มวลของวายุหนักลูกแรกยังไม่ทันวาย แรงลมระลอกที่สองที่สามก็ตามเข้ามาอย่างกระชั้นชิด 2บุรุษร่างกำยำคนหนึ่งผมยาวคนหนึ่งผมสั้นต่างแลกหมัดและเท้าสลับกันไปมาอย่างสมน้ำสมเนื้อกำปั้นซัดดกำปั้นหน้าแข้งซัดหน้าแข้ง ศอกเข่าซัดเข้าขมับศีรษะต่างลุกลับพลิกผันไปมาอย่างทันท่วงจังหวะกันน่าหวาดเสียว เกลียวลมที่สะท้อนออกมาแต่ละครั้ง ทั้งหนักหน่วงและรุนแรงราวกับแรงของระเบิด ไม่มีใครลุกยืนได้ด้วยเกรงจะถูกพลัดตกเขาไปตามๆกัน
2ชายผู้แข็งแกร่งกระโดดห่างออกจากกันทิ้งระยะเอาไว้หลังจากเข้าไปประลองกำลังอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กำลังลมหวนค่อยๆจางลงและสงบในที่สุดกลุ่มทหารองครักษ์รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้า เจ้าเมืองของตนเองเอาไว้ในขณะที่กองโจรนักโทษซึ่งก่อจลาจลนำโดยร็อคและจอนห์ก็เข้ามายืนคุ้มกันไคลม์พร้อมด้วยพวกพ้องคนอื่นๆ การประชันฝีมือของทั้งคู่ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้แต่ทว่าถูกยังเอาไว้ด้วยกำลังทหารของสองฝ่ายซึ่งกำลังจะทำการประจันหน้ากันต่อจากนี้
"ฝีมือไม่เลวเลย ถึงว่าทำไมช่างกล้ามาท้าทายข้าแม้จะรู้จักสมยานาม1ใน12อัศวินเป็นอย่างดี ทั้งพละกำลัง ปราณสปีริตนับว่าพวกเราทั้งคู่ไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่ทว่า เจ้าคงไม่คิดว่าข้ามีฝีมือแค่นี้หรอกจริงไหม?"
สเน็คอายกล่าวกับไคลม์ ขณะที่ทั้งคู่ยืนอยู่ด้านหลังกองทหารของแต่ละฝ่าย
"ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้าลองไม่มีดีอะไรเลยไฉนจะกล้ากำแหงได้มากถึงขนาดนี้เล่า"
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยคำพูดถากถางอีกเช่นเคย อีกฝ่ายยิ้มให้ก่อนออกคำสั่งทหารให้เข้าโจมตี
"ไปฆ่าไอ้พวกสวะที่ยืนขวางทางข้ากับเจ้านั่นเดี๋ยวนี้"
"ไปฆ่าไอ้พวกนักโทษกบฏพวกนั้น"
ผู้บัญชาการกองทัพสั่งย้ำหลังได้รับคำสั่งมาอีกที
"ก็เอาสิวะ คิดว่าพวกเอ็งมีดีอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง โอ้ววว พวกเราไปเอามันให้ลงจมกองดินไปเลย"
ร็อคตะโกนบอกพวกพ้องก่อนที่จอนห์จะร้องตอบและวิ่งนำเป็นคนแรกพาพวกสหายเข้าไปตะลุมบอลกับกองทหารองครักษ์ที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า สองกองกำลังสุดแกร่งเข้าประสานงานกันอย่างรุนแรง จอนห์และร็อคเปิดฉากโดยการใช้ดาบและกระบองฟาดเข้าใส่ศัตรูเบื้องหน้าจนกระเด็นลอยไปด้านหลัง ในบางจังหวะที่ซัดเข้าใส่ก็อัดปราณสปีริตเข้าไปด้วย สร้างพลังทำลายจากระเบิดทำให้เกิดแรงปะทะที่มหาศาลมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้กองทหารที่ตั้งโล่รับการโจมตีถูกเป่าจนกระเด็นร่างกายขาดกระจุยน่าสยดสยอง
ด้านอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่แพ้กัน ผู้บัญชาการทหารภายใต้ชุดเกราะสีน้ำเงินเข้มสวมหมวกเหล็กใช้ดาบอันคมกริบฟาดฟันใส่บรรดานักโทษที่พุ่งเข้ามาหาตนจนร่างขาดเป็นสองท่อนอยู่หลายคน ด้วยปราณสปีริตอันทรงพลังที่เคลือบเอาไว้ภายในตัวดาบแม้ว่าคู่ต่อสู้จะยกโล่ขึ้นรับการโจมตีได้แน่นหนาซักเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานความสามารถในการฟันที่แทรกไปด้วยพลังพิเศษอันแข็งแกร่งได้
โล่เหล็กหนาอย่างดีที่ถูกช่วงชิงมาจากทหารเบื้องล่างโดนฟัดจนขาดเป็น2ท่อนไปพร้อมกับร่างของผู้ถือครองจำนวนหลายคน บรรดาผู้บัญชาการของทั้งสองกองกำลังรุกคืบเข้าหากันอย่างรวดเร็วแต่ละฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใครกระทั่งได้เผชิญหน้ากันในที่สุด
"นึกว่าใครที่ไหน พลจัตวาลูเซียนี่เอง ฮ่าๆ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะนับตั้งแต่ที่ทำสงครามเมื่อครั้งเมืองเก่าของเรา ดูท่าว่าจะได้รับการแต่งตั้งใหญ่โตเลยนี่เป็นถึงกองราชองครักษ์ของเจ้าขยะสเน็คอายเชียวเหรอเนี่ย น่าสมเพชชะมัด"
"หุบปากไปเลยร็อค ทำไมคนอย่างแกที่สมควรตายไปมากที่สุดในคุกชั้น12ถึงยังรอดมาทำปากดีอยู่ตรงนี้ได้"
"พอดีข้าเป็นที่เอ็นดูของท่านพัศดีอะเบลโล่น่ะสิ มันเลยไม่ยอมฆ่าข้าซักที แต่ก็ดีแล้วละ จะได้มาสะสางกับเจ้าที่บังอาจทรยศข้าในตอนที่ทำสงครามกับเบโทกัสซักที ไอ้เพื่อนทรยศ"
เป็นเรื่องน่าแปลกและไม่มีใครทราบมาก่อนที่ทั้งคู่เคยเป็นสหายร่วมรบกันมา ระหว่างบุคคลทั้งสองนี้ยังคงมีเรื่องราวปริศนาที่ยังไม่สามารถไขให้กระจ่างได้จนกว่าสงครามในครั้งนี้จะจบลง
อีกด้านหนึ่ง ยังมี2บุรุษที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ในขณะนี้ อีกฝ่ายถือดาบทมึฬอาบพิษร้าย ในขณะที่อีกฝ่ายถืออาวุธกระบองเหล็กหนักหลายสิบกิโลยืนตั้งท่าเตรียมฟาดได้ทุกขณะ พัศดีโฉดบะเบลโล่และจอนห์หนึ่งในสองคนนี้ใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามดวลฝีมือกันแน่
"คุณจอนห์ ไม่นึกว่าคุณจะเป็น1ในผู้นำการก่อจลาจนร่วมกับคนอื่นๆด้วย ทำไมเหรอขอรับที่ผ่านมากระผมดูแลคุณไม่ดีหรือกะไร จริงๆแล้วความผิดของคุณที่ลงมือสังหารขุนนางหลวงไปควรได้รับการประหารไปแล้วด้วยซ้ำ นี่ถ้ากระผมไม่ออกตัวช่วยเหลือโดยการระหุโทษตามดุลพินิจให้จองจำเอาไว้ในชั้นที่12ป่านนี้คุณคงได้ตายไปแล้วแท้ๆ"
"ต้องการจะสื่อสานอะไรกันแน่อะเบลโล่ จะขอร้องให้ข้าละเว้นชีวิตเจ้าหรือไง?"
จอนห์ถามกลับ ในขณะที่พูดใบหน้าของเขายังคงดูนิ่งสงบไม่แสดงอารมณ์ออกมาเหมือนเช่นบุคลิกอย่างเคยที่เป็นอยู่ประจำ
"โอ๊ะโอ.. ช่างเป็นคำพูดที่หยาบคายจริงๆนะขอรับ ข้าเองไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าคนอย่างท่านจะสามารถเอาชนะข้าได้ แต่ลองมองดูให้ดีเสียก่อนสิจอนห์ บุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหลังของข้าคือท่านสเน็คอาย ชายผู้ได้รับสมยานามแห่ง12อัศวินศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ นี่เจ้าคิดจริงๆเหรอว่าลำพังเพียงพวกของเจ้าจะสามารถเอาชนะเขาคนนี้ลงได้และแหกคุกออกไปใช้ชีวิตตามปกติ"
"แล้วยังไง"
"เอาแบบนี้ดีไหมข้ามีข้อเสนอดีๆให้ หากว่าเจ้ายอมตลบหลังไอ้คุณไคลม์และร็อคให้ความร่วมมือกับพวกเราในการช่วยจับกุมเจ้าพวกที่แหกคุกออกมาทั้งหมดนี่ได้ ข้าจะเสนอชื่อให้เจ้าเป็นผู้พ้นโทษในคดีที่เคยก่อ มิหนำซ้ำยังจะได้รับการปล่อยตัวภายในวันพรุ่งนี้เลยอีกด้วย หากเจ้าตอบตกลง แบบนี้ไม่คิดว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจบ้างเหรอ?"
ด้วยคำพูดประโยคนั้นของพัศดีอะเบลโล่ทำให้ชายร่างยักษ์ยืนพินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาเหลือบไปมองร็อคที่กำลังเข้าปะทะกับผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์ลูเซียอย่างดุเดือดก่อนจะหันไปมองชาล์เรียสไคลม์ด้วยท่าทีที่นิ่งสงบแล้วจึงหันมาตอบกับอะเบลโล่
"ก็น่าสนใจดีไม่น้อย หากนี่เป็นข้อเสนอที่เจ้ากล้ายืนยันกับข้าละก็.."
"แน่นอน ข้ารับปากว่าจะทำให้ตามที่สัญญา ขอเพียงเจ้าตอบตกลง.."
"ตกลง.."
จอนห์เอ่ย ก่อนอะเบลโล่พูดจบประโยค ทำให้พัศดีโฉดอึ้งไปซักพัก
"อะ..อ้าา.มันต้องอย่างนี้สิพี่เบิ่ม ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ข้าละชอบใจนักเชียว"
"ตกลงว่าข้าจะขอสังหารเจ้าตรงนี้ซะเลย หุบปากพล่อยๆแล้วมาสู้กันซะ"
คำตอบของจอนห์ทำให้อะเบลโล่ชะงักค้าง
"อะ..อะไรนะ"
"ข้อเสนอของเจ้ามันก็น่าสนใจดีอยู่หรอกนะแต่ว่ามันซื้อใจข้าไม่ได้หรอก คนอย่างเจ้าที่พูดเป็นแต่คำตลบแตลงมันก็สมควรที่จะตายอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เงื่อนไขจะปล่อยตัวนั้นต้องยอมรับว่าน่าสนใจแต่ข้าไม่เคยลืมเรื่องที่เจ้าทำกับพวกพ้องของข้าที่ถูกนำมาขังไว้ด้วยกันตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ความโฉดชั่วของเจ้าจะต้องได้รับการพิพากษาในวันนี้ด้วยน้ำมือของข้า และอีกอย่าง ใช่ว่าทางฝ่ายเจ้าจะมีปีศาจอยู่ฝั่งเดียวซะหน่อย ชายคนนั้นหน่ะนะ..."
จอนห์พูดทิ้งประโยคกำมือใช้นิ้วโป้งหัวแม่มือชี้ไปทางด้านหลังพร้อมเหลือบหางตาไปมอง
"บางทีอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์แห่งราชอณาจักรก็ได้"
"หน็อยแก ไอ้สวะเอ๊ย"
ตัดมาทางด้านของสเน็คอายและไคลม์ หลังจากส่งกองกำลังด้านหน้าเข้าปะทะกันจนแตกกระจายออกไปหลายจุดแล้วทั้งคู่ก็เริ่มขยับเท้าเข้ามาใกล้กันมากขึ้น สายตาจดจ้องกันชนิดที่ไม่เว้นจังหวะเพราะเกรงว่าหากประมาทแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็อาจจะถูกอีกฝ่ายรุกคืบเข้ามาหาได้
"เห้ พ่อหนุ่มไคลม์"
สเน็คอายทักระหว่างสาวเท้าเดินเข้ามาหา ทั้งสองหยุดยืนกับที่หลังประโยคสนทนาได้เริ่มขึ้น
"ว่าไงพี่ชาย"
บุรุษพเนจรตอบ
"เจ้าคิดว่า ที่นี่มันไม่แคบไปหน่อยเหรอ?"
"นั่นสินะ ท่านมีที่แนะนำบ้างหรือเปล่า?"
สเน็คอายมองหาจุดทำเลดีๆจากรอบข้างกระทั่งมองเห็นยอดเขาด้านล่างซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางเหลือประประมาณ
"เอาตรงนั้นเป็นไง"
เขากล่าวพร้อมกับชี้นิ้วลงไปยังจุดหมาย ชาล์เรียสไคลม์หันตามลงไปดูก็เห็นว่าเหมาะสมและอีกอย่างยังเป็นการป้องกันไม่ให้ใครในที่นี้โดนลูกหลงไปด้วย
"ช่างเหมาะเหม็งยิ่งนัก"
เขากล่าวก่อนหันมาสบตากันพร้อมกับยิ้มให้ และโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดต่อไป ร่างของ2ชายหนุ่มก็หายวับไปจากพื้นที่ตรงนั้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ห่างออกมาไกลหลายร้อยเมตร เหนือยอดเขาหินสูงเสียดฟ้าแต่ด้อยกว่ายอดของภูเขาไฟที่ทั้งคู่เพิ่งจากมา สองบุรุษปรากฏตัวขึ้นยืนอยู่บนก้อนหินคนละฝั่ง ไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่ใช้วิธีอะไรในการเคลื่อนที่ แต่มันเป็นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงมากๆจนทำให้มองไม่เห็นร่างกายของพวกเขา
"ดูเหมือนว่าข้าจะไวกว่าเจ้านิดหน่อยนะพ่อหนุ่ม"
"หืมม ไวกว่าอะไรกัน ท่านช้ากว่าข้าตั้งหลายขุม จังหวะเคลื่อนตัวบนภูเขาเองก็ใช่ว่าจะชำนาญการซักหน่อย"
"หึ ความปากดีของเจ้าก็ร้ายกาจไม่แพ้หมัดที่ซัดมาใส่ แต่มันก็เท่านั้นแหละ เอาละ อย่ามัวเสียเวลากันอีกต่อไปเลยสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่ฝังศพเจ้าและบรรดาพวกนักโทษแหกคุกทั้งหลาย จงเตรียมใจเอาไว้ซะ"
สิ้นคำพูดประโยคนั้นแผ่นดินรอบด้านก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว ชาล์เรียสไคลม์รีบกระโดดออกจากโขดหินที่ตัวเองยืนปักหลักอยู่ในตอนแรกด้วยรับรู้ถึงภัยอันตรายที่คลืบคลานเข้ามาใกล้โดยสัญชาติญาณ เขาย้ายจุดกระโดดขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูง ซึ่งห่างไกลออกไปเล็กน้อยกับจุดที่สเน็ตอายยืนอยู่
หนังสือปกทองแดงที่เจ้าเมืองหนุ่มแหน็บไว้ข้างเอวมีปฏิกริยาเปล่งแสงสะท้อนออกมาให้เห็นชั่วขณะ ก่อนที่พื้นดินรอบๆตัวของเขาจะระเบิดเป็นแนวเส้นตรงพุ่งขึ้นมาราวกับเสาขนาดมหึมาก่อนจะมองเห็นร่างที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์อันเป็นต้นเหตุแห่งแรงสั่นสะเทือนนั้น
สัณฐานดำสนิททั่วทั้งร่างตลอดลำแนวยาว เกล็ดแข็งหนาตั้งแต่หัวจรดหาง ดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านครุติดไฟจ้องมองลงมายังร่างของชายหนุ่มพเนจร เขี้ยวยาวพ้นปากเลยลงมาจากด้านบน ลิ้นสองแฉกตวัดไปมาเลียลมและจับตำแหน่งของเป้าหมายผ่านคลื่นความร้อน ตัวที่2พุ่งผ่านชั้นหินออกมาทางด้านหลังของบุรุษหนุ่มที่เพิ่งย้ายมาถึง สัณฐานดำสนิทเหมือนกับตัวแรกไม่ผิดเพี้ยน อสรพิษร่างยักษ์ขนาดมหึมาจำนวน2ตัวไม่ทราบที่มาที่ไป จู่ๆก็พุ่งเป้ามาใส่ชาล์เรียสไคลม์อย่างที่ไม่มีสัญญาณใดๆส่งมาก่อน
"งูยักษ์งั้นเหรอ มันมาจากไหนกัน ก่อนหน้านี้ทำไมถึงจับสัมผัสของจิตสังหารไม่ได้เลย"
บุรุษพเนจรรำพึงกับตนเอง เงยหน้ามองดูเจ้าตัวที่โผล่ขึ้นมาทีหลังด้วยความรู้สึกทึ่งระคนตกใจเพราะไม่คาดคิดมาก่อน ลำตัวสูงยาวเกินกว่า10เมตร เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงและความเกรี้ยวกราดอันเป็นสันดานแห่งอสรพิษร้ายกระหายเลือด แน่นอนว่าต้องไม่ใช่สัตว์ร้ายตามธรรมชาติซึ่งแฝงตัวอยู่ก่อนแล้วอยากแน่นอนพนันได้ว่านี่คือพลังพิเศษแฝงไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์สปีริตที่สิงอยู่ในร่างสเน็คอายอย่างไม่ต้องสงสัย
"ฮ่าๆๆๆ ยินดีที่ได้รู้จักและลาก่อน เจ้าหนุ่มพเนจรผู้เคราะห์ร้ายจัดการมันซะลูกๆของข้า"
สิ้นคำสั่งของผู้เป็นนาย ทั้งสองสัตว์ร้ายก็พุ่งเข้าจู่โจมเป้าหมายในทันที เจ้าตัวที่โผล่ขึ้นมาในภายหลังก้มตัวลงฉกชายหนุ่มด้วยความเร็วสูงที่ผิดกับขนาดตัว บุรุษพเนจรกระโจนหนีเพราะอ่านการโจมตีของมันได้จากลักษณะการขยับหัว เขากระโดดไปยืนอีกตำแหน่งด้วยความเร็วและคล่องตัวสูง และทันทีที่เปลี่ยนตำแหน่งย้ายจุด งูยักษ์สีดำอีกตนก็พุ่งฉกลงมาหาโดยกะไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว
"แย่ละสิแบบนี้ หลบไม่ทันแน่"
!!ตูมมมม!!
เสียงพุ่งปะทะซัดเข้าใส่เป้าหมายดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปจนถึงเขาอีกลูก เหล่าบรรดานักโทษและทหารกององครักษ์ที่กำลังประทะกันอยู่ถึงกับต้องหยุดชะงักการต่อสู้ หันไปดูการปะทะกันระหว่าง2ผู้นำของตนเองที่อยู่ถัดออกไป ด้วยระยะทางขนาดนั้นไม่มีใครรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นแต่เพียงว่ามีฝุ่นดินขนาดใหญ่ระเบิดออกเป็นแนวตั้งและมองเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานขนาดยักษ์จำนวน2ตัวกำลังพุ่งฉกใส่เป้าหมายสลับกันอย่างไม่เว้นจังหวะ ทางด้านทหารกององครักษ์เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ส่งเสียงร้องดีใจกันยกใหญ่เพราะรู้เป็นอย่างดีว่านั่นคือพลังพิเศษของเจ้านายตนเองที่ถูกเรียกออกมา
"เอาละโว้ย นายท่านถึงกับใช้พลังของบาซิลิสเลย งานนี้เจ้าหนุ่มนั่นมันไม่รอดแน่ฮ่าๆๆ"
พัศดีอะเบลโล่หัวเราะลั่นพูดเย้ยหยั่นใส่จอนห์ที่ยืนอยู่ต่อหน้า
" นั่นเหรอ พลังพิเศษของสเน็คอายที่ได้รับมาจากการทำสัญญากับอสูรในตำนานบาซิลิสที่เขาล่ำลือกัน พลังแห่งการสรรค์สร้างอสรพิษขึ้นมาจากวัตถุดิบอะไรก็ได้และควบคุมพวกมันใช้ดังใจนึก"
จอนห์จ้องมองดูเหตการณ์ตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ เขาเอ่ยกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"โอ้เจ้านี้รู้ดีกว่าที่คาดคิดไว้ซะอีก ใช่แล้วนายท่านสเน็คอายคือ1ในผู้ถูกเลือกโดยสัตว์สปีริตที่ทรงพลังสูง บาซิลิสหน่ะ ไม่ใช่แค่พญางูธรรมดาๆหรอกนะ เพราะหากเมื่อใดก็ตามที่วิญญาณของเจ้าสัตว์ร้ายนั่นที่สิงอยู่ในร่างของนายท่านเอาจริงขึ้นมา มันก็สามารถเปลี่ยนภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นงูใหญ่ที่มีพลังทำลายล้างอาณาจักรทั้งอาณาจักรได้อย่างสบายๆเลย"
อะเบลโล่อธิบาย จอนห์เงียบนิ่งไปครู่หนึ่งหลังได้ยินคำพูดจากปากของเขา
"เป็นอะไรไปจอนห์ หรือคิดจะมายอมแพ้ตอนนี้ ขอโทษทีนะมันสายไปแล้วละ"
นักโทษร่างยักษ์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มให้
"ขอโทษทีที่ทำให้เข้าใจผิดนะพัศดีแต่ทว่า...ท่านคงไม่ลืมไปหรอกนะ....ว่างูมันสู้ลาวาไม่ได้ต่อให้ตัวใหญ่ซักแค่ไหนก็ตาม"
อะเบลโล่ถึงกับชะงักค้างนิ่งเป็นหินหลังจากโดนสวนด้วยคำพูดของจอนห์ เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในคุกเมื่อไม่นานมานี้
"ยะ..แย่ละสิหรือว่าเจ้านั่นเองก็"
"เออ...ไม่ผิดแน่ พลังที่ชายคนนั้นได้รับมา คือพันธะสัญญาณกับอสูรสปีริตเช่นกันยังไงละ"
เมื่อจอนห์กล่าวจบทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงัดลงอย่างหน้าประหลาด ทันใดนั้นเองก็เกิดแสงสว่างสีทองผงาดขึ้นท่ามกลางหุบเขาที่อยู่ถัดออกไป
!!ตูมมมมม!!
มันเป็นการระเบิดที่รุนแรงที่สุดราวกับภูเขาไฟทั้งลูกปะทุ มวลของเหลวอัคคีที่กระจัดกระจายสวนทะลักขึ้นมาจากใต้พิภพกำลังแผดเผาร่างของ2อสูรร้ายดิ้นตะกายส่งเสียงร้องโกลาหนจนดังสนั่น ไปทั้งหุบเขาก่อนจะค่อยๆเหลวลงไปรวมอยู่กับมวลมหานทีอันร้อนละอุเกินกว่า1พันองศาภายในพริบตา
ตัดภายมาที่บรอเวณเกิดเหตุ ท่ามกลางของเหลวสีแดงจ้าซึ่งอาจไปทั่วพื้นที่ซึ่งเป็นบริเวณหินและดินทั้งหมดของขุนเขา เจ้าเมืองหนุ่มผมยาวได้ย้ายจุดของตนเองขึ้นไปยืนขี่บนหลังอสูรพิษสีดำติดปีกที่ถูกเรียกออกมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้ เบื้องหลังแดงฉานกลายเป็นธารลาวาขนาดใหญ่ไม่มีที่ให้ยืนหรือแม้แต่เอาไว้หลบซ่อนตัว ท่าทางของเขาดูตระหนกเกินกว่าที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ก้มมองดูเบื้องล่าง เห็น2สัตว์ร้ายที่ตนอุตส่าห์เรียกเสกขึ้นมาจากดินค่อยๆละลายลงและจมหายไปในพริบตา
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย"
เขาอุทานกับตนเองในขณะที่ตาจับนิ่งกับภาพเบื้องล่างเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
"โย่ว...พี่ชาย พอดีข้าลืมบอกไปหน่ะ ว่าในที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ท่านคนเดียวหรอกนะที่ถูกเลือกโดยอสูรศักดิ์"
ชาล์เรียสไคลม์โผล่ขึ้นมาจากลาวาเหลวอุณหภูมิสูง เขายืนอยู่บนหินร้อนซึ่งถูกเรียกขึ้นมาจากใต้พิภพกลายเป็นเสาสำหรับประทับเฉพาะตัวของตนเอง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นศึกแรกที่ชายหนุ่มจะได้ใช้พลังใหม่ที่เพิ่งได้รับมาของเขา สู้ตัดสินกับดวงตาอสรพิษผู้ที่เป็นถึง1ใน12อัศวินแห่งราชอาณาจักรเรโมฮานซะแล้ว
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรข่าวเล่าเรื่อง