ในหอตำราของหมู่ตึกสกุลเซียว
หนิงเอ๋อสาละวนอยู่กับการรื้อตำรามาทบทวนสิ่งที่ร่ำเรียนมาและหาเพิ่มเติมให้ได้มากที่สุดจนแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่น
เซี่ยวหลินยกถาดชุดน้ำขิงเข้ามา
“นายหญิงคะ ดื่มน้ำขิงก่อนค่ะ ท่านอ่านทั้งวันแล้วนะ”
“ขอบใจนะเซี่ยวหลิน เจ้าวางเอาไว้เถอะ เดี๋ยวข้าจะดื่มเอง”
“เมื่อวานท่านก็พูดแบบนี้ พวกเราทำของว่างเต้าหู้ทอดมาให้ ท่านก็วางทิ้งไว้จนเย็นหมด”
“เฮ้อ .. ก็ได้ๆ มา ข้าดื่มล่ะนะ”
นางยกถ้วยแล้วแง้มฝาค่อยเป่า
เซี่ยวหลินยิ้มกล่าว
“เรารอเย็นลงก่อนแล้วค่อยยกมาค่ะ ตอนนี้ไม่ต้องเป่าก็ดื่มได้เลย”
“เอ้า เหรอ ขอบใจมากนะ”
หนิงเอ๋อค่อยๆ ดื่มจนหมดถ้วย
“แย่ล่ะ น้ำขิงแม้จะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด เจริญอาหาร แต่มีฤทธิ์ทำให้นอนหลับง่ายสบายขึ้นด้วย แบบนี้ข้าจะอ่านต่อยังไงเนี่ย”
ลู่เอินเดินเข้ามา
“ซึ่งก็ดีแล้ว ข้าต้องการให้เจ้าได้พักบ้าง ฝืนอ่านมากไปมันสจะรับไม่ไหวเอานะ”
เขาเดินมานั่งข้างๆแล้วลูบไล้ที่แก้มนาง
เซี่ยวหลินเสริมทันที
“นายท่านพูดถูกค่ะฮูหยิน พักบ้างจะได้มีกำลังกว่าเดิม”
หนิงเอ่อยิ้มออกมา
“นี่ข้าทำให้ทุกคนเป็นห่วงเหรอเนี่ย แย่จริงๆ”
ลู่เอินอ้อมมือผ่านหน้าอกโอบหัวนางมาซบไหล่ขวาของเขา
หนิงเอ๋อยิ้มด้วยความอบอุ่นใจ นางไม่ใช่แค่มีที่พักพิง ยังมีสามีที่น่ารักแข็งนอกอ่อนในอีกด้วย ด้วยความสบายนี้ก็เผลอหลับไป
ลู่เอินเอนหัวนางลงมาวางบนตักตน ลูบผมเผ้านาง
เซี่ยวหลินยิ้มแล้วเก็บถ้วยน้ำขิงวางบนถาดแล้วค่อยๆยกออกไปอย่างเงียบๆ
ลู่เอินไม่ขยับไปไหนนับชั่วยามเพราะกลัวนางจะตื่น แล้วหวนนึกถึงวันแรกที่เจอนาง
แท้ที่จริงแล้วเขาเริ่มชอบนางนิดๆตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยฐานะหน้าที่การวางตัว เขาไม่อาจคว้าสตรีมาไว้ข้างกายได้ส่งเดช
เขากลัวมาตลอดว่าเมื่อนางมาที่นี่แล้ววันหน้าจะเสียนางไป มิคาดกลับได้แต่งกับนางสมใจ ทั้งที่มีอุปสรรคมาขวางกั้น
ลู่ฉีค่อยๆ เดินอย่างแผ่วเบาเข้ามา
“คุณชาย ได้เวลาแล้ว”
“เจ้าไปบอกพวกองค์ชายกับแม่นางฟางเหนียง บอกว่าข้าจะไปช้าสักหน่อย พอดีเซี่ยวเอ่อไม่ค่อยสบาย”
“ครับ”
ลู่ฉีถอยออกไปอย่างเงียบงัน
เมื่อเข้ายามโหย่วฟ้าใกล้มืดหนิงเอ๋อค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
พบว่านางนอนบนตักสามีจนฟ้าจะมืด
“แย่แล้ว ข้าหลับไปนานแค่ไหน”
“ก็นานอยู่แต่ก็น่าจะเพียงพอให้เจ้าได้พักสายตาและสติบ้าง”
“แล้วการประชุมของท่านล่ะ?”
“ไม่ใช่การประชุมทางการของราชการ เจ้าจะตกใจไปใย”
“ไม่ได้นะคะท่านพี่ ลูกผู้ชายเสียสัยต์ผิดนัดได้ยังไง ทำไมท่านไม่ปลุกข้า”
“ก็เจ้าหลับ”
“หืม...ฮึ..ท่านเนี่ย ไป .. เราไปกัน”
“เรา...? เจ้าจะไปด้วย?”
“ข้าก็เป็นหนึ่งในสมาชิกพวกพ้องท่าน หรือพอสมรสแล้วข้าก็โดนตัดออกจากขบวนการ?”
“ข้าว่าเจ้า....”
“ถ้าท่านพี่ไม่ให้ข้าไป ข้าจะไปโพทนาว่าท่านกับองค์ชายห้าทำอะไร”
“ฮึ เจ้านี่..นับวันยิ่งเอาใหญ่ ก็ได้เราไป”
......
หอเหมยกุย สาขานครหลวง
“ขออภัยที่ล่าช้า”
สองสามีภรรยาสกุลเซียวประสานมือคารวะพร้อมกัน
ฮุ่ยซิ่วกลั้นขำ แล้วส่ายหน้า
ฟางเหนียงยิ้มเล้กน้อย ค่อยปั้นหน้าบึ้งตึงกล่าว
“พวกท่าน ข้าเข้าใจว่าข้าวใหม่ปลามันย่อมต้องใช้เวลาร่วมรักร่วมใคร่กันหนักหนา แต่นี่เป็นการนัดล่วงหน้า หรือไม่รู้จักคลายกำนัดกันให้ทันกำหนดการ”
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว นางอ่านหนังสือจนเหนื่อย ได้น้ำขิงเข้มๆ ไปหนึ่งถ้วยก็ผล็อยหลับ”
หนิงเอ๋อรีบกล่าว
“พี่ฟางเหนียงอย่าโทษท่านพี่เลยค่ะ เพราะข้านอนทับตักของเขา เขาเลยไม่กล้าลุก ข้า....”
“พอๆ นี่ข้าต้องมาฟังความหวานชื่นของพวกเจ้าสองคนอีกนานมั้ย เริ่มประชุมได้แล้ว”
กล่าวจบฟางเหนียงยิ้มขำแล้วจูงหนิงเอ๋อไปนั่ง
องค์ชายห้ากล่าวขึ้นก่อน
“ทุกคนคงทราบเรื่องที่ฮองเฮาเสนอให้เซี่ยวเอ๋อของพวกเราเข้าเฝ้าคิดตัวเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้ชนชั้นสูงในโรงเรียน”
ทุกคนพยักหน้า
“เรื่องนี้คนของข้ารายงานมาว่าฮุ่ยเจิน ฮุ่ยหมิง รวมทั้งฮุ่ยหวงล้วนส่งคนของตนมาประชัน”
ลู่เอินถาม
“แล้วพวกเขาทราบมั้ยว่าเซี่ยวเอ๋อคือน้องสาวของพระนาง”
“หลังงานแต่งพวกเจ้าไหนเลยจะไม่ทราบ คนทั้งนครหลวงลือกันสะท้านพระนคร ฐานะท่านเองก็นับว่ายกระดับให้พวกเขาหวาดระแวงไปด้วย”
ฟางเหนียงกล่าว
“วันงานคัดเลือก ข้าไม่กลัว คนที่คัดมาต้องล้วนมีความสามารถ อีกทั้งมีเส้นสายบรรดาองค์ชายรวมทั้งทางฝั่งเราก็มีฮองเฮาที่ยังไม่แน่นักว่าจะสนับสนุนฝั่งเรา แต่.....”
ฟางเหนียงถอนหายใจ
หนิงเอ๋อกล่าวขึ้น
“ท่านกลัวข้าจะตกเป็นเป้าในภายหลังเข้าไปร่วมสอนในโรงเรียนร่วมกับคนพวกนั้นสินะคะ”
“ข้าคิดปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่ออกแล้ว นั่นคือสิ่งที่กังวลจริงๆ”
“บัณฑิตแม้จะมีกล แต่ไร้วรยุทธ์ ข้ามีวรยุทธ์ไม่ให้พวกเขาเอาเปรียบโดยง่ายแต่ถึงกระนั้นก็จะพยามไม่ประมาทค่ะ”
“การที่ฮองเฮาเสนอแบบนี้ แสดงชัดว่าพยามให้เจ้าเข้านอกออกในได้ ไม่ทราบเพราะต้องการพบเจอเป็นการส่วนตัวหรือเพื่อให้เจ้าช่วยเหลือทางเรา”
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“นางรู้ความสัมพันธ์พวกเราทั้งหมดแล้วหรือ?”
หนิงเอ๋อกล่าวตอบ
“พี่ข้าแม้วิชาการจะด้อยกว่า แต่กลยุทธ์หักเหลี่ยมชิงชัย เฉียบคมอ่านขาดกว่าข้ามากมาย เชื่อว่านางมองออกแต่แรกหลังเชื่อมโยงพวกเราเสร็จ เมื่อครบกำหนด ข้าอยากให้พวกเราเข้าเฝ้านางพร้อมกัน แล้วถามตรงๆ เลย”
ทุกคนพยักหน้า
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“ทำไมนางถึงสนับสนุนข้าล่ะ?”
“ประการแรก นางยังไม่มีพระโอรสเป็นของตน ถึงมีก็ไม่ทันโตเป็นรัชทายาทไร้หลักพึ่งพึงหากสิ้นฝ่าบาท ประการสองหากนางสนับสนุนองค์ชายห้า ท่านที่ขึ้นครองจะต้องหนุนและผลักดันท่านพี่ของข้า นางแม้ไม่ได้มีอำนาจในรัชสมัยขององค์ชายห้า แต่ก็สามารถออกมาอยู่กับข้าและมีหลักพึ่งพิงได้ ไม่ต้องอยู่ในฐานะหอกข้างแคร่เมื่อเทียบกับการที่องค์ชายท่านอื่นขึ้นครอง”
“ฮูหยินอ่านการณ์ได้ยอดเยี่ยมจริง”
“องค์ชายชมเกินไป ไว้เจอพี่หนิงเซียนของข้า ท่านจะทึ่งหรือไม่ก็หวาดกลัวนาง”
ลู่เอินกล่าวบ้าง
“เริ่มจากจับสามีนายกองเล็กๆพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ช่วยสามีที่โดนคุกคามพร้อมไต้เต้าเป็นเมียน้อยแม่ทัพที่รั้งควบตำแหน่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นพระญาติห่างๆ นางวางแผนเพื่อที่จะมาถึงจุดที่จะเป็นฮองเฮา นอกจากมีเสน่ห์ล่มฟ้าทลายเมืองแล้ว ยังวางแผนไว้แต่แรก .... เซี่ยวเอ๋อพูดถูก นาง... น่ากลัวจริงๆ”
หลังประชุมจบ พวกเขาก็แยกกัน
ขณะนั่งรถม้ากลับ
“ท่านพี่คะ ถ้าจะไม่ให้ฮองเฮาสนับสนุนองค์ชายห้า ท่านคิดว่าต้องทำเช่นไร?”
“เว้นแต่จะไม่มีเจ้าที่เป็นน้องสางพระนางมาอยู่ฝั่งเรา พระนางถึงจะห่างเราออกไป”
“แต่ข้าแต่งกับท่านพี่แล้ว จะแยกข้าออกจากท่านยังไงคะ?”
“มีแต่ความตายเท่านั้นแหล่ะที่พรากเราได้”
“ค่ะ นั่นแหล่ะ...”
ลู่เอินขมวดคิ้วทันที
พวกเขาออกมาจากที่นั่นก็มืดค่ำแล้วร้านรวงปิดไปเสียก็มาก และถนนบางจุดมีมีร้านรวงข้างทาง
ลู่เอินสั่งออกไป
“ลู่ฉี”
“ครับนายท่าน”
“ระวังตัวด้วย”
“ครับ”
ลู่ฉีขี่ม้านำอยู่หน้ารถม้า สารถีเมื่อได้ยินดังนั้นก็ระวังตัวเพิ่มขึ้น
กลุ่มคนชุดดำ 8 คนล้อมรถไว้ คนพวกนี้ใส่ชุดสีเทาเข้ม ใส่หมวกปีกเล้ยมีผ้าบางดำคลุมรอบ มองปราบเดียวก็ทราบ นี่หาใช่ชนชั้นมุสิกในยุทธภพ
ลู่ฉีเอามือแตะด้ามกระบี่
“บังอาจ นี่รถม้าท่านแม่ทัพเซียว ใครขวาง อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”