วันต่อมา ต้นยามเฉิน (07.00)
เฟ่ยเฟ่ยแจ้งบอกฟานอวี้ “ท่านหญิงเ้าค่ะพวกทหารติดตามมาพร้อมกันหมดแล้วเ้าค่ะ”
“คารวะท่านหญิงขอรับ”
“ทุกคนตามสบายเถิด”
“ขอรับ”
“ที่ข้าเรียกทุกคนมาเวลานี้มีเื่อยากจะแจ้งให้ทุกคนทราบ”
“ขอรับท่านหญิง”
“ข้อแรกให้พวกเ้าทุกคนพัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชาวบ้านธรรมดาเพื่อความปลอดภัยข้อสองให้ทหารองครักษ์ลับติดตามเพียงแค่ 10 นาย เท่านั้น ข้อสามปกปิดสถานะของข้าเช่นเดิมให้เรียกข้าว่าหมอฟานอวี้
และข้อสุดท้ายให้พูดคุยกับข้าเหมือนสามัญชนทั่วไปส่วนทหารที่เหลือให้กลับแคว้นลู่ให้หมดพี่ซางท่านช่วยคัดเลือกทหารลับด้วยนะเ้าค่ะ”
“ได้เลยเ้าสี่”
“OK เมื่อพร้อมแล้วพวกเราออกเดินทางกันเลยไป! เสี่ยวไป๋เ้าคงคิดถึงข้ามากสินะ! วันนี้ข้าจะพาเ้าร่วมออกเดินทางไปท่องเที่ยวแคว้นเว่ยกับข้าเราไปกันเถิด ย่ะย่ะย่ะ ”
ฟานอวี้พุดคุยกับเสี่ยวไป๋พร้อมดึงบังเหียนบนหลังมันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นเว่ยโดยผ่านเส้นทางเขตเหนือของแคว้นลู่เพราะอยู่ใกล้แคว้นเว่ยมากที่สุดโดยมีลู่เหวินอวี้แม่ทัพประจำเขตเหนือค่อยควบคุมดูแลพื้นที่นั้น
ระหว่างการเดินทางจากแคว้นเหลียงมาเขตเหนือของแคว้นลู่ขบวนของฟานอวี้ได้พบเจอกับชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านลู่จีซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่ในเขตการปกครองของแวค้นลู่ มีชาวบ้านติดโรคระบาดกันทั้งหมู่บ้าน
ขบวนฟานอวี้พบเจอก็ได้ทำการรักษาปรากฏว่าไม่ใช่โรคระบาด สาเหตุเกิดจากอาหารเป็พิษเพราะชาวบ้านดื่มน้ำจากลำธารไม่นำมาต้มสุกก่อนฟานอวี้ให้ทหารลับที่แฝงตัวมากับขบวนไปตรวจสอบลำธารก็พบว่าต้นลำธารมีซากสัตว์เน่าตายอยู่จำนวนมากเลยทำให้ชาวบ้านที่ดื่มน้ำเข้าไปมีอาการ มีไข้ ท้องร่วง อ่อนเพลียเพราะสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย ฟานอวี้เลยให้เฟ่ยเฟ่ยต้มน้ำตาลผสมเกลือให้ผู้ป่วยดื่มและให้ผู้ป่วยกินยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะโดยสูตรยานี้ฟานอวี้คิดค้นเองจากสมุนไพรจีน
“ขอบพระคุณท่านหมออวี้และท่านผู้ติดตามทุกท่านมากๆ นะขอรับ ที่ช่วยรักษาชาวบ้านจนปลอดภัยไม่อย่างนั้นชาวบ้านคงไม่รอดแน่!” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขอบคุณฟานอวี้และผู้ติดตาม
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะท่านหัวหน้าหมู่บ้านเพราะมันคือหน้าที่ของหมออย่างพวกข้าอยู่แล้วเ้าค่ะพวกข้าขอลาก่อนนะเ้าค่ะ อย่าลืมที่ข้าบอกให้ชาวบ้านดื่มน้ำต้มสุกประจำหากเกิดโรคแบบนี้ขึ้นอีกข้าได้เขียนวิธีการรักษารวมไปถึงสมุนไพรไว้ให้แล้วนะเ้าค่ะ”
“ขอบพระคุณมากขอรับท่านหมออวี้”
“ยินดีเ้าค่ะงั้นพวกข้าขอตัวก่อน”
ขบวนของฟานอวี้ก็เริ่มออกเดินทางทุกคนขี่ม้าเป็กันหมดเว้นแต่เฟ่ยเฟ่ย แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะหลิวลี้พานางขึ้นขี่ม้าซ้อนหลังไปด้วยเลยทำให้คนบางคนเกิดอาการอิจฉาตาร้อนขึ้นมาในบัดดล!คนผู้นั้นก็คือท่านพี่หลิวซางนั่นเอง
ั้แ่ที่เฟ่ยเฟ่ยเริ่มเข้าสู่วัยปักปิ่นหลิวซางก็เริ่มชอบเฟ่ยเฟ่ยเข้าแล้ว นางทั้งน่ารักอ่อนโยนสุขภาพเรียบร้อยเหมือนสตรีในห้องหอช่างน่าทะนุถนอมไว้ข้างกายต่างจากนายของนางมากยิ่งนักรายนั้นถึงจะงามล่มเมืองแต่หากรู้นิสัยของนางเอาเข้าจริง ๆคิดว่าคงไม่มีบุรุษหน้าไหนอยากทะนุถนอมนางเป็แน่!เห็นจะมีแต่พวกท่านพี่ชายของนางที่รักน้องสาวคนนี้มากจนเกิดภาพลวงตา!!!
“พี่ซางท่านเป็อะไรเหม่อลอยอยู่ได้! ท่านกำลังคิดถึงใครอยู่กันนะ?”
“ข้าเปล่า!!!”
“แต่ข้าเห็นสายตาของท่านลอบมองแต่เฟ่ยเฟ่ยพยาบาลสาวของข้า ท่านคิดที่จะมาแย่งนางไปจากข้ารึ? ท่านฝันไปเถอะ!!!ข้าไม่ยอมยกนางให้ท่านหรอก”
“เ้าสี่!เ้านี้ช่าง........ช่าง.......”
“ช่างอะไรหรือท่านพี่ซาง?”
“เฮ้อ!ข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว ไปกันเถิด”
หลิวซางเหนื่อยใจกับฟานอวี้นับวันนางจะยิ่งทำให้เขาปวดหัวอย่างไม่ทราบสาเหตุพลางนึกในใจหากนางไม่เห็นด้วยกับเขาเขาไม่สามารถตามเกี้ยวและได้หัวใจของเฟ่ยเฟ่ยไปครองได้แน่!เพราะเหตุนี้ต้องทำให้ฟานอวี้สนับสนุนเขาให้ได้!!!
ผ่านไป 20 วัน การเดินทางด้วยม้าเร็วทำให้ขบวนของฟานอวี้มาถึงชายแดนเขตเหนือของแคว้นลู่ที่ติดกับเมืองเชียงอันเป็เมืองอำเภอของแคว้นเว่ยขบวนของฟานอวี้มีทั้งหมด 14 คน มีหมอทั้งสี่และทหารลับที่แฝงตัวมาด้วยอีก 10 นาย
เมื่อเข้าถึงเขตชายแดนเขตเหนือแล้วฟานอวี้และผู้ติดตามก็มุ่งหน้าเข้าสู่ค่ายทหารเขตเหนือเพื่อเข้าพบท่านแม่ทัพลู่เหวินอวี้พอมาถึงหน้าค่ายทหาร หลิวซางได้กล่าวแจ้งแก่นายทหารที่เฝ้าหน้าประตู
“ช่วยเรียนท่านแม่ทัพลู่เหวินอวี้ด้วยว่าขบวนของท่านหญิงลู่ชิงอวี้ได้เดินทางมาถึงแล้ว และ้าขอเข้าพบท่านแม่ทัพ ณเวลานี้”
เหล่าทหารที่เฝ้าหน้าประตูไม่เชื่อว่านี้คือขบวนของท่านหญิงสี่ลู่ชิงอวี้ ดูจากสภาพการณ์แต่งตัวและการเดินทางด้วยม้าเร็วที่มีผู้ติดตามไม่เกิน 20 คน
“เ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลถึงพวกข้าจะเป็ทหารมาหลายปี แต่พวกข้าก็รู้ว่าท่านแม่ทัพรักท่านหญิงสี่น้องสาวของท่านมากเพียงใดคงไม่ยอมให้ท่านหญิงสี่เดินทางมาด้วยขบวนเล็ก ๆ เยี่ยงนี้หรอกพวกเ้าคือไส้ศึกปลอมตัวมาใช่หรือไม่? อย่าคิดว่าพวกข้าไม่รู้หากพวกข้าเชื่อก็โง่ยิ่งกว่าควายแล้ว”
หลิวซางหมดคำสิเว้า!!!แต่ดูสภาพการณ์แต่งตัวของท่านหญิงสี่ที่เหมือนหญิงชาวสาวธรรมดาบ้านทั่วไปและผู้ติดตามอีกมันไม่เหมือนขบวนของผู้เป็นายเอาเสียเลยตราประทับก็ไม่ได้เอามาอีก
“เฮ้อ!หลิวซางเ้าไม่น่าสะเพร่าเลย”
หลิวซางกลับมารายงานฟานอวี้
“เ้าสี่พวกทหารที่เฝ้าประตูไม่ให้พวกเราเข้าไปในค่าย พวกทหารบอกว่าพวกเราคือไส้ศึกไม่ใช่ขบวนของท่านหญิงสี่ตามประทับของจวนข้าก็ลืมเอามา โปรดรับสั่งลงโทษข้าด้วยเถิด!”
หลิวซางจะคุกเข่าคารวะแต่ฟานอวี้รีบห้ามปราม
“พี่ซางั้แ่ท่านแตกเนื้อหนุ่มจิตใจท่านช่างเหม่อลอยเสียจริงแม้แต่ตราประทับจวนก็ยังลืมเอามาได้ ไม่เป็ไรเดี๋ยวข้าจัดการเองพวกทหารสมองหมูต้องเจอข้า เอาละเดี๋ยวข้าจะไปจัดการเอง ท่านรอตรงนี้ก่อนเถิด”
แม้ว่าเหล่าทหารลับจะเป็ทหารของตระกูลลู่แต่คำว่าทหารลับมันก็บอกอยู่ว่าไม่สามารถเปิดเผยตัวตนให้ใครเห็นได้นอกจากนายจึงทำให้ทหารผู้น้อยที่เฝ้าประตูค่ายไม่รู้จักอย่างแน่นอน!!!
“อาแฮ่ม!พี่ชายทั้งหลายเหตุใดถึงไม่คิดว่านี้คือขบวนของท่านหญิงสี่ละเ้าคะ? ท่านแม่ทัพลู่เหวินอวี้ไม่ได้แจ้งต่อพวกท่านหรือว่าการเดินทางของท่านหญิงสี่กำลังจะมาถึง?”
“ท่านแม่ทัพได้แจ้งได้ว่าขบวนของท่านหญิงสี่นั้นจะมาถึงอีกภายใน 1 เดือน แต่นี่เพิ่งจะ 20 วันเอง จะมาถึงเร็วปานนี้เชียวหรือ? อีกอย่างท่านหญิงสี่ทั้งอ่อนแอและบอกบางท่านหญิงจะเดินทางด้วยกันขี่ม้าเร็วเยี่ยงนี้ได้เช่นไรกัน! พวกเ้ากลับไปเสียเถิดข้าไม่อยากทำร้ายพวกเ้า ไปกลับไปซะ!!!”
หัวหน้าทหารเฝ้าประตูกล่าวเตือนฟานอวี้ ทว่าฟานอวี้หาได้สนใจกับคำพูดของเขา
“เฮ้อ!อธิบายมากไปพวกท่านก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ก็ได้ข้าจะบอกความจริงก็ได้พวกข้าไม่ใช่ขบวนของท่านหญิงสี่หรอกเ้าค่ะ”
“นั่นไง! ข้าว่าแล้วพวกเ้าโกหกพวกข้าจริง ๆ ด้วย”
“กลุ่มพวกข้าเป็หมอมาจากแคว้นเหลียงได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้แคว้นเหลียงให้มาเป็หมอประจำการที่ชายแดนเหนือของแคว้นลู่หากพวกท่านไม่เชื่อก็ตรวจสอบจากหยกเขียวนี้ได้”
ฟานอวี้ชูหยกเขียวที่สลักคำว่าเหลียงให้ทหารเฝ้าหน้าประตูได้เห็น ทหารทั้งหลายตื่นตะลึง
“แล้วเหตุใดพวกเ้าถึงได้เดินทางด้วยม้าเร็วอีกทั้งการแต่งตัวของพวกเ้าเฉกเช่นชาวบ้านธรรมดา?”
“นั่นเพราะพวกข้าอำพรางตัวเพื่อความปลอดภัยและรีบเร่งมาที่นี่ยังไงละเ้าค่ะเพราะได้รับคำสั่งด่วนว่าจะเกิดา ฮ่องเต้ของพวกข้าเลยให้รีบเร่งออกเดินทางมาแม้แต่ราชโองการยังเขียนให้ไม่ทันเลยเ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดฮ่องเต้แคว้นเหลียงถึงได้ทราบว่าจะเกิดาที่นี่?”
ฟานอวี้อยากจะทุบกะโหลกของเหล่าทหารพวกนี้ซะเสียจริง!!!“หากท่านไม่เชื่อข้าท่านพาข้าเข้าไปพบกับท่านแม่ทัพลู่เหวินอวี้ก็ได้เ้าค่ะเมื่อท่านแม่ทัพได้เห็นหน้าข้า ท่านแม่ทัพก็จะทราบเื่ทันที! ท่านไม่ต้องห่วงข้าไม่ได้พกอาวุธเข้าไป ขอแค่ขี่ม้าเข้าไปก็พอหวังว่าท่านจะสงสารข้าที่เป็แค่สตรีธรรมดาผู้อ่อนแอและบอกบางนะเ้าค่ะอย่าให้ข้าเดินเข้าไปเลยเ้าค่ะ เพราะระยะทางช่างยาวไกลมากสำหรับสตรีที่อ่อนและบอกบางเช่นนี้ นะ! ได้โปรดให้ข้าขี่ม้าเข้าไปด้วยเถิด”
เหล่าทหารพูดไม่ออกบอกไม่ถูกคำพูดนางช่างน่าสงสารแต่ก็เหมือนถูกบังคับให้พวกเขาพานางเข้าไปให้ได้อย่างไงอย่างนั้น
“ก็ได้เห็นแก่ที่เ้าเป็หมอเพื่อกองทัพของพวกเรา ข้าจะพาเ้าเข้าไปพบกับท่านแม่ทัพเ้าขี่ม้าตามข้ามา!”
เมื่อหลอกล่อพวกทหารได้สำเร็จฟานอวี้ก็ขี่เ้าเสี่ยวไป๋ตามหัวหน้าทหารเฝ้าประตูเข้าไปในค่าย
ระหว่างที่เข้าไปในค่ายนางสังเกตถึงความเป็อยู่ของเหล่าทหารในค่าย มันช่างเจริญตาเหลือเกินเห็นพวกทหารกำลังฝึกการประลองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็การยิงธนู การต่อสู้ด้วยอาวุธต่างๆ นานา ทำให้นางคิดถึงความหลังตอนที่นางเป็แพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษ
นางนั่งบนหลังเ้าเสี่ยวไป๋ด้วยท่าทางองอาจและสง่ามีราศีเหมือนทหารนักรบเลยก็ว่าได้ทว่าจะให้เหล่าทหารเชื่อว่านี่คือท่านหญิงสี่แห่งแคว้นลู่ก็คงจะไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอน นอกจากท่านแม่ทัพจะยืนยันตัวตนให้แก่นางเองนี่จึงเป็เหตุผลที่นางต้องได้พบพี่ชายใหญ่ก่อนเหล่าทหารจึงจะปล่อยให้พวกผู้ติดตามเข้ามาในค่ายได้
“เรียนท่านแม่ทัพมีหมอหญิงนางหนึ่งมาจากแคว้นเหลียง้าที่จะเข้าพบท่านแม่ทัพขอรับ”
ลู่เหวินอวี้กำลังประชุมหารือกับรองแม่ทัพทั้งสองกองทัพเขตเหนือนั้นมีรองแม่ทัพอยู่ 2นาย รองแม่ทัพปีกซ้ายมีนามว่าหลี่เฉียงส่วนรองแม่ทัพปีกขวามีนามว่าจางเหยี่ยนซึ่งจางเหยี่ยนเป็ลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพจาง แม่ทัพเขตใต้
“หมอหญิงหรือ!แซ่นางเล่า?”
หัวหน้าทหารถามชื่อแซ่ของฟานอวี้
“เ้าแซ่ว่าอะไร”
“ข้าน้อยแซ่อวี้เ้าค่ะ มีนามว่าฟานอวี้”
“เรียนท่านแม่ทัพหมอหญิงแซ่อวี้ นามว่าฟานอวี้ขอรับ”
ลู่เหวินอวี้ตกตะลึง!เหตุใดน้องสาวของเขาถึงได้มาถึงเร็วก่อนกำหนดเช่นนี้เล่าแล้วเหตุใดถึงให้ทหารพามาแนะนำตัวเช่นนี้ หรือว่าจะเกิดเหตุอันใดกับนางกัน
“รีบพานางเข้ามาพบข้า”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
เมื่อได้รับคำอนุญาตฟานอวี้ยักคิ้วข้างหนึ่งพร้อมทำท่าปาดคอให้หัวหน้าทหารที่เฝ้าประตูหัวหน้าทหารกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากพร้อมกับเหงื่อแตกไหลท่วมตัวอย่างบอกไม่ถูก
ฟานอวี้แนะนำตัวเองด้วยเสียงดังฟังชัดเพื่อ้าให้หัวหน้าทหารที่เฝ้าประตูได้ยิน
“เรียนท่านแม่ทัพข้าน้อยเป็หมอที่ใช้แซ่อวี้ มีนามว่าฟานอวี้เ้าค่ะส่วนสถานะของข้าน้อยนั้นท่านแม่ทัพคงพอจะทราบดี ข้าน้อยแซ่ลู่มีนามว่าลู่ชิงอวี้หรือท่านหญิงสี่แห่งแคว้นลู่ขอท่านแม่ทัพโปรดรับการคารวะจากน้องสาวที่อ่อนแอคนนี้ด้วยเ้าค่ะแม้แต่จะขอเข้าพบท่านยังไม่สามารถเข้ามาพบได้ เหล่าทหารที่เฝ้าหน้าประตูต่างไม่เชื่อถือน้องสาวของท่านเลยน้องสาวรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลลู่แปดเปื้อนน่าอายขายหน้าเช่นนี้ขอให้ท่านพี่ชายใหญ่ลงโทษน้องสาวด้วยเถิดเ้าค่ะ!”
ลู่เหวินอวี้ได้ฟังคำบอกเล่าของน้องสาว ควันออกหูทันที!!!
“จิวยี่”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
“เหตุใดเ้าถึงสร้างความลำบากให้แก่น้องสาวของข้าถึงเพียงนี้?”
“ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆขอรับว่านางคือ เอ่อคือว่า....”
“เ้ารีบไปแจ้งให้เหล่าทหารที่เฝ้าประตูให้รีบเปิดประตูพาผู้ติดตามของท่านหญิงสี่ให้เขามาในค่ายเร็วเข้า!!!วันนี้พวกเ้าที่เฝ้าหน้าประตูต้องถูกลงโทษ!!! โทษฐานทำให้น้องสาวข้าลำบากเช่นนี้เฆี่ยนโบย 100 ที และอดข้าว 3 วัน”
หัวหน้าทหารที่เฝ้าประตูเดินเซถูกเฆี่ยนโบยไม่เท่าไหร่ แต่ไม่ให้กินข้าวนี้สิ เฮอะ! กรรมตรูจริง ๆต่อไปนี้ต้องอยู่ห่างตัวอันตรายนี้เข้าไว้ ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้ไม่มีที่ฝังศพเป็แน่!!!
“เ้าสี่ทำไมเ้าเดินทางมาถึงได้เร็วยิ่งนักแล้วสภาพการณ์แต่งตัวของเ้าเหตุใดถึงได้เป็เช่นนี้?”
“กลุ่มขบวนของข้าขี่ม้าเร็วมาเ้าค่ะส่วนการแต่งตัวพวกข้าอำพรางให้เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปเพื่อความสะดวกและปลอดภัยเ้าค่ะ”
ฟานอวี้แต่งตัวด้วยผ้าปานเหมือนสาวชาวบ้านธรรมดาทั่วไปบนผมปักปิ่นแค่อันเดียวปิ่นนั้นนางจำได้ว่าเ้าของร่างเดิมให้มารดาของนางเก็บไว้อย่างดีมันคือปิ่นหยกเนื้อนวลขาวมีอักษรสลักตรงปลายปิ่นอ่านว่า เจี๋ยซึ่งปิ่นหยกนี้เป็ของท่านอาห้าของนาง ตอนนั้นเว่ยหลงเจี๋ยอายุได้ 20 หนาว ได้เดินทางมาที่จวนลู่เพื่อมาเจรจาซื้อม้าโลหิตจำนวนหนึ่งพันตัวเพื่อไว้ใช้ในการศึกาท่านอ๋องห้าได้พบกับเด็กน้อยคนหนึ่งเดินตามติดตัวศิษย์พี่ร่วมสำนักของเขาอยู่ตลอดเวลามาทราบทีหลังว่าคือท่านหญิงสี่ ลูกสาวคนสุดท้องของศิษย์พี่ของเขาทำให้เขาเกิดเอ็นดูหลานสาว
ระหว่างที่เว่ยหลงเจี๋ยพักอยู่จวนตระกูลลู่ของแม่ทัพลู่อวี้เขาก็สนิทสนมกับหลานสาวตัวน้อยคนนี้มากบางวันก็พาหลานสาวไปดูม้าที่คอกม้าของตระกูลลู่ พาไปเที่ยวชมตลาดทำของเล่นให้หลานสาว หลานสาวตัวน้อยที่มีอายุแค่ 9หนาวก็หันมาติดตามท่านอาห้าแทนท่านพ่อของนาง บ้างก็เล่นขี่คอท่านอาห้าบ้างบ้างก็ให้ท่านอาห้าพาขี่ม้า บ้างก็ให้ท่านอาห้ากล่อมนางหลับจนทำให้ฮูหยินลู่หลินเหนื่อยใจกับลูกสาวคนสุดท้องที่เอาแต่ติดแจท่านอาห้าเป็ว่าเล่น
เมื่อได้เวลาที่ท่านอ๋องห้าต้องเดินทางกลับไปยังแคว้นเว่ยหลานสาวตัวน้อยของเขานั้นก็ร้องไห้เสียใจอย่างมากที่ท่านอาห้าจะไม่ได้อยู่เล่นกับนางอีกนางร้องไห้ฟูมฟายเสียใจอยากจะตามท่านอาห้าไปที่แค้นเว่ยด้วย เว่ยหลงเจี๋ยไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะทำให้นางหยุดร้อง เขาก็คิดถึงหลานสาวคนนี้เหมือนกันแต่ด้วยภาระหน้าที่ของอ๋องซือเจิ้งแห่งแคว้นเว่ย เขาจำเป็ต้องจากไปในตัวของเขาไม่มีอะไรพกติดตัวนอกจากปิ่นหยกสีนวลขาวมีอักษรสลักไว้บนปลายปิ่นอ่านว่าเจี๋ยเขาเลยมอบปิ่นหยกชิ้นนี้ให้แก่นางเพื่อแทนคำสัญญาว่าเขานั้นจะกลับมาหาหลานสาวคนนี้อีกแน่นอนและจะไม่ลืมนางอย่างเด็ดขาด
ลู่ชิงอวี้ได้หยกขาวจากท่านอาห้าของนางแล้วก็หยุดร้องไห้เสียใจและบอกท่านอาห้าว่าจะดูแลรักษาปิ่นหยกชิ้นนี้ให้ดีแทนคำสัญญาของท่านอาห้านางให้มารดาเก็บรักษาปิ่นหยกนี้ไว้ให้แก่นาง เนื่องจากยังไม่ถึงวัยปักปิ่นไม่สามารถปักปิ่นหยกชินนี้ได้พอนางเริ่มเข้าสู้วัยปักปิ่นใน่เวลาที่นางเรียนหมออยู่ที่แคว้นเหลียงไม่สามารถทำพิธีปักปิ่นได้มารดาของนางฮูหยินลู่หลินเลยให้องครักษ์ส่งปิ่นหยกชินนี้มาให้นางนางเลยใช้ปิ่นหยกนี้ปักเกล้าผมของนางจนถึงทุกวันนี้
“อ้อ! เป็เช่นนี้เองมาเ้าสี่! ข้าจะแนะนำเ้าให้รู้จักกับรองแม่ทัพของข้า รองแม่ทัพปีกซ้ายนามว่าหลี่เฉียง ส่วนรองแม่ทัพปีกขวานามว่า จางเหยี่ยน”
“คารวะท่านหญิงสี่ขอรับ”(พร้อมกัน)
“คารวะท่านรองแม่ทัพทั้งสองเช่นกันเ้าค่ะแต่เอ๊ะ! รองแม่ทัพจางเหยี่ยนท่านเป็อะไรกับท่านแม่ทัพจางหรือเ้าคะ?”
“ข้าน้อยเป็บุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพจางกับฮูหยินจางขอรับ”
“เอ้าจริงรึ! เช่นนั้นท่านก็เป็พี่ชายของเ้าก้อนแป้งทั้ง2 คนละสิ!”
“ท่านหญิงรู้ได้เช่นใดว่าข้ามีน้องฝาแฝด?”
“เอ้า!ก็ข้าเป็แม่บุญธรรมของเ้าก้อนแป้งทั้งสองไงละเ้าค่ะ”
จางเหยี่ยนตกตะลึง!!!
“อย่าบอกนะว่าเมื่อสามปีก่อนท่านเป็คนทำคลอดและช่วยชีวิตท่านแม่ของข้าไว้”
ฟานอวี้เกาหัวพร้อมท่าทางยิ้มแฮ่ร!!พลางนึกในใจ
“เ้าจางเหยี่ยนเอ่ย!จะมาระลึกชาติตอนไหนไม่มาระลึก ดันมาระลึกตอนอยู่ต่อหน้าพี่ชายใหญ่เนี้ยนะ! เฮ้อ!เวรกรรมไม่น่าแกล้งหัวหน้าทหารจิวยี่เลย กรรมตามสนองจนได้!!!!”
“เ้าทั้งสองรู้จักกันด้วยรึ?”
แม่ทัพลู่เหวินอวี้แกล้งสงสัยว่าสองคนนี้ไปรู้จักกันตอนไหนเขารู้เื่ที่ฟานอวี้ทำคลอดให้ฮูหยินจางอยู่แล้วเลยอยากจะแกล้งน้องสาวตัวแสบรายนี้เสียหน่อย
“เื่มันยาวนะท่านพี่เอาเป็ว่าเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ท่านฟังทีหลังนะเ้าค่ะว่าแต่ท่านพี่ช่วยเตรียมที่พักให้ข้ากับผู้ติดตามด้วยนะเ้าค่ะ ข้าอยากอาบน้ำเต็มทีแล้ว ท่านพี่ดูสิ! ดูหน้าข้า”
ฟานอวี้ยื่นหน้ามาให้พี่ชายดูลู่เหวินอวี้ขำกับหน้าตาของน้องสาวที่มอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นเหมือนลูกแมวน้อยตกน้ำ
ผ่านไป 2 เคอ หมอทั้งสี่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็มาร่วมทานอาหารกับท่านแม่ทัพและรองแม่ทัพ ฟานอวี้เดินนำหน้ามารองแม่ทัพทั้งสองตกตะลึงด้วยหน้าตาที่ขาวใสอมชมพูอย่างเป็ธรรมชาติที่ไม่ได้เติมแต่งด้วยเครื่องสำอางบวกกับทรงผมหน้าม้าน่ารักสดใสพร้อมกับเกล้าผมด้วยปิ่นหยกขาวแค่อันเดียวดวงตาของนางกลมโตกระจ่างใส ขนตางอนยาวเป็แพสวย เรียวปากเล็กสีชมพูดูอิ่มเอิบจมูกโด่งเป็สันได้รูปเข้ากับหน้าตา ผิวพรรณขาวอมชมพู ประมาณว่างามล้มเมืองสินะ
หลิวลี้ หลิวซาง และเฟ่ยเฟ่ยทั้งสามเดินตามฟานอวี้เข้ามาเห็นสายตาของรองแม่ทัพทั้งสองพวกเขารู้เลยว่าทั้งสองนั้นได้ลุ่มหลงในความงดงามของท่านหญิงสี่เข้าแล้วทั้งสามหาได้ใส่ใจไม่! ถึงแม้นางจะงดงามมากเพียงใดแต่พิษสงของนางมีมากกว่าความงดงามของนางเสียอีก!
“เ้าสี่เ้ามาก็ดีแล้วมาพวกเรามาทานข้าวกันเถิดวันนี้ข้ามีอาหารมากมายรวมไปถึงสุราดอกท้อชั้นดีขอหอประดับดาวด้วยนะข้าสั่งให้เ้ารองส่งมาต้อนรับพวกเ้าโดยเฉพาะเลย”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพี่ท่านรักข้าที่สุ๊ดดดดด”
เมื่อนางพูดประโยคนี้กับพี่ชายของนางทีไร!ก็ต้องหอมแก้มพี่ชายของนางตามประโยคนี้เสมอ
“ฟอด!!!!”
“เ้าสี่เ้าปักปิ่นและเป็สาวพร้อมออกเรือนได้แล้วจะมาทำกิริยาเช่นนี้กับพี่ชายของเ้าเฉกเช่นเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว! มันไม่งาม”
“เหอะ ข้าไม่สนท่านเป็พี่ชายของข้า ข้าจะหอมใครจะทำไม!”
ลู่เหวินอวี้หมดคำสิเว้า!!!
“เฮ้อ!รีบกินข้าวกันเถอะ”
ลู่เหวินอวี้บอกทุกคนให้รีบทานอาหารกัน!แต่สายตาของเขานั้นแอบมองหลิวลี้อยู่ตลอดเวลา พลางนึกในใจว่าเขาไม่ได้เจอนางมานานกว่า 3 ปี นางเปลี่ยนไปมาก ดูสุขุมและเรียบร้อยมากขึ้นทว่าทำไมเขาจะต้องแอบมองนางด้วยเล่า? ไม่เข้าใจตัวเองเอาเสียเลย
รองแม่ทัพทั้งสองต่างอิจฉาท่านแม่ทัพของพวกเขา และแววตาทั้งสองลอบมองดวงหน้างามที่กำลังเอาแต่ กินกินกิน แล้วก็กินลูกเดียว
“นี่นางกินเร็วเช่นนี้ยังงดงามยิ่งนัก เฮ้อ! อยากได้นางมาเป็ฮูหยินของจวนจัง!!”
หากหลิวลี้ หลิวซาง และเฟ่ยเฟ่ยรู้ถึงความคิดของพวกเขาทั้งสองเข้า ต้องพากันส่ายหัวครั้งแล้วครั้งเล่าจัดการอาหารเย็นเสร็จฟานอวี้ขอพี่ชายใหญ่มาเดินชมค่ายทหารเพื่อเดินย่อยอาหารที่กินเข้าไปมากโดยมีทั้งสามติดตามมาด้วย
“พี่ลี้ท่านว่าทหารในค่ายของท่านพี่ชายใหญ่ พวกเขามีเงินเดือน ไม่สิ!เบี้ยหวัดของพวกเขามีหรือไม่ เ้าคะ?”
“มีสิ! เ้าถามทำไมหรือ?”
“แล้วพวกทหารเ่าั้ชอบเล่นพนันกันหรือไม่?”
หลิวลี้ได้ฟังคำถาม รู้จุดประสงค์ของนางทันที
“เ้าอย่าบอกนะว่าจะเล่นการพนันที่นี่เ้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก”
“แฮร่!!! ท่านพี่ลี้ท่านรู้ใจข้าไปเสียทุกเื่ ท่านมาเป็พี่สะใภ้ของข้าดีหรือไม่? ข้าว่าท่านเหมาะกับท่านพี่ชายใหญ่ของข้ามากเลยนะเ้าค่ะ
หลิวลี้ถึงกับเดินเซจนเข่าอ่อน
“เ้าอย่าพูดซี้ซั้วท่านแม่ทัพไม่มีทางมาชอบสตรีเช่นข้าหรอก”
“555 ข้าพูดเล่นนะท่านอย่าเคืองข้าเลยนะเ้าค่ะ!! ท่านพี่สะใภ้ใหญ่”
“เ้าสี่!!!”
หลิวลี้ปวดหัวกับน้องสาวคนนี้ไม่น่าเลยไม่น่าเอ็นดูและตามใจนางเช่นนี้เลย!!!!
ฟานอวี้วิ่งเข้าไปหาทหารกลุ่มหนึ่งปล่อยให้ทั้งสามเดินเล่นกันแถวนั้นก่อน
“พวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?”
เหล่าทหารเห็นดวงหน้างามตกตะลึง
“งดงามยิ่งนัก”
“ข้าถามว่าพวกเ้าจับกลุ่มทำอะไรกันอยู่รึ?”
“พวกข้ากำลังเล่นไพ่จับหมูแก้เบื่อกันนะไม่ทราบว่าแม่นางเป็ลูกเต้าเหล่าใครถึงได้มาเดินแถวนี้ได้เล่า?”
“ข้าเป็หมอแซ่อวี้มาจากแคว้นเหลียงมารักษาคนป่วยที่นี่ ว่าแต่ขอข้าเล่นไพ่ด้วยคนสิ!”
เหล่าทหารตกกะใจ
“ท่านหมออวี้ท่านเล่นไพ่จับหมูเป็ด้วยรึ?”
“ข้าพอเล่นเป็อยู่เ้าค่ะว่าแต่พนันไพ่มีลงเบี้ยไหมเ้าคะ?”
“มีขอรับ ตาละ 3อีแปะ”
“ข้าว่ามันน้อยไป ตาละ 1ตะลึงเงินเป็เช่นไร?”
“พวกข้าไม่มีเบี้ยหวัดเยอะมากมายขนาดนั้นหรอกขอรับท่านหมออวี้”
ฟานอวี้เข้าใจและสงสารเหล่าทหารที่จากบ้านจากครอบครัวมาประจำการค่ายทหารแห่งนี้พวกเขาเสียสละรับใช้ชาติ เพื่อปกป้องประเทศและราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็สุขนางยกย่องและนับถือจิตใจที่เข้มแข็งของพวกเขาจริง ๆยังไม่ทันจะได้เล่นไพ่จับหมูกับเหล่าทหาร หลิวลี้ก็มาเรียกนาง
“เ้าสี่เกิดเื่แล้ว”
“เกิดเื่อันใดหรือเ้าคะ?”
“มีทหารลับที่กลับมาจากการลาดตระเวนถูกธนูยิงเข้าตรงหน้าอกซ้าย อาการสาหัสน่าดู”
“ตอนนี้ทหารลับนายนั้นอยู่ที่ไหนเ้าคะ?”
“กระโจมรองแม่ทัพหลี่เฉียง”
“พาข้าไปทีพี่ลี้เ้าค่ะ แต่กล่องปฐมพยาบาลของข้าอยู่ในกระโจมที่พัก ท่านช่วยเอามาให้ข้าที!”
“ได้แต่เ้ารู้จักกระโจมที่พักของรองทัพหลีเฉียงหรือ?”
“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะให้ทหารในกลุ่มนี้พาไป ท่านรีบไปเอากล่องพยาบาลมาให้ข้าเถอะเ้าค่ะแล้วเฟ่ยเฟ่ยละเ้าคะ?”
“นางอยู่กับพี่ซาง เดี๋ยวให้พี่ซางพานางไปพร้อมกับข้า”
“ได้ งั้นข้าไปก่อน”
หลิวลี้ยืมม้าเร็วของทหารส่วนฟานอวี้ให้ทหารในกลุ่มที่นางกำลังจะเล่นไพ่ด้วยหาม้ามาให้นางขี่และพานางไปที่กระโจมของท่านรองแม่ทัพหลีเฉียงเมื่อมาถึงก็รีบลงจากหลังม้าและรีบวิ่งเข้าไปในกระโจมที่มีคนป่วยอยู่
“ท่านหมอวี้ท่านมาพอดี ท่านช่วยรักษาทหารนายนี้ด้วยขอรับเขาสำคัญต่อกองทัพของพวกเรามาก”
หลังจากที่ทานอาหารเย็นกันเสร็จฟานอวี้ให้ท่านพี่ชายใหญ่และรองแม่ทัพทั้งสองปกปิดสถานะท่านหญิงสี่ให้เรียกนางว่าหมออวี้แทน
“ท่านไม่ต้องห่วงไม่ว่าคนไข้จะเป็ผู้ใด ข้าจะรักษาสุดความสามารถเ้าค่ะ!”
สักพักหลิวลี้ เฟ่ยเฟ่ยและหลิวซางก็ตามมาถึงกระโจมคนเจ็บพร้อมกับกล่องพยาบาล