บุรุษด้านหลังพลันปล่อยมือจากเอวนางถอนแกนกายออกไป๋ซูก็ร่วงหล่นมากองกับพื้นราวเส้นก๋วยเตี๋ยว
อาจารย์รอซักครู่ กล่าวจบนางก็ก้มล้มไปช้อนเอาร่างไป๋ซูที่ฟุบอยู่ที่พื้นอุ้มไปวางไว้ที่เตียงด้านข้าง ยกถังน้ำและผ้าเช็ดหน้าไปวางไว้ข้างนาง
“ทำความสะอาดของเ้าซะอย่าทำให้ผ้าปูเตียงเลอะ ฮึ”
ในเสียงสวบสาบนางเดินกลับมาหาผู้เป็นาย คลายสายคาดเอวออกแต่ไม่ปลดลง เพียงดึงกางเกงให้ล่นลงมาอยู่ที่ต้นขาแล้วหันหลังโก้งโค้งให้กับผู้เป็นายอย่างรู้งาน
สวบ เพียงตวัดชายเสื้อชุดเกาะที่ด้านหลังนางออก จับเอวนางกระแทกเข้าไปเพียงครั้งเดียว ตัวตนที่แข็งดุจเหล็กกล้าอยู่ก่อนแล้วก็เข้าไปอยู่ในตัวนาง
นางยืนเกาะเสากระโจมอยู่อย่างนั้น พลางนึกย้อนถึง่เวลาที่ผ่านมา อาจารย์ดีกับนางแต่ก็รังแกนาง ตอนนางเป็กำพร้าแรกๆ นางเพียงติดตามเป็สาวใช้ ต่อมานายท่านบอกว่าหากไม่อยากเป็ของเล่นใต้หว่างขาบุรุษ นางต้องมีวิชาฝีมือ นางก็หลงเชื่อกราบนายท่านเป็อาจารย์
ฝึกไปฝึกมา นางก็กลายเป็ของเล่นใต้หว่างขาของอาจารย์
“ซีด เสียงนางสูดปากเมื่อความเสียวแล่นมาถึงท้องน้อย”
“เสียวมั้ย” อาจารย์กระซิบถามนาง
“พับ พับ พับ” ระหว่างที่ถามสะโพกก็เร่งกดกระแทกเร็วขึ้น
“พับ พับ พับ” ไม่มีเสียงตอบกลับจากคนที่โก้งโค้งอยู่เบื้องหน้า บุรุษด้านหลังจึงคว้าเอวนางกระชากร่างนางออกมาจากต้นเสา หลังจากนางคลายมือออกจากต้นเสาแล้วเขาจึงรั้งหัวไหล่นางให้ยืนตรงขึ้น ด้วยท่านี้เค้าสามารถกระแทงนางได้เร็วขึ้นแรงขึ้นโดยไม่เกิดเสียงดัง
หลี่เหมย ที่ยืนรองรับอยู่ด้านหน้ากัดฟันแน่นร่างกายโยกคลอนตามแรงกระแทกบุรุษด้านหลัง เนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้ถอดเสื้อผ้าเสียงกระแทกจึงไม่ค่อยดังเท่าไร มีเพียงเสียงดังสวบสาบและเสียงฮึดฮัดของนางที่สุดจะกลั้น
หลายครั้งที่ระหว่างออกศึก เวลาอาจารย์มีอารมณ์ไม่ว่าจะเป็สถานที่ใดอาจารย์มักไม่เคยอดทนอดกลั้น เพียงหาที่ลับตาคนก็จะดึงพวกนางเข้าไปกระแทกกระทั้นเพื่อปลดปล่อยอารมณ์กับพวกนางเสมอ
“พับ พับ พับ อ่า อ่า อา” หลังจากเร่งความเร็วอย่างเต็มที่ของแข็งร้อนลวก ภายในก็กระตุกปล่อยกระแสอุ่นไหลเข้าสู่ภายในกายนาง นางร่างแข็งเกร็งราวกับกวางน้อยต้องลูกธนูสั่นกระตุกเบาๆ น้ำเชื่อมกับน้ำนมไหลเข้าผสมกัน แช่ไว้ซักระยะอาจารย์ก็ถอนดึงออก
น้ำขาวขุ่นทะลัก ออกจากกลีบท้อนาง นางขมิบกลีบท้ออย่างรู้งานพุ่งตัวไปที่เตียงนอนลงข้างกายไป๋ซู คว้าหมอนมาหนึ่งใบสอดไปใต้สะโพกยกร่องรักให้สูงขึ้นไม่ให้น้ำรักไหลออกมา จากนั้นเดินกำลังภายในวนจุดที่ท้องน้อยรู้สึกร้อนวูบวาบ
เช้าวันรุ่งขึ้น
“ทัพเอี๋ยนถอยร่นข้ามแม่น้ำลู่หาน” หลังจากฟังรายงานทางทหารจากหน่วยสอดแนม แม่ทัพใหญ่ห้ามณฑลผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางโต๊ะประชุมยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
แม่น้ำลู่หานถือเป็แม่น้ำสายใหญ่เส้นสุดท้ายก่อนถึงเมืองหลวงของราชวงศ์เอี๋ยน เดิมทีดินแดนทางเหนือเป็ดินแดนชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆ กว่าร้อยชนเผ่า ที่เล็กที่สุดอาจมีขนาดเพียง สามสิบสี่สิบคน ที่มากที่สุดอาจถึง หนึ่งแสนคน
ตระกูลเอี๋ยนแรกเริ่มเดิมทีต้นตระกูลคือคนภาคกลาง ก่อนราชวงศ์เว่ยปกครองภาคกลาง ราชวงค์ที่ปกครองอยู่ก่อนคือราชวงศ์สุย ปลายยุคสุยเกิดการชิงอำนาจกันระหว่าง องค์ชายต่างๆ เอี๋ยนซ่ง บรรพบุรุษตระกูลเอี๋ยน ตอนนั้นเป็แม่ทัพใหญ่รักษาการเมืองหลวงเลือกข้างองค์ชายรอง
บรรดาองศ์ชายแย่งชิงกันไปแย่งชิงกันมา สุดท้ายแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดน เว่ยฮาน ยกกำลังเข้าเมืองหลวงปลดฮ่องเต้สถาปนาราชวงศ์เว่ย เอี๋ยนซ่งได้แต่พาพวกและครอบครัวกลุ่มหนึ่งหนีขึ้นเหนือออกนอกด่าน
“ท่านแม่ทัพ หากยกกำลังข้ามแม่น้ำตามไปไม่ถึงหนึ่งเดือนต้องยึดเมืองหลวงได้แน่นอน” ขุนศึกในสังกัดนายหนึ่งเสนอความคิดเห็นออกมา ในที่ประชุมยังคงปราศจากเสียงของแม่ทัพใหญ่
“หากยึดเมืองหลวงพวกเอี๋ยนได้แล้วจากนั้นจะทำอย่างไรต่อ” ในที่สุดท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เงียบขรึมก็เอ้ยปาก
เมื่อคำถามจบลงภายในที่ประชุมก็กลับมาเงียบงันอีกครั้ง เหล่าขุนศึกทหารที่เคยติดแม่ทัพใหญ่ครั้งยังเป็เพียงชาวบ้านธรรมดายังคงจำเหตุการณ์ในปีนั้นได้
10 ปี ก่อน เอี๋ยนหยางยกทัพบดขยี้แคว้นเว่ย จนกินพื้นที่เกือบครึ่งชาวบ้านอพยพหนีลงใต้ เวลานั้นพลันปรากฏเด็กหนุ่มอายุ14ปีคนหนึ่ง อพยพตามชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาถึงเมืองหนันฝู ชาวบ้านเกือบสองพันคนที่รอดมาได้ล้วนพึ่งพาวิชายิงธนูล่าสัตว์ของเด็กหนุ่มจึงทำให้รอดเข้าเมืองมาได้
ด้วยโชคชะตาหรือคราเคราะห์ของเอี๋ยนหยางก็สุดแล้วจะทราบได้ ตีเมืองไหนไม่ตี กลับมุ่งตรงมาที่เมืองหนันฝูที่ปราศจากทหารประจำการ ทหารรักษาเมืองทราบแต่แรกว่าข้าศึกบุกมาก็เตลิดพากันทิ้งเมืองไปแต่แรก เหลือไว้เพียงชาวบ้านไม่กี่พันคน
เมื่อไม่มีทหารและผู้นำ ชาวบ้านจึงแต่ตั้งกันเอง ด้วยเคยเห็นวิชายิงธนูล่าสัตว์ที่สำแดงเดชหาอาหารตลอดทาง ทุกคนจึงพร้อมใจกันยกเด็กหนุ่มขึ้นเป็ผู้นำ ด้วยตลอดทางพบแต่ความยากลำบากหิวโหยอ่อนแรงจนไม่มีผู้ใดคิดจะเดินทางอพยพลงใต้ต่อไปอีกจึงยึดเอาเมืองไว้เป็ที่มั่นพร้อมจะตกตายไปพร้อมกับชาวเมือง
นับเป็คราเคราะห์ของเทพาเอี๋ยนหยาง ผู้พิชิตทุ่งหญ้าปราบชนเผ่านับร้อย จนสถาปนาตนเองเป็ฮ่องเต้ได้สำเร็จ แต่ร้อยสำเร็จ พันสำเร็จ ในชีวิตไม่ทราบคนผู้นี้ประสบความสำเร็จ มากี่พันกี่หมื่นครั้ง เมื่อ่ชีวิตที่ดีที่สุดได้เดินทางมาถึงวันที่ต้องประจันหน้ากับเด็กน้อยขนอ่อน ที่ในชีวิตสำเร็จเพียงเื่เดียว
“ลมปรานเซียนปฐี”