ณ ลานตำราโอสถ – เขตตะวันออกของสถาบันเทียนซวน
เปลวเพลิงจากการปะทะยังคงลุกเลียตามซากอาคารที่พังทลาย เสียงโลหะกระทบผสานเสียงระเบิดของพลังปราณดังสะท้อนมาจากทั่วทุกสารทิศของสถาบันเทียนซวน บ่งบอกถึงการต่อสู้อันดุเดือดที่ยังมิอาจยุติ ณ ลานกว้างหน้าหอตำราโอสถซึ่งบัดนี้แปรสภาพเป็นลานประหารขนาดย่อม กลิ่นคาวเลือดและไอสังหารอันเย็นเยียบจากพลังงานมืดแผ่กระจายจนน่าอึดอัด
หลู่เสวี่ย (ระดับก่อแก่นปราณ - ขั้นต้น) ทรุดกายพิงซากเสาหินที่แตกหัก อาภรณ์สีฟ้าอ่อนของนางฉีกขาดหลายแห่ง เปื้อนคราบเลือดจนแดงฉานและฝุ่นดินจนมอมแมม ลมหายใจขาดห้วงตื้นเขิน พลังปราณในร่างร่อยหรอจนแทบสัมผัสไม่ได้ กระบี่คู่กายหลุดมือตกอยู่ไม่ไกล ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายสดใส บัดนี้หม่นแสงลงอย่างชัดเจน จ้องมองเงาร่างสูงใหญ่ทะมึนที่ยืนทะมื่นอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เจือทั้งความขุ่นแค้นและความสิ้นหวังอันจับขั้วหัวใจ
"อินจ้าว" (影爪 - Shadow Claw) ขุนพลแห่งกลุ่มเงาอสูร ผู้มีพลังอยู่ในระดับก่อแก่นปราณขั้นปลาย ย่างสามขุมเข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น กรงเล็บโลหะสีดำขลับบนมือทั้งสองข้างของมันยังคงมีไอพลังงานมืดสีดำจางๆ ระอุออกมาไม่ขาดสาย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดบนใบหน้าที่ดุร้ายของมัน
"นังหนู...ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าเจ้ามันยังอ่อนหัดนัก" อินจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจในชัยชนะที่กำลังจะมาถึง "ความดื้อรั้นของเจ้าน่ะ มันน่าสมเพชสิ้นดี! ถึงเวลาที่ต้องชดใช้กรรมแล้ว!"
หลู่เสวี่ยพยายามข่มความเจ็บปวด รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อจะพยุงกายลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง ความปวดร้าวจากบาดแผลลึกทั่วสรรพางค์กายและพลังปราณที่หมดสิ้นทำให้แขนขาของนางหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า ทำได้เพียงจ้องมองศัตรูด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นที่ยังคงลุกโชนอยู่ในอก
"พวกเจ้า...จะไม่มีวันได้ในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ..." นางเค้นเสียงแหบพร่าออกมาอย่างยากลำบาก ทว่าทุกถ้อยคำยังคงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ไม่ว่าจะเป็นที่นี่ หรือที่หอคัมภีร์โบราณที่ 'ทูตมืด จวินเหยียน' (暗使 君炎) กำลังบุกโจมตีอยู่ก็ตาม!"
อินจ้าวชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของผู้บัญชาการสูงสุดของพวกมันถูกเอ่ยถึง แต่แล้วก็แสยะยิ้มกว้างขึ้น "หึ...ปากยังดีอยู่อีกรึ? ต่อให้เจ้ารู้ว่าท่านจวินเหยียนอยู่ที่นั่นแล้วอย่างไรเล่า? ในเมื่อจุดจบของเจ้าอยู่ที่นี่! อีกไม่นาน สถาบันเทียนซวนที่พวกเจ้าเทิดทูนบูชานักหนา ก็จะกลายเป็นเพียงสุสานของเหล่าคนโง่เขลาที่คิดต่อต้านพวกเราเท่านั้น!"
มันเงื้อกรงเล็บอสูรอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นสูง เตรียมจะฟาดฟันลงมาปลิดชีพหลู่เสวี่ยที่บัดนี้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านโดยสิ้นเชิง ในห้วงสำนึกของหลู่เสวี่ยพลันว่างเปล่า ความตายดูเหมือนจะอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก...
ตูม! เปรี้ยงงงง!
พลัน! เสียงระเบิดอันกึกก้องและเสียงอสนีบาตคำรามติดต่อกันหลายระลอกดังกระหึ่มมาจากทิศทางที่ไม่ไกลนัก เสียงนั้น...มันใกล้เข้ามาทุกขณะ! และดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ! แม้จะอยู่ในสภาพปางตาย แต่หลู่เสวี่ยก็ยังคงรับรู้ได้ถึงระลอกคลื่นพลังงานอันบริสุทธิ์และทรงอานุภาพอย่างประหลาดที่แฝงมากับสรรพเสียงเหล่านั้น มันเป็นพลังงานที่นางไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดถึงเพียงนี้มาก่อน แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าพิศวง
อินจ้าวชะงักกึก! กรงเล็บที่เงื้อค้างอยู่กลางอากาศหยุดนิ่ง มันหันขวับไปยังทิศทางของต้นเสียงด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัย "เสียงอึกทึกอันใดกัน? หรือว่าพวกเฒ่าหัวงูของสถาบันมันส่งกำลังเสริมมาอีกแล้ว?" จิตสังหารของมันปั่นป่วนเล็กน้อย ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
แต่ก่อนที่มันจะได้ขบคิดให้มากความไปกว่านั้น!
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!
เส้นแสงสีครามทองอันเจิดจรัสพร่างพรายสายหนึ่ง พุ่งทะยานแหวกม่านอากาศมาด้วยความเร็วที่มิอาจจินตนาการ! มันปรากฏขึ้นราวกับอสนีบาตจากสรวงสวรรค์ที่พิโรธจนถึงขีดสุด! เป้าหมายของมันคืออินจ้าวที่กำลังยืนตะลึงงันอยู่กับที่!
อินจ้าวสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันตรายที่คุกคามถึงแก่นวิญญาณ! สัญชาตญาณดิบสั่งให้มันต้องป้องกันตัวสุดชีวิต! มันคำรามลั่น รีบโคจรพลังปราณมืดทั้งหมดในร่างเพื่อสร้างม่านพลังป้องกันสีดำทมิฬขึ้นอย่างสุดกำลัง! กรงเล็บอสูรทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาไขว้กันเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว!
เคร้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!
เส้นแสงสีครามทองปะทะเข้ากับม่านพลังงานมืดและกรงเล็บอสูรของอินจ้าวอย่างจัง! บังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับขุนเขาเหล็กกล้าพันลูกพังทลายลงพร้อมกัน! พลังอัสนีบรรพกาลอันบริสุทธิ์และรุนแรงอย่างหาที่เปรียบมิได้ ได้ฉีกกระชากม่านพลังงานมืดของอินจ้าวออกเป็นริ้วๆ ราวกับใยแมงมุมที่บอบบาง! กรงเล็บโลหะที่ขึ้นชื่อด้านความแข็งแกร่งของมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะบิดเบี้ยวผิดรูป และแตกกระจายออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยปลิวว่อนไปในอากาศ!
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!"
อินจ้าวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานสุดแสนสาหัส! ร่างของมันถูกพลังอัสนีบรรพกาลอันไร้เทียมทานซัดกระเด็นลอยละลิ่วไปในอากาศราวกับเศษใบไม้แห้งที่ถูกพายุเฮอริเคนพัดกระหน่ำ ก่อนจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้นหินอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นปานแผ่นดินไหว! โลหิตสีดำข้นคลั่กทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดของมันไม่หยุด! ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับถูกภูตผีเข้าสิง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า จ้องมองไปยังทิศทางที่เส้นแสงนั้นพุ่งมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ประสบ!
เพียงกระบวนท่าเดียว! ขุนพลระดับก่อแก่นปราณขั้นปลายเช่นมัน ผู้ซึ่งสังหารศิษย์สถาบันไปแล้วนับสิบ กลับต้องพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้!
เมื่อฝุ่นควันและประกายแสงอันเจิดจ้าจากการปะทะเริ่มจางลง ร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดที่อินจ้าวเคยยืนโอหังอยู่ก่อนหน้านี้ เขาสวมอาภรณ์ศิษย์สถาบันสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายซึ่งบัดนี้มีร่องรอยการต่อสู้ติดอยู่บ้างประปราย แต่กลิ่นอายพลังวิญญาณแรกกำเนิดอันบริสุทธิ์ เข้มข้น และทรงพลังอย่างที่สุดที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้งจนแม้แต่ยอดฝีมือระดับก่อแก่นปราณยังต้องรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก!
ในมือขวาของเขาคือกระบี่เหล็กกล้าธรรมดาสามัญเล่มหนึ่ง ทว่าบัดนี้มันถูกอาบไล้ไปด้วยประกายอัสนีสีครามทองอันสุกสกาว แสงอัสนีนั้นไหลวนอยู่รอบตัวกระบี่ราวกับมีชีวิตของตนเอง ส่งเสียงครางต่ำๆ ที่แฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้างอันไร้ขีดจำกัด
เฉิน ฮ่าวหราน!
ดวงตาอัสนีสีครามเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็วและเยือกเย็น ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหลู่เสวี่ยซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างซากเสาหิน แววตาของเขาฉายประกายเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของนาง ก่อนจะตวัดสายตากลับไปมองซากของอินจ้าวที่นอนกระอักเลือดปางตายอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
หลู่เสวี่ยพยายามเพ่งมองไปยังร่างที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงอัสนีนั้นอย่างสุดกำลัง หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพที่เห็นพร่าเลือนไปบ้างเนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัส แต่กลิ่นอายอันคุ้นเคยและพลังงานอันยิ่งใหญ่ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตนางไว้อย่างปาฏิหาริย์นั้น... ทำให้นางมั่นใจได้ในทันที!
"เฉิน...ฮ่าวหราน..." นางพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ ในน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความประหลาดใจ ความไม่อยากจะเชื่อ และความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดประมาณ
เฉิน ฮ่าวหรานมิได้หันมามองนางในทันที เขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังร่างของอินจ้าวที่พยายามจะขยับตัวอย่างอ่อนแรง ทุกย่างก้าวของเขานั้นมั่นคงและหนักแน่น ประดุจเทพเจ้าแห่งสงครามที่กำลังจะลงทัณฑ์เหล่าคนบาป
"เจ้า...เจ้าคือ...ตัวประหลาดอันใดกันแน่..." อินจ้าวเค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบาก ลมหายใจของมันขาดห้วง พลังชีวิตกำลังจะดับวูบลงอย่างรวดเร็ว มันไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่ามันหลายสิบปีเช่นนี้
เฉิน ฮ่าวหรานหยุดยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้ามัน ดวงตาอัสนีสีครามทองจ้องมองลงมาอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึกใดๆ
"ยมทูต...ผู้มาเก็บกวาดขยะเช่นเจ้า"
สิ้นเสียง! กระบี่เหล็กกล้าในมือของเขาก็ตวัดออกไปอีกครั้งอย่างรวดเร็วและเฉียบขาดราวสายฟ้าฟาด! แสงอัสนีสีครามทองสว่างวาบขึ้นพร่างพราย!
ฉัวะ!
ศีรษะของอินจ้าวหลุดกระเด็นออกจากบ่าในทันที! โลหิตสีดำข้นคลั่กสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น! ร่างไร้วิญญาณของมันกระตุกอย่างรุนแรงสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไปโดยสิ้นเชิง! ดวงตาของมันยังคงเบิกกว้างจ้องมองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัวและไม่เข้าใจจนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้าย
เฉิน ฮ่าวหรานสะบัดกระบี่ในมือเบาๆ คราบโลหิตสีดำที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบกระบี่พลันสลายหายไปกับประกายอัสนีในพริบตา เขาเก็บกระบี่เหล็กกล้าเข้าฝักที่ผูกติดอยู่กับเอวอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันกลับมาเดินตรงไปยังหลู่เสวี่ยที่ยังคงนอนนิ่งจ้องมองการกระทำทั้งหมดของเขาด้วยความตกตะลึงระคนโล่งใจ
เขาย่อกายลงนั่งชันเข่าข้างๆ นาง ดวงตาอัสนีสำรวจบาดแผลของนางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้วงหยิบขวดโอสถหยกขาวคุณภาพสูงขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นส่งให้นาง
"กินนี่เสีย จะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้บ้าง" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉยตามปกติ แต่หากสังเกตให้ดี จะพบความห่วงใยจางๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้น
หลู่เสวี่ยมองใบหน้าอันสงบนิ่งของเขาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะค่อยๆ รับขวดโอสถนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา นางเปิดจุกขวดแล้วเทโอสถเม็ดกลมสีเขียวมรกตเม็ดหนึ่งเข้าปาก กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรล้ำค่ากระจายไปทั่วโพรงปาก ก่อนที่ตัวยาจะแปรเปลี่ยนเป็นกระแสพลังงานอันอบอุ่นที่ไหลเข้าสู่ร่างอย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดรวดร้าวและฟื้นฟูพลังปราณที่เหือดแห้งไปได้ส่วนหนึ่งในทันที
"ขอบคุณท่านมาก..." นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงอ่อนแรง แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริงจากใจ "ข้า...ข้าคิดว่าตนเองคงไม่รอดแล้วเสียอีก..."
เฉิน ฮ่าวหรานพยักหน้ารับเบาๆ เขาลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอีกครั้งอย่างระมัดระวัง ความคิดของเขาวกกลับไปถึงเป้าหมายหลัก – หอคัมภีร์โบราณ ที่ซึ่งตามข่าวกรองระบุว่า 'ทูตมืด จวินเหยียน' และอาจรวมถึง 'อสูรผนึกฟ้า เฮยเฟิง' (封天魔 黑风) กำลังนำทัพหลักของกลุ่มเงาอสูรบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงเพื่อทำลายผนึกบรรพกาลที่สำคัญยิ่งยวด "ที่นั่น...คือศึกที่แท้จริง" เขาพึมพำกับตนเอง
จากนั้นจึงหันมากล่าวกับหลู่เสวี่ย "ที่นี่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าพอจะขยับตัวเคลื่อนไหวได้หรือไม่? เราต้องรีบไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด"
ขณะนั้นเอง กลุ่มเงาอสูรที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตนในบริเวณนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวจนหัวหดอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นว่าผู้นำระดับขุนพลของพวกมันถูกสังหารไปอย่างง่ายดายราวกับผักปลา ก็พลันกรีดร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความเสียขวัญ ก่อนจะพากันหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างไม่คิดชีวิต! พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองไปยังตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถสังหารขุนพลระดับก่อแก่นปราณขั้นปลายได้ด้วยการโจมตีเพียงไม่กี่กระบวนท่า!
เฉิน ฮ่าวหรานเหลือบมองพวกมันที่วิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเพียงเล็กน้อยด้วยหางตา ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับหลู่เสวี่ยอีกครั้ง เขารู้ดีว่าเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของเขายังคงเป็นหอคัมภีร์โบราณ แต่เขาก็มิอาจทอดทิ้งสหายร่วมสถาบันที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสให้อยู่ในวงล้อมของอันตรายเพียงลำพังได้
(จบตอนที่ 179 )