระทั่งที่หานเฟิงตามซวงเอ๋อร์ลงมาจนถึงเบื้องล่าง มันค่อยเห็นนางยืนนิ่งไม่ไหวติง จึงกล่าวขึ้น
“ มีอะไร?”
คำกล่าวของหานเฟิงปลุกซวงเอ๋อร์ให้ได้สติ นางหันกลับมามองหานเฟิงก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“ กลิ่น...”
“ กลิ่น?” หานเฟิงทวนคำอย่างงุนงง ก่อนจะได้ยินนางกล่าวขึ้นต่อ
“ มีกลิ่นที่ข้าไม่คุ้นเคย”
หากยังมิทันที่หานเฟิงจะได้กล่าวถามสิ่งใด ก็เห็นซวงเอ๋อร์วิ่งนำออกไปก่อนแล้ว หานเฟิงมองตามเงาหลังของนาง ก่อนจะสืบเท้าเคลื่อนที่ตามไปอีกคน
ระหว่างเส้นทางหินเขียวที่สองฟากที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ หานเฟิงยังเห็นกระโจมอีกหลายต่อหลายหลัง กระโจมที่ทำจากผืนหนัง คาดว่าเป็นที่พักอาศัยหลับนอนของบรรดาปีศาจจิ้งจอก ทว่า กระโจมทุกหลังที่ผ่านมาล้วนเงียบงัน สัมผัสวิญญาณของมันตรวจไม่พบสิ่งมีชีวิตใดอยู่ด้านใน มันเองก็รู้สึกแปลกใจยิ่ง หุบเขากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ เผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอกที่อย่างน้อยๆ ก็สมควรจะมีให้เห็นไม่ต่ำกว่าครึ่งพัน กลับไม่เห็นแม้เพียงเงา
‘ จิ้งจอกน้อยนั่นบอกว่า ผู้อื่นในเผ่าประสบโรคภัยจนร่างกายอ่อนเพลีย... เช่นนั้นก็สมควรนอนพักอยู่กันแต่ในกระโจมมิใช่หรือ?...’
หานเฟิงคิด เหม่อมองเงาหลังของซวงเอ๋อร์ที่วิ่งนำไปไกลแล้ว ก็รู้ว่านางร้อนรนยิ่ง จึงเร่งฝีเท้าขึ้นติดตามนางไป
ตัดผ่านเส้นทางที่เลี้ยวลด ทางเดินหิน ทางเดินหญ้า บ้างก็มีสะพานหินข้ามลำธาร ตัดผ่านดงไม้น้อยใหญ่ ยิ่งได้แสงสีฟ้าที่ส่องสว่างมาจากดวงจันทร์ ยิ่งทำให้ภาพที่เห็นงดงามจับตา กระทั่งหานเฟิงยังคิดว่า สถานที่แห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในสถานที่อันงดงามที่มันได้เคยพบเจอ เป็นสิ่งที่น่าหยุดชมมอง บันทึกภาพต่างๆเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ แต่ทว่า สาวน้อยที่เบื้องหน้าหาได้คิดรั้งรอมัน ซวงเอ๋อร์ยิ่งมาก็ยิ่งรวดเร็ว หานเฟิงจึงได้แต่ต้องละความสนใจต่อภาพบรรยากาศโดยรอบ รีบติดตามนางไปให้ทันท่วงที
ติดตามไปจนกระทั่งถึงส่วนลึกของหุบเขา พบเห็นภูเขาน้ำตกจำลองเล็กๆ ธารน้ำใสที่สะท้อนแสงจันทร์สีฟ้า พุ่มไม้ ดอกไม้ ที่จัดตัดแต่งอย่างงดงาม ทั้งทางเดินหินเขียวที่ปูลาดเป็นทางยาวลดเลี้ยวไปตามดงไม้และริมธาร ต้องกล่าวว่า ช่วงอาณาบริเวณนี้งดงามยิ่ง ทั้งไม่มีกระโจมพักอาศัยให้ได้เห็นแม้เพียงหลัง หานเฟิงคาดเดาว่าต้องเป็นพื้นที่สำคัญของเผ่าปีศาจจิ้งจอกเป็นแน่ มันเร่งเท้าเดินไปตามเส้นทางหินเขียวนี้อยู่ชั่วครู่ ไกลห่างออกไปจึงค่อยมองเห็นกระโจมหลังใหญ่ที่แลดูหรูหรากว่าทุกๆกระโจมที่ผ่านมา มันเห็นซวงเอ๋อร์มุดลอดเข้าไปในกระโจมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ครู่หนึ่ง มันที่ติดตามมาถึงก็มุดลอดกระโจมหลังนั้นเข้าไปอีกคน
ในกระโจมมีเพียงซวงเอ๋อร์ที่ยืนนิ่ง หานเฟิงทราบอยู่ก่อนแล้วจากสัมผัสวิญญาณ ว่าในกระโจมหลังนี้ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด มันเหม่อมองโดยรอบ เห็นเครื่องเรือนเครื่องใช้ที่มิได้แตกต่างจากสิ่งของ ของมนุษย์ มีทั้งเตียงหลังใหญ่และตู้เสื้อผ้า ทั้งยังโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำให้มันมั่นใจว่ากระโจมหลังนี้เป็นของอิสตรี
“ กระโจมหลังนี้เป็นเจ้าอาศัยอยู่กับมารดา?” ทั้งแอบขบคิดไปว่า เด็กน้อยนี้ต้องเป็นคนสำคัญในเผ่าอย่างแน่นอน
หานเฟิงกล่าวขึ้น หากซวงเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะผงกศีรษะรับ เห็นเพียงนางที่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ก่อนที่เท้าน้อยๆจะค่อยๆก้าวอย่างช้าๆไปยังเตียงนอน
หานเฟิงเดินตามนางไปที่เตียง มองเห็นผืนผ้าบนเตียงยับย้น คล้ายเจ้าของมีเหตุให้จำต้องออกไปอย่างร้อนรน มันมองอย่างครุ่นคิด หากมิอาจทราบสิ่งใด เพราะมันไม่เคยทราบรู้ถึงพฤติกรรมของปีศาจจิ้งจอกมาก่อน
“ กลิ่นนั้น…”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้น พลันให้หานเฟิงต้องหันหน้ามองนาง ก่อนถามขึ้นสืบต่อว่า “ กลิ่นอันใด?...”
ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าวว่า “ ไม่ทราบ กลิ่น เหมือนกับพืชไม้ หากกลิ่นนี้ข้ากลับไม่คุ้นเคยมาก่อน”
หานเฟิงมองซวงเอ๋อร์ที่ยังคงกล่าวอย่างสงบ หากมันสัมผัสได้ว่า ระลอกพลังของนางปั่นป่วนยิ่ง นางคล้ายจะมีความกังวลเป็นอย่างมาก กับเรื่องราวที่นางกำลังพบเจอ
“ ไฉนจึงไม่เห็นมีผู้ใดในหุบเขา?”
หานเฟิงกล่าวถาม ซวงเอ๋อร์ซ่ายหน้า กล่าวว่า “ ข้าไม่ทราบ…” ก่อนจะรีบออกจากกระโจมไปโดยที่หานเฟิงมิทันได้กล่าวถามสิ่งใดต่อ
หานเฟิงเหลียวมองดูสภาพด้านในกระโจมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบติดตามออกไป
ใต้แสงจันทร์สีฟ้าที่ส่องต้องลงมา บนทางเดินหินเขียว มองเห็นเป็นสองร่างที่กำลังกระโจนทะยาน หนึ่งร่างเล็กบางเป็นซวงเอ๋อร์ อีกหนึ่งเป็นร่างสูงโปร่งของหานเฟิง ซึ่งหานเฟิงนั้น ที่จริงต้องการจะไปจากที่นี่นานแล้ว หากติดตรงที่มันยังไม่อาจหาจังหวะเวลาบอกกล่าวต่อสาวน้อยเบื้องหน้า จึงได้แต่ติดตามดูสถานการณ์ไปก่อนชั่วคราว
ซวงเอ๋อร์หยุดแวะเข้าไปในกระโจมทุกหลังที่ผ่าน สภาพด้านในล้วนคล้ายคลึงกัน ไม่มีผู้อาศัย หากผู้ที่เคยอยู่เดิมคล้ายจากไปอย่างเร่งรีบ กระทั่งกระโจมบางหลัง ยังแลเห็นชุดอาหารที่ยังคงทานเหลือเอาไว้อยู่ หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ครุ่นคิด สิ่งใดกัน ที่ทำให้เหล่าปีศาจจิ้งจอกที่อยู่ในภาวะอ่อนแอจนต้องรีบพากันจากไป กระทั่งที่สายตาสังเกตมองบางสิ่ง เป็นบางสิ่งที่มันพบเห็นอยู่ทั่วไปในหุบเขา เป็นร่องรอย คล้ายรอยเลื้อยที่กดทับลงบนพื้น มีหลายขนาด ทั้งเล็กเท้านิ้วก้อย และใหญ่เท่าต้นขา ซึ่งจะเห็นได้ชัดตามพื้นดินที่อ่อนนุ่ม ยามแรกมันก็มิได้ฉุกคิดอะไร หากมาตอนนี้กลับคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา
‘ หากมิใช่รีบพากันจากไป ก็ต้องเป็นถูกจับไป…’
‘ แต่… ถ้าถูกจับไป จะไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ขัดขืนเชียวหรือ แม้จะบอกว่าอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง แต่ดูจากที่สามารถลุกขึ้นมารับทานอาหารกับบนโต๊ะได้เช่นนี้ นั่นก็ยังมิถึงกับขั้นที่ไม่อาจดิ้นรนแต่อย่างใด’
“ จิ้งจอกน้อย”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ขณะที่ซวงเอ๋อร์กำลังเตรียมที่จะวิ่งออกจากกระโจมไป จึงทำให้นางหยุดเท้าก่อนเหลียวหน้ากลับมามองหานเฟิง หากมิต้องรอให้นางกล่าวถาม หานเฟิงก็กล่าวขึ้นก่อน
“ ร่องรอยพวกนี้” หานเฟิงชี้ไปยังสิ่งที่คล้ายกับรอยเลื้อยบนพื้น “ ใช่เป็นปกติของที่นี่หรือไม่?”
ซวงเอ๋อร์ที่มองตามก็พลันร้อง “ เอ๊ะ!!!” ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า “ ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ ข้าพบเห็นมันอยู่ทั่วทุกที่”
หานเฟิงกล่าวสืบต่อ มองดูซวงเอ๋อร์ที่นั่งลงข้างรอยเลื้อยที่ว่า เห็นนางพินิจอยู่ครู่ก่อนจะหลับตา ทำจมูกฟุดฟิดคล้ายดอมดมจำแนกกลิ่น เพียงครู่เดียว นางก็พลันลืมตากว้าง ปากจึงค่อยกล่าวพ่นถ้อยคำออกมา
“ กลิ่นนั่น…” นางเหลียวหน้ามองดูหานเฟิงก่อนจะกล่าวสืบต่อ “ กลิ่นที่ว่านั่น ชัดเจนยิ่งบนร่องรอยเหล่านี้”
กล่าวจบก็ไม่คิดรั้งรอ รีบออกนอกกระโจมไปโดยพลัน นางที่มาครานี้ก้าวทะยานติดตามร่องรอยที่ขาดๆหายๆ ทว่า ร่องรอยดังกล่าววกไปวนมา นางวิ่งอยู่เป็นนาน สุดท้ายยังคงวนอยู่ในหุบเขา หานเฟิงเองก็ยังคงติดตามอยู่เช่นนั้น มันคิดกล่าวคำขอตัวอยู่หลายคราแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมิได้กล่าวคำ กระทั่งที่ซวงเอ๋อร์หยุดเท้าลงข้างทะเลสาบใจกลางหุบเขา นางหายใจหอบสะท้อนอย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะนางวิ่งวนไปทั่วทั้งหุบเขา เข้าออกกระโจมแล้วกระโจมเล่าเป็นว่าเล่น แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไร
“ ผู้อื่นใช่หลบซ่อนในที่ปลอดภัยหรือไม่?”
หานเฟิงกล่าวขึ้นทำลายบรรยากาศความเงียบ
“ หุบเขานี่... จึงเป็นสถานที่หลบซ่อนอันปลอดภัยของพวกเรา” ซวงเอ๋อร์กล่าวตอบ นางยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ได้ แม้ในใจจะท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนานับประการก็ตาม ซึ่งหานเฟิงที่ชมดูยังอดรู้สึกไม่ได้ ว่าเด็กน้อยผู้นี้ ได้รับการปลูกฝังลักษณะนิสัยการเป็นผู้นำมาเป็นอย่างดี จึงยิ่งมั่นใจว่านางต้องมีฐานะตำแหน่งไม่ธรรมดาในเผ่าเป็นแน่แล้ว
“ เช่นนั้นเป็นพวกมันอพยพหนีไปกันก่อนแล้ว” หานเฟิงกล่าวขึ้นต่อ
ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าวว่า “ เส้นทางเข้าออกหุบเขามีทางเดียว หากข้าไม่ได้กลิ่นผู้อื่นใดตามเส้นทาง”
“ กลิ่น?...” หานเฟิงทวนคำ ก่อนจะได้ยินซวงเอ๋อร์กล่าวสืบต่อ
“ หมอกในป่าลวงตา จะลวงประสาทการรับรู้ด้วยการมองเห็นและสัมผัสวิญญาณ สิ่งเดียวที่สามารถใช้จำแนกทิศทางได้คือกลิ่น ดังนั้นพวกเราเผ่าจิ้งจอกที่อยู่ในหุบเขา จึงคล้ายมีหมอกลวงตาเป็นดั่งม่านปราการคุ้มภัย”
“ มีม่านปราการเช่นนี้คงนับว่ายากแล้วที่จะถูกรุกล้ำจากภายนอก แล้วเจ้าได้กลิ่นพืชไม้ที่ว่า จากทางเดินที่เราเดินผ่านกันเข้ามาหรือไม่?”
ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้า หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็แหงนหน้ามองจันทร์สกาวที่ทอแสงสีฟ้าลงมา แล้วจึงกล่าวขึ้นต่อ “ ถ้าเป็นจากบนฟ้าเล่า? หากเหินบินได้ ก็มิต้องพบเจอกับหมอกลวงตา”
“ ด้านบนมีม่านอาคมโบราณบดบัง จึงเป็นเหตุให้แสงจันทร์ที่ส่องต้องลงมาเป็นสีฟ้า”
หานเฟิงพยักหน้ารับ มันจึงค่อยเข้าใจในความแปลกพิศดารของหุบเขาแห่งนี้ “ ในเมื่อเจ้าบอกว่า ตรวจไม่พบกลิ่นใดในเส้นทางเข้าออก ทั้งด้านในก็ไม่พบสิ่งใดอีก เช่นนี้ยังจะมีเหตุผลใดอีกเล่า ที่พวกมันจะพากันหายไป”
ซวงเอ๋อร์มองร่อยรอยที่ตนติดตามไปจนทั่วหุบเขา ก่อนจะส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง หานเฟิงชมดูนางก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ
“ แล้วในเผ่าเจ้า ใช่มีตำนานอันใด เล่าขานไว้บ้างหรือไม่?”
“ ตำนาน… ที่ท่านถามเพราะร่องรอยเหล่านี้?” ซวงเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับชี้ไปที่รอยบนพื้น
หานเฟิงพยักหน้า ก่อนจะเห็นนางกล่าวขึ้นต่อว่า “ ท่านแม่เคยกล่าวว่า เผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอกมายาของข้า อาศัยมาตั้งแต่ครั้งที่อาณาจักรแห่งนี้ยังนามว่าอาณาจักรนภาโลหิต มีตำนานการต่อสู้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีมากมายที่เล่าขานสืบต่อกันมา ทว่า ตำนานเรื่องราวอื่นใดในหุบเขาแห่งนี้ กลับไม่เคยมีกล่าวถึงมาก่อน”
หานเฟิงพยักหน้ารับ ก่อนจะถามขึ้นต่อ “ แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ?”
ซวงเอ๋อร์ซ่ายหน้า กล่าวว่า “ ไม่ทราบ…” ขบคิดลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ ท่านย้อนกลับไปเถอะ ไปตามทางที่ข้าบอก ออกจากเทือกเขาแห่งนี้ไป”
หานเฟิงได้ยินก็ยินดียิ่ง มันเองก็คิดหาหนทางกล่าวต่อนางอยู่นานแล้ว หากกระนั้น ปากยังไม่วายกล่าวออกไปว่า “ ไม่ต้องการให้ข้าช่วยแล้ว?”
ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้า กล่าวว่า “ คงไม่มีใดต้องรบกวนท่านแล้ว” แม้ในใจอยากจะให้ชายหนุ่มผู้นี้ช่วยเหลือ แต่ขบคิดไปว่า กระทั่งตนที่เป็นเจ้าถิ่น ยังไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ แล้วคนนอกเช่นมัน จะมีความสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
หานเฟิงมองดูซวงเอ๋อร์ที่สีหน้าเศร้าสลด มันเองที่เดิมทีก็มิใคร่คิดจะใส่ใจสงสารนาง แต่พอเห็นเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ ก็อดคิดไปถึงตัวเองในชีวิตที่แล้วขึ้นมาไม่ได้ มันเองที่ในตอนนั้น ก็ไม่ต่างจากนางในตอนนี้ ต่างก็เหลืออยู่เพียงตัวคนเดียว ทว่า ในกรณีของนาง ยังนับว่าต่างกันอยู่บ้าง เพราะคนของนางนั้นหายไปอย่างไร้สาเหตุ เพียงไม่อาจทราบรู้ ว่าเป็นอยู่หรือตกตาย
“ เจ้าแน่ใจ?”
หานเฟิงถามย้ำ ซึ่งปากที่กล่าวออกไปแล้ว หากในใจยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ไฉนตนจึงกลายเป็นรู้สึกเห็นใจนางไปเสียแล้ว
ซวงเอ๋อร์พยักหน้าไม่กล่าวคำ เพียงยืนทอดมองดวงจันทร์สีฟ้าที่สะท้อนอยู่ในสระน้ำใส หานเฟิงชมดูสีหน้านางที่เศร้าหมองของนาง ทั้งเห็นใจในความทุกข์ยากที่นางกำลังเผชิญ ทั้งชื่นชมในการสะกดกลั้นอดทนของนาง จากนั้นจึงค่อยกล่าวขึ้น
“ เช่นนั้นข้าไปละ”
ใช่ มันแม้จะรู้สึกเห็นใจนาง หากตนก็มีเรื่องราวให้ต้องกระทำ มันไม่ว่างมานั่งตามสืบคดีปริศนาให้นางเป็นแน่ จึงหมุนกายก่อนก้าวเท้าเดินจากไป ทว่า…
“ กรี๊ดดดดดดดดดดดดด….”