ราวกับภาพนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน เงาร่างของยาในความทรงจำปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหน้าอร ขณะเธอนั่งนิ่งอยู่บนเรือน ยากำลังเดินดุ่มเข้าไปในป่าลึกเช่นเดิม ไม่มีเสียง ไม่มีคำพูดใดและเป็อีกครั้งที่อรลุกขึ้น เดินตามร่างนั้นไปโดยไร้ซึ่งความลังเล อรเดินตามไปโดยไม่ลังเล ความเป็ห่วงที่ล้นอก เธอไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีก เพียงแต่เธอไม่อาจปล่อยให้ยาเผชิญมันเพียงลำพังได้
ฝีเท้าของยาเดินเร็วขึ้นทุกที เร็วจนผิดสังเกต ไร้เสียง เหมือนไม่ได้ััพื้นดิน อรย่องตามยาไปในความเงียบงัน กลั้นลมหายใจแน่น แต่ผืนดินเต็มไปด้วยกิ่งไม้หัก ใบไม้แห้ง และเงามืดที่เคลื่อนไหวตามจังหวะเท้ายากที่จะซ่อนหา
“นะลุมปิ กะมังหายา”
อรหยุดฝีเท้า พนมมือขึ้นแนบอกแล้วพึมพำอาคมเสียงแ่ พลางกลั้นลมหายใจให้เบาที่สุด ร่างของเธอเริ่มจางราวกับเงาเคลื่อนไหวในม่านหมอก อาคมพรางตัว ช่วยให้เธอสะกดรอยตามได้ถนัดโดยไม่ต้องคอยซ่อนตัวอีกต่อไป เธอวิ่งตามร่างของยาไปอย่างไม่ลดละ ทั้งที่รู้ว่าเป็เวลากลางคืน ทั้งที่รู้ว่าป่าลึกตรงหน้านั้นอันตรายเพียงใด
ยาเดินดุ่มตรงไปยังปลายหน้าผาอีกครั้ง หน้าผาสูงริมเขากาฬภพซึ่งตั้งตระหง่านเงียบงันในเงาจันทร์ ร่างของยาเงียบและนิ่งอยู่ตรงนั้น แสงจันทร์สาดสะท้อนกับร่างของเธอ ที่นั่นมีเพียงอรและยา ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีสัญญาณของชีวิตใด อรยืนอยู่ห่างออกมา จ้องมองเงาหลังนั้นด้วยใจที่หนักอึ้ง
‘ฮึ ฮึ…’
เสียงหัวเราะแหลมสูงของหญิงผู้หนึ่งดังก้องขึ้นกลางป่า ทะลวงความเงียบจนบาดหู อรหันซ้ายแลขวาหาต้นตอของเสียง เสียงหัวเราะยังคงดังกังวาน ราวกับกวนประสาท แต่ยากลับนิ่งเฉย ไม่แม้แต่จะสะทกสะท้าน
“พ่อเ้าบ่ได้เว้าบ่ ว่าอย่าสิเสือกเื่ผู้อื่น”
เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาอรชะงักฝีเท้าอย่างฉับพลัน ร่างของยา ที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ริมหน้าผา กลับมายืนอยู่อีกฝั่งของเธอเสียแล้ว
แต่ยาตอนนี้
ผมยาวกระเซอะกระเซิงราวกับไม่เคยหวี แววตาโปนโตเหมือนจะถลนออกจากเบ้า เล็บยาวเหมือนกรงเล็บสัตว์ และรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนน่าขนลุก กำลังค่อย ๆ เดินตรงเข้ามา
อรกลืนน้ำลายฝืดในลำคอ อาคมพรางตัวที่เธอท่องไว้แต่แรกนั้น ใช้ได้เพียงกับมนุษย์เท่านั้น ไม่แปลกเลย…ที่สัมภเวสีอย่างมันจะมองเห็นเธอชัดเจน
“มึงเป็ไผ?” อรถามเสียงนิ่ง พลางกำสร้อยพระแน่น
“ฮึ ฮึ…”
“ออกไปจากร่างหมู่ข่อย ถ้าบ่แม่นอยากลงหม้อ”
ร่างนั้นแสยะยิ้ม ใบหน้าเหยเกอย่างชอบใจ “ข่อยจองร่างนี้ไว้ั้แ่เพิ่นมาแล้ว… ร่างนี่มันของข่อย!”
อรนิ่งไปชั่วครู่ ความแน่ใจถาโถมเข้ามา นังหญิงชราที่เธอเห็นเกาะแกะยาเมื่อคืน คือผีปอบ และตอนนี้มันเข้าสิงยาเรียบร้อยแล้ว
“กลางวันนั่นเ้าคือคนที่สิงแก้วตองแม่นบ่?”
“หึ…ถ้าบ่แม่นข่อย แล้วสิเป็ไผ?”
