“พลังอย่างนั้นรึ?”
ซูฉางอันพึมพำขึ้นในใจ พลังดึงดูดของเทียนจ้าวทำให้สติของเขาเริ่มหลุดลอยออกไป
“ถูกต้อง! พลัง! พลังที่ทำลายทุกอย่างได้แต่ก็สร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ได้เช่นกัน”
เสียงนั้นแฝงไปด้วยมนต์สะกดบางอย่าง ที่ทำให้ผู้ฟังไม่อาจต้านทานได้
“เจ้าเป็นใคร?” สติกระแสสุดท้ายในหัวของซูฉางอันสั่งให้เขาถามเช่นนั้นออกไป
“เจ้าไม่รู้หรอกรึ?” เสียงนั้นถามกลับมา
วินาทีนั้น จู่ๆ ซูฉางอันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ดวงตาเริ่มพร่ามัวไปพร้อมกับสติที่เลือนรางลงทุกวินาทีกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง พลันสิ่งที่เรียกว่าความหวาดผวาก็ระเบิดขึ้นในแววตา
“เจ้าเป็นเทพแท้อย่างนั้นรึ?” เขาถามขึ้นในใจ แต่ไม่ทันที่เสียงนั้นจะได้ตอบกลับมาเขาก็ส่ายหน้าขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่! ไม่เอา!”เขาพูดขึ้นราวกับคนละเมอ
ทว่าเทียนจ้าวกลับไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างของซูฉางอันเขาเพียงคิดว่าซูฉางอันกลัวจนเสียสติไปแล้วเท่านั้น
และนั่นทำให้เขายกมุมปากขึ้นอย่างอำมหิต ดวงตาสีเลือดเริ่มสั่นเทาขึ้นด้วยความตื่นเต้นอันเป็นเหตุมาจากความสะใจที่มากจนเข้าขั้นวิปริต
“เจ้ามนุษย์เอ๋ย เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้พลีชีพเพื่อเทพแท้องค์สุดท้ายในโลก!” เขาบอกแบบนั้นก่อนพลังดึงดูดที่น่าสยดสยองจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สติที่กระแสสุดท้ายที่เพิ่งกลับมาเริ่มเลือนรางลงอีกครั้ง
“ทำไมถึงไม่เอา?” เสียงในหัวของซูฉางอันดังขึ้นอีกครั้ง
“ดูสิ!”
“เพื่อนของเจ้า!”ซูฉางอันไม่ได้หันไปมอง แต่ภาพของมู่กุยอวิ๋นที่ดิ้นรนขัดขืนต่อพลังที่พันธนาการกลับปรากฏขึ้นในหัวอย่างชัดเจน
“คนที่ชอบเจ้า!”เมื่อสิ้นเสียงภาพของกู่เซี่ยนจวินที่ร้องไห้จนน้ำตานองหน้าก็ผุดขึ้นในสมองเช่นกัน
“คนที่เจ้าชอบ!”ภาพของชิงหลุนที่นอนหมดสภาพอยู่กลางซากปรักหักพังปรากฏขึ้นในเสี้ยววินาที
“แล้วไหนจะพวกเขา!”ภาพของทหารและชาวเมืองที่ถูกดูดกลืนเลือดเนื้อจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกปรากฏให้เห็นเป็นภาพต่อมา
“แล้วพวกเขาละ!”ภาพของชาวเมืองฉางอันที่หมอบอยู่บนพื้นดินด้วยความหวาดผวาปรากฏขึ้น
ภาพเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของซูฉางอันไม่รู้จบสมองของเขาเริ่มปั่นป่วนมากขึ้นทุกขณะจิต และเปลวเพลิงเริ่มลุกโชนขึ้นในแววตาเช่นกัน
“เพราะเจ้าไม่มีพลัง พวกเขาเลยต้องถูกรังแก ถูกทำร้ายและถูกสังหารลงเช่นนี้!”
“เพราะข้าอย่างนั้นรึ?” ซูฉางอันครางขึ้นเบาๆ
“ใช่ เป็นเพราะเจ้า”
“เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้พวกเขาเลยรึ!”
เสียงนั้นพลันดังสนั่นในเสี้ยวนาที มันดังก้องอยู่ในหัวของซูฉางอันราวเป็นสายฟ้าที่ระเบิดขึ้นในสมอง
เสียงนั้นพุ่งกระแทกลงกลางใจของซูฉางอัน ราวเสียงไต่สวนจากสวรรค์ก็ไม่ปาน
“เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้พวกเขาเลยรึ!”
“เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้พวกเขาเลยรึ!”
“เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้พวกเขาเลยรึ!”
...
เสียงนั้นดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้ซูฉางอันรู้สึกใจสั่นขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เปลวเพลิงในดวงตาของเขาโหมรุนแรงมากขึ้นไม่หยุด
และในที่สุดเขาก็พูดออกไป
“อยากสิ!”
เสียงของเขาแผ่วเบาและอ่อนแรงเหลือเกิน
มันแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
แต่เสียงนั้นกลับดังไปถึงหูของทุกคนในเมืองฉางอันได้อย่างน่าประหลาด
ราวเป็นการทำสัญญาอันแสนสูงส่งบางอย่าง ปานพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการให้สรรพสิ่งในโลกเป็นสักขีพยาน
ในที่สุด เปลวเพลิงก็ลุกโชนจนเต็มดวงตาคู่นั้น
ตาข้างขวาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับท้องนภายามราตรี ส่วนข้างซ้ายกลับสว่างไสวราวกับดวงทิวาแห่งทิวากาล
สรรพสิ่งในโลกทิ้งความเคารพและบูชาที่มีต่อเทียนจ้าวแล้วหันมาแสดงความเคารพ ยกย่อง และบูชาที่มากยิ่งกว่าสูงส่งยิ่งกว่าต่อซูฉางอันแทน
ทันใดนั้น พลังอำนาจในร่างของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล วินาทีนั้น ราวโลกทั้งใบกำลังกู่ร้องสรรเสริญต้อนรับการกลับมาของราชันผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้น
ความตื่นเต้นและบ้าคลั่งบนใบหน้าของเทียนจ้าวเลือนหายไปจนหมด แทนที่ด้วยความหวาดผวาในบันดล
“เพราะอะไร? เหตุใดโลหิตเทพแท้ถึงฟื้นกลับมาได้ถึงสองครั้งภายในระยะเวลาสั้นๆเช่นนี้?” ความหวาดผวาที่มีทำให้เสียงของเขาบิดเบือนไปจากเดิม เสียงที่เขาเปล่งออกมาทั้งแหลมและดัง ไม่ต่างจากเสียงร้องของเป็ดกำลังจะถูกเชือด
แต่ความหวาดผวาของเขาก็คงอยู่ได้เพียงไม่นานเพราะมือของใครบางคนถูกยื่นเข้ามาแล้ว
เป็นมือที่เล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับร่างขนาดมหึมาของเทียนจ้าว
มือนั้นไม่มีกรงเล็บที่เหี้ยมเกรียม และไม่มีเกล็ดที่น่าสยดสยอง
แต่เทียนจ้าวที่เคยแข็งแกร่งและทรงอำนาจจนไร้เทียมทาน กลับถูกมือนั้นบีบคอยกร่างขึ้นสูง ราวเป็นเพียงลูกไก่ตัวจ้อย ที่ตกอยู่ในกำมือของผู้อื่นเท่านั้น
จากนั้น แสงมากมายระเบิดออกจากดวงตาสีขาวและดำที่แลดูน่าพิศวงของซูฉางอัน
ดวงตาที่เคยใสสะอาด บัดนี้กลับไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นเขามองไปยังเทียนจ้าวด้วยแววตาเย็นยะเยือก ดุจจอมราชันกำลังมองดูขุนนางของตน
ความหวาดผวาอันมหาศาลทำให้ใบหน้าสุดอัปลักษณ์ของเทียนจ้าวบิดเบี้ยวจนผิดรูปไปหมด
“นิก...” เสียงครางทุ้มต่ำดังออกมาจากปากของซูฉางอัน ทันใดนั้นท้องนภาที่ถูกเลือดข้นปกคลุมก็ราวจะมีบางอย่างก่อตัวขึ้น ฟึ่บ...สายลมกระโชกขึ้นอย่างรุนแรง มันพัดให้เส้นผมที่ถูกรวบเข้าด้วยกันของซูฉางอันหลุดลุ่ยและปลิวไปรวมกันด้านหลัง
“คลา...” เขาพ่นออกมาอีกพยางค์
ความหวาดผวาในดวงตาของเทียนจ้าว ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสิ้นหวัง
โซ่ตรึงที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริงพากันหลั่งไหลเข้ามา แม้ร่างของเทียนจ้าวจะยังถูกบีบคอและยกให้ลอยขึ้นสูงอยู่แต่ดวงวิญญาณของเขา บัดนี้ถูกโซ่อันแสนหนักอึ้งพันธนาการเอาไว้เรียบร้อยซึ่งในตอนนี้ ดวงวิญญาณของเขากำลังคุกเข่าต่อหน้าซูฉางอันที่เป็นดั่งจอมราชันด้วยความหวาดกลัว...
“ลา...”
เมื่อสิ้นเสียง เทียนจ้าวก็ก้มหน้าลงอย่างไม่อาจควบคุม ดาบขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายไปด้วยแสงอันแสนคมเฉียบปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศ
เทียนจ้าวรู้ดี เมื่อพยางค์สุดท้ายหลุดออกมาเมื่อใด ดาบนั้นจะเหวี่ยงลงมาทันที
เมื่อถึงตอนนั้น พลังแห่งเทพของเขาจะถูกทำลาย ดวงวิญญาณก็จะแตกสลายเช่นกัน
หากเป็นเช่นนั้น โลกใบนี้จะไม่มีร่องรอยของเขาหลงเหลืออยู่อีก เหมือนชีพเทียนจ้าวที่ถูกสังหารลงณ เขาโยวหยุนในตอนนั้น ซึ่งทันทีที่ตายร่องรอยที่ยืนยันว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่ในโลกก็สิ้นสุดลงทันที
ทว่าจู่ๆ เขาก็ระเบิดความอาฆาตแค้นขึ้นในแววตา เขาพยายามเหล่ตามองชายหนุ่มผู้มีโลหิตเทพแฝงอยู่ในร่างเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพลังทั้งหมดที่มี
เมื่อพยางค์สุดท้ายถูกเปล่งออกมา เวลาตายของเขาก็จะมาถึง แต่ในขณะเดียวกันร่างของเด็กหนุ่มคนนี้จะถูกเทพแท้ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นใครยึดครองอย่างถาวรด้วยเช่นกัน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ หัวใจที่บิดเบี้ยวเพราะความวิปริตของเขาก็ปรากฏความสะใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“...” ซูฉางอันถูกบังคับให้อ้าปากขึ้นอีกครั้งพยางค์สุดท้ายในคาถาอันแสนเก่าแก่กำลังจะหลุดออกมาจากปากของเขาแล้ว
ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงกระบี่คำรามปะทุขึ้นมาเสียก่อน
เสียงนั้นดังสนั่นราวกับระฆังฟ้า นอกจากจะทรงพลังราวหงส์วิเศษมันยังแฝงไปด้วยเสียงคำรามแห่งมังกรอีกด้วย
คำพูดที่ติดอยู่ตรงปากของซูฉางอัน ถูกกลืนลงคอไปอีกครั้ง
ตึก!
ตึก!
ตึก!
มันเป็นเสียงของบูตหนังกระทบลงบนพื้นหินของสำนักเทียนหลาน
ร่างค่อมของใครผู้หนึ่งก้าวออกมาจากความมืดทีละก้าวอย่างเชื่องช้าตามจังหวะของเสียงที่ดังขึ้น
“...” ซูฉางอันอ้าปากขึ้นอีกครั้ง ด้วยหวังว่าจะเอ่ยพยางค์สุดท้ายออกไป
แต่จู่ๆ กลับมีแสงสีขาวประกายวาบผ่านหน้าไป พอรู้ตัวอีกทีร่างค่อมที่อยู่ไกลออกไป ก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
มือที่เต็มไปด้วยความชราภาพถูกยื่นมาแตะที่บ่าของซูฉางอันเบาๆ
“ไม่!”เสียงคำรามแห่งความเกรี้ยวโกรธระเบิดขึ้น
“พวกเจ้าขังข้าไปตลอดไม่ได้หรอก!” จากนั้นเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความโกรธของใครบางคนก็ดังมาจากทุกสารทิศ
ทว่าเจ้าของมือที่แก่ชรากลับเพียงวาดรอยยิ้มบางๆ ออกมา“แต่หากข้ายังมีชีวิตอยู่อีกวัน เจ้าจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเพิ่มขึ้นอีกวันแน่นอน”
เมื่อสิ้นเสียง รังสีประหลาดในแววตาของซูฉางอันมลายไปในพริบตาร่างของเขาเริ่มโอนเอนไปมา ราวจะล้มลง ขณะที่ปรากฏการณ์ประหลาดรอบด้านพากันสลายไปราวถูกสายน้ำชำระไป
เจ้าของมือนั้นรับร่างที่กำลังจะหมดสติของซูฉางอันเอาไว้ และวางเขาลงบนพื้นดินเบาๆ
ในที่สุดเทียนจ้าวที่อยู่ไม่ไกลก็หลุดจากการพันธนาการของเทพแท้ เขาขยับร่างกายได้ตามใจนึกอีกครั้งแล้ว
ทว่าเขากลับไม่ได้คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นใคร?” เขามองไปยังชายชราที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยตรงหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อวี้เหิง” เจ้าของเสียงตอบกลับไปเช่นนั้น