บทที่ แปดสิบห้า
เสียงผ้าพลิ้วเสียดสีพื้นรองเท้ากระทบหินกระเบื้องเมื่อหลิวชิงเซียงหมุนกายออกมาจากห้องพักร่างของนางตอนนี้เปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาเช่นชาวบ้านสามัญชน ผ้าฝ้ายย้อมสีครามเข้มแขนเสื้อกว้างปล่อยให้ชายเสื้อซ้อนคลุมมือ พาดทับกระโปรงยาวสีดินผูกชายเอวด้วยเชือกสีเดียวกันเส้นผมยาวถูกผูกด้วยผ้าไหมแดงเข้มแทนปิ่นทอง ดวงตากลมกลับดูสดใสกว่าเคย
ข้างกายนั้นคือหวังเซียนหยวนในชุดผ้าฟอกสีขาวหม่นๆปล่อยผ้าโพกศีรษะคลุมครึ่งศีรษะไว้แบบคนในตลาดผ้าโพกมีลวดลายเชือกกล้วยไม้สีเทาควันไฟขับดวงตาคมใต้คิ้วหนาให้ดูลุ่มลึกยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อทั้งสองก้าวพ้นวังหลวงออกมาแล้ว ขบวนก็ไม่มีผู้ติดตามอีกแม้สักคนเดียว
“ท่านแปลงกายคราวนี้คล่องมือดีนักนะ” หลิวชิงเซียงเอ่ยอย่างหยอกๆ ขณะเดินไปข้างกันสีหน้าหญิงสาวสงบนิ่งแต่แววตาเปล่งประกายรอของความสนุกที่ซ่อนอยู่
“นั้นเพราะเจ้าซุกซนข้าจึงต้องคล่องตัว” โม่เหวินหานในคราบหวังเซียนหยวนตอบกลับอย่างไม่เสียเชิง
ถนนหินขนาดกลางทอดยาวออกจากทางเชื่อมพระราชวังสู่ถนนชั้นนอกผ่านหน้าถนนที่ตั้งของจวนขุนนางผู้ใหญ่มากมายซึ่งขณะนี้ผู้คนทั่วไปเดินสวนกันพลุกพล่าน บัณฑิตผูกคัมภีร์เดินผ่านกลุ่มคนแบกหามหญิงสาวหาบเข่งผักแนบอกขณะร้องขายเสียงดัง ข้างทางมีร้านเล็กเรือนไม้ซ้อนติดกันด้านหน้ามีแผงผลไม้ บ้างวางขนมแป้งทอด บ้างวางผลไม้แปรรูปทั้งมะขาม พุทราเชื่อมกลิ่นอบน้ำผึ้งคละคลุ้งตามทาง
“เมืองหลวงของต้าเหว่ย..” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงแผ่วขณะทอดสายตามองไปยังแนวยาวของแผงค้าและร่มไม้กางสีสดที่ปักประดับหน้าร้านเสื้อผ้า “ถึงข้าอยู่ที่เมืองหลวงมาเกือบร่วมปีแต่ก็อยู่ในกำแพงตำหนัก ที่แท้..วันนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เหยียบถึงจริงๆ”
นางหยุดมองร้านขายเทียนหอมที่วางเรียงเป็นแถวบางเล่มทำเป็นรูปดอกฮวาเสียน บ้างทำเป็นรูปนกกระเรียน
โม่เหวินหานหันข้างมองสตรีที่อยู่ข้างกายแววตาเขาอ่อนลงเล็กน้อยกับท่าทางชื่นชอบบรรยากาศครึกครื้น “เจ้าเคยไปตลาดซุ่ยหยวนกับหัวเมืองของถิ่นเจ้ามาแล้วมิใช่หรือ”
“ใช่ แต่ที่นั่นคนละอย่างกับที่นี่เลยขนาดหัวเมืองใหญ่ที่ใกล้ๆ เผ่า ข้าว่าก็เจริญแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับที่นี่เลยจริงๆ” น้ำเสียงของนางทั้งทึ่งทั้งชื่นชมดวงตาสีดำขลับยังไม่ละจากแผงเครื่องประดับที่มีหยกสีอ่อนแขวนเรียงเป็นพวง กลิ่นดอกจวี๋หลานที่เจ้าของร้านเอาวางไว้บนกระจาดแตะปลายจมูกทำให้นางรู้สึกว่านี่ต่างจากเมืองใดที่เคยไปอย่างสิ้นเชิง
สองคนเดินผ่านร้านบะหมี่ที่มีเสียงน้ำแกงร้อนๆดังอยู่ข้างเตาถ่าน ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านทำเครื่องเงินที่เสียงเคาะค้อนดังสม่ำเสมอถัดออกไปคือร้านวาดภาพที่แขวนภาพวาดหมึกจีนของทิวเขาและพู่กันไว้ด้านหน้าทุกสิ่งสร้างความละลานตาให้นางจนต้องหยุดยืนหลายครั้ง
“วันนี้ท่านตั้งใจพาข้าเที่ยวเพียงอย่างเดียวหรือมีที่อื่นต้องแวะอีก”
“ตั้งใจพาเจ้าออกมาสูดอากาศบ้างไม่เช่นนั้นจะซนไม่เข้าเรื่องหากอยู่แต่ในตำหนัก เจ้าคิดว่าเมืองนี้ดูเป็นอย่างไร?”
“หลากสี..วุ่นวาย..แต่ก็มีชีวิตชีวานัก” นางตอบพลางก้มลงดูกรงนกไม้ที่คนเฒ่ากำลังนั่งขายข้างทางเขาเป่าหวีไม้ขลุ่ยให้มันขานเสียงตาม จังหวะนั้นเสียงฆ้องดังแทรกขึ้นพอหันไปตามต้นเสียงก็พบกลุ่มผู้คนมุงกันอยู่เป็นวงกลมกว้าง เด็กชายหญิงวิ่งหัวเราะไปมาอยู่รอบนอกผู้ใหญ่บ้างยืนดูบ้างเขย่งปีนบนเก้าอี้บ้าง
หลิวชิงเซียงเบียดฝ่าผู้คนเข้าไปท่ามกลางวงล้อมนั้นมีเวทีกลางถนนวางผ้าแดงปูพื้นกายกรรมแสดงการหมุนถ้วยด้วยปลายนิ้ว วิ่งบนไม้ระแนงสูง เรียกเสียงอุทานจากฝูงชน
“อ้อ..ถึงว่าคนแน่นนัก”โม่เหวินหานเดินเข้ามาเคียงข้างสายตามองนักแสดงชายที่วิ่งกระโดดข้ามวงล้อไฟ แล้วลอยตัวหมุนกลางอากาศอย่างแม่นยำ
“แม่นยำราวใช้เชือกลาก ข้าเห็นแล้วก็กลั้นใจตาม” หลิวชิงเซียงยกมือป้องริมปากกล่าวเบาๆ ตาไม่ละจากเวที
เมื่อกายกรรมสุดท้ายจบลงเสียงปรบมือจากคนรอบวงดังขึ้นระงมเด็กชายตัวเล็กที่ทำหน้าที่เก็บหมวกเดินเวียนไปตามคนดูคนบางกลุ่มโยนเหรียญลงในหมวกเสียงดังคละกันไป
“ข้า..ด้วย” หลิวชิงเซียงเอ่ยเพียงคำเดียวมือก็ล้วงเข้าแขนเสื้อด้านใน หยิบถุงผ้าสีดำใบเล็กออกมาในนั้นมีเหรียญทองแดงร้อยด้วยเชือกนวลแน่น นางหยิบออกมากำหนึ่ง แล้วยื่นให้เด็กชาย
เด็กชายก้มหัวให้“ขอบพระคุณนายหญิง!”
โม่เหวินหานยืนอยู่ด้านหลังนางพลันยกยิ้มบางๆ มองภาพหญิงสาวในชุดชาวบ้านท่าทางมีไมตรีพูดคุยกับชาวบ้านเช่นไร้กำแพงกั้นระหว่างชนชั้น เขาค่อยๆ เดินเข้ามาข้างนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม “ยังอยากไปดูที่อื่นอีกหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงหันกลับมา“หากวันนี้ท่านตั้งใจพาข้าเที่ยวข้าก็จะถือว่าท่านต้องรับผิดชอบพานำแล้ว”
“ดี” เขาตอบรับทันที “ไปกันเถอะข้าจะพาเจ้าลองขนมทอดน้ำผึ้งเจ้าเก่าของเมืองหลวง”พลางยิ้มละมุนส่งให้
รอยยิ้มของเขาสะท้อนกับแสงแดดที่รอดพ้นหลังคาร้านไปกระทบใบหน้าทำให้ใจของหญิงสาวสั่นไหววูบหนึ่งอย่างไม่ตั้งตัวในห้วงยามที่ยืนกลางเมืองจอแจแห่งต้าเหว่ยนางรู้สึกคล้ายหัวใจนั้นกลับมาเต้นโครมครามอีกครั้ง
ยามบ่ายแสงแดดทอสีอบอุ่นเมื่อเดินพ้นแนวตลาดออกมาเส้นทางเริ่มลดความวุ่นวายลงเหลือเพียงรถลากและชาวบ้านประปรายทั้งสองเดินเลาะจากถนนใหญ่ผ่านตรอกหินกรวดมาได้สักพัก เสียงคนก็เริ่มจางลงกลิ่นขนมทอดกับเสียงแตรดินเผาของเด็กน้อยข้างถนนค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นของสายน้ำ
เบื้องหน้าคือบึงใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ด้านใต้ของเมืองมีทางเดินไม้ทอดยาวริมฝั่ง ประดับด้วยราวไม้ไผ่สลับกับกระถางบัวพันธุ์หลวงซึ่งลำต้นยาวทะลุผิวน้ำแม้ในฤดูนี้บัวจะไม่ผลิบาน แต่ก็ยังมีก้านบัวชูพุ่มใบกว้างบางต้นก็มีฝักแก่โผล่พ้นน้ำ
ศาลาริมบึงหลังคาโค้งทอดเงาสะท้อนกับผิวน้ำข้างเรือไม้ที่จอดเรียงรายรอเช่าสองฝั่งมีแผงขายขนม น้ำชา และร่มไม้ให้พักทั้งยังมีแว่วเสียงขลุ่ยจากนักดนตรีเร่ที่นั่งเป่าข้างศาลา บางจังหวะผิวแผ่วบางจังหวะไหลลื่น กลมกลืนกับเสียงน้ำกระเพื่อมจากเรือไม้ที่ลอยละล่องอยู่
หลิวชิงเซียงหยุดยืนมองเรือไม้ลำหนึ่งที่ลอยห่างจากฝั่งออกไปเสียงผู้หญิงหัวเราะเบาๆ แว่วมากับเสียงกระทบไม้ของไม้พายภาพนั้นให้ความรู้สึกเรียบง่าย จนคนที่อยู่แต่ในวังหลวงถวิลหาความรู้สึกนี้
โม่เหวินหานซึ่งมองตามนางอยู่ข้างๆเหลือบเห็นแววตาของหลิวชิงเซียงก็ยิ้มบาง “อยากไปล่องเรือหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงหันมาช้าๆยิ้มตอบ “ข้าคงไม่กล้าบอกว่าไม่อยาก”
ไม่นานทั้งสองก็เดินไปยังเจ้าของท่าเรือที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าศาลาชายวัยกลางคนส่งยิ้มอ่อนให้อย่างมีไมตรี
“สองท่านลำนี้ได้เลย มีเจ้าหนูคอยบังคับพายให้ไม่ต้องกลัวล่ม”เด็กหนุ่มวัยราวสิบสามสิบสี่ในชุดผ้ากระสอบสีน้ำตาลยืนตรงเรือไม้ลำยาวหันมายกมือเคารพ เขาขยับจะก้าวลงตามแต่โม่เหวินหานกลับยื่นถุงเงินใบเล็กไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“ไม่ต้อง ข้าอยากพาฮูหยินของข้าไปเองอยู่กันสองคนดีแล้ว”
เด็กหนุ่มชะงักไปนิดก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเหลือบมองถุงเงินในมือก่อนรีบพยักหน้ารัว “ได้ขอรับได้เลยพี่ชาย เชิญตามสบายนะขอรับ”
แม้ในใจจะแปลกใจอยู่บ้างที่ชายหนุ่มแต่งตัวบ้านๆแต่ยอมควักเงินขนาดนี้เพียงเพื่อพาฮูหยินไปเอง แต่สำหรับคนที่หาเช้ากินค่ำเงินก้อนนั้นช่างมีค่าเกินจะซักถามให้เสียโอกาส
หลิวชิงเซียงยิ้มพรายเมื่อได้ยินคำเรียก'ฮูหยิน' ที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเอง
ไม่นานเรือไม้เคลื่อนออกจากท่าโดยมีโม่เหวินหานยืนท้ายเรือจับพายบังคับทิศทางแขนเขาแข็งแรงจึงควบคุมทิศทางได้อย่างมั่นคง เสียงไม้ไผ่แหวกน้ำจนพาเรือแล่นเข้าสู่ช่วงกลางบึงที่ซึ่งใบบัวกระจายตัวอยู่ห่างๆ จากกัน ผิวน้ำด้านบนใสราวกระจกสะท้อนท้องฟ้ากับเงาเรือ
หลิวชิงเซียงซึ่งพิงอยู่ข้างกราบเรือเหม่อมองฟ้าก่อนเอ่ยช้าๆ “นึกถึงพิธีชมบุปผาครั้งก่อน..แม้ดอกไม้จะงดงามแต่กลับไม่ทำให้รู้สึกอิสระดั่งเวลานี้”
โม่เหวินหานละมือจากพายทิ้งท้ายเรือให้ลอยไปตามกระเพื่อมของน้ำ เขาค่อยๆ เดินเข้ามานั่งเคียงข้างนางใบหน้าครึ่งหนึ่งหลบในเงาหมวกหญ้ากว้างปีก
“ตอนนี้เจ้าเป็นชายาแล้ว จากนี้งานใดไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปใครจะว่าอะไรเจ้าได้”
หากแต่หลิวชิงเซียงกลับสะดุ้งน้อยๆจากที่เอนกายอยู่อย่างสบาย นางพลันลุกนั่งตัวตรง “แต่เช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องเป็นคนจัดงานเองหรือ?” นางหันมามองอีกฝ่าย ตาเบิกเล็กน้อย “ข้าเคยได้ยินว่างานในตำหนักในมักต้องมีผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆดูแลจัดงาน”
โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆในลำคอ หัวเราะทั้งคำพูด ทั้งท่าทางตกใจของนาง “เพราะพวกเขาอยากแสดงอำนาจต่างหากไม่ใช่หน้าที่ใดของเจ้าทั้งสิ้น เวลานี้เรายังให้ กรมวังดูแลเรื่องเหล่านั้นอยู่ เจ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”
หลิวชิงเซียงถอนใจยาวโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกลับไปเอนพิงกราบเรือดังเดิมเสียงผิวน้ำกระทบไม้ค่อยๆ กล่อมให้บรรยากาศเงียบสงบขึ้นอีกครั้ง
โม่เหวินหานมองนางอยู่นานกระทั่งในที่สุดเขาเอ่ยขึ้นเปิดบทสนทนา เพราะนางไม่ยอมเปิดหัวข้อนี้เสียที่ “อาชิง..เจ้าจะไม่ถามเราหรือไม่สงสัยว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้”
หลิวชิงเซียงหันมาช้าๆสีหน้าสงสัยปนระวัง เพราะไม่ใช่นางไม่อยากถาม แต่ไม่รู้ว่าถามได้ไหมต่างหาก “ข้าถามได้หรือ..?”
โม่เหวินหานถอนหายใจพลางพยักหน้า “ย่อมได้ มาถึงขนาดนี้แล้วเราก็ไม่คิดจะปิดเจ้าอีก”
หลิวชิงเซียงขยับตัวมานั่งตรงหันหน้าหาเขา “เช่นนั้นทำไมท่านถึงเปลี่ยนใบหน้าได้?”
โม่เหวินหานนิ่งชั่วครู่ก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ “เพราะนี่คือหน้ากากเราจะเปลี่ยนเป็นใครก็ได้ ขอเพียงมีใบหน้าของคนนั้นให้เป็นต้นแบบ”
หลิวชิงเซียงเอ่ยถามต่ออีกคำเพราะนางมีเรื่องเก็บอยู่สงสัยมากมาย “เช่นนั้นคนอื่นก็ปลอมเป็นท่านได้เช่นกัน?”
เขาพยักหน้าช้าๆ“ใช่แล้ว อย่างวันนี้..ก็มีคนแต่งเป็นเราเจ้าเดาได้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
แต่นางกลับเงียบไป..ราวกับเวลานั้นสรรพสิ่งรอบตัวกลายเป็นเพียงเบื้องหลังนางนึกถึงสิ่งที่เฉียนอ๋องเคยบอก คำเตือนเหล่านั้นที่ในเวลานั้นดูเกินจริงแต่ยามนี้กลับราวมีเงาจางๆ มาเฉลยอยู่ตรงหน้า..หากแม้แต่ฮ่องเต้ก็อาจไม่ใช่ฮ่องเต้เล่า?หากแม้แต่สิ่งที่เห็นด้วยตายังไม่แน่นอนแล้วอะไรจึงเรียกว่าความจริงได้
เฉียนอ๋องเคยว่าต่อให้เหมือนเช่นใดหากไม่ใช่ใบหน้าแท้จริงก็ต้องมีจุดที่ไม่แนบสนิทตำแหน่งใดในผิวหนังที่หน้ากากไม่ยึดติดย่อมแตกต่างแม้เพียงปลายนิ้วสัมผัสแต่นางเคยสัมผัสแล้ว เคยลูบมาแล้ว มิพบสิ่งผิดแผกใดใบหน้าจริงของเขาเป็นเช่นใดนางมั่นใจได้
หลิวชิงเซียงหันกลับมามองเขาจดจ้องใบหน้าเบื้องหน้านั้นด้วยสายตาที่อัดแน่นด้วยคำถามก่อนจะเอ่ยกลับด้วยคำถามแทนคำตอบ “แล้วเช่นนี้เทียนหลงฮ่องเต้ยังมีจริงหรือ?”
โม่เหวินหานเอนตัวลงเคียงข้างทิ้งความเงียบระหว่างกลางเป็นสะพานทอดผ่าน “นั้นสินะ..องค์ชายสามมีจริงไหมเทียนหลงฮ่องเต้มีจริงไหม อาจจะมีเพียงผู้เดียวที่มีจริง”
หลิวชิงเซียงกะพริบตาอย่างงุนงงความคิดสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบาๆ “อันชื่อ..?”
เสียงเบาราวเสียงกระซิบในใจแต่เขากลับหันมามองมา สายตาลึกซึ้งจนไม่อาจเข้าใจได้ว่าต้องการสื่ออะไร บุรุษผู้เเงียบงันทว่าสายตานั้นกลับตอบคำมากมาย
ความจริงแล้วหรือชื่อนี้ที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อนมันไม่ใช่นามรอง ไม่ใช่นามจริงก่อนครองราชย์ แล้วอันชื่อคือผู้ใดกันแน่?
สุดท้ายหากเขาไม่ใช่เทียนหลงฮ่องเต้แล้วเป็นผู้ใดกันที่สามารถอยู่ในวัง ตบตาคนมากมายได้หลายปีขึ้นแท่นบัลลังก์ได้โดยไม่มีใครล่วงรู้ และสำคัญที่สุด..เหตุใดถึงมีใบหน้าจริงคล้ายเฉียนอ๋องกับหรงอ๋องถึงเจ็ดแปดส่วนทั้งที่มิใช่สายเลือดเดียวกันเลย
สำหรับอีกฝ่ายเมื่อชายหนุ่มได้ยินคำว่า “อันชื่อ” หลุดจากปากหลิวชิงเซียงเงาทอดยาวของความเงียบก็พลันตกทับลงกลางระหว่างทั้งสองดวงตาของโม่เหวินหานเหลือบต่ำก่อนยกขึ้นสบกับนางมุมปากคลี่ยิ้มจาง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพอใจ
เขารู้ว่าขณะนี้หญิงสาวผู้อยยู่เคียงข้างคงกำลังสับสนอย่างที่สุดดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งการพินิจพิเคราะห์ทุกท่าทางที่เขาแสดงออกมาล้วนถูกบันทึกไว้ในความจำของนางทั้งสิ้น และเขาย่อมรู้ดีว่านางไม่ใช่หญิงสาวที่เพียงห้าวหาญกล้าแกร่งหากยังแหลมคมรู้คิด
นางกำลังสงสัยว่าเขาอาจจะเป็นฮ่องเต้ตัวปลอมความคิดยิ่งตั้งคำถามหนักขึ้น ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบทว่าแผ่วเบาและหยอกเย้า“วางใจผู้ที่จะใส่หน้ากากเราได้..ก็มีเพียงผู้เดียวที่เราไว้ใจ”เขาเอียงหน้ามองไปยังผิวน้ำเบื้องล่าง“และเจ้าก็ไม่ต้องตกใจไป ช่วงเวลาที่อยู่กับเจ้า..คือเราเองทั้งหมด”
หลิวชิงเซียงหลุดหัวเราะในลำคอราวกับถอนใจคลายความตึงเครียดที่เริ่มถาโถม ดวงตากะพริบไหวเล็กน้อย “ข้าไม่กลัวหรอกว่าจะมีใครปลอมเป็นท่านมาเกี้ยวพาแทน..” นางเอ่ยเสียงอ่อนคล้ายหยอก “อีกอย่าง..เจียงเจียก็คงไม่คิดจะทำเช่นนั้น”
นัยน์ตาของโม่เหวินหานวาวแสงเพียงเสี้ยวพริบตารอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอย่างอดไม่ได้ เขารู้สึกพึงใจนักกับคำตอบนั้น “เจียงเจียคงไม่ทำเช่นนั้นจริงๆ” เสียงของเขาทุ้มต่ำลงกว่าปกติเล็กน้อยแต่แฝงด้วยความพอใจ
จากนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอีกนิด“เจ้าอาจมีคำถามมากมายในใจ..” ดวงตาของเขาสบกับนางตรงๆ “และเราไม่คิดจะปิดบังเจ้าอยู่แล้ว”
หลิวชิงเซียงยังคงนิ่งเงียบฟังเขาอย่างไม่ขัดแย้ง ปล่อยให้เขาเอ่ยต่อไปเอง
“เวลานี้ย่อมมีแต่คำถามไม่สู้เรามาแลกกัน..?”เขาหยุดเว้นระยะสั้นๆเหลือบมองไปยังดอกบัวหนึ่ง ดอกที่หลงฤดูที่ชูช่ออยู่ไม่ไกล “ความลับของเจ้า แลกความลับของเรา”
คำพูดของเขาราวกับคลื่นที่กระทบใจนางอย่างไม่ทันตั้งตัวหลิวชิงเซียงที่แต่เดิมเคยเฝ้าเก็บซ่อนไว้เงียบงันเพียงเพื่อดำรงอยู่ในวังหลวงอันเต็มไปด้วยกลไกสลับซับซ้อนวันนี้กลับถูกผู้ที่อยู่เหนือคนทั้งแผ่นดินถามหาความจริงนั้นอย่างตรงไปตรงมา
ในความเงียบที่ทอดยาวหลังคำเสนอหลิวชิงเซียงยังไม่ตอบ ทว่าดวงตาของนางกลับสะท้อนเงาบุรุษตรงหน้าในชัดเจนกว่าคราใดเขาจริงใจต่อนางเช่นนี้..ถ้ารู้ว่านางไม่ใช่หลี่เสวี่ยชาติกำเนิดของนางไม่ใช่ของจริงเขาคิดจะอภัยให้ได้หรือไม่..?