จื่อต้าหลงนั้นไม่ได้แวะพักที่เมืองไหนเลย เขาเดินทางอย่างเร่งรีบ จนในที่สุดก็ผ่านไปอีก 1 อาทิตย์ อาทิตย์ที่สองนี้จื่อต้าหลงเริ่มชินกับน้ำหนักของแท่งเหล็กแล้วทำให้เขาเดินทางได้รวดเร็วขึ้น จื่อต้าหลงยังคงมุ่งเดินทางต่อไปไม่ได้แวะที่เมืองไหนสักแห่ง กลางค่ำเขาก็นอนในป่า เขาพกผ้าปูมาเพื่อห่มนอน การเดินทางเป็นไปอย่างสบาย ไม่ได้ยากเข็นลำเค็ญเท่าที่คิดไว้สักเท่าไหร่
หลังจากผ่านไปทั้งหมด 1 เดือน ในที่สุดจื่อต้าหลงก็มาถึงเมืองลี่ ไม่ว่าจะเห็นอีกกี่ครั้ง เมืองแห่งนี้ก็ยังใหญ่โตกว้างขวางเช่นเคย จื่อต้าหลงนั้นแวะพักที่เมืองลี่เพื่อจัดหาซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้ในแหวนมิติ
หลังจากซื้อของเสร็จแล้วเขาก็เดินเล่นในตลาด ตลาดเมืองลี่นั้นครึกครื้นเป็นอย่างมาก เขาพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา สองฝั่งของถนนเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านค้ายาวทอดไปนับหลายกิโล
สมกับเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลี่จริงๆ คนเยอะแยะเต็มไปหมดเลย จืื่อต้าหลงวางแผนที่จะพักในเมืองสัก 1 คืน หลังจากหาโรงเตี๊ยมที่พักได้ เขาก็ออกไปเดินเล่นในตัวเมืองเพื่อพบเจอผู้คน
ในระหว่างที่เดินเล่น เขาก็เจอเข้ากับคนกลุ่มนึงที่แต่งกายด้วยชุดสีแดง พวกเขามากันถึง 5 คน อีกทั้งยังเดินกร่างด้วยท่าท่าหยิ่งผยอง สร้างความหวาดหวั่นให้กับชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด
“ดูนั่น… คนจากพรรคเพลิงอัคคี” ชายคนนึงที่อยู่ใกล้ๆจื่อต้าหลงอุทานขึ้น
“ห้ะ เจ้าพวกอันธพาลนี่อีกแล้วรึ!! ไม่รู้คราวนี้พวกมันจะก่อเรื่องอันใดอีก”
จื่อต้าหลงได้ฟังก็รู้ว่า นี่คือพรรคอันธพาลแห่งเมืองลี่ เขาถามชายคนที่อยู่ใกล้ๆว่า “นี่ๆ พี่ชาย พรรคเพลิงอัคคีแข็งแกร่งมากเลยรึ?”
“พวกมันถึงจะไม่ใช่พรรคใหญ่ที่สุด แต่ว่าหัวหน้าพรรคของมัน มีระดับพลังถึงปราณนภา” เขากล่าว
“ว่าไงนะ!! ปราณนภาเลยรึ!? จื่อต้าหลงอุทาน เพราะเหตุนี้เองสินะพวกมันถึงกร่างขนาดนี้” จื่อต้าหลงกล่าว
“ใช่แล้ว หากไม่อยากมีเรื่องก็จงอยู่ห่างๆพวกมันเสียเถอะ”
ได้เลยพี่ชาย จื่อต้าหลงกล่าวพร้อมกับถอยออกมา จื่อต้าหลงลอบสำรวจชาย 5 คนนี้ ทั้ง 5 เป็นชนชั้นปราณปราณจิตกันแล้วทั้งนั้น อีกทั้งคนที่เหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มยังเป็นถึงผู้ฝึกลมปราณจิต ขั้น 7 นับว่าแข็งแกร่งมาก ระดับพลังมากพอที่จะข่มแหงก่อเรื่องภายในเมืองได้ อีกทั้งยังมีพรรคสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีก คนพวกนี้จึงไม่หวั่นเกรงอะไรนัก
หากที่ไหนมีชุดสีแดง โปรดจงระวังและหลบหลีกจะเป็นการดีที่สุดไม่เช่นนั้นท่านอาจต้องไปพัวพันกับปัญหามิรู้จบ จื่อต้าหลงเองก็ไม่อยากไปยุ่งกับคนที่ตัวเองยังต่อกรไม่ได้ เขาจึงได้แต่หลบออกมาอยู่ข้างทาง จนกระทั่งพวกมันเดินผ่านไป
จื่อต้าหลงยังคงเดินเล่นในเมืองอยู่สักพักใหญ่จนกระทั่งมืดค่ำเขาจึงหาโรงเตี๊ยมชั้นยอดเพื่อไปร่ำสุรา เขาถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาว่าร้านไหนคือร้านชั้นยอด จนกระทั่งได้รู้มาว่าร้านจันทร์เมฆาคือร้านชั้นยอดของละแวกนี้ จื่อต้าหลงก็ไปนั่งดื่มสุราที่นี่ทันที เขาขึ้นไปนั่งยังชั้นสองริมระเบียง ในตอนนี้ผู้คนยังไม่มากนัก
ในระหว่างที่เขานั่งดื่มไปได้ครึ่งชั่วยาม ก็มีคนเดินมาที่โต๊ะเขา เขาหันไปมอง ก็พบว่าเป็นคนทั้ง 5 จากพรรคเพลิงอัคคี ที่เขาพบเห็นเมื่อตอนกลางวัน
“เฮ้ เจ้าหนู!! นี่มันที่ประจำของพวกข้า เจ้าจงออกไปซะ” หนึ่งในกลุ่มคนทั้ง 5 กล่าวขึ้นมา
จื่อต้าหลงได้ยินดังนั้นก็เริ่มหงุดหงิด “แล้วหากข้าไม่ไปเล่า? โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ใช่ของพวกเจ้าสักหน่อย” จื่อต้าหลงกล่าว
“บังอาจ!! รีบไสหัวไปซะ!!” หนึ่งในกลุ่มตะโกนออกมา
“ฮ่าๆๆ พวกเจ้านี่ช่างหยาบคายจริงๆ แต่ฟังไว้นะ ข้าไม่ไปหรอกเว้ย” จื่อต้าหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท
ผู้คนในร้านต่างตกตะตึง ที่มีคนกล้าขัดขืนพรรคเพลิงอัคคี
“เจ้าหนูนั่นไม่รักชีวิตตัวเองแล้วหรือไร ถึงได้กล้าขัดขืนคนจากพรรคเพลิงอัคคี” กลุ่มคนกล่าวคน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เฟิงหุย ลากคอมันออกไปซะ” ชายที่เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้น
“ได้ขอรับพี่ใหญ่” เฟิงหุยได้ยินดังนั้นก็พุ่งเข้าหาจื่อต้าหลงหมายลากคอออกจากร้าน
จื่อต้าหลงไม่รอช้าเขาลุกขึ้นพร้อมปัดมือของเฟิงหุยแล้วชกสวนกลับไปที่หน้า
“เปรี้ยง!!”
เฟิงหุยถึงกับเซถอยไปหลายสิบก้าวพร้อมอาการมึนงง
“บัดซบ เจ้ากล้าตอบโต้หรือ!!” คนที่เป็นตัวหัวหน้ากล่าว
“พี่ใหญ่ดูเหมือนมันจะไม่กลัวพวกเรานะ” ลูกสมุนอีกคนกล่าวขึ้นมา
“รุมมันเลย!!” ชายหัวหน้ากลุ่มเฟิงหันแผดเสียงตะโกนออกไป จื่อต้าหลงได้ยินดังนั้นก็เตรียมพร้อมรับมือ เขากระโดดลงจากชั้นสอง โดยมีกลุ่มคนพวกนี้ 5 คนไล่ตามมา เมื่อลงมาถึงพื้นถนนแล้ว จื่อต้าหลงก็หยุดรอรับ
“ฮึ จะหนีไปไหน ทำร้ายคนของข้าเฟิงหันแล้วคิดหนีงั้นรึ”
“ฮ่าๆๆ ใครบอกว่าข้าหนีพวกเจ้า ที่ร้านแคบเกินไปต่างหากไม่เหมาะกับการต่อสู้ ลงมาต่อกันข้างล่างนี่แหละดีแล้ว”
“ช่างปากดีนัก!! ข้าจะส่งเจ้าไปคุยกับยมบาล!!” เฟิงหันคำราม
พวกมันทั้ง 5 คนชักดาบออกมาหมายคิดที่จะฟันจื่อต้าหลง ทั้ง 5 คนตะลุยเข้ามาพร้อมๆกัน พวกมันจู่โจมด้วยดาบใส่จื่อต้าหลง จื่อต้าหลงไม่ประมาท เขาหลบการโจมตีจากศัตรูด้วยดาบอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับสวนไปด้วยฝ่ามือ ทั้ง 5 ตกใจเป็นอย่างมากที่ชายหนุ่มหลบการโจมตีได้ทั้งหมดแถมยังสวนออกมาท่าวิชาฝ่ามืออันแปลกประหลาด
เฟิงหุยนั้นลอบเข้าด้านหลังหมายจู่โจมแค่จื่อต้าหลงก็รู้ทัน เขาหันหลังไปปล่อยฝ่ามือมังกรม่วง ด้วยพลัง 4 ส่วนโดนไปที่หน้าอกเต็มๆ ทำให้เฟิงหุยปลิวกระเด็นไปกว่า 10 เมตรกระอักโลหิตออกมาและนอนแน่นิ่งไป
“บัดซบ!! ฆ่ามัน!!” เฟิงหันตะโกนออกมาด้วยความโมโห ตั้งแต่พวกเขาเข้าพรรคเพลิงอัคคีมายังไม่มีใครกล้ามากระตุกหนวดพวกเขาถึงเพียงเท่านี้มาก่อน ทั้งสี่คนที่เหลืออยู่ต่างเข้าไปกลุ้มรุมจื่อต้าหลงอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่มีใครที่สามารถฟันโดนจื่อต้าหลงเลย จื่อต้าหลงทะยานร่างฝ่าเข้าไปกลางวงล้อมของทั้งสี่คน พร้อมกับปล่อยท่า มังกรม่วงแปดคำรามออกมา ปราณมังกรม่วงแผ่พุ่งอัดกระแทกใส่คนทั้งสี่ ทำให้พวกมันกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง การโจมตีครั้งนี้รุนแรงมาก ทั้งสี่คนต่างบาดเจ็บสาหัส มีเพียงเฟิงหันเท่านั้นที่พอจะมีสติเหลืออยู่
“จ…เจ้า เป็นใครกันแน่…” เฟิงหันกล่าว
“ข้าก็แค่ผู้ผ่านทางมาเท่านั้น หึๆ หากพวกเจ้าไม่อยากตายจงไสหัวไปให้หมดซะเสียบรรยากาศการร่ำสุราของข้ายิ่งนัก” จื่อต้าหลงกล่าว
“ฮึ่มมม… จ…เจ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ… รอข้าพาคนมา… บังอาจมายุ่งกับพรรคเพลิงอัคคี ค..คิดรึว่าจะรอดไปได้…” เฟิงหันกล่าวเสียงสั่น
“ฮ่าๆๆ คิดว่าเจ๋ง ที่ไหนได้ก็แค่พวกขี้ฟ้องเท่านั้น ข้าล่ะหมดศรัทธาในตัวพวกเจ้าเลย” จื่อต้าหลงกล่าว
“จ..เจ้า!!”
“ข้า… ข้าทำไม? คิดว่าข้ากลัวพรรคเพลิงอัคคีของเจ้ามากนักรึไง แน่จริงก็ไปฟ้องมาเลยสิเจ้าพวกลูกไก่เอ้ย พยัคฆ์อย่างข้าไม่กลัวลูกเจี๊ยบอย่างพวกเจ้าอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ” จื่อต้าหลงกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง