Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 สวนดอกไม้

            “นายท่านอสูรทะเลที่ก่อคลื่นสัตว์ร้ายตนนั้น ตายแล้วจริงๆ เหรอคะ?”

            ภายใต้แสงจันทร์อันมืดมิดชิงเอ๋อร์นั่งอยู่บนกิ่งไม้ พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “ข้าก็ไม่รู้”

            อวี๋จื่ออวี๋ส่ายหน้าตอบกลับด้วยความไม่มั่นใจนัก

            ทว่าหลังจากนั้นไม่นานราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อยพลางวิเคราะห์ว่า

            “หากอาวุธนิวเคลียร์ไม่อาจคร่าชีวิตมันได้ในทันทีหลังจากนั้นการจะปลิดชีพมันคงเป็นเรื่องยากแล้ว...”

            “ยากเหรอคะ?”

            ชิงเอ๋อร์เอียงคอเล็กน้อยบนใบหน้าเผยความฉงน

            “ใช่ ยากมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางทอดสายตาไปยังผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล เอ่ยอย่างสงบว่า“สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของอาวุธนิวเคลียร์ไม่ใช่การระเบิดหากแต่เป็นกัมมันตภาพรังสี ทว่าในยุคแห่งวิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่นี้ทุกสรรพสิ่งต่างวิวัฒนาการอยู่ทุกชั่วขณะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ “เจ้าว่า...หากสิ่งมีชีวิตบางชนิดวิวัฒนาการจนมีความสามารถ‘ต้านทานรังสี’ ขึ้นมาล่ะ?”

            “เอ่อ...”

            ชิงเอ๋อร์พูดไม่ออกมุมปากของเธออดไม่ได้ที่จะกระตุก

            หากเป็นเช่นนั้นจริงเรื่องสนุกคงตามมาขนานใหญ่เป็นแน่

            ในขณะเดียวกันนัยน์ตาของอวี๋จื่ออวี๋ทอประกายลึกลับบางอย่างไม่ขาดสาย

            เรื่องที่เขาพูดกับชิงเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

            แต่เป็นความคิดที่ฝังลึกอยู่ในหัวของเขามานานแล้ว

            การวิวัฒนาการจนมีคุณสมบัติ‘ต้านทานรังสี’ ฟังดูราวกับเรื่องเพ้อฝัน

            ทว่าในความเป็นจริงกลับมีร่องรอยให้เห็นอยู่

            เปรียบเสมือนตอนนี้หากคนถูกงูพิษกัดแล้วทนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็ใช่ว่าจะวิวัฒนาการความสามารถต้านทานพิษขึ้นมาไม่ได้

            และกัมมันตภาพรังสีอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไม่ได้ต่างจากพิษงูเท่าใดนัก

            เพียงแต่ความเสี่ยงนี้ใหญ่หลวงนักกระทั่งสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติก็น้อยนักที่จะกล้ายืดอกรับประกันว่าตนจะไม่ตายหากถูกนิวเคลียร์ถล่มเข้าตรงๆสักครั้ง

            และที่น่าผิดหวังยิ่งกว่าคือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติส่วนใหญ่ที่เพิ่งตื่นรู้สติปัญญานั้นยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับนิวเคลียร์หรือแม้แต่มนุษย์เลย

            มิฉะนั้น เรื่องราวที่ถูก‘ล้อมฆ่า’ อย่างง่ายดายเช่นนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้น

            เพราะเมื่อเทียบกับชีวิตของพวกมนุษย์แล้วอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติส่วนใหญ่ย่อมรักชีวิตตนเองมากกว่าและจะไม่ยอมก้าวลงสู่ปลักตมโดยง่าย

            ......

            อวี๋จื่ออวี๋สูดหายใจเข้าลึกๆเขาไม่คิดจะสนทนาเรื่องนี้อีกต่อไป

            เมื่อเทียบกับการวิวัฒนาการ‘ต้านทานรังสี’ อันเลื่อนลอยแล้วอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกว่าการมุดลงใต้ดินอย่างสงบเสงี่ยมนั้นมั่นคงและปลอดภัยกว่า

            เหมือนอย่างตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายจมลงไปอีกหลายส่วน

            เมื่อเพ่งมองดูร่างกายส่วนใหญ่ของเขากลับจมลงสู่ใต้ดินลึกถึงสี่ห้าเมตร

            “แบบนี้แล้ว อีกไม่กี่วันข้าก็น่าจะซ่อนร่างกายลงใต้ดินได้อย่างสมบูรณ์แล้วสินะ”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มอย่างพึงพอใจ

            สำหรับเขา ไม่มีข่าวไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

            การจมลงใต้ดินหมายความว่าเขาได้พบวิธีซ่อนตัวที่ดีกว่าม่านหมอกเสียอีก

            นอกจากนี้ อวี๋จื่ออวี๋ยังพบว่าแม้จะจมลงใต้ดิน แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการ ‘หายใจ’ของเขาเลยแม้แต่น้อย

            ผืนดินสำหรับเขา เป็นดั่งน้ำกับปลาที่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์

            หากจะบอกว่ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าพวกคงเป็นเรื่องการควบคุมพละกำลังที่ยังไม่ชำนาญนัก

            เมื่อเทียบกับลำต้นและกิ่งก้านบนดินแล้วรากที่อยู่ใต้ดินของเขานั้นใหญ่โตมโหฬารจนเกินไป

            การจมลงใต้ดินแต่ละครั้งย่อมหมายถึงการจมลงของรากไม้จำนวนมหาศาล

            ในขณะนั้นเองเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ดังขึ้นข้างหู“นายท่าน หากท่านจมลงใต้ดินได้จริงๆ แล้ว ท่านจะทำอะไรต่อไปคะ?”

            “เอ่อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปอึดใจหนึ่งอย่างที่ไม่ค่อยเป็นนักรู้สึกพูดไม่ออก

            เขายังไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้นจริงๆ

            ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเมื่อมองไปยังปีศาจกระทิงและเก้าหางที่ยังคงเรียนรู้อยู่แต่ไกลแววตาของอวี๋จื่ออวี๋พลันวูบไหว พลางตอบว่า

            “ถ้าอย่างนั้นเรามาสร้างอาณาจักรใต้ดินที่เป็นของพวกเราโดยเฉพาะกันเถอะ”

            ขณะพูดสีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋ก็แฝงความตื่นเต้นไว้

            ใช่ อาณาจักร

            อาณาจักรที่ซ่อนอยู่ลึกใต้ผืนปฐพี!

            “อาณาจักรใต้ดิน...”

            ชิงเอ๋อร์พึมพำดวงตาของเธอเปล่งประกายประหลาดใจ

            เธอคิดไม่ถึงเลยว่านายท่านจะมีความทะเยอทะยานถึงเพียงนี้

            ทว่าการสร้างอาณาจักรเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับนายท่านจริงๆ

            ด้วยร่างกายอันล้ำค่าของนายท่านในตอนนี้หากต้องอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์และสัตว์ป่ากลายพันธุ์ย่อมยากที่จะปลีกตัวอยู่อย่างสงบ

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่สู้สร้างขุมอำนาจที่เป็นของตนเองขึ้นมาจะดีกว่า

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ชิงเอ๋อร์จึงเสนอต่อว่า

            “นายท่าน หากจะสร้างอาณาจักรจริงๆการควบคุมสัตว์ป่ากลายพันธุ์ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง”

            “และฉันขอแนะนำให้ท่านควบคุมฝูงหนูกลายพันธุ์สักฝูงค่ะ”

            “ด้วยจำนวนประชากรของฝูงหนูกลายพันธุ์และประสิทธิภาพการทำงานอันน่าทึ่งหากชี้นำได้ดีเราก็จะสามารถสร้างอาณาจักรใต้ดินที่ไม่แพ้เมืองของมนุษย์ได้ภายในเวลาอันสั้น”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของชิงเอ๋อร์

            เป็นจริงเช่นนั้นฝูงหนูกลายพันธุ์เป็นขุมกำลังที่ควรค่าแก่การควบคุมจริงๆ

            และนอกจากฝูงหนูกลายพันธุ์แล้วบนปลายกิ่งก้านของเขา บางทีอาจจะเลี้ยงฝูงผึ้งกลายพันธุ์ไว้สักกลุ่ม

            ด้วยพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านอยู่รอบกายเขาตลอดเวลาย่อมสามารถเร่งการเติบโตของผึ้งกลายพันธุ์ให้ถึงระดับที่น่าทึ่งได้ในเวลาอันสั้น

            ยามคับขันยังสามารถใช้พวกมันเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวแต้มวิวัฒนาการได้อีกด้วย

            อีกเรื่องที่ควรเอ่ยถึงคือยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด ผืนดินที่เขาอยู่นี้ก็ยิ่งดูราวกับฤดูใบไม้ผลิตลอดปีแม้ในฤดูหนาวความเขียวขจีก็ไม่ลดเลือนไป

            อีกทั้งยังมีกลิ่นอายพลังวิญญาณจางๆแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะเป็นพลังวิญญาณธาตุไม้

            แม้พลังวิญญาณจะมีไม่มากแต่เมื่อผ่านการกลั่นกรองจากร่างกายของเขาแล้วย่อมส่งผลดีในการหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ส่วนใหญ่

            แม้จะไม่เลิศเลอเท่าน้ำบำรุงชีวิตแต่ก็ดีตรงที่มีความยั่งยืนและมั่นคง

            ส่วนน้ำบำรุงชีวิตของเขานั้นวันละสามหยดก็นับเป็นขีดจำกัดแล้ว หยดหนึ่งหยดลงสู่ผืนน้ำเพื่อสร้างทะเลสาบวิญญาณอีกหยดมอบให้เก้าหาง ปีศาจกระทิง และพวกพ้องส่วนอีกหยดเก็บสำรองไว้เผื่อเหตุไม่คาดฝัน

            หากมากกว่านี้ใช่ว่าอวี๋จื่ออวี๋จะตระหนี่ถี่เหนียวหากแต่น้ำบำรุงชีวิตนั้นสัมพันธ์กับต้นกำเนิดของตน

            หากให้มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อรากฐานได้ง่าย

            ดังนั้นวันละสามหยดจึงเป็นปริมาณที่สามารถฟื้นฟูคืนมาได้

            เมื่อคิดได้ดังนี้โครงร่างในหัวของอวี๋จื่ออวี๋ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นวิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ขุนเขาแห่งหมอกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลหากไม่คำนึงถึงพลังรบของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์การจะหาเผ่าพันธุ์ที่เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องยาก

            และตอนนี้ความคิดของอวี๋จื่ออวี๋นั้นเรียบง่ายมาก

            คือการหาเผ่าพันธุ์ดีๆ สักฝูงมาเลี้ยงดูเพื่อทดสอบผลลัพธ์ดูก่อน

            หากผลออกมาดีแผนการใหญ่ในอนาคตของเขาก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้ทีละก้าว

            ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นท่าทางของอวี๋จื่ออวี๋ ชิงเอ๋อร์ก็ยกมือขึ้นปิดปากพลางหัวเราะเบาๆ

            การออกตามหาก็เป็นวิธีหนึ่ง

            ทว่าการดึงดูดเจ้าพวกตัวเล็กเหล่านี้ให้เข้ามาหาเองไม่ใช่หนทางที่ง่ายกว่าหรือ?

            เมื่อคิดได้ดังนั้นชิงเอ๋อร์ก็ไปหาช่อดอกไม้ป่ามาจากที่ใดไม่ทราบ เธอยิ้มบางๆ แล้วกระโดดลงจากกิ่งไม้มายังผืนดินที่ไม่ไกลจากร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ ก่อนจะปักมันลงไป

            “นายท่าน พื้นที่ว่างตรงนี้ยกให้เป็นสวนดอกไม้ของฉันได้ไหมคะ?”

            “สวนดอกไม้?”

            อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไป

            “ใช่ค่ะ สวนดอกไม้”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้ากางแขนออกแล้วหมุนตัวอยู่กับที่ราวกับกำลังเต้นรำ

            “ฉันจะปลูกสมุนไพรและดอกไม้วิญญาณหลากหลายชนิดที่นี่ค่ะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็เอ่ยเตือนอีกว่า

            “นายท่านท่านคงลืมไปแล้วว่าตัวท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพืชพรรณอีกทั้งยังก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแล้ว”

            “และในฐานะพืชกลายพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัวแม้เพียงพลังวิญญาณธาตุไม้ที่หลั่งไหลออกมาโดยไม่ตั้งใจก็เพียงพอจะชโลมผืนดินแห่งนี้ให้กลายเป็นดินวิญญาณได้แล้ว”

            “ดังนั้นบริเวณรอบตัวท่านจึงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการปลูกดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณ”

            “และเมื่อมีดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้แล้วเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะเป็นแมลง ผีเสื้อ หรือแม้แต่ผึ้งพวกมันก็จะพากันหลั่งไหลมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย”

            ชิงเอ๋อร์หัวเราะเบาๆใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            มวลบุปผา ผืนหญ้าเขียวขจีและหมู่ภมรที่ร่ายรำรอบกาย...

            ภาพนั้นต้องงดงามมากแน่ๆ!

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน