บทที่58กลับขึ้นเขาไปอบรมสั่งสอนลูกศิษย์
กระบี่บินส่งสารเป็นสิ่งที่หรูหรายิ่งนักสำหรับคนส่วนใหญ่ระยะทางและความเร็วของมันจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบี่บิน นอกจากนี้แต่ละตระกูลและแต่ละสำนัก ยังมีเคล็ดวิชาลับการส่งและรับสารที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองหากไม่ใช่ผู้รับแล้วไปฝืนใจรับสาร จดหมายก็จะทำลายตัวมันเอง แม้ว่าระดับพลังยุทธ์จะสูงพอแต่ก็มีน้อยคนนักที่จะสามารถช่วงชิงจดหมายของผู้อื่นมาได้
“สหายลู่ รอข้าด้วย!”
หลังจากพาจีชิงรั่วออกมาจากตระกูลหลินได้ไม่ไกลฟางหย่วนก็ไล่ตามหลังมา
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาลู่อวี่ก็ฉีกยิ้มหยุดแล้วพูดว่า “สหายฟาง มีธุระอะไรหรือ?”
ฟางหย่วนหัวเราะเบาๆ และชำเลืองมองจีชิงรั่วที่กำลังมองมาที่เขาอย่างสงสัย แล้วถึงพูดกับลู่อวี่ว่า “สหายลู่จะกลับแล้วหรือ? เราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ที่ตระกูลหลินก็ยังดื่มกันไม่พอข้ายังอยากเชิญท่านไปร่ำสุรากันให้สนุกที่หอจุ้ยเซียน!”
เนื่องจากการแทรกแซงของลู่อวี่ทำให้พิธีฝากตัวเป็นศิษย์ของตระกูลหลินที่เดิมทีคึกคัก สนุกสนานในตอนเริ่มต้นกลับแผ่วลงมากในตอนท้ายจัดงานลวกๆ อย่างขอไปทีก็จบงานทันใด แต่แขกส่วนใหญ่ที่ได้รับเชิญมายังสามารถ ดื่ม กินและพูดคุยกันต่อได้ทว่าลู่อวี่ไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่แล้ว
ลู่อวี่กล่าวว่า“อนาคตยังอีกยาวไกล หลังจากรับตัวชิงรั่วมาแล้ว ข้าคงต้องกลับตระกูลลู่เพื่อสงบจิตสงบใจเตรียมอบรมสั่งสอนนาง หากเจ้ามีเวลาก็ไปหาข้าได้ อีกอย่างก็ใช่ว่าจะไปตอนนี้แม้ว่าเมืองเสวียนจ้งจะเป็นเมืองแห่งการหลอมอาวุธ แต่ก็ยังมียาวิเศษเฉพาะอยู่ไม่น้อยและมีวัตถุดิบพิเศษบางอย่างที่ข้าอยากรวบรวมแทนตระกูลอยู่เหมือนกัน”
“เฮ้ย ก็ใช่นะ! แต่ครั้งนี้สหายลู่ใจป้ำยิ่งนัก ลงมือทีกลับให้ยาอายุวัฒนะมากถึงเพียงนี้ทั้งยังรับปากจะปรุงยาอายุวัฒนะให้ตระกูลหลินอีกถึงสามเตา ราคาที่ให้มันมากเกินไป! หากเป็นข้าจะอย่างไรก็ทำใจไม่ได้!” ในขณะที่ฟางหย่วนพูดใบหน้าของเจ้าอ้วนก็ปรากฏอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
ลู่อวี่พูดด้วยรอยยิ้ม“ทุกคนก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ มันไม่มีใครเสียเปรียบหรือได้เปรียบหรอก”
ลู่อวี่รู้ว่าฟางหย่วนต้องการมาตีสนิทกับเขาให้มากขึ้นแต่เวลานี้มีจีชิงรั่วอยู่ด้วย จึงมีหลายเรื่องมากที่ไม่สะดวกพูด ดังนั้นหลังจากพูดคุยกับฟางหย่วนไม่กี่คำก็ปลีกตัวขอออกมาก่อน
หลังจากที่ลู่อวี่ไปแล้วถังเส่าหง หลิวอวี่และเกาซวี่ ถึงได้ออกมาจากตระกูลหลินมายืนข้างฟางหย่วน
“สหายฟางรู้จักกับนายน้อยตระกูลลู่ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตัวเองและตระกูลในภายภาคหน้าช่างน่าอิจฉาจริงๆ!” ถังเส่าหงยิ้มแย้มและพูดไปด้วย
“ฮ่าๆ ไม่ปิดบังพวกเจ้า ในอดีตข้ากับนายน้อยตระกูลลู่เป็นเพียงสหายร่วมกินกันเท่านั้นแต่ตอนนั้นยังเด็กยังไม่มีเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้นจึงรู้จักกันผิวเผิน แต่ตอนนี้ก็พอใช้ได้ส่วนหากอยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปอีกขั้น คงไม่ง่าย ต้องรอดูโอกาสเท่านั้นแล้ว”ฟางหย่วนมองตามลู่อวี่กับลูกศิษย์ที่หายตัวไป และพูดด้วยความเสียดาย
“เจ้าพอใจได้แล้ว เมื่อสักครู่นี้ข้าพูดกับท่านพ่อว่า ข้ารู้จักนายน้อยตระกูลลู่เขาถึงกับดีใจไม่น้อย ชื่นชมข้ายกใหญ่ ไปกันเถอะ พวกเรากลับไปดื่มกันต่อเถอะ แม้ว่าพิธีรับศิษย์ของตระกูลหลินจะไม่ได้จัดขึ้นแต่เหล้าวิเศษที่เตรียมไว้ นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ”
ทั้งหมดพูดคุยกันพลางหัวเราะแล้วเดินกลับเข้าไปในตระกูลหลิน
เวลานี้ในห้องที่เงียบสงบหนึ่ง ภายในจวนของตระกูลหลิน มีเสียงทุบและทำลายข้าวของดังออกมา ในขณะเดียวกันยังมีเสียงนายน้อยแห่งตระกูลหลินหลินเยวี่ยกำลังร้องคำรามออกมาด้วยความโมโห “ไอ้สารเลว ลู่อวี่มันมีอะไรดีนักหนาถึงได้กล้ามาแย่งตัวคนของข้า! มันก็เป็นเพียงคนปรุงโอสถขั้นห้าไม่ใช่หรือ? ข้าก็เป็นคนหลอมอาวุธเช่นเดียวกัน!”
“พี่ใหญ่ เจ้าโมโหเช่นนี้จะมีประโยชน์ใดกัน จะว่าไป ราคาที่ตระกูลลู่จ่ายมาให้ก็มากพอแล้วยาอายุวัฒนะยี่สิบห้าเม็ดไม่ใช่จำนวนน้อยๆ! ก็แค่สตรีน้อยนางหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งยังมีอายุเพียงสิบสองปีมันคุ้มค่าที่จะให้พี่ใหญ่โกรธเกรี้ยวเช่นนี้หรือ?” เสียงของหลินเฟิงบุตรชายคนรองของตระกูลหลินดังขึ้น
“เชอะ ข้าก็แค่ทนความอับอายนี้ไม่ได้เท่านั้น นอกจากนี้ ยาอายุวัฒนะทั้งหมดที่แลกกับจีชิงรั่วมาก็ไม่ได้ให้ข้าทั้งหมด หากแบกมาให้ข้าได้สักสองสามเม็ด ก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้วแต่ถือสิทธิ์อะไร ถึงใช้คนของข้ามาแลกยาอายุวัฒนะให้กับคนทั้งตระกูล ฮะ! ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้อื่นจะมองข้าว่าอย่างไร?เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่นี้นายน้อยรองตระกูลเจียงพูดกับผู้อื่นว่าอย่างไร? บอกว่าข้าน่าสงสารถูกผู้อื่นพรากความรักไปแล้วยังไม่กล้าพูดอะไร ใครใช้ให้ข้าเป็นนายน้อยตระกูลหลินกันเล่าต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์โดยรวมก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ! ให้ตายเถอะ ตำแหน่งนายน้อยของข้าเหตุใดยิ่งเป็นถึงยิ่งขี้ขลาดขึ้นทุกทีเช่นนี้?”
“พี่ใหญ่ เหตุใดเจ้าต้องไปใส่ใจกับคำพูดของนายน้อยรองตระกูลเจียงด้วย?คนผู้นั้นปากไม่มีหูรูดมาแต่ไหนแต่ไร หากไม่มีตระกูลเจียงถือหางอยู่คงตายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เมื่อหลายวันก่อนก็ถูกนายน้อยตระกูลลู่จัดการมาแล้ว?องครักษ์ตายไปคนหนึ่ง ยังไม่กล้าพูดอะไรด้วยซ้ำ!”
“เพียงมีจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าคอยสนับสนุนอยู่ก็เท่านั้น มิเช่นนั้นเขาจะกล้าทำเช่นนี้หรือ?” หลินเยวี่ยกัดฟันพูด หากไม่ใช่เพราะมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ เขาคงหาคนมาสั่งสอนให้บทเรียนลู่อวี่ไปแล้วแค่ไม่ฆ่าเขาทิ้ง เชื่อว่าต่อให้ตระกูลลู่มาทวงถามภายหลังก็ไม่มีประโยชน์
เวลานี้หลินเฟิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “เอาละ พี่ใหญ่ แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ดีต่อเจ้าและตระกูลแต่ตระกูลลู่ก็จ่ายมาในราคาที่เพียงพอแล้ว หากมีปัญหาใดๆ กับตระกูลลู่เพราะเหตุนี้...เจ้าจงรู้ไว้ตระกูลลู่ยังเป็นหนี้ยาอายุวัฒนะเราอยู่สามเตา และเป็นยาอายุวัฒนะขั้นห้าด้วยหากทุกอย่างพังเพราะเรื่องนี้ เหอเหอ!”
หลินเยวี่ยเยาะเย้ยและพูดว่า“หากพังเพราะเรื่องนี้ ตำแหน่งนายน้อยของข้าก็ไม่อาจรักษาไว้ได้เจ้าอาจจะได้เป็นนายน้อย ใช่หรือไม่? เชอะ หากเจ้าอยากเป็นนายน้อยนี้จริงๆข้าก็ไม่สนใจ”
“ข้าเพียงแต่พูดเพื่อเตือนพี่ใหญ่เท่านั้น” หลินเฟิงพูดพลางยิ้มเหยเก
หลินเยวี่ยกล่าวว่า“ไม่ได้ ข้าจะปล่อยเจ้าเด็กลู่อวี่ไปเช่นนี้ไม่ได้ เช่นนี้มันง่ายเกินไปสำหรับเขา”
“พี่ใหญ่ จะเป็นการดีที่สุดหากท่านไม่บุ่มบ่าม!”หลินเฟิงตกใจและรีบพูดเตือนสติ
“ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร ข้ามีวิธีของข้า!” หลินเยวี่ยพูดอย่างเย็นชาใจก็คิดไปด้วยว่าน้องสาวคนที่สามน่าจะกลับมาเร็วๆ นี้ไม่รู้ว่าหากเขารู้เรื่องนี้แล้วจะว่าอย่างไร?
ก่อนที่ลู่อวี่จะออกจากเมืองเสวียนจ้งข่าวที่เขาได้แลกเปลี่ยนเงื่อนไขยาอายุวัฒนะยี่สิบห้าเม็ด และปรุงยาอายุวัฒนะสามเตาให้กับตระกูลหลินเพื่อแลกกับเด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ไฟแท้จื่อจี๋ที่ตระกูลหลินพบตัว แพร่กระจายไปทั่วเทียนตูอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าตระกูลลู่เสียสติไปแล้วถึงได้ปล่อยให้นายน้อยของตระกูลมาทำเรื่องบุ่มบ่ามเช่นนี้ได้ แต่ก็รู้สึกชื่นชมและอิจฉาในการจัดการครอบครัวและญาติพี่น้องของจีชิงรั่วของลู่อวี่ไม่น้อย
แต่คนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตระกูลลู่เสียเปรียบก็มีเพียงตระกูลเล็กๆหรือผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษเหล่านี้เท่านั้น พวกเขาไม่เข้าใจว่ามันยากเพียงใดกว่าจะหาผู้สืบทอดที่เก่งกาจผู้หนึ่งได้ มีเพียงคนจากตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่เท่านั้นที่เข้าใจว่าการกระทำของลู่อวี่นั้นฉลาดเพียงใด หากมีใครติดต่อกับเขาหนิงชุยเฟิง ก็จะรู้ว่าราชาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยของเขาหนิงชุยเฟิงสบถด่าตระกูลหลินที่มีตาเสียเปล่าแต่ไม่รู้จักแยกแยะสิ่งดีไม่ดี หากไม่ใช่เพราะพวกเขาทำผิดพลาดกันเอง คนที่มีความสามารถเช่นนี้จะปล่อยให้ตระกูลลู่ได้ไปไว้ในมือได้อย่างไร?
มีคนฉลาดมากมายอยู่ในโลกนี้และตระกูลหลินก็ไม่ใช่ตระกูลเล็ก ๆ ที่ไม่มีรากฐานอะไร เหตุใดจะไม่รู้ว่าจีชิงรั่วมีความสำคัญต่อลู่อวี่ได้อย่างไรแต่เพราะพวกเขามีไว้กลับไร้ประโยชน์ อีกทั้งเงื่อนไขที่ลู่อวี่เสนอให้ มันก็น่าดึงดูดใจมากพอเช่นกันเรื่องนี้ถือว่าจัดการได้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และทุกคนก็พึงพอใจยิ่งนัก
“พี่ลู่ เราจะไปที่ใดกัน เมื่อไรจะได้พบพ่อแม่ข้า?” จีชิงรั่วคว้ามือของลู่อวี่มาจับไว้แหงนเงยใบหน้าเล็กแสนงดงามนั้นขึ้น และเอ่ยปากถาม
“เรื่องนี้ต้องรอจนกว่าเราจะกลับไปถึงภูเขาเทียนฉยง พี่ชายจะพาเจ้าไปที่เมืองเสวียนจ้งก่อนเพื่อซื้อข้าวของบางอย่าง หลังจากนี้อีกสองสามวัน เจ้าจะได้พบพวกเขาแล้ว เพราะพี่ชายส่งคนไปค้นหาพวกเขาคงใช้เวลาสองสามวันในการพาพวกเขากลับมา” ลู่อวี่อธิบายให้นางฟังด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าลู่อวี่อยากจะรับจีชิงรั่วไว้เป็นลูกศิษย์ แต่เขาก็ไม่ถือสา หากนางจะเรียกเขาว่าอาจารย์หรือพี่ชายสิ่งที่เขาต้องการคือคนที่สามารถรับช่วงต่อความรู้ด้านการปรุงโอสถที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาได้ไม่ใช่คนรับใช้เสียหน่อย จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย
ทั้งสองเข้าออกร้านค้าหลายแห่งติดต่อกันและหลังจากซื้อวัตถุดิบยาและสมุนไพรมาไม่น้อย ก็กลับที่พักในหอจุ้ยเซียน
“ชิงรั่ว ตอนนี้พี่ชายขอถ่ายทอดทักษะการฝึกตนให้เจ้าอย่างหนึ่งก่อน เจ้าจงจำไว้ว่าต้องจริงจังในการฝึกฝนห้ามแอบเกียจคร้าน และห้ามส่งต่อให้ผู้อื่นเองเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
จีชิงรั่วเห็นลู่อวี่ทำหน้าจริงจังก็ทำหน้านิ่งทันที และพยักหน้าหงึกๆ เป็นการรับรู้
ลู่อวี่ไม่เคยสอนลูกศิษย์มาก่อนและไม่รู้ว่าการสอนลูกศิษย์ต้องให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ดังนั้นจึงเลือกสอนเคล็ดวิชาให้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
ตอนอยู่ที่ตระกูลหลินลู่อวี่เคยบอกว่า จะส่งต่อเคล็ดวิชาโบราณให้จีชิงรั่ว จริงๆ แล้วเขาไม่ได้โกหก เคล็ดวิชาที่เขาเตรียมไว้เป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานของสำนักปรุงโอสถโบราณที่สืบทอดต่อกันมาจากสายเลือดโดยตรง《คัมภีร์ฝึกฝนไฟลับ》นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ลู่อวี่ฝึกฝนเมื่อชาติก่อนด้วยเหตุผลที่ชาตินี้เปลี่ยนเคล็ดวิชา ไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ดี แต่เคล็ดวิชานี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ของไฟแท้จะฝึกฝนมากกว่า
แต่ร่างกายปัจจุบันนี้ของลู่อวี่เขาไม่ได้เลือกมาเองร่างนี้เป็นคนที่โชคชะตาดีอยู่แล้ว ดังนั้นถึงได้เลือกเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าแต่จีชิงรั่วไม่ใช่ นางมีไฟแท้จื่อจี๋มาโดยกำเนิด หากฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จะไม่เพียงได้รับผลลัพธ์สองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียวแต่ยังจะมีประโยชน์มากมายที่ไม่คาดคิดอีกด้วย ทว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดในตอนนี้จะดีกว่า
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของจีชิงรั่วลู่อวี่ก็แอบยิ้ม แม้ว่าเขาจะดูเด็กในสายตาคนนอกแต่หากนับรวมชาติที่แล้วกับชาตินี้ ตัวเขาก็ถือว่ามีอายุสองร้อยปีแล้วเหมือนกัน
แม้ว่าจีชิงรั่วจะถูกตระกูลหลินช่วยชีวิตไว้แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งต่อ “คัมภีร์ไฟสวรรค์จื่อหยาง” ของตระกูลหลินให้กับนางก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของตระกูลหลิน ดังนั้นจีชิงรั่วจึงไม่เป็นเคล็ดวิชาใดๆมาก่อน และถึงขั้นที่ไม่รู้จักด้วยซ้ำ
โชคดีที่พลังยุทธ์ของลู่อวี่เพิ่งบรรลุขั้นขึ้นดังนั้นก็พอจะใช้ “ดัชนีสัมพันธ์จิตใจ”ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อส่งต่อความรู้และเนื้อหาของเคล็ดวิชาส่วนเล็กๆที่เป็นตัวอักษร และการฝึกฝนเข้าไปในสมองของจีชิงรั่วทันที
หลังจากจีชิงรั่วถูกกระแสจิตดัชนีสัมพันธ์จิตใจของลู่อวี่ชี้แนะก็เวียนหัวเล็กน้อยแต่ฟื้นกลับมามีสติได้ จากนั้นก็พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้นมาในความทรงจำของตัวเองและก็ตกตะลึงอยู่ตรงนั้นไปพักหนึ่ง
ลู่อวี่เองก็ไม่สนใจนางแม้ว่า “ดัชนีสัมพันธ์จิตใจ” เมื่อครู่นี้ จะคงอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆและถ่ายทอดบางสิ่งได้น้อยมาก แต่ก็ยังทำให้ใบหน้าของเขาซีดขาวเพราะลมปราณถูกใช้ไปกว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้นก็ต้องรีบฟื้นพลังกลับมาทันที
หลังจากดื่มชาไปได้ครึ่งกาน้ำชาจีชิงรั่วก็กะพริบตา และในที่สุดก็ได้สติอีกครั้งดวงตางามที่มีไหวพริบฉายแววดีใจขึ้นมาทันที แต่เมื่อมองดูพี่ลู่ของนางที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้ามเขายังคงมีใบหน้าค่อนข้างซีดเซียวอยู่ ก็รู้สึกเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจขึ้นมาทันทีและคิดอย่างลังเล
พี่ชายดีกับข้ายิ่งนักหากข้าโตขึ้นควรแต่งงานกับเขาดีหรือไม่? แต่พี่ชายบอกว่าจะให้ข้าเป็นลูกศิษย์ของเขาเช่นนั้นลูกศิษย์จะแต่งงานกับอาจารย์ได้หรือไม่? หากได้ก็คงจะดีไม่น้อย
เด็กหญิงวัยเพียงสิบสองปีก่อนที่จะถูกตระกูลหลินพบตัว นางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาที่ขาดการติดต่อกับโลกภายนอกแม้แต่ตัวหนังสือก็ยังอ่านไม่ออก ความคิดจึงเรียบง่ายและใสซื่อ แต่ถึงกระนั้นมันเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า จีชิงรั่วยอมรับในตัวลู่อวี่แล้วอย่างสมบูรณ์ และถือว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดที่สุดไปแล้ว