อรถลึงตาใส่ร่างนั้น นังผีปอบเริ่มแสยะยิ้ม ยักคิ้วยั่วอาคมของอรด้วยท่าทางเย้ยหยัน
“ผีบ่มีเหตุผลคือมึง กะสมควรเร่ร่อนอยู่จั่งซี้ล่ะ นรกกะยังบ่รับ…ถ้าข่อยสิปราบ กะบ่แม่นเื่ยากดอก”
“ฮึ ฮึ…”
“ข่อยสิให้นับหนึ่งฮอดสาม มึงออกไปจากร่างหมู่ข่อยเดี๋ยวนี้!”
“หนึ่ง…”
รอยยิ้มยิ่งแยกกว้าง เหมือนใบหน้าจะฉีกออกเป็สองเสี่ยง
“สอง…”
เสียงหัวเราะแหลมสูงดังสะท้อนในป่าอีกระลอก
“สาม!”
อรพนมมือขึ้น พึมพำอาคมเสียงแน่น
“โอม อาคูรี รามี
หมัญญา อาลี ภติมันต์
ยะทามะ พาทา ทุติยัมปิ
ภาคะมณี สุวะชันต์ รามี
หมัญญา อาลี ราติมันต์
ยะทามะ โอม!”
บทสวดกระจายออกไปดั่งคลื่นพลัง
เสียงหัวเราะหยุดชะงัก ร่างของยายืนนิ่ง ริมฝีปากบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกกว้าง เข่าทรุดลงจมดินอย่างช้า ๆ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นทั่วผืนป่า ร่างของยา ดิ้นทุรนทุรายกับพื้น เล็บจิกดินจนแตก เืซิบออกมาตามเนื้อผิว เส้นผมสยายพัดไหวกับแรงลมที่หมุนกราดพัดโหมเหมือนพายุผี
‘ฮึ ฮึ…’
เสียงหัวเราะสุดท้าย แ่เบาราวเงาสะท้อนในหู แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงเงียบงัน
แม้ภาพชีวิตของเหล่านักศึกษาจะดูราบรื่นเป็ปกติ ต่างคนต่างมุ่งมั่นค้นคว้า หาข้อมูลจากชาวบ้านเกี่ยวกับรากเหง้า วัฒนธรรม และวิถีการปลูกบ้านเรือนในถิ่นพื้นที่ ชาวบ้านเองก็ดูจะเมตตาเด็กกรุงเทพฯ เหล่านี้ไม่น้อย เพราะต่างมาด้วยใจที่อยากเรียนรู้และไม่ถือเนื้อถือตัว
แต่ท่ามกลางความสงบราบเรียบที่เห็นในยามกลางวัน...ยามค่ำคืนกลับไม่เป็เช่นนั้น
อรเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของยา แทบทุกคืน ยาจะหายตัวไปจากเรือนอย่างเงียบงัน เธอมักเดินลับหายเข้าสู่ผืนป่าลึก ป่าเงียบที่ยิ่งดึกยิ่งหนาว ราวกับมีบางสิ่งรออยู่ในนั้น
ทุกคืน อรจะคอยตามหลังเพื่อนอย่างเงียบเชียบและทุกครั้ง เธอก็มักจะเห็นร่างของหญิงชรารูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากัว ผมกระเซอะกระเซิง ดวงตาวาววับราวสัตว์กลางคืน ผีปอบ ที่ยืนอยู่เคียงข้างยาเสมอ
และปลายทางของทุกค่ำคืน...คือหน้าผาที่เรียกขานกันว่า ‘เขากาฬภพ’
สถานที่ลึกลับที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าจนแทบไม่มีใครกล้าเหยียบย่าง เธอคิดเพียงแค่ว่า หากอรไม่ได้ตามไปช่วยในทุก ๆ ครั้ง เธอไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ชะตาของยาจะเป็เช่นไร
ด้วยวัยชราที่เริ่มถดถอยของพ่อท่าน ทำให้หน้าที่หลายอย่างตกมาอยู่ที่อรโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็การดูแลชาวบ้าน ทั้งในยามเจ็บป่วยตามหลักแพทย์แผนใหม่ หรือแม้แต่โรคเคราะห์กรรมที่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ ทุกเสียงเรียกหา ล้วนแต่้า แม่หมออร เธอกลายเป็ที่พึ่งพิงของผู้คน ทั้งโดยตำแหน่งและโชคชะตา
ในขณะเดียวกัน ก้านพลู กลับเริ่มมีท่าทีแปลกประหลาด ตกค่ำยังคงกลับมานอนที่เรือนใหญ่ แต่ยามเช้ากลับตีตัวออกห่าง ไม่พูดจา ไม่มองหน้า และหลีกเลี่ยงอรอย่างชัดเจน ความเงียบระหว่างเพื่อน บวกกับภาระที่กดทับ ทำให้อรเริ่มรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากทุกคน.