ตอนที่ 65 งานครัว
“เวลาจับมีดหรือรับส่งมีด พวกเธอต้องระวังกันให้ดีๆ ให้หยิบยื่นด้านสันมีดหรือด้ามจับให้กับอีกฝ่าย อย่าใช้ด้านมีคมหันเข้าหาอีกฝ่ายโดยเด็ดขาดและที่สำคัญเวลาส่งมีดให้ส่งผ่านข้างลำตัว อย่าให้มีดชี้เข้าหาตัว เข้าใจไหม?”
“ครับ/ค่ะ” เอลล่าและแอล ทำท่าทางรับส่งมีดไปให้อีกฝ่ายด้วยความตั้งใจที่เต็มเปี่ยม โดยมีไลท์และเจ้าโปริ่งยืนกำกับอยู่ข้างๆ เพื่อดูแลความปลอดภัย
โดยทั้งหมดนี้ไลท์ได้พยายามสั่งสอนเอลล่าและแอล ที่อยากจะเรียนทำอาหารกับเขานั่นเอง
แม้จะรู้ว่า แอลนั้นมีอายุแค่เพียง 11 ปี ซึ่งมองยังไงก็ดูจะเด็กเกินไปที่จะเข้าครัว แต่ในมุมมองของไลท์ เขามองว่าอายุของแอลนั้นไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ หากเข้าใจถึงหลักความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง
ต่อให้อายุมากกว่าแอลหรือแก่ชราเทียบเท่ากับคุณตาเกล ถ้าไม่ระวัง ทั้งหมดทั้งมวลก็อันตรายด้วยกันทั้งนั้น
มีดนั้นไม่มีชีวิต อยู่ในครัวมันคือเครื่องมือในการหั่นและปลอกที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าถูกนำออกไปจากครัว...มีดก็คืออาวุธที่สามารถใช้ทำร้ายผู้คนได้ดีๆ นี้เอง ฉะนั้นแล้ว ก่อนที่ไลท์จะเริ่มต้นสอน เอลล่าและแอล เข้าจึงจำเป็นต้องสอนถึงเรื่องพื้นฐานอย่างการรับส่งให้มีดให้แก่กันและกันเสียก่อน
เอลล่าและแอลรับส่งมีดกันไปมา จนทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เริ่มชำนาญมากขึ้น ซึ่งไลท์ก็ได้มอบรอยยิ้มอันภาคภูมิใจให้กับสองพี่น้องเป็นรางวัล
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาในบทต่อไป นั้นก็คือ การเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งในเมนูที่ไลท์กำลังจะสอนนั้นก็คือ เมนูตระกูลไข่ทั้งหลายนั่นเอง
ไข่เป็นได้ทั้งวัตถุดิบหลักและวัตถุดิบรอง ความสารพัดประโยชน์ของมันนั้นมีมากจนน่าเหลือเชื่อ
แต่สำหรับการเรียนการสอนในวันนี้ คือการทอดไข่เจียว ไข่ดาวและไข่ต้มที่อย่างหลังนี้ หากทำตามที่ไลท์บอกอย่างแม่นยำ ยังไงเสียมันก็ต้องออกมาน่ารับประทานอย่างแน่นอนและไลท์ก็หวังให้ไข่ต้มนี้ คือหนึ่งในก้าวแรกแห่งความสำเร็จของทุกคนในการทำครัวในครั้งนี้
ความสำเร็จแม้เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ แต่ขึ้นชื่อว่าความสำเร็จ ยังไงเสียมันก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นกำลังใจให้กับเราในการเดินไปข้างหน้า
ฉะนั้นแล้วถ้าไข่เจียวและไข่ดาว เป็นเรื่องยากเกินไป อย่างๆ น้อยก็ไข่ต้ม มาเป็นแรงใจให้กับเด็กๆ
“เวลาตอกไข่ ให้จับให้มั่น เคาะลงไปกับพื้นผิวแข็งๆ โดยในระหว่างนั้นก็ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้าง กดลงไปตามรอยแยกที่ได้เคาะลงไป พร้อมกับค่อยๆ เทมันลงในชามหรือบนกระทะ ช้าๆ ไม่ต้องรีบ”
ต๊อก~
ไลท์สาธิตวิธีตอกไข่เบื้องต้นให้กับลูกศิษย์ตัวน้อย แต่ในส่วนของคุณตาเกลไลท์ได้ข้ามขั้นตอนการสอนแบบง่ายๆ ด้วยการตอกไข่ด้วยมือเพียงข้างเดียวให้กับคุณตาเกลแทน
เนื่องด้วย คุณตาเกลก็ถือว่าเป็นพ่อครัวที่มีประสบการณ์มาแล้วไม่ต่ำกว่าหลายสิบปี เรื่องตอกไข่จึงเป็นบทเรียนที่คุณตาเกลนั้นทำได้สบายๆ
ต๊อก~แกว๊ก! แรกๆ
ที่ใช้มือเพียงข้างเดียว ไข่ที่คุณตาตอกออกมานั้น ไข่แดงนั้นแตกจนเสียรูป อีกทั้งยังมีเปลือกไข่หล่นลงไปในชามแทบทุกครั้ง แต่หลังจากผ่านไปสักพักเสียไข่ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ฟอง รวมกับของเด็กๆ ในที่สุดบรรดาลูกศิษย์ต่างก็ทำได้สำเร็จ
ไข่ที่ตอกมีรูปร่างกลมมนสวยงาม ส่วนในชามก็ไม่มีเปลือกไข่ หล่นลงไปเลยแม้แต่ซีกเดียว
“ทำได้ดีมาก งั้นมาเริ่มทำไข่เจียวกันเถอะ”
ไลท์นั้นใช้ทั้งส้อมและตะเกียบในการตีลงไปบนไข่ ซึ่งการตีไข่ในที่นี้จะเป็นช้อนหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ตีมันให้เข้ากันและสม่ำเสมอก็พอ
ก่อนจะมาถึงในส่วนของขั้นตอนการทำ ทันทีที่ไลท์เริ่มเทน้ำมันลงไป ปฏิกิริยาของเอลล่าและแอล ต่างก็รู้สึกกลัวกันแทบทั้งนั้น
แม้แต่ไรอันและจีน่า ที่รับบทเป็นผู้ชม ก็ยังแอบใจหวิวๆ หลังจากได้ยินเสียงของน้ำมันที่ร้อนจัดกำลังดีดตัว
โดยเด็กๆ ได้แอบอยู่ด้านหลังของคุณตาเกล พร้อมกับแทรกหน้าออกมาดูจากใต้วงแขนของชายชราที่ตอนนี้ดูจะช่ำชองกับเมนูไข่ จนไลท์นั้นพอจะฝากหน้าที่การทำไข่เจียวและไข่ดาวให้กับคุณตาเกลได้แล้ว
“คุณตาเกลเก่งมากเลยครับ แป๊บเดียวก็สามารถทำได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ผมขอฝากการทอดไข่ให้กับคุณตาเลยก็แล้วกัน” ไลท์ไม่เคย อิดออดเรื่องการชม หากใครทำดีก็ต้องชม ใครทำผิดพลาดก็ต้องตักเตือน
อีกอย่างการชม ก็เป็นหนึ่งในการให้กำลังใจที่ไม่ต้องเสียเงิน ดังนั้นเมื่อเห็นใครทำอะไรดีๆ ก็แค่ชมอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ เพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเป็นกองแล้ว
“ไลท์ก็พูดเกินไป ฉันยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ดูสิรสชาติของไข่เจียวยังอร่อยสู้ของเธอไม่ได้เลย” คุณตาเกลตักไข่เจียวของตัวเองขึ้นมาชิม พลางตักให้กับไลท์ได้ทดลองชิม
สีของไข่และทุกอย่างสมบูรณ์หมดแล้ว ส่วนการปรุงรสทางด้านของคุณตาเกลก็ใส่ไปตามที่ไลท์บอกทุกประการ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน...ทำไมไข่เจียวจานนี้ของคุณตาเกล มันเหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป
“อร่อย”
คราวนี้ไลท์ได้ลองให้ ไรอันและจีน่าได้ลองกินของเขาและของคุณตาเกลบ้าง
ซึ่งเมื่อสองสามีภรรยาได้ชิมไข่เจียวทั้งสองจาน ทั้งสองก็พบว่ามันอร่อยมากทั้งสองจานเพียงแต่...
“ฉันว่ารสชาติของไข่ทั้งสองจานนี้ ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันนะคะ มันอร่อยมากๆ ถ้าให้กินของคุณตาเกล ดิฉันคิดว่าก็สามารถกินได้หมดและเอร็ดอร่อยมากกว่าอาหารร้านอื่นๆ อย่างแน่นอน เพียงแต่ถ้ามีไข่เจียวที่คุณไลท์มาวางคู่กัน ดิฉันกลับรู้สึกว่าของคุณไลท์ เมื่อได้กินเข้าไป มันรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายังไงก็ไม่รู้ค่ะ” จีน่าตอบในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“ใช่เลย ผมเองก็รู้สึกเหมือนกับภรรยาเหมือนกัน” ไรอันกล่าวเสริมคำพูดของจีน่า
ซึ่งแม้ว่าจะมีจุดที่แตกต่างกันทางความรู้สึกระหว่างอาหารทั้งสองจานนี้ แต่ไรอันและจีน่าก็ได้เน้นย้ำว่า ไข่เจียวฝีมือคุณตาเกลนั้นอร่อยมากๆ จนชายชราเริ่มยิ้มแย้มขึ้นมาได้บ้าง
“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็คงต้องฝึกๆ ให้มากกว่านี้ เอาไว้หน้าที่ทอดไข่รอฉันพร้อมกว่านี้ก็แล้วกัน” คุณตาเกลแม้จะผิดหวังที่ไม่อาจทำอาหารออกมาได้เหมือนกับไลท์ แต่ทางด้านชายชราก็ไม่คิดย่อท้อ
อย่างไรเสีย 'กินข้าวก็ต้องกินทีละคํา เดินก็ต้องเดินทีละก้าว' การจะไปรีบเร่งในสิ่งที่ยังทำได้ไม่ชำนาญ รั้งแต่จะทำให้มันเสียหายเปล่าๆ
สู้รอฝึกให้มากกว่านี้ จนชำนาญ ค่อยรับหน้าที่ทอดไข่หรืออื่นๆ ก็ยังไม่สาย
ก่อนจะเดินกลับไปที่เตาเพื่อเริ่มทำเมนูไข่ดาว ทั้งนี้...ในระหว่างที่ทุกคนกำลังมัวแต่สนใจไข่เจียวของไลท์และคุณตาเกลอยู่นั่นเอง
ทางด้านเอลล่าที่มีแอลเป็นผู้ช่วยอยู่ข้างๆ ก็เริ่มลงมือทดลองทำไข่เจียวของตัวเองบ้างแล้ว...แต่น่าเสียดายก็ตรงที่ ไข่เจียวของเอลล่า มันไหม้จนดำเป็นปรืด
‘กินไม่ได้’
“ค่อยๆ ฝึกต่อไป ตอนพี่หัดทำไข่เจียวครั้งแรก มันออกมาเละเทะกว่าของเธออีก” ไลท์ส่งยิ้มให้กับสาวน้อย
ก่อนจะหันกลับไปทำในส่วนของอาหารให้กับ ไรอันและจีน่า ได้ไปกินกับน้องชายตามที่ได้รับปากไว้
พลางคิดถึง โทมัสและจิม เจ้าชายหนุ่มและองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ ที่ออกไปปฏิบัติภารกิจเผยแพร่ข่าวลือตามหมู่บ้านและเมืองที่อยู่ใกล้ๆ ละแวกนี้
‘สองคนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ?’
ในระหว่างที่ไลท์กำลังว่างจากงาน ทางด้านโทมัสและจิมที่ตอนนี้แต่ละคนต่างแยกกันไปตามที่ต่างๆ ที่ได้ตกลงกันไว้
แม้สถานที่ของพวกเขาจะแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมของเมืองก็ต่างกันออกไป แต่ทว่า...มีอยู่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทั้งสองคนนั้นคิดเหมือนกันๆ ก็คือ ‘คิดถึงเชฟไลท์’ จนสุดหัวใจ
โทมัสนั้นได้มาถึงเมืองดาราฉาย ตั้งแต่เช้ามืดของวันนี้ โดยโทมัสได้ใช้พลังเวทที่ตัวเองมี เพื่อเร่งฝีเท้าจนมาถึงเมืองดาราฉายที่มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านดาราฉายกว่า 10 เท่า ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
และทันทีที่ได้มาถึงเมืองดาราฉาย เขาก็ได้มุ่งตรงไปยัง กิลด์สมาคมนักผจญภัยที่ตั้งอยู่ในเมือง เพื่อมาปล่อยข่าวลือถึงสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดที่อยู่ในป่า ให้กับเหล่านักผจญภัยในกิลด์สมาคมได้รับทราบโดยทันที
“ในป่าดาราฉายมีภารกิจออกล่าสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดหรือไม่ ครับ” โทมัสเอ่ยถามถึงอสูรหมาป่ากับพนักงานหญิงของกิลด์สมาคม ประหนึ่งกำลังแสร้งเล่นละครว่าไม่รู้ถึงที่มาและที่ไปของสัตว์อสูรหมาป่าที่กำลังเป็นข่าวลือ
“อสูรหมาป่าสีชาดที่ป่าดาราฉาย?” พนักงานหญิงได้ใช้พลังเวทของเธอ เพื่อทำการตรวจสอบเอกสารที่เป็นฐานข้อมูลของกิลด์นักผจญภัยในอาณาจักรลูนาเทีย
“ไม่มีการรับแจ้งถึงการมีอยู่ที่ท่านกำลังตามหานะคะ” พนักงานหญิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
ซึ่งในทันทีที่พนักงานกิลด์หญิงได้ตอบกลับว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรในเขตป่าดาราฉายให้กับโทมัสที่เป็นคนถาม
เมื่อนั้นก็หมายความว่า กิลด์สมาคมกำลังงับเหยื่อที่โทมัสได้หว่านเอาไว้แล้ว
เจ้าชายหนุ่มแอบยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตอบกลับพนักงานหญิงด้วยถ้อยคำที่ได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี
“ไม่มีการแจ้งถึงสัตว์อสูร? จะเป็นไปได้ยังไง เพราะก่อนหน้าที่ผมจะมาถึงเมืองดาราฉาย ผมยังได้ยินเรื่องสัตว์อสูรนี้จากนักผจญภัยในหมู่บ้านดาราฉายกันอยู่เลย ผมเลยตั้งใจจะมาขอรับภารกิจนี้จากสมาคม” น้ำเสียงของโทมัส มีการปรับเปลี่ยนโทนอารมณ์ทั้งแปลกใจ ตกใจ ประหลาดใจและผิดหวัง จนพนักงานหญิงถึงกับสับสนงุนงงไปหมดแล้ว
พนักงานหญิงพยายามตรวจสอบฐานข้อมูลของสมาคม ซ้ำถึงสองครั้งสองครา แต่ก็ยังไม่พบว่ามีการได้รับแจ้งถึงสัตว์อสูรที่โทมัสกำลังพูดถึงเลยสักนิด
“ท่านนักผจญภัยน่าจะเข้าใจผิดหรือเปล่าคะ เพราะทางนี้ก็ไม่ได้รับแจ้งถึงข้อมูลดังกล่าวเลย”
พนักงานหญิงยังคงยืนกรานถึงข้อมูลที่เธอได้ตรวจสอบ
“น่าเสียดายจัง เพราะผมเองก็ได้ยินมาว่า ทางศาสนจักรแห่งแสงก็รู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรตนนี้แล้วเช่นกัน สงสัยกิลด์สมาคมนักผจญภัยคงจะยังไม่รู้”
โทมัสตั้งใจดึงศาสนจักรแห่งแสงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับข่าวลวงในครั้งนี้
เพราะทุกคนต่างก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า สมาคมกิลด์นักผจญภัยนั้นจะได้รับแจ้งถึงสัตว์อสูรมาจากศาสนจักรแห่งแสงรวมไปถึงทางด้านสมาคมกิลด์จะเป็นตัวกลางที่จะนำเศษซากผลึกวิญญาณของสัตว์อสูร ไปขึ้นเงินกับทางศาสนจักรแห่งแสง
ซึ่งมันอาจตีความหมายได้ประมาณว่า การที่ไม่มีข้อมูลแจ้งเหตุถึงสัตว์อสูรส่งมาให้กับกิลด์สมาคมในครั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะศาสนจักรแห่งแสงคงอยากจะจัดการสัตว์อสูรด้วยตัวเอง จะได้ไม่ต้องเหรียญทองมณีผ่านตัวกลางอย่างกิลด์สมาคมและนักผจญภัยนั่นเอง
โดยในระหว่างนั้น ในสมาคมนักผจญภัยก็มีกลุ่มนักผจญภัยจำนวนหลายสิบชีวิต กำลังยืนเลือกภารกิจบนกระดานข่าวกันอยู่เต็มไปหมด
แน่นอนว่าทั้งหมดต่างก็ได้ยินถึงบทสนทนาระหว่างโทมัสและพนักงานหญิงของกิลด์กันแทบทั้งสิ้น
กลุ่มนักผจญภัยต่างสนอกสนใจกับเรื่องที่ได้แอบฟังนี้กันแทบทั้งสิ้น เพราะหากเรื่องนี้เป็นความจริง
เท่ากับว่าศาสนจักรแห่งแสงนั้น ตั้งใจปกปิดเรื่องของอสูรนี้กับพวกเขา และนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาสนจักรแห่งแสงปกปิดการมีอยู่ของสัตว์อสูรแก่นักผจญภัย เพื่อไม่ต้องการที่จะจ่ายค่าส่วนแบ่งในการล่า
“น้องชายที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือไม่? รบกวนช่วยบอกเล่าเรื่องราวให้กับพวกเราฟังสักหน่อยเถอะ...ไว้ใจพวกเราได้ เห็นอย่างนี้ฉันก็เป็นถึงนักผจญภัยระดับ Gold เชียวนะ?”
ชายหนุ่มที่สวมใส่ชุดเกราะเต็มตัว พร้อมด้วยผู้ติดตามที่เป็นนักผจญภัยอีกจำนวน 5-6 คน โดยแต่ละคนต่างก็สวมใส่สร้อยคอสีทอง ที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงระดับของนักผจญภัยที่กิลด์สมาคมเป็นผู้ออกให้ ให้กับโทมัสได้รับรู้
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดวันพุธ